อลงกรณ์ ชี้ขอเวลา 30 วัน หลังประกาศ รธน. ให้ประชาชนเตรียมตัวก่อนใช้กฎหมายใหม่

รัฐสภา · ครั้งที่ ๓ · ๑๐ เมษายน ๒๕๕๕

อลงกรณ์ พลบุตร หารือเรื่องความพร้อมในการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ โดยเน้นประเด็นสำคัญ 2 ประการ คือ การเตรียมความพร้อมขององค์กรและบุคคลที่จะเสนอตัวเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ และกระบวนการเลือกตั้งโดยตรงในจังหวัดต่างๆ ซึ่งต้องอาศัยเวลาในการศึกษาและดำเนินการตามร่างรัฐธรรมนูญ อลงกรณ์ พลบุตร หารือเรื่องความจำเป็นในการเตรียมความพร้อมของประชาชนก่อนการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยชี้ว่าประชาชนไม่สามารถรู้กฎหมายทุกข้อได้ จึงเสนอให้ขอเวลา 30 วันหลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อให้ประชาชนและ กกต. เตรียมตัว รวมถึงขอให้ทบทวนคุณสมบัติของผู้ที่จะลงสมัครเป็น สสร.

นายอลงกรณ์ พลบุตร กรรมาธิการ

ท่านประธานรัฐสภาครับ กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ซึ่งเป็นกรรมาธิการที่ได้สงวนความเห็นในคำแปรญัตติที่แตกต่างจาก คณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก โดยที่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากยังยืนยันในการที่จะ บัญญัติมาตรา ๒ ไว้ดังนี้

รัฐธรรมนูญนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป ส่วนกระผมได้เสนอคำแปรญัตติแตกต่างโดยเขียนดังนี้ครับ

มาตรา ๒ รัฐธรรมนูญนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดสามสิบวันนับแต่ วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ผมมีเหตุผล ๓ ประการที่กราบเรียนท่านประธาน ผ่านไปถึงคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากในการพิจารณาทบทวนเหตุผลและข้อเท็จจริง ที่กระผมจะได้นำเสนอซึ่งถ้าเห็นว่ามีเหตุผล กรรมาธิการเสียงข้างมากสามารถที่จะขอในการ ที่จะเปลี่ยนแปลงตามที่กระผมได้เสนอคำแปรญัตติ ๓ เหตุดังกล่าวนั้น

เหตุผลประการแรก ก็คือเรื่องของการเตรียมความพร้อมในการออกเสียง ประชามติ

เหตุผลประการที่ ๒ คือการเตรียมความพร้อมในการเลือกตั้ง สสร. และการคัดเลือก สสร.

และเหตุผลประการที่ ๓ คือความพร้อมของประชาชนสำหรับรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่

ในเหตุผลประการแรกนั้น ในเรื่องการเตรียมความพร้อม การออกเสียง ประชามติ ต้องกราบเรียนท่านประธานว่าไปโยงกับมาตรา ๕ ที่กระผมได้แปรญัตติในเรื่อง ให้มีการออกเสียงประชามติสำหรับในวาระเริ่มแรกของการที่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งให้มีการเพิ่มหมวด ๑๖ ว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญ กระผมเข้าใจว่าท่านประธาน และกรรมาธิการเสียงข้างมากคงจะมีประสบการณ์เดียวกันว่าในรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ ที่ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ ที่กระผมถืออยู่ในมือ แล้วก็เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน มีอยู่ด้วยกัน ๓๐๙ มาตรา มีอยู่ด้วยกัน ๑๕ หมวด แล้วก็ ๑ บทเฉพาะกาล ในรัฐธรรมนูญดังกล่าวนั้นได้กำหนดไว้ ในหมวด ๑๕ ว่าด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นั่นก็คือในมาตรา ๒๙๑ แต่เมื่อมีการเสนอ เพื่อให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ โดยการเสนอให้มีการเพิ่มหมวด ๑๖ ว่าด้วยการจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ถือได้ว่าเป็นเหตุผลและข้อเสนอที่ต่างออกไปจากเจตนารมณ์เดิมของ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แน่นอนที่สุดว่าในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้นได้ให้อำนาจรัฐสภา ในการให้ความไม่เห็นชอบ หรือในการพิจารณาข้อเสนอไม่ว่าจะมาจากประชาชน ไม่ว่าจะมาจาก คณะรัฐมนตรี มาจาก ส.ส. และ ส.ว. ใน ๔ ช่องทางดังกล่าวนั้น เฉพาะการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เท่านั้น ซึ่งรัฐสภาก็ได้มีการพิจารณาในร่างของคณะรัฐมนตรี ในร่างของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่เสนอเข้ามา ส่วนร่างของประชาชนนั้นเสนอเข้ามาแต่อยู่ระหว่างการตรวจรายชื่อ ก็ไม่ถือว่าได้มีการรับเข้ามาสู่การพิจารณา นั่นคือการดำเนินการตามมาตรา ๒๙๑ ว่าด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในหมวด ๑๕ เมื่อมีการเสนอให้มีการเพิ่มเติมหมวด ๑๖ ว่าด้วย การจัดทำรัฐธรรมนูญ กระผมเห็นว่าเป็นการนอกอำนาจ หรือเกินกว่าเจตนารมณ์ ที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ให้สมาชิกรัฐสภาในการพิจารณา ดังนั้นในมาตรา ๕ ที่กระผม ขออนุญาตท่านประธานได้พาดพิงเกี่ยวข้องไปถึงเพราะว่ามันเป็นเหตุผลที่มาโยงกับการที่ กระผมเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ควรให้เวลาต่อการเตรียมความพร้อมในการออกเสียง ประชามติ นั่นหมายความว่าเมื่อรัฐสภาได้ให้ความเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เท่ากับว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ จะมีบทบัญญัติใหม่ในหมวด ๑๖ ว่าด้วยการจัดทำ ร่างรัฐธรรมนูญ ในขณะที่รัฐธรรมนูญฉบับเดิมยังมีผลบังคับใช้อยู่ จึงเห็นควรที่จะต้อง ให้มีการออกเสียงประชามติมอบหมายให้ กกต. ไปดำเนินการกำหนดวันออกเสียงประชามติ โดยที่ใช้พระราชบัญญัติการออกเสียงประชามติโดยอนุโลม ดังนั้นขั้นตอนของการออกเสียง ประชามตินั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการเตรียมความพร้อม นี่คือเหตุผลประการที่ ๑ และผมกราบเรียนท่านประธานว่าในช่วง ๒๐ ปี ที่ได้อยู่ในสภาแห่งนี้นั้นเราได้เคยมีการแก้ไข รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๓๔ ในแนวทางเหมือนกันครับ ก็คือการที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๓๔ นั้น มีมาตรา ๒๑๑ ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และด้วยแนวทางการปฏิรูปการเมืองในขณะนั้น จึงได้มีการเสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๑ ให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญทั้งฉบับใหม่ได้ คราวนี้เป็นครั้งที่ ๒ ซึ่งวัน เวลา ก็ห่างกันเป็นเวลา ๑๐ กว่าปี ด้วยเหตุและผลดังกล่าวนั้น กระผมจึงเห็นว่าเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนั้น ได้กำหนดในเรื่องของการ แก้ไขรัฐธรรมนูญเท่านั้น แต่เมื่อมีการดำเนินการภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับเดิม และให้มีการ จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น สมควรที่จะต้องมีการออกเสียงประชามติว่าประชาชน จะเห็นด้วยหรือไม่ที่จะให้มีการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ถ้าหากว่ามีความเห็นด้วย ในเสียงข้างมากของประชาชนที่มาออกเสียงประชามติก็ให้ดำเนินการตามมาตรา ๒๙๑/๑ ต่อไป นั่นคือเหตุผลที่เห็นว่ารัฐธรรมนูญซึ่งเป็นเรื่องใหม่สำหรับยุคนี้ พ.ศ. นี้ จำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องมีการเตรียมความพร้อม โดยเฉพาะเรื่องการออกเสียงประชามติ นั่นคือเหตุผลข้อแรก

เหตุผลข้อที่ ๒ ก็คือในเรื่องของการเตรียมความพร้อมในการเลือกตั้ง สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งตามร่างของคณะรัฐมนตรีที่ถือเป็นหลักในการพิจารณานั้น และเป็นร่างของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ยังคงไว้ซึ่งการได้มาของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ๒ ประเภทด้วยกัน ประเภทหนึ่งมาจากการเลือกตั้ง จากทุกจังหวัด จังหวัดละ ๑ คน ประเภทที่ ๒ มาจากการคัดเลือกโดยรัฐสภา ซึ่งถือว่ามาจากองค์กรต่าง ๆ และท่านประธาน ก็เป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ในเรื่องเหล่านี้ และให้สมาชิกรัฐสภาในการคัดเลือก ซึ่งก็ถือว่า เป็นเรื่องที่ใหม่ และเป็นเรื่องที่จะมี ๓ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องโดยตรง ๑. ก็คือองค์กรของสาธารณกุศล องค์กรทางศาสนา องค์กรทางสถาบันการศึกษา และอื่น ๆ ที่จะมีการกำหนดกฎเกณฑ์ ระเบียบต่าง ๆ ออกมา แล้วก็ต้องเสนอรายชื่อเข้ามา ในส่วนของคุณสมบัติ ๓ ประเภท ของผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้งกฎหมายมหาชน กฎหมายรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ แล้วก็ประเภทที่ถือว่ากว้างขวางมากที่สุด ก็คือในสาขาด้านอื่น ๆ ทั้งเศรษฐกิจ และอื่น ๆ นั่นคือประเภทที่มาจากการคัดเลือก จำเป็นที่จะต้องมีการเตรียมความพร้อม ทั้งในส่วนของ ตัวองค์กรที่จะเสนอเข้ามา และในส่วนของบุคคลที่คิดว่ามีคุณสมบัติอยากจะเสนอตัวเข้ามา รวมไปถึงการเตรียมความพร้อมในส่วนของท่านประธานรัฐสภาเอง แล้วก็ในส่วนของรัฐสภา

ส่วนที่ ๒ คือการเลือกตั้งโดยตรงของ สสร. ในแต่ละจังหวัด ในส่วนนั้น ตัวผู้ที่มีความประสงค์ที่จะลงสมัคร ซึ่งยังไม่ทราบว่าจะเป็นใครบ้าง ก็จำเป็นที่จะต้องมีเวลา และตรงนี้เองคือการที่จะต้องมีการศึกษาถึงรัฐธรรมนูญที่ประกาศใช้ เพราะว่าจะมีเวลาน้อยมาก ในการที่จะได้มาซึ่ง สสร. จากการเลือกตั้ง และจากการคัดเลือก

สุดท้ายก็คือเหตุผลในเรื่องของประชาชนในการที่จะเตรียมความพร้อม ท่านประธานครับ การตรากฎหมายแต่ละฉบับนั้นก็มีศักดิ์ มีศรี มีระดับของกฎหมายแตกต่างกัน แต่กล่าวได้ว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญนั้นเป็นกฎหมายสูงสุด แล้วเราก็ถือหลักเดียวกัน ไม่ว่ากฎหมายต่างศักดิ์ ต่างศรี ต่างระดับอย่างไร ก็ถือว่าประชาชนต้องรู้กฎหมาย แต่ความจริง ก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะแม้แต่กฎหมายที่อยู่ในชั้นต่ำกว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญ เช่น พระราชบัญญัติ ขนาดกฎหมายที่ท่านประธานทราบดีนะครับว่า กฎหมายที่ใช้กันมาก ใช้กันบ่อย ก็คือกฎหมายอาญาและกฎหมายแพ่ง เราไม่สามารถกล่าวได้เลยว่าประชาชนนั้น รู้ทุกมาตรา และเข้าใจกฎหมายในทุกข้อ จะเข้าใจ จะรู้ก็เฉพาะในส่วนที่กระทบ หรือมีผล ในทางหนึ่งทางใดกับชีวิต แล้วนี่รัฐธรรมนูญละครับ โดยหลักทฤษฎีเราก็บอกว่าประชาชนนั้นจะต้องรู้กฎหมาย รู้รัฐธรรมนูญ แต่รัฐธรรมนูญ ที่เราแก้ไขก็ถือว่าเป็นกฎหมายใหม่และมีความสลับซับซ้อน ไม่ใช่มีเพียง ๕ มาตรา หรือ ๖ มาตรา แต่มีอนุมาตราที่ซอยย่อยอยู่ในนั้นอีกอย่างน้อย ๑๗ ๑๘ อนุมาตรา ผมคิดว่าการเตรียมความพร้อม ให้ประชาชนได้เกิดความเข้าใจก็จะเกิดการยอมรับ ดังนั้นจึงได้ขอเวลาต่อคณะกรรมาธิการ เสียงข้างมากครับว่าเมื่อเห็นชอบแล้วแล้วประกาศในราชกิจจานุเบกษาก็ขอเวลาระยะหนึ่ง ๓๐ วันที่จะให้ทั้งประชาชนได้เตรียมความพร้อมในการทำความเข้าใจ ขณะเดียวกัน ในส่วนของ กกต. ที่จะต้องเตรียมในเรื่องการออกเสียงประชามติสำหรับวาระเริ่มแรก หรือแม้แต่ในตัวเนื้อหาสาระของตัวรัฐธรรมนูญ สุดท้ายก็คือในเรื่องของผู้ที่จะลงสมัครเป็น สสร. หรือบุคคลที่คิดว่าตัวมีคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งตอนนี้ก็ยังไม่รู้นะครับว่าคุณสมบัตินั้น เป็นเช่นไร เขาจะมีสิทธิหรือไม่ อย่างไร ตรงนี้ผมเห็นว่ามันมีความสำคัญ ก็กราบเรียน ท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการเสียงข้างมากได้โปรดทบทวนด้วยเหตุด้วยผลข้อเท็จจริง ที่ผมได้นำเสนอ ขอบคุณมากครับ