รัฐสภา · ครั้งที่ ๓ · ๑๐ เมษายน ๒๕๕๕

คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช หารือเรื่องความสำคัญของการรักษาสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ เพื่ออนาคตของประเทศไทย และเรียกร้องให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและสุขอนามัยของประชาชน

คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ขอบคุณท่านประธานมากค่ะ อันนี้เป็นความในใจเพราะว่าดิฉันเองให้ความสนใจกับเรื่อง สิ่งแวดล้อมมาตลอดชีวิต แล้วดิฉันเองปลูกป่าต้นน้ำมาเป็นระยะเวลากว่า ๒๕ ปี ดิฉัน ก็อยากจะถือโอกาสนี้กราบเรียนท่านประธานแล้วก็ถึงผู้ฟังทางบ้านด้วยว่าประเทศเรากำลัง ตกอยู่ในภาวะที่เราทุกคนในประเทศจะต้องร่วมมือร่วมใจกันรักษาสิ่งแวดล้อมเพื่อพวกเราเอง เพื่อลูกหลาน เพื่ออนาคตของประเทศไทย ถ้าท่านประธานยังจำได้นะคะว่าน้ำท่วมปี ๒๕๕๔ รุนแรงแค่ไหน วันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ คณะรัฐมนตรีเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระองค์ท่านรับสั่งวิธีการแก้น้ำท่วม ท่านรับสั่งอยู่เรื่องเดียวค่ะ เรื่องการปลูกป่าต้นน้ำ ทั้งไม้โตเร็ว และไม้โตช้า ไม้เนื้อแข็งและไม้เนื้ออ่อนเพื่อที่จะแก้ปัญหาของประเทศ จะได้ไม่เกิดภัยแล้ง ไม่เกิดน้ำท่วม ไม่เกิดน้ำหลากต่อไปในอนาคต แม้ว่าการแก้ปัญหาทางสิ่งแวดล้อมอาจจะ ไม่ได้ช่วยทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นทันที อาจจะไม่ได้ช่วยให้น้ำไม่ท่วมทันที แต่เป็นความจำเป็น อย่างยิ่งยวดที่คนไทยทุกคนจะต้องร่วมกันปลูกป่าต้นน้ำ ฟื้นป่า ฟื้นความอุดมสมบูรณ์ กลับให้ประเทศไทยอีกครั้งหนึ่ง ดิฉันถือโอกาสนี้กราบเรียนท่านประธานเรื่องนี้ก็เพื่อให้ ท่านประธานและคณะกรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ตระหนักว่าเราจะลืมเรื่องนี้ไม่ได้เลย เพราะนักลงทุนที่บอกว่าน้ำจะท่วมหรือไม่ท่วม เขาก็คงจะต้องดูว่าประเทศไทยเราให้ ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไร มากน้อยแค่ไหน แล้วถ้าเรามีการพิจารณารัฐธรรมนูญ ที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม มีกฎหมาย มีกติกาที่ให้ผู้ที่จะมาลงทุนได้ทราบชัดเจนแน่นอน เขาก็จะได้ตัดสินได้ เศรษฐกิจประเทศไทยก็จะก้าวหน้า ลูกหลานเราก็จะมีงานทำ ความสงบสุข ของประเทศก็จะกลับคืนมา เพราะฉะนั้นดิฉันก็อยากจะขอเน้นว่าต้องไม่ลืมผู้เชี่ยวชาญ ทางด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และสุขอนามัย ก็ไหนว่าเราสนใจประชาชน เราสนใจสุขภาพของประชาชน ถ้าไม่ดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างเช่นหมอกควันทางเหนือ เราไม่ได้ ให้ความสนใจแล้วประชาชนจะอยู่อย่างไร จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดเชียงราย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เข้าโรงพยาบาลกันเป็นแถวเลย ดิฉันพูดกับท่านรองนายกรัฐมนตรีเมื่อวานนี้เองว่า ถ้าท่านประธานบอกต่อไปยังรัฐบาลว่าเปิดใจกว้าง ดิฉันมีวิธีการที่จะแก้หมอกควันของประเทศ ถ้าเปิดใจกว้างดิฉันจะบอกว่าอย่างไร เพราะประสบการณ์ในการปลูกป่าต้นน้ำ ๒๕ ปี ดิฉัน มีวิธีการค่ะ ดิฉันปลูกป่ามาเป็นแสนไร่ ไฟไม่เคยเข้าพื้นที่ปลูกป่าของดิฉันเลย แถมประชาชน ที่อยู่รอบบริเวณปลูกป่ามีรายได้ เขาส่งลูกเรียนจบมหาวิทยาลัยได้ ทั้งหมดทั้งปวงที่พูดถึงนี้ ก็เพื่อให้ท่านประธานไปถึงท่านประธานคณะกรรมาธิการและคณะกรรมาธิการว่าเราจะทำ อะไรต่อไปนี้ แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศเราจะต้อง ให้ความสำคัญเรื่องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนสุขอนามัยของประชาชนค่ะ จึงจะเกิดประโยชน์อย่างสูงสุดแล้วก็อย่างประเทศภูฏานนะคะ ท่านประธาน เขาเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญเลยว่าป่าของประเทศเขาจะต้องมีถึง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่ประเทศ แล้วท่านประธานทราบไหมคะว่าประเทศไทยเราก็เคยมีค่ะ เมื่อตอนดิฉัน ยังเป็นเด็กเราก็มีป่าถึง ๖๐-๗๐ เปอร์เซ็นต์ของประเทศไทย จึงมีคำพูดที่ว่าประเทศไทย ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว แผ่นดินของเรานี้แสนอุดมสมบูรณ์ เราจะต้องนำพาประเทศด้วย กฎหมายสูงสุด รัฐธรรมนูญนำพาประเทศให้อยู่ในประเทศที่มีความอุดมสมบูรณ์กลับคืนมา อีกครั้งหนึ่งค่ะ คนก็จะมาลงทุนถ้าเราดูแลสิ่งแวดล้อม คนก็จะมาท่องเที่ยวถ้าเราดูแล สิ่งแวดล้อม อุตสาหกรรม ประชาชนที่อยู่รอบอุตสาหกรรม อย่างเช่น มาบตาพุด ก็เช่นเดียวกันค่ะ เราจะต้องดูแลสุขอนามัยของเขา การที่มีบุคลากรเชี่ยวชาญทางด้าน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็จะเป็นผู้ที่ช่วยทำให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีความชัดเจน ซึ่งดิฉันจะขออภิปรายในโอกาสต่อไปในวาระอื่น ในมาตราอื่นว่าจะต้องมีกฎหมายทางด้าน สิ่งแวดล้อมด้วยเพื่อให้คดีทางด้านสิ่งแวดล้อมที่ประชาชนมีสิทธิในการเรียกร้องได้รับความยุติธรรม อย่างที่พวกเราต้องการด้วยค่ะ ดิฉันก็ขออนุญาตท่านประธานสำหรับมาตรา ๒๙๑/๑ คือ ๓๐๐,๐๐๐ คนต่อ ๑ คนแล้วก็ประเภทที่เป็นผู้เชี่ยวชาญนี้ขอเพิ่มบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ ทางด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและสุขอนามัยเข้าไปด้วยค่ะ ขอบพระคุณมากค่ะ