วิรัตน์ กัลยาศิริ หารือเรื่องรัฐธรรมนูญที่ตัดสิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า และการแก้ไขกฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่น โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการชี้แจงให้ชัดเจนเกี่ยวกับระยะเวลาการเลือกตั้ง การออกเสียงประชามติ และการออกใบแดงให้กับ สสร. พร้อมเรียกร้องให้มีการรณรงค์ให้ประชาชนเข้าใจกฎหมายเหล่านี้
ผมสงวนเกือบทุกมาตราท่านประธานครับ เอาเข้าประเด็นเลยนะครับ มีอยู่ ๒-๓ ประเด็นหลัก ๆ ที่ผมกังวลอย่างยิ่ง คือรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. ที่เรายกร่างขึ้นไปตัดสิทธิสำคัญของประชาชน คือสิทธิในการเลือกตั้ง ท่านประธานอาจจะบอกว่ามันเกี่ยวอะไรกับเรื่อง ๓๐ วัน เกี่ยวท่านประธาน ฟังผมนิดเดียว ๑. สิทธิในการเลือกตั้งล่วงหน้า ซึ่งถ้าดูสถิติย้อนหลังไปท่านประธานครับ ตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ ไล่มานะครับ ผู้ที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า แปลว่า ณ วันที่เลือกตั้งเขามีภาระ เรื่องนี้ เป็นเรื่องสำคัญ เพราะอะไรครับ เพราะว่าเป็นการเขียนกติกาของประเทศ เมื่อเทียบแล้ว ผมเชื่อว่าสำคัญกว่า ส.ส. สำคัญกว่า ส.ว. เพราะฉะนั้นเมื่อรัฐธรรมนูญจงใจ ต้องใช้คำว่า จงใจไปตัดสิทธิการเลือกตั้งล่วงหน้า เรื่องนี้จะต้องมีการรณรงค์ท่านประธานครับ รณรงค์ว่า ติดธุระอย่างไรก็อย่าไป เพราะถ้าไปคุณเสียสิทธิ เพราะถ้าไปอาจจะแพ้ชนะกันเสียงเดียว ๒ เสียง ๓ เสียง เพราะเสียงคุณที่ไม่ไปเลือกตั้ง ประเทศชาติเปลี่ยนได้ นั่นคือประเด็นที่ ๑ ที่ผมอยากจะได้เวลา ๓๐ วันไว้ เพื่อให้พี่น้องประชาชนจะได้จัดการทำธุระที่เดือดร้อน มีเหตุผลนะครับท่านประธานครับ
ข้อต่อไปครับ รัฐธรรมนูญที่แก้นี้นะครับ ในการเลือก สสร. นี้ ไม่มีการเลือกตั้ง ต่างประเทศ ในการเลือกตั้งต่างประเทศครับมีการทำกันมาตลอดเป็นการเคารพสิทธิคนไทย คนไทยส่วนใหญ่ กระผมว่าเป็นล้านคนหรือกว่านั้น ไปทำงานหาเงินส่งกลับมาพัฒนาประเทศ รอบนี้เขาเสียสิทธิครับ ผมอยากจะได้เวลา ๓๐ วันในส่วนนี้ให้เขาเหล่านั้นได้ปรับทิศปรับทาง จะได้กลับมาเมืองไทย เพื่อที่จะได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ไม่ใช่ว่าขอเวลา ๓๐ วัน เล่น ๆ นะครับ ท่านประธานครับ ไม่ใช่ครับ
อีกเรื่องหนึ่งที่เป็นเรื่องสำคัญอีก ๒ ประเด็นครับท่านประธาน ประเด็นก็คือว่า เราใช้กฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่นโดยอนุโลม ผมเป็นกรรมาธิการ ผมนั่ง ผมก็ท้วงติง แต่ว่า ก็แพ้เสียงส่วนใหญ่นะครับ ปัญหาสำคัญก็คือคนที่เป็นกรรมการการเลือกตั้ง ๕ คน ไม่สบายใจ ไม่สบายใจเขาพูดก่อนแล้ว ตอนที่ฝ่ายรัฐบาลยกร่างมาว่าให้ใช้ระเบียบในการเลือกตั้ง กกต. บอกใช้ระเบียบไม่ได้ เขาไม่สามารถออกกฎ ออกระเบียบไปบังคับได้ พอ กกต. บอกว่า ออกระเบียบไม่ได้ ก็มาแก้ พวกผมเสนอครับว่าต้องยกร่างเป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ หรือพระราชบัญญัติว่าด้วยการเลือกตั้ง สสร. มันจะได้ชัดเจน ถูกต้องครบถ้วน ไม่เอาครับ ก็เลยมาเป็นเอาพระราชบัญญัติเลือกตั้งท้องถิ่นมา วันนี้ครับท่านประพันธ์ นัยโกวิท ต้องขออนุญาตเอ่ยนาม บอกว่าการที่นำกฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่นมาใช้โดยอนุโลม มันเกิดปัญหา ปัญหาตรงไหน ปัญหาตรงว่าแค่ไหน เพียงใด เรียกว่าอนุโลม ประเด็นใด อนุโลม ประเด็นใดไม่อนุโลม
ประการต่อไปครับ ท่านประธานครับ กกต. จะไม่ใช้กฎหมายในส่วนใด ให้นำลงมาประกาศในราชกิจจานุเบกษา และพี่น้องประชาชนจะตามทันหรือครับ รวมถึงในการที่มาเลือกตั้ง ผู้ที่ไม่มาเลือกตั้ง ไม่ว่าพี่น้องที่อยู่ต่างแดน ไม่ว่าคนที่มีธุระ ในวันเลือกตั้งมาไม่ได้ เสียสิทธิ หรือไม่เสียสิทธิ ประเด็นเหล่านี้เป็นเรื่องที่จะต้องชี้ให้ชัด เพราะว่าถ้าเสียสิทธิ ใครเป็นคนบอกว่าเสียสิทธิ ถ้าบอกว่าไม่เสียสิทธิ แล้วการเลือกตั้ง ระดับนี้จะว่าอย่างไร เพราะฉะนั้นเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่จะต้องมีการชี้แจงพี่น้องประชาชน ให้ชัดว่าถ้ามาหรือไม่มา เสียสิทธิหรือไม่เสียสิทธิ เอาระยะเวลาในส่วนนี้ ท่านประธานครับ อีกเรื่องหนึ่งครับ ศาลอุทธรณ์ภาคแต่ละภาคไม่ชัดเจนโดยในนัยทั้งหลาย ซึ่งผมพยายาม อธิบายผมบอกว่า ๓๐ วันนับแต่วันไหน กรรมาธิการเสียงข้างมากก็แก้แล้วว่า ๓๐ วันนับแต่ วันรับเรื่อง แต่ไม่ได้เขียนไปบอกว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งมีสิทธิอุ้ม มีสิทธิถือ มีสิทธิ ครองสำนวนไว้ได้กี่วัน ได้กี่ชั่วโมง และสำคัญว่ากรณีนี้พี่น้องประชาชนฟ้องไปเอง หรือว่าต้องผ่าน กกต. ถ้าฟ้องเองครับ ท่านประธานครับ เขามีเวลาศึกษาวิธีการฟ้องแค่ไหน เพียงใด ถ้าจะให้เขาร้อง กกต. ก็จะต้องมีเวลาอย่างน้อย ๓๐ วัน ให้เขาได้รับรู้รับทราบ กระบวนการนะครับ ท่านประธานครับ และยังไม่ชัดเจนครับว่า ในกฎหมายเลือกตั้ง ยังไม่ชัดเจนว่า กกต. มีหน้าที่แค่เลือกตั้ง หรือ กกต. มีหน้าที่ต้องสอบสวน รวบรวมสำนวนแค่ไหน นี่แค่กฎหมายเดียวครับท่านประธาน อีกกฎหมายหนึ่งซึ่งเป็นกฎหมายสำคัญ คือกฎหมาย เรื่องการออกเสียงประชามติ ซึ่งร่างของรัฐบาลให้ใช้ในส่วนนี้ด้วย ผมนั่งเป็นประธาน คณะกรรมาธิการร่วมกันของสภาชุดที่แล้วเรื่องการออกเสียงประชามติ การออกเสียง ประชามติจะต้องเปิดโอกาสให้ฝ่ายที่เห็นด้วยกับฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยมีสิทธิเท่าเทียมกันในสื่อทุกสื่อ ฝ่ายเห็นด้วยสนับสนุนดี ๆ คนทางไกลจะได้รีบกลับมา คนที่ไม่เห็นด้วย ไม่ดี ๆ บ้านเมือง จะเดือดร้อนเลิกระบบนิติรัฐ เพราะฉะนั้นจึงจะกราบเรียนท่านประธานครับว่าของเหล่านี้จำเป็นต้องใช้เวลาที่จะให้ พี่น้องประชาชนเข้าใจ ท่านประธานลองลงลึกไปดูในกฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่น ที่น่ากลัวที่สุด การให้ใบแดงกับ สสร. ต้องเป็นมติเอกฉันท์ ตรงนี้เองที่จะต้องรณรงค์ให้พี่น้องประชาชน ได้เข้าใจ เพราะว่าถ้าเอกฉันท์นี่นะครับ แปลว่าโอกาสได้ใบแดงไม่มีครับ เพราะถ้า กกต. คนหนึ่งคนใดซิกแซก หรือไม่ตรง หรือมีความเห็นเอียงข้างทางหนึ่งทางใด เรียบร้อย สำคัญไปกว่านั้นท่านประธานครับ เปิดโอกาสให้ผู้ว่าราชการจังหวัด เปิดโอกาสให้นายอำเภอ ร้องได้ด้วย สมมุติว่า สสร. ในเขตอำเภอ ก เป็น สสร. ที่ฝ่ายเสียงข้างมากไม่อยากได้ ส่งสัญญาณให้นายอำเภอ นายอำเภอเฮ้ยร้องมาเลยสร้างพยานหลักฐานเท็จขึ้นมา อส. ก็ได้ ใครก็ได้ บ้านเมืองมันจะเดือดร้อน ของต่าง ๆ เหล่านี้ครับ แค่ไหนที่เอาไว้ แค่ไหนที่เอาออก แค่ไหนที่จะต้องประกาศในราชกิจจานุเบกษาว่าไม่ใช้ ต้องให้ชัดเจนท่านประธาน ผมกราบเรียน ท่านประธาน เพราะว่าผมมีอีกหลายมาตราที่จะต้องเรียนในที่ประชุมนี้ให้เห็นว่า เมื่อกฎหมายออกมาแบบลักลั่นไม่ครบถ้วน ลุกลี้ลุกลนอย่างที่หลายคนพูด เพราะฉะนั้น ระยะเวลา ๓๐ วันก่อนที่รัฐธรรมนูญมีผลจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ท่านประธานครับ