รัฐสภา · ครั้งที่ ๓ · ๑๐ เมษายน ๒๕๕๕

วีรวิท คงศักดิ์ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการประชามติ ก่อนที่จะดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินในกระบวนการนี้ และเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้งดำเนินการประชามติให้เรียบร้อยภายใน 120 วัน พร้อมให้ข้อมูลประชาชนก่อน 90 วัน

พลอากาศเอก วีรวิท คงศักดิ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

โดยสาระที่ผม สงวนคำแปรญัตติไว้จริง ๆ แล้วจะมีเพื่อนสมาชิกได้แปรญัตติไว้ในมาตรา ๔ แต่มีสาระเหมือนกัน โดยหลักการที่เสนอก็คือว่าอยากจะให้มีการทำประชามติก่อนที่จะมีการร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งหลักการตรงนี้เป็นหลักการที่หลายประเทศใช้แล้วก็ อย่างเช่นในช่วงที่สาธารณรัฐฝรั่งเศส สาธารณรัฐที่ ๔ ได้ใช้ ก็คือว่ามีการตรวจสอบกันว่าประชาชนนั้นมีความต้องการอย่างไร และถ้าเผื่อทำได้กระบวนการนั้นถ้าหากประชาชนต้องการให้มีการยกร่างใหม่ทั้งฉบับนั้น น่าจะมีกระบวนการในการสอบถามประเด็นสำคัญซึ่งจะมีการขอแก้ไขด้วย สาเหตุที่น่าจะมี การพิจารณาทำในเรื่องของประชามติก่อนเพราะว่าการแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับครั้งนี้เป็นการแก้ ที่แตกต่างกับการที่ทำเมื่อปี ๒๕๔๐ ที่ใช้รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๑ เมื่อตอนครั้งที่แก้ไข ปี ๒๕๔๐ ที่เรายกร่างทั้งฉบับนั้นจะมีกรอบความคิดว่าแนวทางในการจะทำอย่างไรแต่ขณะนี้ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่มีอะไรเลย เพราะฉะนั้นการที่สมาชิกรัฐสภาจะมอบอำนาจหน้าที่ ที่เรามีตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ เดิมนั้นไปให้กับกลุ่มคนที่เราจะแต่งตั้งขึ้นมาใหม่ ก็คือ สสร. ถึงแม้ว่าจะมาจากเลือกตั้งหรือจะมาจาก ๒ ส่วนก็ตาม แต่กระบวนการในการทำนั้น เหมือนกับว่าหลายคนบอกว่าเป็นเช็คเปล่าแต่ผมคิดว่ามันเหมือนกับการที่เราเซ็นสัญญาเปล่า หรือเปล่า สสร. สามารถจะกำหนดทุกสิ่งที่กำหนดได้ ผมยังไม่อยากจะมองว่า สสร. นั้น จะอยู่ใต้อิทธิพลหรืออำนาจของผู้ใด แต่กระบวนการตรงนั้นถ้ามีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ออกมา ในลักษณะที่แปลกหรือเป็นสิ่งที่เป็นรูปแบบใหม่ขึ้นมา กระบวนการตรงนี้ก็ไปจบกันที่การทำ ประชามติ เพราะฉะนั้นในสิ่งแรกนั้นผมคิดว่าเราคงไม่ต้องมองว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้น เป็นเรื่องที่มีการประชามติและภายใต้เงื่อนไขใด ๆ แต่เมื่อเราจะคิดทำอะไรตอนนี้เป็นเรื่องของ งานใหญ่ที่เราจะมองเรื่องโครงสร้างของประเทศใหม่และเหตุผลที่รัฐบาลที่ให้มาก็คือ เรื่องของการที่เราจะมีการปฏิรูปการเมือง เรื่องของการปฏิรูปการเมืองนั้นเป็นเรื่องใหญ่นะครับ ตั้งแต่เรื่องของกระบวนการเข้าสู่อำนาจจนถึงกระบวนการใช้อำนาจ เราต้องยอมรับว่า รัฐธรรมนูญที่ออกมาและกระบวนการทางการเมืองทั้งหมดนั้นเรายังไม่ได้มีกระบวนการ ในการพูดถึงเรื่องของการใช้อำนาจรัฐที่ถูกต้อง ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนที่แท้จริง ในช่วง ๘๐ ปีที่ผ่านมาเราก็อยู่ในวังวนของกระบวนการเข้าสู่อำนาจความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ระหว่างนักการเมือง ข้าราชการประจำและในส่วนต่าง ๆ แล้วส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องของที่เรา กำลังทำอยู่ ก็คือการใช้เสียงจำนวนข้างมากในสภาเป็นการตัดสินความถูกต้อง ชอบธรรม ซึ่งบางครั้งนั้นอาจจะเป็นสิ่งที่ดีก็ได้ ในบางส่วนไม่ดีก็ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมคิดว่า เราน่าจะเริ่มเดินใหม่ ก็คือให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน เมื่อครั้งที่แล้วเรามีข้อคลางแคลงใจ เหมือนกับท่านกรรมาธิการท่านหนึ่งพูดว่าเรามีกระบวนการในการที่อาจจะมีอำนาจอิทธิพล ในการทำประชามติ ครั้งนี้ทำไมเราไม่ลองละครับ เราไม่ลองให้ประชาชนลองทดสอบดูสิว่า ประชาชนต้องการอะไรแน่ ๆ ต้องการจะให้เรายกร่างทั้งฉบับ หรือจะให้แก้ตามหลักการเดิม ซึ่งส่วนนี้เป็นสิ่งเราน่าคิด เราอย่าไปมองว่าประชาชนนั้นให้เขาฉันทานุมัติมา เพราะในตอนหาเสียงกัน ท่านไม่ได้บอกว่าท่านจะยกร่างทั้งฉบับนะครับ ผมเป็นประชาชนคนหนึ่งที่รับฟัง ท่านก็บอกว่า ท่านจะเข้ามาแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญกับการยกทั้งฉบับนั้นมันคนละเรื่อง ฟังดูก็เหมือนกับว่าเป็นเรื่องเดียวกันแต่จริง ๆ ไม่ใช่นะครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าถ้าเราคิดว่า เราเชื่อใจประชาชน แล้วก็นับถือประชาชน แล้วถือว่าอำนาจอธิปไตยตามระบอบประชาธิปไตย เป็นของประชาชน ทำไมเราไม่ทำประชามติในช่วงแรก แล้วถ้ามีการประชามตินั้น ผมคิดว่า ประเด็นที่เรายังตกลงกันไม่ได้ในบางเรื่อง เช่น ส.ส. จะสังกัดพรรคการเมืองใดหรือไม่ หรือจะไม่ต้อง อย่างที่เรากำลังกังวลอยู่นี้ ผมเชื่อว่ายังเป็นปัญหาที่เราหาข้อยุติไม่ได้ ลองถามประชาชนสิครับ ในกระบวนการที่เขาทำประชามติสมัยใหม่นั้น เขามีกระบวนการ ในการที่จะถามได้แม้กระทั่งเชิงประเด็น ซึ่งประเด็นนั้นจะไม่มากครับ ประมาณ ๔-๕ ประเด็น ที่เราคิดว่าเราน่าจะถามประชาชนว่าเขาต้องการอะไรในสิ่งเหล่านี้นะครับ เพราะฉะนั้น ผมเลยเสนอเป็นหลักการขึ้นมาว่าโดยเพิ่มเป็น มาตรา ๓/๑ แต่อย่างไรก็ตามจะมีเพื่อนสมาชิก ถ้าเราอ่านเลยไปนะครับ ในสาระเดียวกัน แต่ไปเขียนไว้ในมาตรา ๔ เพราะฉะนั้นผมคิดว่า ถ้าจะพิจารณากันแล้วน่าจะพิจารณาพร้อมกัน จะเป็นวันนี้หรือวันรุ่งขึ้นก็แล้วแต่ แต่ผมยังเชื่อว่า เพื่อนสมาชิกหลายคนอยากจะให้มีการทำประชามติก่อนที่จะดำเนินการ

ประเด็นที่ ๒ ที่ผมใส่ไว้ในคำแปรญัตติ ก็คือว่าตามพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการลงประชามตินั้นได้กำหนดวันในการที่จะให้ประชาชนได้รับความรู้ ผมเรียนว่าการทำประชามติจะได้ผลนั้นจะต้องให้ความรู้กับประชาชน ในพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญได้เขียนไว้ว่าไม่น้อยกว่า ๙๐ วัน แต่ไม่เกิน ๑๒๐ วัน แต่ร่างที่เรากำลัง เขียนอยู่เราตัดสั้นลงเหลือ ๔๕ วัน และไม่เกิน ๖๐ วัน ก็คือพูดง่าย ๆ คือลดมาครึ่งหนึ่ง แล้ว ๔๕ วันเราแน่ใจหรือครับว่าเราจะให้ความรู้ ให้ข้อมูลกับประชาชนได้อย่างครบถ้วน การทำประชามตินั้นไม่ได้เป็นผลที่ทำ เพราะฉะนั้นในคำแปรญัตติที่ผมขอเสนอนั้นนะครับ สรุปแล้วมี ๒ ประเด็น คือให้มีการที่จะทำประชามติ ขอประชามติจากประชาชน โดยให้คณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นผู้ดำเนินการให้เรียบร้อยภายใน ๙๐ วัน แต่กระบวนการนั้นจะต้องมีการให้ข้อมูลประชาชนก่อนเป็นเวลา ๙๐ วัน แต่จะต้องทำ ประชามติได้ภายในไม่เกิน ๑๒๐ วัน หลังจากนั้นก็ให้ กกต. แจ้งผลมาให้รัฐสภาทราบว่า กระบวนการจะดำเนินการต่อไปอย่างไร ขอบพระคุณครับ