รัฐสภา · ครั้งที่ ๓ · ๑๐ เมษายน ๒๕๕๕

พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค สงวนคำแปรญัตติในมาตรา 3 ของร่างรัฐธรรมนูญ เนื่องจากไม่มีการกำหนดจุดเริ่มต้นของการยกร่างรัฐธรรมนูญ และขอเสนอให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ โดยมีการพิจารณาให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานครับ ผมได้ขอสงวนความเห็น ในร่างมาตรา ๓ ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยครับ อยากจะขออนุญาตเรียน ท่านประธานครับว่าเหตุผลที่ผมได้สงวนคำแปรญัตติไว้ดังนี้นะครับว่า มาตรา ๓ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น (๑๗) และ (๑๘) ของมาตรา ๑๓๖ ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย (๑๗) การให้ความเห็นชอบสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ มาตรา ๒๙๑/๒ (๒) (๑๘) การให้ความเห็นชอบญัตติให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามมาตรา ๒๙๑/๑ ท่านประธานที่เคารพครับ ในนี้ที่ผมได้ขอสงวนคำแปรญัตติไว้ ก็จะเป็น จุดเริ่มต้นส่วนหนึ่งของการที่ผมได้สงวนคำแปรญัตติในมาตราอื่น ๆ ไว้ครับ ที่ผมเรียนอย่างนี้ เพราะว่าตามร่างของรัฐบาล และตามที่คณะกรรมาธิการได้พิจารณานั้น คณะกรรมาธิการ ได้พิจารณาตามร่างของรัฐบาลซึ่งเป็นหลัก ได้กำหนดไว้แต่เพียงดังนี้ครับ ใน (๑๗) การให้ความเห็นชอบสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) แล้วก็ใน (๑๘) ที่เพิ่มขึ้นมาของรัฐบาล และที่กรรมาธิการใช้เป็นร่างของกรรมาธิการด้วย การให้ความเห็นชอบ ญัตติให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามมาตรา ๒๙๑/๑๖ ท่านประธานครับ เหตุผล ประการแรก ผมเห็นว่าร่างของรัฐบาล และที่กรรมาธิการยึดเป็นแนวทางนี้ไม่น่าจะถูกต้อง เนื่องจากว่าตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะมีสมาชิกอยู่ ๒ ประเภท ประเภทที่ ๑ มาจาก การเลือกตั้ง ประเภทที่ ๒ มาจากการคัดเลือก ซึ่งก็เป็นไปตาม (๑๗) แต่ว่าใน (๑๘) การให้ความเห็นชอบญัตติให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามมาตรา ๒๙๑/๑๖ นั้น เป็นกรณีที่เกิดเหตุขัดข้องหลังจากได้มีการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรก คือรัฐธรรมนูญตกไป หรือไม่สำเร็จตามระยะเวลาที่ได้กำหนดไว้เป็นต้น ผมจึงขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานครับว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นเป็นญัตติประการหนึ่ง เหมือนกับการเสนอกฎหมาย เสนอร่างพระราชบัญญัติ เวลาที่เราจะมีการเสนอร่างพระราชบัญญัติ หรือเสนอขอให้มี การแก้ไขปรับปรุงเรื่องใดนั้นก็ต้องมีการพูดจาหารือกันในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรก็ดี วุฒิสภาก็ดี หรือที่ประชุมรัฐสภาก็ดี ต้องมีเจ้าของญัตติ มีผู้ลงมติ แล้วถ้าหากว่าสภาต่าง ๆ โดยเฉพาะกรณีรัฐธรรมนูญนี้ที่ประชุมเห็นชอบให้มีการปรับปรุงแก้ไข มีมติให้ดำเนินการตามนั้น ถึงไปสู่กระบวนการที่ ๒ คือให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือมีการ ไปดำเนินการให้มีการคัดเลือกกัน ท่านประธานจะเห็นครับว่า การร่างรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญที่จะมีการปรับปรุงแก้ไขนี้ จะต้องเริ่มที่มาตราอื่นก่อนครับ ไม่ใช่เริ่มที่ มาตรา ๒๙๑/๑๖ ครับ มาตรา ๒๙๑/๑๖ นั้น เป็นมาตราที่เกิดขึ้น ผมอยากจะใช้คำว่า เป็นอุบัติเหตุระหว่างทาง หลังจากที่เกิดสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาแล้ว แล้วเกิดอุบัติเหตุ ไม่ว่าเรื่องอะไรที่กำหนดไว้ในมาตรา ๒๙๑/๑๖ จึงทำให้ต้องมีการจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือมีการร่างรัฐธรรมนูญกันใหม่ ถึงได้มีการมาลงมติว่าเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบที่ได้กำหนดไว้ ในมาตรา ๓ (๑๘) แต่ในนี้ไม่ได้มีพูดถึงเลยครับว่า แล้วตอนครั้งแรกละครับ ผมไม่อยากจะ ไปพูดถึงมาตรา ๕ มาตรา ๕ เป็นบทเฉพาะกาลของครั้งแรกหลังจากที่มีการแก้ไขปรับปรุง รัฐธรรมนูญฉบับนี้ครับ เพราะฉะนั้นหลังจากที่มีการแก้ไขปรับปรุงรัฐธรรมนูญฉบับนี้ การที่มี การแก้ไขครั้งแรกไปใช้ร่างมาตรา ๕ แต่หลังจากที่มีการแก้ไขปรับปรุงเสร็จเรียบร้อย มีผลบังคับใช้ มาตรา ๕ ไม่มีผลบังคับใช้แล้ว กฎหมายฉบับนี้เราก็ต้องถือว่ามันยังติดอยู่กับ รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ต่อไป เพราะเราไม่สามารถจะไปกำหนดกฎเกณฑ์ กติกาได้ครับ แล้วในอนาคตสภาร่างรัฐธรรมนูญที่จะมีขึ้นตามมาตรา ๕ ก็อาจจะเอารูปแบบแนวทาง ของตรงนี้ไปเป็นแม่แบบในการที่จะไปยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แล้วถ้าหากว่าในประเด็น ที่เกิดขึ้นคือว่า แล้วการเกิดสภาร่างรัฐธรรมนูญครั้งแรกก่อนมาตรา ๒๙๑/๑๖ มันจะเกิดได้ อย่างไรครับ ถ้าเราไม่นับมาตรา ๕ ตามร่างของรัฐบาล หรือกรรมาธิการพิจารณามันจะมาเริ่ม ที่มาตรา ๒๙๑/๑ เลยครับ ให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ แต่ว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญถ้าใช้คำว่า ให้มีก็แปลว่า ต้องมีตลอดไป แต่กรณีนี้ไม่ใช่ครับ จะมีสภาร่างรัฐธรรมนูญก็ต่อเมื่อมีเงื่อนไข ให้เกิดการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามมาตรา ๒๙๑/๑ หรือทับอะไรก็สุดแล้วแต่ มันจะต้อง มีจุดเริ่มต้นก่อน เมื่อมีจุดเริ่มต้นแล้วรัฐสภานี้ก็ต้องมีอำนาจในการให้การรับรองเช่นเดียวกับ (๑๘) ครับ แต่ว่าในขณะนี้นะครับท่านประธาน ถ้าท่านกรรมาธิการได้กรุณาอ่านดูในนี้ มันไม่มีจุดเริ่มต้นครับ มันไม่มีจุดเริ่มต้นของการยกร่างหลังจากที่ร่างนี้มีผลใช้บังคับ มันมีจุดเริ่มต้นของมาตรา ๕ เท่านั้นเองครับ เป็นเรื่องบทเฉพาะกาล หลังจากนั้นในมาตรา ๓ ที่ท่านใส่ใน (๑๘) ไว้ อันนั้น มันเป็นการจุดเริ่มต้นของกรณีเกิดอุบัติเหตุระหว่างทางของมาตรา ๒๙๑/๑๖ แล้วก่อนจะเกิด มาตรา ๒๙๑/๑๖ แล้วให้มันเกิดมาตรา ๒๙๑/๑ ได้อย่างไรละครับ อยู่ดี ๆ มันจะเกิด สภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาได้อย่างไรครับ เว้นแต่เราบอกให้เหมือนสภาผู้แทนราษฎร เหมือนวุฒิสภาที่มันมีขึ้นโดยรัฐธรรมนูญโดยตัวของมันเอง ไม่ต้องมีใครมารับรองหรือว่า ยื่นญัตติให้เกิด แต่กรณีของเราที่เรากำลังพูดที่เราได้อภิปรายกันในห้องประชุมกรรมาธิการนั้น มันต้องมีจุดเริ่มต้น ซึ่งเพื่อนสมาชิกในกรรมาธิการบางท่าน ขออภัยเอ่ยนามไม่ได้เสียหาย ท่านอลงกรณ์ พลบุตร ท่านยังเป็นผู้ที่จุดประกายขึ้นมาว่าน่าจะให้มีการลงประชามติก่อน ถ้าหากว่ามีประชามติเห็นชอบว่าให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้วถึงจะไปเกิด สภาร่างรัฐธรรมนูญ ตรงนั้นผมก็ได้พูดเสริมท่านขึ้นมาว่า เช่นเดียวกันนะครับ เพราะว่า เมื่อเป็นเช่นนั้นรัฐสภาก็จะต้องมีอำนาจในการรับรองญัตติที่จะให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ขึ้นมาก่อนถึงจะไปเกิดสภาร่างรัฐธรรมนูญ ส่วนจะไปทำประชามติเหมือนที่ท่านกรรมาธิการ ในขณะนั้นแสดงความเห็นไว้คือท่านอลงกรณ์หรือไปเงื่อนไขประการอื่นค่อยว่ากัน ตรงนั้น คือจุดเริ่มต้นของการมีสภาร่างรัฐธรรมนูญ แล้วหลังจากนั้นเมื่อไปเกิดอุบัติเหตุระหว่างทาง มันเข้าเงื่อนไขตามมาตรา ๒๙๑/๑๖ มันถึงจะมาเข้าเงื่อนไขของ (๑๘) ที่รัฐบาลได้ยกร่าง มาแล้วที่กรรมาธิการหยิบยกขึ้นมาเป็นแนวทาง แต่ถ้าหากว่าไม่มีจุดเริ่มต้นมันจะเกิด มาตรา ๒๙๑/๑๖ ได้อย่างไรครับ แล้วการที่จะมีสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ มันเกิดได้อย่างไรครับ มันไม่ได้เกิดมาโดยการแก้รัฐธรรมนูญ ถ้าอย่างนั้นแปลว่าเป็นองค์กรถาวร ผมถึงได้เรียนในที่ประชุมกรรมาธิการแล้วก็เรียนท่านประธานคณะกรรมาธิการด้วยว่า สภาร่างรัฐธรรมนูญตามเจตนารมณ์ของเรา อันนี้มันจะเป็นสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มีอยู่คู่ถาวร คู่กับสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา หรือว่ามันจะเกิดขึ้นแล้วก็แตกดับสลายไปเมื่อเสร็จสิ้น ภารกิจ ซึ่งคำตอบก็คือว่ามันเกิดมาแล้วก็ดับไป แล้วก็เงื่อนไขอื่นในร่างรัฐธรรมนูญนี้ ก็เขียนไว้ให้สิ้นสุดอายุไปเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจตามกำหนดระยะเวลาหรือเมื่อดำเนินการเสร็จ เพราะฉะนั้นจึงเป็นปัญหาว่าแล้วสภาร่างรัฐธรรมนูญนี้จึงมีการเกิดขึ้นแล้วก็ดับสิ้นไป เป็นระยะ ๆ ประเด็นจึงตามมาว่าเมื่อจบไปแล้วมันจะเกิดขึ้นมาใหม่ถ้าไม่พูดถึงมาตรา ๕ มันจะเกิดขึ้นได้อย่างไร แล้วใครจะเป็นคนรับรองญัตตินี้ในเมื่อมาตรา ๓ ที่มีการปรับปรุง แก้ไขเพิ่ม ๒ อนุมาตราเข้าไปไม่ได้พูดถึงเลย

ประการที่ ๒ ผมได้เห็นว่าเมื่อเป็นเช่นนี้การแก้ไขพระราชบัญญัติทั่วไป ซึ่งเป็นกฎหมายเรียกว่าลำดับรองลงมาจากรัฐธรรมนูญยังจะต้องมีการยื่นญัตติเข้าสภา ต้องมีการพูดจาอภิปรายกัน ต้องมีการรับรองมติ ต้องมีการโหวตลงคะแนนเห็นชอบแล้ว ถึงไปดำเนินการแก้ไขปรับปรุง แต่นี่มันเป็นรัฐธรรมนูญครับ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุด ของประเทศ เป็นกติกาสำคัญสูงสุดของประเทศ แล้วเราจะไม่ต้องมีการพูดจาหารือแล้วมีมติว่า อย่างน้อยในที่ประชุมรัฐสภาเห็นชอบให้มีการแก้ไขปรับปรุงยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ทั้งฉบับเชียวหรือครับ แล้วมันจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ด้วยเหตุตรงนี้ผมคิดว่ามันควรไม่ต่ำไปกว่า การเสนอให้มีการปรับปรุงแก้ไขหรือยกร่างกฎหมายซึ่งเรียกว่า ระดับพระราชบัญญัติ หรือพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรม ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนั้นผมจึงคิดว่าควรจะต้องมีเงื่อนไข ที่จะต้องผ่านการรับรอง รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ถึงแม้พวกเราเป็น สมาชิกรัฐสภา เราเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย แต่เราก็ควรจะให้โอกาสให้คนที่เลือกเรามา ให้เขาได้มีโอกาสมีส่วนร่วมในการที่จะเห็นดีเห็นงามเห็นชอบ หรือเห็นด้วยไม่เห็นด้วย กับการที่เราจะอยู่ดี ๆ ก็จะมารื้อเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ผมจึงคิดว่าจุดเริ่มต้นของการที่จะมี สภาร่างรัฐธรรมนูญหลังจากที่สภามีความเห็นว่าจะต้องมีการยกร่างรัฐธรรมนูญกันใหม่นั้น ควรที่จะให้ประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยอันแท้จริงเป็นผู้เลือกเรามานั้น ให้เขามีส่วนร่วมว่าเขาจะเห็นชอบให้ฉันทานุมัติให้กับเราในการที่จะไปดำเนินการ ยกร่างรัฐธรรมนูญกันใหม่หรือไม่ต่อไป นั่นคือเป็นหลักการที่ผมคิดว่าควรจะต้องเป็นเช่นนั้น ถึงได้เรียกว่า เป็นจุดเริ่มต้น และหลังจากนั้นเมื่อเดินไประหว่างทางมันไปเกิดอุบัติเหตุ ตามมาตรา ๒๙๑/๑๖ ค่อยมาว่ากันตาม (๑๘) เพราะในสิ่งที่ผมได้สงวนคำแปรญัตติไว้นอกจากในมาตรานี้จึงจะมีมาตราอื่น ๆ อีก โดยกำหนดแนวทางตามที่ผมได้กราบเรียนท่านประธานไว้เมื่อสักครู่ว่าจะต้องเริ่มต้น เป็นขั้นเป็นตอนอย่างไรให้พี่น้องประชาชนเข้ามามีโอกาสมามีส่วนร่วมในการที่จะต้องเข้ามา มีส่วนเกี่ยวข้องกับการที่อยู่ดี ๆ เราจะไปแก้รัฐธรรมนูญหรือเราจะไปเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ ทั้งฉบับได้อย่างไร ตรงนี้ครับคือเหตุผลที่ผมได้มีการเพิ่มเติมตั้งแต่ (๑๗) ใส่ของทางรัฐบาล และของกรรมาธิการ มาตรา ๒๙๑/๑ แล้วก็ (๒) เลย ส่วนของผม มาตรา ๒๙๑/๑ มาตรา ๒๙๑/๒ แล้วก็ถึงจะมี (๒) เพราะผมจะมีการเพิ่มมาตรา ๒๙๑/๑ และมาตรา ๒๙๑/๒ เข้าไปอีกเพื่อให้เข้าเงื่อนไขของกระบวนการที่ผมได้เรียนท่านประธาน ซึ่งไม่มีในร่างรัฐบาล และกรรมาธิการไม่ได้ดำเนินการเลย ตรงนี้จะเห็นได้ชัดนะครับว่าถ้าหากว่ากรรมาธิการได้ใช้เวลา ให้โอกาสพวกเราในการที่จะพิจารณาให้เกิดความรอบคอบ จะเห็นนะครับว่าร่างของรัฐบาลก็ดี ที่กรรมาธิการพิจารณาก็ดีนั้นมันไม่มีจุดเริ่มต้นของสภาร่างรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๒๙๑/๑ แต่มันมีจุดเริ่มต้นของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑/๑ ในมาตรา ๕ เท่านั้นเอง แล้วก็คิดแต่เพียงว่า เมื่อเกิดมาตรา ๕ แล้วไปเกิดอุบัติเหตุระหว่างทาง มันจึงกลับมาใช้มาตรา ๒๙๑/๑๖ จึงมาเขียนตรงนี้ไว้ แต่ท่านไม่ได้ไปคิดถึงเลยครับว่าถ้าหากว่าต่อไปไม่มีมาตรา ๕ ไม่ใช้แล้ว จะเริ่มอย่างไร เพราะฉะนั้นตรงนี้ครับ เป็นปัญหาซึ่งผมได้ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธาน คณะกรรมาธิการและได้ขอสงวนความเห็นไว้เพื่อเอามาอภิปรายอีกครั้งหนึ่งในที่ประชุม รัฐสภาแห่งนี้ครับ ขอขอบพระคุณท่านประธานครับ