รัฐสภา · ครั้งที่ ๓ · ๑๐ เมษายน ๒๕๕๕

เทพไท เสนพงศ์ หารือเรื่องการรวบรัดร่างรัฐธรรมนูญ โดยอ้างเหตุผล 7 ข้อที่ทำให้เขาต้องสงวนคำแปรญัตติ และกล่าวถึงการประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่เคยมีในประวัติศาสตร์การเมือง และการกลับมติ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้เกิดความอัปยศของการประชุม นอกจากนี้ เทพไท เสนพงศ์ ยังเรียกร้องให้รัฐธรรมนูญที่มีการรวบรัดนี้ไม่ควรใช้บังคับ และเห็นว่าประธานสภาใช้วิธีการรวบรัดประชุมเพื่อประโยชน์ส่วนตัวมากกว่ากฎหมายสำคัญของประเทศ

นายเทพไท เสนพงศ์ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม เทพไท เสนพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภาและกรรมาธิการเสียงข้างน้อยครับ ผมต้องเรียนกับท่านประธานต่อไปว่าเหตุผล ที่ผมต้องสงวนคำแปรญัตติให้ใช้ชื่อว่ารัฐธรรมนูญรวบรัดเพื่อทักษิณแห่งราชอาณาจักรไทยนั้น ผมมีเหตุผลอยู่ทั้งหมด ๗ ข้อ ในข้อ ๓ ผมอยากจะเรียนกับท่านประธานว่าได้มีการพิจารณา รวบรัดเห็นได้ชัด ผมยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่าระหว่างการประชุมคณะกรรมาธิการในบางช่วง บางตอนอยู่ไม่ครบองค์ประชุมหรอก และทุกครั้งที่พวกผมนับองค์ประชุมก็จะต้องมีการ พักการประชุมแล้วก็โทรศัพท์เรียกกันมา อันนี้เป็นปกติเป็นที่รับรู้ครับ แต่เป็นวิธีการ ที่พยายามที่จะทำให้การพิจารณาในวาระที่สามเสร็จสิ้นโดยเร็ว แม้กระทั่งเรื่องการรับฟัง การแปรญัตติของเพื่อนสมาชิกในวันที่ ๔ และวันที่ ๕ ในบางช่วงที่แปรญัตติผมเรียน กับท่านประธานตรง ๆ เลยครับ มีสมาชิกอยู่ไม่ครบ และไม่แน่ใจด้วยซ้ำไปว่าคำแปรญัตติ ของเพื่อนสมาชิกจะได้รับความสนใจจากที่ประชุมมากน้อยแค่ไหน เพราะอย่างน้อยที่สุด เป็นที่ยืนยันนะครับว่าในเอกสารรายงานฉบับนี้มีไม่ครบทุกคน นี่เพิ่งตรวจว่าไม่ครบ ๓-๔ ท่าน ผมคิดว่าถ้าทุกคนตรวจดูอาจจะมีมากกว่านี้ด้วยซ้ำไปซึ่งเป็นเรื่องในอนาคตที่จะต้องพิจารณาว่า รายงานฉบับนี้สมบูรณ์หรือไม่ แต่เห็นจากการรวบรัดเพื่อที่จะให้มีการจบในวาระที่สองให้ได้ ในคืนวันที่ ๕ ท่านประธานก็เห็นนะครับว่ามีการนั่งประชุมกันดึก ๆ ดื่น ๆ จนถึงเที่ยงคืน กว่าจะเสร็จเพื่อที่จะให้เอกสารมันเสร็จสิ้นในวันที่ ๖ ถึงแม้ว่าที่จะเป็นวันหยุด ที่ท่านประธาน บรรจุด้วยก็ตามนี่ ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ลุกลี้ลุกลนรวบรัด เร่งรัด จึงเป็นเหตุผลหนึ่งสำหรับ การที่ผมจำเป็นต้องมาแปรญัตติชื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ครับ

ในประเด็นที่ ๔ ผมเห็นว่ามีการรวบรัดเร่งรัดให้ทันกาลในช่วงสงกรานต์ จะเห็นได้ว่าระหว่างมีการพิจารณาในมาตรา ๒๙๑/๑ จำนวนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ในวันนั้นมีการประชุมและมีความเห็นที่แตกต่างกัน มีการเสนอให้ลงมติเรื่องจำนวน สสร. ซึ่งร่างรัฐบาลเสนอ ๙๙ คน ในขณะที่กรรมาธิการหลายท่านเสนอ ๒๐๐ คน และมีญัตติของ กรรมาธิการประมาณ ๙ ญัตติ เวลาลงมติแล้วนี่ครับท่านประธาน ผมไม่แน่ใจว่าประธาน คณะกรรมาธิการในวันนั้นท่านประเมินสถานการณ์อย่างไร แต่ว่าท่านได้มีการลงมติ และผลการลงมติก็คือร่างของรัฐบาลได้ ๑๐ เสียง ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล ๑๒ เสียง ทำให้ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับร่างของรัฐบาลชนะครับ แล้วก็มีการโต้เถียงกันไปโต้เถียงกันมา หาทางออกไม่ได้ ต้องเลิกประชุมแล้วก็มาประชุมใหม่ จนเป็นที่มาของความอัปยศของการประชุม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกลับมติซึ่งไม่เคยมีในประวัติศาสตร์การเมือง ในประวัติศาสตร์ของสภา แห่งนี้ครับ แพ้แล้วไม่ยอมแพ้กลับไปใหม่เพื่อเอาชนะคะคานให้ได้นี่ ตามคำสั่งของใคร ผมไม่ทราบได้ครับ แต่เป็นที่ทราบได้ว่าในคืนนั้นก็ถูกเฉ่งกันไปตาม ๆ กันในกรรมาธิการบางคน จึงเป็นที่มาของการปรับเปลี่ยนมติและให้โหวตใหม่ จนที่สุดก็ผ่านไปโดยใช้ลักษณะเสียงข้างมาก ลากไปครับท่านประธาน

ในประเด็นที่ ๕ ถ้าท่านประธานดูร่างของรัฐบาล ท่านประธานก็จะได้เห็นว่า มีรวบรัดเร่งรัดมากในทุกประเด็น ทุกมาตรา ทุกขั้นตอน เห็นได้จากไหนบ้างครับ ท่านประธานครับ เห็นได้จากร่างของรัฐบาลที่ร่างมา ห้วงเวลามีการกำหนด มีการล็อก (Lock) ไว้ในร่างฉบับนี้ทั้งสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มาตรา ๒ ทันทีเลยครับท่านประธาน รัฐธรรมนูญฉบับนี้ใช้บังคับวันถัดไปจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป คือหมายความว่าประกาศปั๊บมีผลทันทีครับ ไม่ต้องทอดเวลายาวไป ไม่จำเป็น ในกรณี มาตรา ๒๙๑/๕ เลือกตั้งให้แล้วเสร็จภายใน ๗๕ วัน ท่านประธานลองคิดดูสิครับ การเลือกตั้ง สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญการที่มีขั้นตอนอยู่มากมีการรวบรัดภายใน ๗๕ วัน และให้มีการ ตราพระราชกฤษฎีกากำหนดวันเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญภายใน ๑๕ วัน ใช้ลักษณะ วัน เวลา ล็อกไว้หมด แล้วก็โดยเวลาที่จำกัดมาก ทั้ง ๆ ที่ในบางประเด็นผู้ปฏิบัติ ไม่สามารถจะปฏิบัติได้ด้วยซ้ำไป รวมไปถึงมาตรา ๒๙๑/๕ (๓) จะต้องกำหนดวันเลือกตั้ง ไม่เกิน ๔๐ วัน ทั้ง ๆ ที่โดยทั่วไป แล้วก็จะใช้ลักษณะ ๔๕ วัน หรือ ๖๐ วัน แต่ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ทุกอย่างลดทอนลงหมดทั้งสิ้น แม้แต่เรื่องของการรับรองผลการเลือกตั้ง สมาชิก สสร. กำหนดให้ใช้เวลาเพียง ๑๕ วัน ท่านประธานลองคิดดูก็แล้วกัน ๑๕ วัน จะรับรอง สมาชิก สสร. ได้โดยสมบูรณ์ บริสุทธิ์ ยุติธรรมหรือไม่ เลือกตั้ง ส.ส. เลือกตั้ง ส.ว. ใช้ ๓๐ วัน ยังทำอะไรไม่ได้เลย ไม่เคยให้ใบแดง ใบอะไรใครได้เลยแม้แต่คนเดียวด้วยซ้ำท่านประธาน แล้วอันนี้มา ๑๕ วัน ก็จะมีการปล่อยผี มีการอะไรอีกมากมาย แต่เหตุผลถามว่าทำไม ถึงเร่งรัด ก็เพราะต้องการให้มันเสร็จสิ้นโดยเร็ว ต้องการให้มีรัฐธรรมนูญใหม่โดยเร็ว ที่ซ้ำร้ายไปกว่านั้นครับท่านประธาน ในประเด็นที่ต้องออกกฎหมายลูก เพื่อมีการเลือกตั้ง สสร. ซึ่งร่างแรกรัฐบาลใช้กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ส.ส. ส.ว. โดยอนุโลม เมื่อมีการถกเถียงกันไป ถกเถียงกันมา มีการอภิปรายกันไปกันมา ก็เห็นท่าว่าไปไม่รอด ก็ไปค้นหากฎหมายมาอีกฉบับหนึ่งว่าด้วยการเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่นมาแทน ทั้ง ๆ ที่ กกต. บอกว่าการเลือกตั้งในลักษณะเช่นนี้ควรจะมีกฎหมายเฉพาะ ก็คือกฎหมายประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สสร. แต่เหตุผลที่ไม่เอาไม่ใช่เพราะอะไรครับท่านประธาน เพราะการออกกฎหมาย พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สสร. มันต้องใช้เวลา ต้องใช้เวลาอย่างน้อย ๒-๓ เดือน ผ่านวาระแรก วาระที่สอง วาระที่สาม ก็ทำให้เสียเวลาอีก จึงพยายามรวบรัดให้ใช้กฎหมายใดกฎหมายหนึ่งที่มีอยู่แล้ว ที่มีอยู่เดิมขึ้นมาเป็นกฎหมาย ประกอบในการเลือกตั้ง สสร. ซึ่งจะต้องมีปัญหาในอนาคต และจะต้องมีการอภิปราย ในมาตราต่อไปด้วยซ้ำไป แต่ว่าที่ผมชี้ให้ท่านประธานเห็นก็คือว่า ทั้งหมดในประเด็นที่ ๕ ก็คือว่าเป็นการชี้ชัดให้เห็นเรื่องกรณีการรวบรัดให้มีการร่างรัฐธรรมนูญออกมาให้เสร็จสิ้น โดยเร็ว

ส่วนประเด็นที่ ๖ เมื่อกรรมาธิการได้พิจารณาจบไปแล้วด้วยความเร่งรัด รวบรัด หรือแบบรวบหัวรวบหางก็ตาม แล้วก็ทำรายงานมาถึงท่านประธานในแบบตกหล่น แบบลวก ๆ แบบมีปัญหาซึ่งจะต้องตีความในอนาคต ท่านประธานก็ใช้วิธีการรวบรัด เร่งรัด โดยการ เรียกประชุมขึ้นมาทันทีในวันที่ ๑๐ และวันที่ ๑๑ ครับ ต้องถามท่านประธานนะครับว่า ด้วยเหตุผลใดครับท่านประธานถึงเร่งรัด เร่งรีบ ให้มีการประชุมในวันที่ ๑๐ และวันที่ ๑๑ ทั้ง ๆ ที่การประชุมสามารถที่จะประชุมหลังจากสงกรานต์แล้วด้วยก็ได้ หรือไม่เป็นวันที่ ๑๑ วันที่ ๑๒ ก็ได้ วันที่ ๑๐ ท่านประธานทราบนี่ครับว่าพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพเจ้าฟ้า ก็ยังดำเนินการอยู่ภายใน ๓ วัน และในพระราชพิธีต่าง ๆ ท่านประธาน ท่านรองประธาน บุคคลสำคัญของประเทศ หรือบุคคลสำคัญในสภาแห่งนี้ต้องเข้าร่วมพระราชพิธีโดยทั่วหน้ากัน ด้วยซ้ำไป แต่ว่าท่านประธานก็ดึงดันที่จะให้เรียกประชุมในวันที่ ๑๐ ซึ่งในวันที่ ๑๐ ท่านประธาน ก็เห็นตั้งแต่ตอนเช้า มีพระราชพิธี มีการถ่ายทอดสด ท่านประธานก็บอกว่าการประชุม รัฐสภา ในการพิจารณาวาระนี้ต้องมีการถ่ายทอดสด สุดท้ายก็ทำไม่ได้ด้วยซ้ำไป พฤติกรรม ตรงนี้ผมเห็นว่าเป็นพฤติกรรมที่ลุกลี้ลุกลน รวบรัดของท่านประธานครับ ถ้าท่านประธาน จะประชุมให้เสร็จก่อนสงกรานต์ ทำไมท่านประธานไม่เลือกนัดในวันที่ ๑๑ หรือวันที่ ๑๒ ผมตั้งสมมุติฐานว่าที่ท่านประธานรวบรัดแบบนี้มันมีอยู่ ๒ เหตุผลเท่านั้นเอง คือถ้าจะประชุม ในวันที่ ๑๑ วันที่ ๑๒ ท่านประธานเกรงว่าการประชุม ๒ วัน จะไม่เสร็จ แล้วจะเลยไป หลังสงกรานต์ ท่านประธานจะไม่ยอม กับ ๒. ท่านประธานที่เว้นไว้วันที่ ๑๒ ก็ต้องการจะประชุม วันที่ ๑๐ และวันที่ ๑๑ ให้เสร็จ และวันที่ ๑๒ จะให้สมาชิกของท่านประธานไปรดน้ำดำหัว พันตำรวจโท ทักษิณที่ประเทศลาว ที่ประเทศกัมพูชา อันนี้ชัดนี่ท่านประธาน เป็นเจตนา ของท่านประธานที่ผมเห็นว่าเป็นการเอาเรื่องส่วนตัว เอาประโยชน์ส่วนตัว เอาประโยชน์ ส่วนบุคคลมากกว่ากฎหมายสำคัญของประเทศ จึงนัดประชุมในวันที่ ๑๐ และวันที่ ๑๑ และผมอยากจะเรียนต่อกับท่านประธานนะครับว่า ถ้าหากว่าการประชุมในวันที่ ๑๐ และวันที่ ๑๑ วันนี้ไม่เสร็จ ผมอยากจะเรียนเสนอวันที่ ๑๒ ท่านไม่ควรประชุม ไปประชุม ต่อหลังจากสงกรานต์ไปแล้ววันที่ ๑๗ ๑๘ ๑๙ ไปเลยครับ และถ้าจะลงวาระที่สาม หลังจาก วาระที่สองผ่านไปแล้ว ๑๕ วัน ท่านก็ไปเปิดสมัยวิสามัญหรือไปใช้สมัยสามัญทั่วไปในวันที่ ๑ สิงหาคม ก็ได้ ไม่มีใครว่าครับ เพราะกฎหมายรัฐธรรมนูญไม่จำเป็นต้องเร่งรัด ไม่ต้อง ลุกลี้ลุกลน ปัญหาอื่นมันมีมากมายครับ แก้รัฐธรรมนูญไม่เสร็จไม่มีใครจะเป็นจะตายหรอกครับ ผมอยากจะเรียนท่านประธานครับว่าอยากจะให้ความสำคัญกับเรื่องห้วงเวลานี้ด้วย

ข้อที่ ๗ เหตุที่ลุกลี้ลุกลน ต้องการมีเรื่องเดียวครับท่านประธาน ผมเชื่อว่ามีธง มีใบสั่งต้องการให้เสร็จสิ้นก่อนสงกรานต์เพื่อให้จบก่อนสงกรานต์ และรู้ว่าสงกรานต์จะมีคน ไปที่ประเทศลาว ไปประเทศกัมพูชา ถ้าหากว่าทำเรื่องนี้เสร็จแล้วก็จะนำเรื่องนี้ไปเป็นผลงาน นำเรื่องนี้เป็นของขวัญวันสงกรานต์ให้กับนายใหญ่ที่ประเทศลาวและประเทศกัมพูชา ด้วยเหตุผลทั้งหมด ๗ ข้อที่ผมคิดว่าเป็นพฤติกรรมลุกลี้ลุกลนเร่งรีบ เร่งรัด มันเหมาะสม และสอดคล้องกับร่างที่ผมได้สงวนคำแปรญัตติไว้ นั่นก็คือในมาตรา ๑ รัฐธรรมนูญรวบรัด เพื่อทักษิณแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... ด้วยเหตุผลทั้งหมด ผมเชื่อว่าเพื่อนสมาชิกก็คงจะเห็นด้วยกับผม โดยเฉพาะสมาชิกฝ่ายรัฐบาล การแปรญัตติ และสงวนคำแปรญัตติครั้งนี้เป็นการเชิดชูคนที่ชื่อทักษิณ เพราะฉะนั้นเพื่อเป็นเกียรติประวัติ ไหน ๆ ก็จะทำรัฐธรรมนูญฉบับนี้เพื่อนายใหญ่แล้วผมขอเสียงสนับสนุนจากสมาชิก ฝ่ายรัฐบาลโปรดได้ลงมติให้กับคำแปรญัตติของผม ก็คือร่างรัฐธรรมนูญรวบรัดเพื่อทักษิณ แห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... เพื่อเป็นประวัติหน้าใหม่ ของการเมืองไทย ขอบคุณครับ