สาธิต ปิตุเตชะ แสดงความไม่พอใจต่อพฤติกรรมของคณะกรรมาธิการที่เร่งรีบ รวบรัดในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และวิพากษ์วิจารณ์กระบวนการร่างกฎหมาย โดยกล่าวหาว่ามีการบิดเบือนความคิดเห็น และการร่างกฎหมายถูกสั่งการโดยบุคคลชั้นนำของประเทศ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดระยอง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเรียนท่านประธานว่าผมได้สงวนความเห็นไว้ในร่างแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญฉบับนี้ซึ่งก็เป็นไปตามสิทธิ ตามระเบียบข้อบังคับการประชุมร่วมกันของรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๕๓ ในข้อ ๗๒ ผมต้องขออนุญาตอ่านให้ท่านประธานเพื่อทำความเข้าใจว่าสิทธิ อันนี้เป็นของกรรมาธิการที่ไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ ข้อ ๗๒ บอกว่า กรรมาธิการผู้ใดไม่เห็นด้วยกับมติของคณะกรรมาธิการในข้อใดจะสงวนความเห็นไว้ เพื่อขอให้รัฐสภาวินิจฉัยก็ได้ อันนี้ละครับเป็นสิทธิ และเมื่อสงวนแล้ว มีการอภิปรายแล้ว นำเสนอเหตุผลแล้ว ก็สิทธิเป็นของสภาแห่งนี้ที่จะวินิจฉัยว่าสิ่งที่ผมขอสงวนไว้เพื่อนสมาชิก มีความเห็นด้วยหรือไม่ อย่างไร ท่านประธานที่เคารพครับ คำที่ผมใช้ตั้งชื่อร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ก็คือคำว่า ร่างรัฐธรรมนูญ นปช. ครองเมือง ความจริงผมก็ไม่อยาก แปรญัตติในมาตรานี้ แต่ว่าผมทนไม่ได้กับพฤติกรรมของคณะกรรมาธิการ พฤติกรรมของ คณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่เป็นไปด้วยความเร่งรีบ รวบรัด เหตุผลมีหลายอย่างครับ มันก็ชัดเจนอยู่ในตัวมันเองแล้ววันนี้ เริ่มต้นท่านประธานบอกว่ามีการถ่ายทอดสด ก็เป็น เพราะว่าท่านไปเร่งรีบ รวบรัดจนไม่ทันพิธีสำคัญของบ้านเมืองวันนี้ ท่านบอกว่าจะมีการถ่ายทอดสด แต่ปรากฏว่าติดงานพระราชพิธีสำคัญ นี่ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งหรือตัวชี้วัดอีกอย่างหนึ่งว่า ท่านเร่งรีบ ความไม่สมบูรณ์ของรายงานการแปรญัตติของร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่ง ท่านประธานก็ไม่ฟังคำทักท้วงครับ พอบอกว่าไม่สมบูรณ์ บอกให้เอากลับไป ท่านก็ไม่เอากลับ แต่พอผมแปรญัตติว่าคำแปรญัตติจะผิดข้อบังคับหรือไม่ ท่านก็บอกว่า ไม่สมบูรณ์ แต่ก็ไม่เอากลับอีกเหมือนกันนะครับ สุดท้ายผมเลยไม่ทราบว่าท่านประธานมีความคิดอย่างไร ผมก็รับไม่ได้ในพฤติกรรมของ กรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ ผมจะให้เหตุผลอย่างนี้ครับ ผมมีเหตุผล ๒-๓ ข้อใหญ่ ๆ เพื่อให้ ท่านประธานได้รับทราบ ก่อนอื่นก็คือผมจะเรียนท่านประธานว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ผมไม่เห็นด้วยตั้งแต่ต้น ที่ไม่เห็นด้วยไม่ได้หมายความว่าผมบอกว่ารัฐธรรมนูญแก้ไม่ได้ เป็นกฎหมายสำคัญ แตะต้องไม่ได้ ไม่ใช่อย่างนั้นครับ แต่ผมคิดว่าสถานการณ์เอง ความเป็นไปของบ้านเมือง ขณะนี้ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนมีมากมาย การแก้รัฐธรรมนูญ ก็ต้องแก้ได้ แต่ว่าต้องมีเหตุผลสนับสนุนพอสมควร แต่ที่มีความชัดเจนที่สุดก็คือว่าวันนี้ การแก้รัฐธรรมนูญ ที่บอกว่าเร่งรีบ รีบร้อน เร่งด่วน กลับไปถามประชาชนท่านกล้าถามไหมล่ะครับ ว่าถ้าเขาให้เลือกระหว่างให้รัฐบาลไปแก้ปัญหาราคาจำนำข้าว มันสำปะหลัง ราคาผลไม้ ที่กำลังจะมีผลผลิตออกมา เขาเลือกแล้วเขาจะเลือกอะไรที่มันเร่งรีบกว่ากัน เร่งด่วนกว่ากัน ที่สำคัญที่สุดความคาดเดาของสังคมก็คาดเดาไม่ผิดครับ บังเอิญท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยที่ผมเคารพก็นั่งอยู่ในที่ประชุมแห่งนี้ด้วย ท่านก็ออกมายอมรับนะครับว่า ร่างปรองดองเสร็จจะนำไปสู่ พ.ร.บ. นิรโทษกรรม กฎหมายรัฐธรรมนูญนี้ก็เหมือนกันครับ เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่คิดไว้เผื่ออาศัยคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทาง การสร้างความปรองดองแห่งชาติทางหนึ่ง สำเร็จหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง อีกช่องทางหนึ่ง ก็คือการแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ใช่ไหมครับ เหตุผลที่ผมไม่เห็นด้วยกับการแก้รัฐธรรมนูญก็คือว่า ท่านกำลังเอามาตรา ๒๙๑ เสี่ยงกับความเป็นไปของบ้านเมือง ท่านแก้หนทางในการแก้ รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ถึงแม้ว่าท่านจะอ้างว่าไปเลือกตั้ง สสร. ตามแบบ ๙๙ คน ๗๗ คน บวก ๒๒ คน เขาจะร่างมาอย่างไรก็เป็นเรื่องของเขา ให้ความเป็นอิสระกับเขา แต่ที่มาจริง ๆ ในร่างของ ครม. ที่ท่านหวงแหนเหลือเกิน หวงแหนอะไรครับ ก็หวงแหนเพื่อให้ท่านล็อก ความคิดเห็นของ สสร. ได้ จนมีการทำเข้าข่ายผิดข้อบังคับหรือไม่ ต้องไปพิสูจน์กันในอนาคต ว่าการที่ท่านมากลับมติอีกครั้งหนึ่งในการลงมติไปแล้วในคณะกรรมาธิการนั้น ท่านจะมีสิทธิ ทำได้หรือไม่ ท่านประธานที่เคารพครับ เหตุผลเรื่องแรกที่ผมจะเรียนท่านประธานว่าที่ผมตั้ง ชื่อว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับ นปช. ครองเมือง ก็คือพฤติกรรมที่เร่งรีบ รวบรัด และพยายามบริหารจัดการให้เป็นไปตามกำหนด ตามที่คณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ต้องการ ผมเรียนกับท่านประธานว่าเบื้องต้นก็มีการนัดประชุม ตกลงกันในคณะกรรมาธิการชัดเจนว่า ๒ วัน วันพุธเช้าเลิกเที่ยง วันพฤหัสบดีเช้าเลิกเที่ยง ประชุมได้สัก ๑ อาทิตย์ ๒ อาทิตย์ ท่านประธานก็มาใหม่ จาก ๒ วัน เช้าเที่ยง เปลี่ยนเป็น ๒ วัน เต็มวันพวกกรรมาธิการ ฝ่ายผมเสียงข้างน้อยก็ไม่ได้ปฏิเสธ ก็มาร่วมประชุม แถมไปเป็นองค์ประชุมให้พวกท่านด้วย วันดีคืนดีนั่งประชุมอยู่ดี ๆ ฝ่ายท่านที่รีบทำนี่ละครับ เหลียวไปแลมาองค์ประชุมฝ่ายรัฐบาล ไม่รู้หายไปไหนหมด ผมก็เสนอนับองค์ประชุมครับ นับองค์ประชุมก็องค์ประชุมไม่ครบ ความจริงเมื่อองค์ประชุมไม่ครบท่านประชุมต่อไม่ได้นะครับ ท่านจะต้องยุติการประชุม แต่ท่านเลือกวิธีให้พักการประชุมไว้ก่อน แล้วท่านใช้วิธีการโทรศัพท์ตามมา แล้วก็มาแสดงตัว ในคณะกรรมาธิการ พฤติกรรมแบบนี้ละครับมันทำให้ไม่ต้องไปใช้คำว่ากล่าวหา แต่ว่าพฤติกรรมแบบนี้มันเป็น พฤติกรรมที่ชี้ชัดว่าอันนี้เร่งรีบ แต่ตัวเองก็ไม่มาร่วมประชุม นอกจากวันประชุม ๓ วัน ท่านประธานกรรมาธิการที่ผมเคารพนับถือก่อนหน้านี้ ผมพูดเสมอว่าท่านสามารถ แก้วมีชัย เป็นคนที่มีหลักการคนหนึ่งนะครับ แต่ก็ปรากฏครับ ท่านสามารถไปสัมภาษณ์สื่อมวลชน บอกว่ามาตรา ๒๙๑ ที่จะมีการคัดสรร สสร. ทั้ง ๒ แบบ จะประชุมกันให้เสร็จสิ้นภายในวันนี้ ผมเรียนท่านประธานว่าเป็นประธานกรรมาธิการมันจะมาบริหารจัดการการประชุมกรรมาธิการ ซึ่งต้องรับฟังความคิดเห็นทุกฝ่ายได้อย่างไรล่ะครับ การกำหนดวันประชุมจะต้องเป็นไปตาม ความคิดเห็นในเวทีกรรมาธิการทุกฝ่าย แล้วก็ต้องมีการสรุปในความเห็นของกรรมาธิการว่าเห็นต่าง เห็นตรงอย่างไร ผมเรียนท่านประธานนะครับว่าเวทีกรรมาธิการแค่ใช้คำก็แตกต่างแล้วครับ กรรมาธิการหมายความว่าเป็นคณะกรรมการที่ใหญ่กว่าคณะกรรมการ และในบางประเด็นนะครับ ทั้งซีกฝ่ายรัฐบาลเสียงข้างมากและอีกซีกหนึ่งคือซีกฝ่ายค้านในบางประเด็นอาจจะเห็น ตรงกันและต่างกัน ต่างฝ่ายก็ได้ แต่ท่านประธานสามารถก็ไม่ได้ใช้วิธีนี้ในการจัดการประชุม ควบคุมการการประชุมคณะกรรมาธิการให้เป็นไปตามกลไกของคณะกรรมาธิการ ท่านพูด เสมอครับ ออกไปพูดว่าต้องเสร็จวันนี้ สุดท้ายท่านพูดครั้งสุดท้ายว่า ท่านบอกว่าร่างแก้ไข เพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเสร็จสมบูรณ์พร้อมยื่นให้กับสภาในวันที่ ๑๐ วันที่ ๑๑ คือวันนี้ครับ ก็ไปกำหนดล่วงหน้าอย่างนั้นสิครับ เจ้าหน้าที่ทำงานไม่ทันครับ ขณะนี้ผมเข้าใจว่าตัวรายงาน ฉบับที่กรรมาธิการทำเสร็จผมมั่นใจว่ามันมีความไม่สมบูรณ์อยู่ ส่วนการนำไปสู่การยื่นให้กับ ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อตีความว่าทำได้หรือไม่ อย่างไร ก็เป็นเรื่องในอนาคตที่กรรมาธิการ ต้องรับผิดชอบ ท่านประธานที่เคารพครับ จากวันนัดประชุม จากการกำหนดการประชุมยังมี พฤติกรรมที่เข้าข่ายว่าทำผิดข้อบังคับ การลงมติในมาตรา ๒๙๑ ผมก็สงสัยครับ มาตรา ๒๙๑ คือที่มาของ สสร. ครับ ต้องขออนุญาตต้องเอ่ยนามเพื่อนกรรมาธิการด้วยกัน คุณหมอเหวง คุณหมอเหวงก็มีความคิดที่ต่างไปจากร่างของรัฐบาล ซึ่งผมก็เคารพความคิดของหมอเหวงด้วย เพราะว่าท่านก็มีความคิดว่า สสร. ก็น่าจะมีจำนวนมากกว่า ๗๗ แต่เป็นการเลือกตั้งจาก ประชาชนโดยตรง ๑๐๐ คน ท่านไปคิดคำนวณเสร็จสรรพเรียบร้อยแล้วก็มาเสนอในกรรมาธิการ ก็มีเพื่อนบางคนในซีกรัฐบาลเห็นด้วย ผมก็ไปถามว่าท่านคิดอย่างนี้ท่านมีสูตรอย่างไร ผมก็เห็นด้วยครับ วันรุ่งขึ้นเท่านั้น ปรากฏเป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์บอกว่าคุณหมอเหวง ไม่ควรไปเสนอความเห็นในกรรมาธิการ ท่านประธานกรรมาธิการยังถูกตำหนิด้วยซ้ำไปว่า แม่นข้อบังคับ แต่ว่าไม่ทันเกมการเมือง นั่นละครับเป็นที่มาของมาตรา ๒๙๑ ที่ทำไม หวงแหนนักหนา ๗๗ ๒๒ ก็ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ตั้งแต่ต้นว่า ๗๗ นี่ก็ไปเลือกตั้งจากทุกจังหวัด กรรมาธิการบางท่านก็เสนอนะครับว่าการเลือกตั้งความจริงถ้าจะเฉลี่ยทั้งเสียงข้างมาก เสียงข้างน้อย คำนวณตามเกณฑ์ประชากรในแต่ละจังหวัด บางท่านก็เสนอ ๑๐๐ บางท่านก็เสนอ ๑๒๕ บางท่านก็เสนอ ๑๕๐ ผมเองเสนอ ๑๕๐ และให้ประชาชนเลือกได้คนเดียว แต่ปรากฏว่า พอลงมติไม่เอาร่างของรัฐบาล คือไม่เอา ๗๗ กับ ๒๒ และ ๒๒ ก็มาจากสถาบันการศึกษา มาจากภาคเศรษฐกิจ ภาคเอกชน แต่สุดท้ายก็มาให้สภาลงให้ความเห็นชอบ มีหลายความเห็นครับ แต่ที่กรรมาธิการพิจารณาเสร็จก็คือว่าร่างของรัฐบาลมันตกไปแล้ว ก็ต้องเอาความเห็นอีก ๘-๙ ความเห็น และวันนั้นก็มีการลงมติเรียบร้อยแล้วครับว่าให้เอาร่างของท่าน ส.ว. เจตน์ กับท่านวิรัตน์มาเป็นหลัก ลงมติแพ้กันไปเรียบร้อย ผมเองเป็นคนพูดในกรรมาธิการว่า ท่านประธานต้องยืนยันนะครับว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นแล้ว แต่ท่านประธานทราบไหมครับ วันรุ่งขึ้น ผมก็อ่านข่าวอีกละครับว่าท่านประธานกรรมาธิการถูกตำหนิจากเพื่อนในพรรคว่า ไม่ทันเกม ผมก็นึกในใจอยู่แล้วครับว่าวันรุ่งขึ้นต้องมีเหตุการณ์เปลี่ยนแปลง กลับมาในที่ประชุม กรรมาธิการก็เปลี่ยนจริง ๆ ครับ จริง ๆ เดิมก็ไม่กล้าคิดว่าจะเปลี่ยน แต่ท่านประธาน ก็เปลี่ยน เปลี่ยนไปลงมติใช้เสียงข้างมากเอาร่างที่เสนอประกบขึ้นมาพิจารณา แทนที่จะเอา ความเห็นของกรรมาธิการส่วนใหญ่ขึ้นมาพิจารณาแทน พวกเราก็ทักท้วงครับ วอล์ค เอาท์ (Walk out) วอล์ค เอาท์ก็แล้ว ทำทุกอย่างก็แล้ว ก็สู้เสียงข้างมากไม่ได้ ท่านก็ยืนยัน และท่านก็เดินมาข้างหน้า แล้วก็กลับไปเอาร่างของผู้ที่เสนอประกบ ซึ่งไปดูก็ปรากฏว่า มีเนื้อหาที่ตรงกับร่างรัฐบาล ผมเรียนกับท่านประธานว่าทำไมล่ะครับ ทำไมจะหวงแหน ขนาดนั้น กลไกเวทีกรรมาธิการมันหายไปไหน ทำไมเพื่อนสมาชิกคิด ก็กลายเป็นว่าคิดไม่ได้ ทำไมต้องฟังตามคำสั่งอย่างเดียว ต้องฟังตามเสียงข้างมาก ต้องเสร็จตามกำหนด ทุกอย่าง ต้องเป็นอย่างนี้หรือครับ ใครไม่เห็นด้วยเป็นศัตรู หลักของบ้านเมืองมันพังไปหมดแล้วใช่ไหม ครับท่านประธาน ผมไปฟังสัมภาษณ์ฝั่งรัฐบาลบางคนบอกว่าพรรคประชาธิปัตย์ชวนทะเลาะ ไม่จริงครับ เราไม่เคยชวนทะเลาะ คนชวนทะเลาะฝั่งท่านครับ เพราะสิ่งที่ฝ่ายค้านพูดอยู่ใน หลักการความถูกต้องของกฎหมายบ้านเมือง การอภิปรายของพวกผมก็อยู่ในระเบียบ ข้อบังคับ พวกท่านสิครับชวนทะเลาะ ชวนทะเลาะไม่ว่า ชวนทำให้บ้านเมืองมีความเสี่ยง อีกต่างหาก วันนี้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ท่านจะรีบไปไหนล่ะครับ ก็โดยพฤติกรรมแบบนี้ มันเลยทำให้ต้องแปรญัตติในมาตรา ๑ ไว้ว่ามันมีพฤติกรรมคล้าย ๆ กับการชุมนุม เมื่อปี ๒๕๕๓ การชุมนุมที่ว่าเป็นการชุมนุมที่ใช้กำลัง กกต. จะวินิจฉัยก็เอากำลังไปที่หน้า กกต. อย่างไรครับ ใครไม่เห็นด้วยก็เอาคนไปเยอะหน่อย ขู่ว่าจะเผาบ้าง คนก็กลัวครับ สังคมไทย เป็นคนขี้กลัว ไม่กลัวได้อย่างไรครับ เพราะเคยทำมาแล้ว ทำจริง เกิดขึ้นแล้ว พอคนกลัวก็ไม่กล้า แสดงความคิดเห็น ก็ทำให้คนเสียงดังครองเมือง ผมก็เลยตั้งชื่อว่า นปช. ครองเมือง ซึ่งมีพฤติกรรมคล้ายกับสิ่งที่เกิดขึ้นในคณะกรรมาธิการ
ท่านประธานที่เคารพครับ เหตุผลประเด็นต่อมาครับ ท่านประธานกรรมาธิการ ได้ดำเนินการประชุมในวันแปรญัตติ ผมเรียนสนับสนุนข้อมูลของท่านวัชระ เพชรทอง วันที่มีการแปรญัตติกัน ท่านประธานก็เร่งให้มีการนัดให้เพื่อนสมาชิกมาแปรญัตติ ๒ วัน ถึงแม้ว่าท่านประธานจะบอกว่าจะขยัน ทำตั้งแต่เช้าไปจน ๔ ทุ่ม ผมไม่เคยเห็นกรรมาธิการไหน ขยันมากเท่านี้มาก่อน จาก ๒ เป็น ๓ จาก ๒ ครึ่งวัน เป็น ๒-๓ วัน ท่านประธานนัดแปรญัตติ คณะกรรมาธิการที่นั่งรับฟังการแปรญัตติโดยระบบแล้วจะต้องรับฟังและมีการสอบถามว่า คนที่แปรญัตติมีความคิดอย่างนี้กรรมาธิการเห็นอย่างไร ถ้ากรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย กรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ก็ลงความเห็นว่ายืนตามคณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ แต่ถ้า บังเอิญผู้แปรญัตติมีเหตุผล เพราะว่ากระบวนการของกรรมาธิการต้องรับฟังความคิดเห็นให้รอบด้าน ถ้าผู้แปรญัตติแปรญัตติ รับฟังแล้วมีเหตุผลกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่เห็นว่าที่เขามาแปรญัตติก็น่าจะรับฟังแล้วน่าจะ เปลี่ยนแปลงไปตามผู้แปรญัตติได้ ก็สามารถเปลี่ยนแปลงไปตามความเห็นของผู้แปรญัตติได้ ช่วงแรก ๆ ก็ถือว่าท่านประธานได้ทำหน้าที่อย่างดีครับ รับฟังการแปรญัตติ มีเพื่อนสมาชิก อยู่ครบองค์ประชุม ผมยังจำได้ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เข้าไปชี้แจงในคณะกรรมาธิการในการแปรญัตติก็แปรญัตติเรียงมาตรา แล้วก็สอบถามรายมาตรา ผมยังพูดไว้กับท่านประธานว่าผมอยากให้กลไกของกรรมาธิการดำเนินไปอย่างเคร่งครัด เพราะมันจะได้รอบคอบได้ทุกเนื้อหา ที่สำคัญก็เป็นการรักษากลไกของการปฏิบัติหน้าที่ ในคณะกรรมาธิการ ท่านประธานก็เห็นด้วย ผมยังเสนอต่อไปว่าพอแปรญัตติเสร็จแล้ว ผมขอให้มีการทบทวนทั้งหมดอีกครั้งหนึ่ง ทบทวนเพื่ออะไร ทบทวนก็เพื่อที่จะได้มี ความรอบคอบมากยิ่งขึ้น แต่ไม่ใช่ยืนยัน เอะอะก็จะเอาตามร่างเดิม เอาตามร่างเดิม ลงมติ กับเสียงข้างมากเอาตามร่างเดิม ที่ผมเห็นมีเปลี่ยนก็มีเรื่องที่สำคัญที่พอที่จะเอ่ยชมได้ ก็คือ เรื่องคุณสมบัติของ สสร. ในข้อ ๕ ที่เติมเข้าไป แต่เรื่องอื่นท่านไม่แตะต้องครับ ท่านจะเดินไป ข้างหน้าอย่างเดียว ท่านก็รับฟังอย่างนั้น เพื่อน ส.ว. มาเสนอคำแปรญัตติ เพื่อน ส.ว. ก็ถามว่า แล้วที่ประชุมกรรมาธิการเห็นอย่างไรครับกับคำแปรญัตติของผม ท่านประธานก็บอกว่า ท่านแปรญัตติไว้เดี๋ยวที่ประชุมจะไปดูกันเอง ความจริงมันไปลัดขั้นตอนอย่างนั้นไม่ได้ ความจริงท่านประธานจะต้องถามในที่ประชุมว่ามติเสียงส่วนใหญ่เห็นด้วยหรือเห็นต่าง เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมากที่แก้ไขไว้แล้วหรือไม่ อย่างไร ต้องทำอย่างนั้น แต่ที่ทำไม่ได้ก็เพราะองค์ประชุมมันไม่ครบครับ ท่านประธานวุฒิสภาที่เคารพ ที่กำลังปฏิบัติ หน้าที่ประธานรัฐสภา ผมเรียนด้วยความเคารพว่าวันนี้สิ่งที่ท่านวัชระพูดก็คือองค์ประชุม ในขั้นตอนการแปรญัตติ ถ้าท่านประธานคณะกรรมาธิการกล้าเอากล้องวงจรปิดมาเปิดเผย สิครับท่าน ช่วงที่ผมนั่งอยู่ผมเข้าใจว่ามีอยู่ ๕ ท่าน ชื่อเซ็นครบแน่ ท่านวิชาญ ชื่อเซ็นครบ แต่การนั่งพิจารณาผมคิดว่าไม่ครบ และผมก็ต้องไปดูว่าหลักฐานตัวนี้จะมีความสมบูรณ์ ในการทำร่างกฎหมายฉบับนี้หรือไม่ อย่างไร โดยพฤติกรรมที่ผมเรียนมาทั้งหมด ผมคิดว่า วันนี้บ้านเมืองเรากฎหมายสำคัญสูงสุดของประเทศนี้ กฎหมายรัฐธรรมนูญแทนที่จะทำ ด้วยความรอบคอบ ยึดหลักนิติธรรม ยึดหลักความถูกต้อง แต่ผมคิดว่ากฎหมายฉบับนี้ มันอยู่ภายใต้อิทธิพลของคนบางคนที่สั่งการลงมา และผมเสียใจที่สุดก็คือการสั่งการนั้น เป็นการสั่งการบุคคลชั้นนำของประเทศที่ยอมตามคำสั่งทุกประการ ผมไม่เข้าใจเหมือนกันว่า บุคคลคนนั้นมีความสำคัญแค่ไหนถึงสามารถบิดเบือนความคิดเห็นกลไกต่าง ๆ ของคน ในประเทศนี้ รวมทั้งการร่างกฎหมายที่สูงสุดของประเทศ คือกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในขั้นต้น ผมขอให้เหตุผลว่าที่ผมแปรญัตติสงวนความเห็นไว้ในการตั้งชื่อว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญ ฉบับ นปช. ครองเมืองไว้ครับ โดยพฤติกรรมของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากที่มีลักษณะ คล้ายกับลักษณะของ นปช. ขอบพระคุณท่านประธานครับ