คำนูณ สิทธิสมาน กล่าวถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยมองว่าหากไม่มีการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ ต้องดำเนินการต่อไปตามที่กรรมาธิการเสียงข้างมากเห็นชอบ และต้องการให้กระบวนการดำเนินไปอย่างสง่างาม โดยไม่เกิดบรรยากาศการถกเถียงเกี่ยวกับข้อบังคับหรือวิธีการจนถึงตอนนี้
กราบเรียนท่านประธาน ผมก็ไม่ได้ว่าอะไร ผมบอกว่าขอบคุณ เพียงแต่บังเอิญก่อนหน้าผมพูดพอดี แล้วตอนที่ ผมยื่นคำแปรญัตติตรงนี้ ผมก็ได้ปรึกษากับท่าน ส.ว. สุมล สุตะวิริยะวัฒน์ เพียงท่านเดียว ท่านอื่นจะแปรญัตติเหมือนผม หรือต่างจากผม หรือคล้ายกับผมผมก็ไม่ได้มีส่วนร่วมด้วย เอาล่ะครับเพื่อประหยัดเวลานะครับ โดยหลักการผมเห็นว่าไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามแต่ ไม่ว่าจะมีคนเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งโดยนัยก็คือการเขียน รัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ แต่ในทางปฏิบัติถ้าไม่เกิดมีปาฏิหาริย์ใดการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ก็คงจะต้องเดินหน้าต่อไป แล้วก็มีแนวโน้มที่จะต้องเดินหน้าตามที่กรรมาธิการเสียงข้างมาก ได้มีความเห็นร่วมกันไว้ เพราะฉะนั้นผมจึงอยากให้กระบวนการนี้ดำเนินไปอย่างสง่างาม หมดจด หมดข้อสงสัยใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่อยากให้เกิดบรรยากาศการถกเถียงกันในเรื่องข้อบังคับ ในเรื่องวิธีการมากกว่าเรื่องเนื้อหา จนถึงบัดนี้เราก็ยังไปไม่ถึงเนื้อหาส่วนที่เป็นสาระสำคัญ ในประเด็นที่ผมได้สงวนคำแปรญัตติไว้ให้มีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด ๓๐ วันนับแต่ วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ในประการสำคัญก็คือเพื่อเปิดเวลาให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้มีความพร้อมเต็มที่ในการดำเนินการ
ในประการแรก ก็คงจะเป็นการพร้อมตามร่างเดิมที่คณะรัฐมนตรีเสนอเข้ามา แล้วก็ตามร่างที่กรรมาธิการเสียงข้างมากได้กรุณาแก้ไขเข้ามา ๓๐ วันไม่ได้เป็นเวลา ที่ยาวนานเกินไปเลยครับ เพราะว่าหลังจากมีผลใช้บังคับแล้วท่านก็จะเห็นร่างรัฐธรรมนูญนี้ บังคับไว้เป็น ๑๕ วัน ๒๐ วัน ๔๐ วัน ๑๕ วัน รวมแล้วเท่ากับ ๙๐ วัน ทุกอย่างต้องจบ ทุกอย่างต้องเสร็จสิ้น ในขณะที่ยังมีประเด็นที่ยังเป็นปัญหาอยู่ก็คือตัวกฎหมายเลือกตั้ง สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้น ร่างเดิมของรัฐบาลบอกว่าให้ใช้ระเบียบที่ กกต. กำหนด ต่อมาร่างของกรรมาธิการเสียงข้างมากที่เรากำลังพิจารณาอยู่นี้นะครับ ก็ให้เอากฎหมายท้องถิ่น เลือกตั้งท้องถิ่นมาบังคับโดยอนุโลม แต่ประเด็นก็อยู่ที่ท่านเขียนไว้นะครับว่าในการนี้ ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจประกาศกำหนด บทบัญญัติใดแห่งกฎหมายดังกล่าว ที่ไม่จำเป็นต้องนำมาบังคับใช้ในราชกิจจานุเบกษาด้วย อะไรควรจะบังคับใช้ อะไรไม่ควร จะบังคับใช้ กระผมเข้าใจว่ามันมีผลดีผลเสียแตกต่างกันและถ้าเผื่อว่าไม่พิจารณาโดยรอบคอบ ก็จะทำให้ประเด็นความบริสุทธิ์ยุติธรรมในการเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญมัวหมอง หรือถูกตั้งข้อสงสัยหรือถูกตำหนิได้ ซึ่งก็จะไปขัดหลักการที่ผมเห็นว่าไหน ๆ จะเขียน รัฐธรรมนูญใหม่กันทั้งที แล้วก็ด้วยความหวังที่ทุกท่านที่ตั้งใจที่จะเขียนรัฐธรรมนูญใหม่นี้ ตั้งใจว่าจะให้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับสุดท้ายไม่มีการแก้ไขอีก ไม่มีการยกเลิกอีก ไม่มีการกระทำ การนอกรัฐธรรมนูญอีก เพราะฉะนั้นก็ควรที่จะให้กระบวนการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ มาด้วยความรอบคอบ อันนี้เป็นประเด็นสำคัญครับ
ประเด็นที่ ๒ ก็คือนอกจากเตรียมความพร้อมให้ครบถ้วนสมบูรณ์บวกไว้ อีก ๓๐ วันแล้ว ทางกระผมเองก็ยังได้แปรญัตติคือแปรญัตติไว้เยอะครับ แต่ประเด็นสุดท้าย ที่ได้แปรญัตติไปนี่อยู่ในมาตราสุดท้ายคือ มาตรา ๕ คือผมต้องการให้ก่อนที่จะมีการ ดำเนินการนับ ๑ จัดทำร่างรัฐธรรมนูญใหม่ตามร่างแก้ไขนี้ ขอให้มีการออกเสียงประชามติ ของประชาชนก่อน ท่านประธานครับ เรื่องนี้ก็คงจะได้เอาไปอภิปรายในมาตรา ๕ แต่ในชั้นนี้ ก็ขออนุญาตกล่าวโดยสังเขปว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้น ไม่ว่าการออกเสียงลงประชามติ ของประชาชนที่เขาเห็นชอบด้วยนั้นจะเพราะยินยอมพร้อมใจเต็ม ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ จะเพราะขอให้มีการเลือกตั้งไปก่อนแล้วมาแก้ไขทีหลังหรือจะเพราะเหตุผลอะไรก็ตาม แต่ผลในทางทฤษฎีที่ประกาศออกมาก็คือเป็นรัฐธรรมนูญที่มีการลงประชามติรับรอง เมื่อจะเขียนรัฐธรรมนูญใหม่กันทั้งทีให้มีการประชามติเห็นพ้องต้องกันอีกสักครั้งหนึ่งจะเป็นอะไรไป ในเมื่อท่านก็อาจจะมีความเห็นว่าพี่น้องประชาชนทั้งประเทศหรือเสียงข้างมากนั้นต้องการ ให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อยู่แล้ว ผลการลงประชามติก็ไม่น่าจะแปรเปลี่ยนอะไรไปได้ เพราะฉะนั้นกระผมจึงแปรญัตติไว้ในประเด็นที่ ๑๓ ในมาตรา ๕ เพิ่มเติมไว้ด้วย เพราะฉะนั้น เมื่อจะต้องมีการลงประชามติว่าประชาชนเห็นสมควรให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่ ก็ควรจะต้องมีการเตรียมพร้อมของคณะกรรมการการเลือกตั้งเพิ่มเติมขึ้นกว่าตามร่างที่ผ่าน คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากมานี้นะครับ อันนี้จึงเป็นเหตุผลที่กระผมขออนุญาตเรียน โดยย่นย่อแต่เพียงเท่านี้ กราบขอบพระคุณครับ