รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕

จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หารือเกี่ยวกับการรัฐประหารในปี 2549 และเหตุผลที่คณะรัฐประหารใช้ในการรัฐประหาร รวมถึงเสนอความเห็นเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ ปี 2550 ที่มีความเข้มแข็งและก้าวหน้ากว่ารัฐธรรมนูญ ปี 2540 โดยเฉพาะในเรื่องของการแก้ปัญหาการซื้อสิทธิขายเสียงและการโกงการเลือกตั้ง และการสรรหาองค์กรอิสระที่ปลอดจากการเมือง นอกจากนี้ ยังหารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยระบุว่า ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เนื่องจากไม่มีความเห็นพ้องต้องกัน และมีเป้าหมายที่แตกต่างกัน และเรียกร้องให้รัฐบาลชุดนี้รวบรัดทุกขั้นตอนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และให้ประชามติภายใน 45-60 วัน

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ เพราะฉะนั้นโดยปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างที่กระผมกราบเรียนกับ ท่านประธานไปเมื่อสักครู่จึงเกิดข้อวิพากษ์วิจารณ์ว่าเกิดรัฐบาลที่ลุแก่อํานาจนะครับ กินรวบประเทศไทยจนการเมืองไม่มีทางออก ในที่สุดเกิดการรัฐประหาร วันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ คณะรัฐประหารได้อ้างเหตุผล ๔ ประการในการทํารัฐประหาร

ประการที่ ๑ ให้เหตุผลว่าฝ่ายบริหารก่อความขัดแย้งแบ่งฝ่ายขึ้นในประเทศ

ประการที่ ๒ เกิดข้อเคลือบแคลงสงสัยเรื่องการทุจริตประพฤตมิชอบ

ประการที่ ๓ หน่วยงานอิสระหรือองค์กรอิสระถูกครอบงําทางการเมือง

ประการที่ ๔ มีความหมิ่นเหม่ต่อการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

นี่คือเหตุผลที่คณะรัฐประหาร วันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ได้นํามากล่าวอ้าง ในการยึดอํานาจ ในที่สุดจึงเป็นที่มาของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตามสําหรับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้น ยังได้รับการปรับปรุงแก้ไขเมื่อมีการ ยกร่างรัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ในปัจจุบันอีกหลายประการ เช่นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ใครถูกวุฒิสภาถอดถอนห้ามสมัครผู้แทนราษฎร ๕ ปี แต่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ให้ยาแรงกว่านั้น ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองถูกถอดถอนห้ามสมัครผู้แทนราษฎรตลอดไป ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองสําหรับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ให้ยื่นบัญชีทรัพย์สินระบุไว้เท่านั้น แต่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองต้องยื่นทั้งก่อนและหลังจากพ้นจากตําแหน่ง ที่สําคัญรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันยังกําหนดให้มีประมวลจริยธรรมผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง และเจ้าหน้าที่ของรัฐ ขณะที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ไม่มีครับในเรื่องนี้ ข้าราชการละเมิด ประมวลจริยธรรมผิดวินัย ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองถ้าละเมิดจริยธรรมมีเหตุให้ถูกถอดถอนได้ ถือเป็นเหตุถอดถอนได้ นี่คือความก้าวหน้าของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เพราะฉะนั้นตรงนี้จึงเป็นที่มาที่สังคมปัจจุบันเริ่มให้ความสําคัญกับเรื่องของการที่ ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองต้องประพฤติตามประมวลจริยธรรม และผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ถ้าละเมิดจริยธรรม หรือส่อว่าหรือมีผู้สงสัยว่าสามารถที่จะยื่นให้มีการตรวจสอบทาง จริยธรรมได้ เช่นมีการยื่นในเรื่องของโครงการบ้านหลังแรก กรณีบริษัท ขออภัยที่เอ่ยนาม เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จํากัด (มหาชน) ของนายกรัฐมนตรี หรือกรณียื่นประมวลจริยธรรม กรณีแต่งตั้งรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี คุณนลินี ทวีสิน กรณีเกี่ยวพันกับการขึ้นบัญชีดํา ของกระทรวงการคลังของประเทศสหรัฐอเมริกา หรือแม้แต่กรณีที่กําลังเป็นปัญหาอื้อฉาวอยู่ ในขณะนี้ ซึ่งกระผมจะไม่เอ่ยถึงครับ แต่ละไว้ในฐานที่เข้าใจ นี่ก็เป็นประเด็นของรัฐธรรมนูญ ฉบับในปัจจุบันที่เปิดโอกาสให้ประชาชนและผู้เกี่ยวข้องตรวจสอบมาตรฐานทางจริยธรรม ของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองได้ ที่สําคัญไปอีกอันหนึ่ง รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมุ่งเน้น ในเรื่องของการแก้ปัญหาการซื้อสิทธิขายเสียงและการโกงการเลือกตั้ง เป็นรูปธรรมชัดเจน ขึ้นกว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เช่นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ระบุแต่เพียงว่าถ้าโกงเลือกตั้ง ซื้อสิทธิขายเสียงโทษยุบพรรค แต่รัฐธรรมนูญปัจจุบันไปไกลถึงขนาดนอกจากยุบพรรค กรรมการบริหารพรรคต้องรับผิดชอบร่วมด้วยถ้าปล่อยปละละเลยรู้เห็นเป็นใจ และพิสูจน์ไม่ได้ว่า ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง นอกจากยุบพรรคกรรมการบริหารพรรคต้องห้ามดํารงตําแหน่งทางการเมือง หรือเล่นการเมือง ๕ ปี นี่คือการให้ยาแรงเพื่อสกัดวงจรอุบาทว์ในระบบการเมืองประเทศไทย ที่เป็นมะเร็งร้ายที่สุดของเรา คือซื้อเสียงโกงเลือกตั้ง เสร็จแล้วมีอํานาจ มีอํานาจเสร็จแล้ว ถอนทุนคืน ถอนทุนคืนเสร็จแล้วกลับมาซื้อเสียงโกงเลือกตั้ง แล้วกลับไปมีอํานาจแล้วถอนทุนคืน เป็นวงจรอุบาทว์ไม่มีวันรู้จบ ตรงนี้จึงเป็นที่มาที่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้ปรับปรุงแก้ไข รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ให้มีความเข้มแข็งก้าวหน้าและสกัดวงจรอุบาทว์ได้ชัดเจน เป็นรูปธรรมขึ้น ในส่วนองค์กรอิสระครับ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันก็กําหนดให้ปลอดการเมืองมากขึ้น รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ท่านประธานก็ทราบเช่นเดียวกับผม ตัวแทนพรรคการเมืองสามารถ เข้าไปเป็นกรรมการสรรหาองค์กรอิสระได้ ในที่สุดเกิดการทดแทนบุญคุณทางการเมือง ผมยกตัวอย่างชัดเจนประการเดียวครับ คณะกรรมการสรรหา กรรมการ ป.ป.ช. ท่านประธานคงจําได้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ กําหนดว่าใครจะได้เป็นคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีคณะกรรมการสรรหา ๑๕ คน ตัวแทนพรรคการเมืองที่มี ส.ส. ในสภาทุกพรรค แม้พรรคนั้น มีคนเดียวก็ได้รับ ๑ ที่นั่ง สามารถเข้าไปเป็นกรรมการสรรหาได้ในที่ประชุมสรรหากรรมการ ป.ป.ช. และกําหนดไว้ว่าผู้ที่จะได้เป็นกรรมการ ป.ป.ช. ต้องได้เสีย ๓ ใน ๔ ขึ้นไป ไม่น้อยกว่า ๓ ใน ๔ แปลว่าต้องมี ๑๒ เสียง จะต้องมีผู้ค้านไม่เกิน ๓ คน จึงเกิดการบล็อก โหวต เพราะรัฐบาลมีเสียง ๔-๕ เสียง เนื่องจากเกิดการซุก ส.ส. ไว้ในพรรคการเมืองบางพรรค เอาไว้แค่คนเดียวก็พอเพื่อมาโหวตในการสรรหากรรมการ ป.ป.ช. ที่สุดคนคนนั้นจะดีขนาดไหน เก่งขนาดไหน เหมาะสมขนาดไหน ถ้ามีคนค้าน ๔ คนขึ้นไปไม่มีวันได้เป็นกรรมการ ป.ป.ช. รัฐบาลมีกี่เสียงครับ เกิน ๔ เสียง เพราะฉะนั้นถ้ารัฐบาลไม่ชี้ให้ใครเป็นคนนั้นไม่มีวันได้เป็น หรือถ้ารัฐบาลค้านใครเพราะเหตุผลใดก็ตามคนนั้นไม่มีวันได้เป็นกรรมการ ป.ป.ช. ตรงนี้จึงเป็นจุดอ่อนที่สุดก็เลยเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเกิด ป.ป.ช. ร่างทรงรัฐบาล ตรงนี้จึงเป็นที่มาที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ได้อุดช่องว่างจุดอ่อนตรงนี้เพื่อป้องกันการทดแทน บุญคุณทางการเมือง โดยให้การสรรหาองค์กรอิสระปลอดจากการเมืองมากขึ้น ในเรื่องการมีส่วนร่วม ของประชาชน ผมก็คิดว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้ปรับปรุงพัฒนามาจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ได้ครบถ้วนสมบูรณ์ขึ้น ยกตัวอย่างชัดเจนเช่น รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เปิดโอกาสให้ประชาชน สามารถเข้าชื่อเสนอกฎหมายได้ครับ และเป็นครั้งแรกแล้วต้องยกย่องชมเชยว่านั่นคือ รัฐธรรมนูญที่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม แต่พอมาปี ๒๕๕๐ เราเปิดกว้างกว่านั้น ปี ๒๕๔๐ จะเสนอกฎหมายต้อง ๕๐,๐๐๐ ชื่อครับ แต่พอมาปี ๒๕๕๐ เหลือแค่ ๑๐,๐๐๐ ชื่อ ก็เสนอกฎหมายได้ เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมได้ง่ายขึ้น นอกจากนั้น ๑ ใน ๓ ของคณะกรรมการวิสามัญต้องถูกบังคับให้เอาตัวแทนภาคประชาชนที่ยื่นเสนอกฎหมายเข้า ไปเป็นกรรมาธิการด้วย นี่คือความก้าวหน้าของรัฐธรรมนูญปัจจุบัน เมื่อเทียบกับปี ๒๕๔๐ การถอดถอนผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองเพราะกระทําทุจริตผิดกฎหมาย ถ้าประชาชน จะยื่นถอดถอนรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ต้องใช้คน ๕๐,๐๐๐ คน แต่ฉบับปัจจุบันแค่ ๒๐,๐๐๐ คน ใครทุจริตทําผิดกฎหมายประชาชนยื่นถอดถอนได้ครับ การแก้รัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ กําหนดไว้ ๓ ทางเท่านั้นถ้าจะแก้รัฐธรรมนูญ ๑. ส.ส. ไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๔ เข้าชื่อกัน ๒. ส.ส. บวก ส.ว. ๑ ใน ๔ เข้าชื่อกัน หรือ ๓. คณะรัฐมนตรีเสนอ มี ๓ ทางเท่านี้ละครับ แต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เปิดทางที่ ๔ ให้ นั่นก็คือให้ประชาชนสามารถเข้าชื่อเสนอ แก้รัฐธรรมนูญได้โดยใช้เสียง ๕๐,๐๐๐ ชื่อ เพราะฉะนั้นตรงนี้จึงเป็นที่มา ทําไม นปช. ทําไมภาคประชาชนเสนอแก้รัฐธรรมนูญได้ ถ้าไม่ใช่อานิสงส์ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่ท่านบอกว่าเป็นรัฐธรรมนูญพิษ นี่คือปรากฏการณ์ที่เป็นจริงที่ผมขอกราบเรียนกับท่านประธาน นอกจากนั้นหลักประกันเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชนรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ระบุว่า ถ้าประชาชนจะมีสิทธิเสรีภาพในเรื่องใดต้องรอกฎหมายบัญญัติก่อน แต่สิทธิเสรีภาพ ของประชาชนภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเกิดทันทีที่รัฐธรรมนูญบังคับใช้ไม่ต้องรอ กฎหมายบัญญัติ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิในกระบวนการยุติธรรม สิทธิเสรีภาพในการศึกษา การรับบริการด้านสาธารณสุข สวัสดิการจากรัฐ สิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน สิทธิชุมชน เสรีภาพในการชุมนุมเกิดทันที ที่สําคัญท่านประธานครับเรื่องสถาบัน รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันระบุไว้ชัดเจนในแนวนโยบายแห่งรัฐครับว่ารัฐต้องพิทักษ์ สถาบันพระมหากษัตริย์ แต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ไม่ได้ระบุในเรื่องนี้ไว้ แต่อย่างไรก็ตาม กระผมขออนุญาตกราบเรียนกับท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญทุกฉบับไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับไหน ครบถ้วนสมบูรณ์แบบ มีทั้งข้อดี ข้อด้อยด้วยกันทั้งสิ้น รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันก็มีจุดอ่อน แล้วก็มีข้อด้อยอย่างน้อยมาตรา ๑๙๐ ที่กําหนดให้การทําหนังสือสัญญากับนานาประเทศ คณะรัฐมนตรีต้องเสนอกรอบการเจรจาต่อรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบด้วย ด้านหนึ่งดีครับ ดีสําหรับการป้องกันรัฐบาลที่มุบมิบหาประโยชน์จากการทําสัญญากับต่างประเทศ แต่อีกด้านหนึ่งจะเป็นอุปสรรคกับรัฐบาลสุจริตทําให้ต่างประเทศสามารถรอบรู้ ล่วงรู้ความลับกรอบการเจรจาเพื่อรักษาความได้เปรียบและประโยชน์ในการเจรจาให้กับ ประเทศไทยได้ล่วงหน้า ตรงนี้จึงเป็นที่มาที่รัฐบาลชุดที่แล้วได้ปรับปรุงแก้ไขมาตรานี้ไปส่วนหนึ่ง จุดอ่อนอีกอันหนึ่งของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันคือการจํากัดบทบาทการปฏิบัติหน้าที่ ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาในการประสานส่วนราชการเพื่อแก้ปัญหา ให้กับประชาชน จุดอ่อนเหล่านี้ควรได้รับการปรับปรุงแก้ไขต่อไป ผมพูดมาถึงตรงนี้ ท่านประธานอาจจะถามว่าถ้าอย่างนั้นเราจะแก้ไขรัฐธรรมนูญกันได้อย่างไร ทําไมพวกกระผม มาคัดค้านการแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับของรัฐบาลในขณะนี้ ขอกราบเรียนกับท่านประธานครับ จุดยืนของพวกกระผมก็คือรัฐธรรมนูญแก้ได้แต่ท่านต้องตั้งโจทย์ให้ชัดเจนก่อน เนื้อหาประเด็นใดเป็นปัญหากับส่วนรวม มาตราใดเป็นอุปสรรคต่อการบริหารราชการแผ่นดิน ของรัฐบาลในการทํางานเพื่อประชาชนเมื่อโจทย์ชัดแล้ว ท่านก็แก้ให้ตรงโจทย์ แก้เป็นประเด็น ๆ ไปนี่คือจุดยืนของพวกกระผม แต่จนวันนี้สังคมไม่เคยได้รับคําตอบ จากรัฐบาลที่เป็นผู้ริเริ่มแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันนี้ว่ารัฐธรรมนูญมาตราใดเป็นปัญหา ต่อการบริหารราชการแผ่นดิน การแก้ปัญหาน้ําท่วมที่ล้มเหลวของรัฐบาล การแก้ปัญหา ค่าครองชีพที่ล้มเหลวจนพูดกันติดปากเหมือนที่อภิปรายเมื่อเช้าว่าแพงทั้งแผ่นดิน การแก้ปัญหาพืชผลการเกษตรตกต่ําล้มเหลวเป็นเพราะฝีมือรัฐบาลหรือเพราะรัฐธรรมนูญ รัฐบาลยืนกระต่ายขาเดียวอยู่อย่างเดียวว่าต้องฉีกรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันทิ้งแล้วก็ตั้ง สสร. ขึ้นมาเขียนใหม่ทั้งฉบับเสมือน สสร. เป็นยาขนานวิเศษท่ามกลางข้อกังขาจากสังคมครับท่านประธาน ข้อกังขาในเรื่อง สสร. ล็อกสเปก (Lock spec) ข้อกังขาในเรื่องถ้าแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ โดยรัฐบาลนี้ด้วยวิธีนี้มันก็เป็นเสมือนการเซ็นเช็คเปล่า แล้วก็เปิดโอกาสให้คนที่มีหน้าที่ อํานาจไปเติมตัวเลขเอาเท่าไรก็ได้ โดยไม่มีหลักประกันใด ๆ สําหรับประชาชนเจ้าของประเทศ ท่านอาจจะบอกว่าพูดกันเยอะแล้วเรื่องเซ็นเช็คเปล่า รัฐบาลก็ชี้แจงไปหลายรอบว่าเป็นเรื่อง สสร. แต่กระผมขอเน้นย้ําอีกครั้งหนึ่งว่าเรื่องนี้ต้องพูด เรื่องนี้ต้องย้ําว่ามันเหมือนการเซ็นเช็คเปล่า ให้ไปจริง ๆ ที่สําคัญ สสร. ร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว รัฐสภาไม่มีสิทธิตรวจสอบใด ๆ ได้อีกได้ เลยครับ เพราะท่านไปเขียนขั้นตอน สสร. ร่างเสร็จ เอาไปทําประชามติเลย ไม่เปิดโอกาสให้ เอากลับมาให้รัฐสภาได้ตรวจสอบอีก เสมือนจงใจปิดปากการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา และ หาก สสร. ที่ว่าเป็น สสร. ล็อก สเปก เป็นจริง ก็เหมือนกับรัฐบาลได้กําหนดเป้าหมายเป็น การภายใน แล้วไม่ต้องรับผิดชอบ เพราะอ้างว่า สสร. เป็นผู้ดําเนินการ เท่ากับรัฐบาลบรรลุ เป้าโดยไม่ต้องออกแรงด้วยวิธีการยืมมือ สสร. แล้วก็เอาไปส่งทําประชามติแบบมัดมือชกกับ ประชาชนว่ารับหรือไม่รับเท่านั้น โดยรัฐสภาและประชาชนไม่มีสิทธิปรับปรุงแก้ไขในสิ่งที่เขา กังวลได้เลยแม้แต่คําเดียว เพราะฉะนั้นพวกกระผมจึงไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามแนวทางของรัฐบาลชุดนี้ในสถานการณ์และบริบททางการเมืองปัจจุบันนี้ อย่างน้อย กระผมมีเหตุผลที่ต้องการให้ท่านประธานบันทึกไว้ ๓ ประการ

ประการที่ ๑ กระผมขอกราบเรียนว่าที่พวกกระผมไม่เห็นด้วยก็เพราะว่า สถานการณ์ปัจจุบันต่างกับสถานการณ์แก้รัฐธรรมนูญเมื่อปี ๒๕๔๐ ครับ การร่าง รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เราตั้ง สสร. แต่ช่วงเวลานั้นทุกฝ่ายในสังคมเห็นพ้องต้องกัน และมี เป้าหมายร่วมกันชัดเจนว่าเราจะเขียนรัฐธรรมนูญเพื่อการปฏิรูปการเมือง แต่ในสถานการณ์ ปัจจุบันท่านประธานต้องยอมรับความจริงเราขาดความเห็นพ้อง ต้องยอมรับความจริงว่าการ แก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉีกรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน เขียนใหม่ทั้งฉบับเป็นเพียงความต้องการฝ่าย เดียวของรัฐบาลกับผู้ร่วมกระบวนการ และสังคมกังวลว่าที่สุดจะเป็นฉนวนนําไปสู่ความ ขัดแย้ง แตกแยก และวิกฤติรอบใหม่ของประเทศโดยไม่จําเป็น ตรงนี้คือเหตุผลประการที่ ๑ ที่ทําไมพวกกระผมจึงไม่เห็นด้วยกับการแก้รัฐธรรมนูญของรัฐบาลนี้ในสถานการณ์นี้

เหตุผลประการที่ ๒ พวกกระผมเชื่อว่าการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้มีวาระซ่อน เร้น ท่านมีสิทธิปฏิเสธครับ แต่พวกกระผมก็มีสิทธิเชื่อ ที่เชื่อไม่ใช่วิตกจริต ไม่ใช่ติเรือทั้ง โกลนเหมือนเพื่อนสมาชิกอภิปรายไปเมื่อวาน แล้วไม่ใช่เรื่องตีตนไปก่อนไข้ แต่ที่เชื่อเพราะ รู้เท่าทัน ว่าเป้าหมายที่แท้จริงประการหนึ่งของการแก้รัฐธรรมนูญเที่ยวนี้คืออะไร และไม่ใช่ จินตนาการ แต่เพราะมีเหตุจูงใจให้เชื่อและส่อว่าที่สุดจะนําไปสู่การล้างผิดให้คนพิเศษโดย อ้างประชาธิปไตยบังหน้า เมื่อวานกระผมก็ได้อธิบายหลักฐานให้ท่านประธานได้ทราบแล้ว ขอย้ําอีกครั้งหนึ่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรครัฐบาลเองให้สัมภาษณ์ชัดเจนว่าหลังได้ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้วคนพิเศษจะกลับมาอย่างสง่างาม กลับมาอย่างสง่างามได้อย่างไร ถ้าไม่ล้างผิดเสียก่อน ตรงนี้จึงเป็นที่มาที่ทําไมพวกกระผมเชื่อว่าแก้รัฐธรรมนูญเที่ยวนี้ มีวาระซ่อนเร้น

และเหตุผลประการที่ ๓ ที่พวกกระผมไม่เห็นด้วยก็เพราะว่าไม่มีหลักประกัน ว่าสถาบันหลักของประเทศจะไม่ถูกกระทบกระเทือนในสิ่งอันไม่บังควร และสิ่งอันไม่สมควร สถาบันหลักที่ว่าคือสถาบันพระมหากษัตริย์ องค์กรอิสระอาจจะรวมไปถึงศาลยุติธรรม สําหรับสถาบันพระมหากษัตริย์ รัฐบาลอ้างเสมอ เมื่อวานก็อ้างรัฐบาลยืนยันว่าจะไม่แก้ มาตรา ๑๑๒ ไม่พอครับ มาตรา ๑๑๒ ไม่ใช่รัฐธรรมนูญ เรากําลังพูดเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑๒ คือประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ มันคนละเรื่องเดียวกัน

ข้อ ๒ รัฐบาลอ้างยืนยันว่าจะไม่แก้ไขในเรื่องของการที่จะทําให้ประเทศไทย ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไม่พอเช่นเดียวกันครับ และเหตุผลข้อนี้ท่านนํามาอ้างไม่ได้ ท่านนํามาอ้างไม่ได้เพราะท่านไม่มีสิทธิอ้าง ไม่มีสิทธิอ้าง เพราะเขาบังคับไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ (๑) วรรคท้ายว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ท่านจะทําอย่างไรก็ได้แต่ห้ามแก้ ๒ เรื่อง

เรื่องที่ ๑ ห้ามแก้เรื่องประเทศไทยต้องมีการปกครองโดยระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข กับ

เรื่องที่ ๒ ห้ามเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ ประเทศไทยต้องเป็นรัฐเดี่ยว เป็นสหรัฐไม่ได้ เป็นสหพันธรัฐไม่ได้ เป็นสมาพันธรัฐไม่ได้ ต้องเป็นรัฐเดียวเป็นราชอาณาจักรเท่านั้น เพราะฉะนั้น ๒ ข้อนี้ท่านจะอ้างไม่อ้างท่านก็ไม่มีสิทธิแก้ แก้เมื่อไรผิดรัฐธรรมนูญเมื่อนั้น สิ่งที่เราต้องการหลักประกันคือสิ่งที่ท่านพยายามเฉไฉ ท่านบอกว่าเป็นเรื่อง สสร. ไม่เกี่ยวกับท่าน นี่คือสิ่งที่เราเป็นห่วงนะครับว่าท่านต้องประกันไว้ว่าท่านจะไม่แก้หมวด ๒ ที่ว่าด้วย สถาบันพระมหากษัตริย์ รวมทั้งมาตรา ๘ ที่ระบุไว้ว่าองค์พระมหากษัตริย์ทรงดํารง อยู่ในฐานะอันที่เป็นเคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้อง พระมหากษัตริย์ในทางใด ๆ มิได้ ทําไมท่านไม่กล้าให้หลักประกันครับ ในสิ่งที่สังคมต้องการ หลักประกันเรื่องนี้ และเหตุสําคัญยิ่งไปกว่านั้นอีกอันหนึ่งที่ท่านไม่ให้หลักประกันเรื่องนี้ ให้มีความชัดเจนจนนําไปสู่ความสงสัย ก็เพราะก่อนหน้านี้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรครัฐบาลไปร่วมลงชื่อแก้ไขมาตรา ๑๑๒ ที่รัฐบาลปฏิเสธว่าจะไม่แก้เสมือนรัฐบาลตี ๒ หน้า ยิ่งทําให้สังคมไม่มั่นใจ ท่านยืนยันแต่ผู้แทนพรรคท่านกลับไปทําในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่ยืนยัน แล้วจะทําให้พวกกระผมมั่นใจได้อย่างไรครับว่าสิ่งที่ท่านยืนยันไม่ว่าเรื่องอะไรสรุปแล้ว ท่านจะไม่ทํา นี่คือสิ่งที่เป็นที่มาที่ทําให้พวกกระผมต้องตั้งข้อสังเกตและขอหลักประกัน จากรัฐบาล ในเรื่ององค์กรอิสระครับ พรรคประชาธิปัตย์เห็นว่าองค์กรอิสระเป็นเรื่องจําเป็น สําหรับประเทศไทย พวกกระผมเป็นห่วงว่าจะมีการยกเลิก ที่กระผมเป็นห่วงว่า จะมีการยกเลิกไม่ได้แปลว่าไม่มีที่มาที่ไปนะครับ และไม่ได้หมายความว่าอยู่ ๆ พวกกระผม วิตกจริตหรือจินตนาการ แต่เพราะมันมีหลักฐานที่มาที่ส่อว่าเป็นไปได้ที่หากมีการแก้ไข รัฐธรรมนูญ ท่านจะยกเลิกองค์กรอิสระซึ่งเป็นกลไกสําคัญในการตรวจสอบทั้งฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติและกลไกของรัฐ เอกสารอยู่ในมือของผมครับ คําแถลงและคําให้สัมภาษณ์ ของผู้แทนราษฎรและผู้มีบทบาทสําคัญในซีกรัฐบาล ผมไม่เอ่ยชื่อครับ ไม่เอ่ยชื่อ ไม่ใช่หมายความว่าไม่มีรายละเอียดหลักฐาน แต่ไม่ประสงค์ให้พาดพิง คณะทํางาน ด้านกฎหมายของพรรคเพื่อไทยท่านหนึ่งกล่าวว่าจะต้องยกเลิกองค์กรอิสระต่าง ๆ โดยเฉพาะศาลรัฐธรรมนูญและคณะกรรมการการเลือกตั้ง เพราะศาลรัฐธรรมนูญ และ กกต. ชุดนี้เป็นผลพวงจากรัฐประหารเมื่อปี ๒๕๔๙ นี่คณะทํางานด้านกฎหมายนะครับ ผู้แทนราษฎรอีกท่านหนึ่งระบุยืนยันชัดเจนว่าในเอกสาร การผลักดันให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ อย่างเร่งด่วนครั้งนี้เป็นมติของคณะกรรมการบริหารพรรค ในการแก้ไขมีการเพิ่มเติมในประเด็นที่ว่าด้วยการลดพระราชอํานาจของพระมหากษัตริย์ ทางอ้อม ตลอดจนการยกเลิกองค์กรอิสระต่าง ๆ ตามรัฐธรรมนูญ นี่คือความเห็น ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซีกรัฐบาล เพราะฉะนั้นจะไม่ทําให้พวกกระผมและสังคม เกิดความเคลือบแคลงสงสัยได้อย่างไร เพราะฉะนั้นจึงเป็นที่มาที่พวกกระผม ต้องขอหลักประกันจากรัฐบาลว่าถ้ารัฐบาลจริงใจบริสุทธิ์ใจว่าจะไม่แตะต้องสถาบัน จะไม่แก้เพื่อผลประโยชน์ของส่วนตัวของใครคนใดคนหนึ่ง ผมขอให้รัฐบาลดําเนินการดังนี้

ข้อ ๑ ขอให้เขียนไว้เป็นเงื่อนไขในรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมฉบับปัจจุบันนี้ แก้มาตรา ๒๙๑ ว่าท่านจะไม่แตะ ๒ เรื่องนี้

ข้อ ๒ หรือถ้าท่านไม่ทําอย่างนี้ เขียนให้ชัดว่า สสร. ร่างแล้วจะต้องเอา กลับมารัฐสภาก่อน หากเข้าเงื่อนไขมีผลกระทบ ๒ เรื่องที่ผมกราบเรียน ท่านจะต้องเปิดโอกาส ให้มีการแก้ไขได้ หรือสุดท้ายถ้าไม่รู้จะไปทางไหน ท่านจะต้องให้คํารับรองว่าถ้ายังหลุดรอด ออกไปจนถึงการทําประชามติ รัฐบาลจะยืนยันรณรงค์ให้ประชาชนไม่รับรัฐธรรมนูญ ฉบับแก้ไขใหม่ ด้วยวิธีนี้จึงจะทําให้สังคมคลายความกังวลลงไปได้บางส่วน นอกจากไม่มี หลักประกันใด ๆ แล้ว ผมขอกราบเรียนสุดท้ายกับท่านประธานครับว่ารัฐบาลชุดนี้ยังเร่งรีบ รวบรัดทุกขั้นตอนในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ท่านรองนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่งบอกว่า จะแก้รัฐธรรมนูญอีก ๘ เดือน เอาเข้าจริงยังไม่ทันถึงเดือน เรียบร้อยโรงเรียนรัฐบาลไปแล้ว เพราะอะไร ทําไม เพราะใบสั่งหรือสับขาหลอก หรือมั่นใจว่าสถานการณ์นี้เอาอยู่แล้ว จึงกล้าเร่งรีบรวบรัดเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้ามา

ประการที่ ๒ การบรรจุระเบียบวาระข้อบังคับบังคับแค่ให้บรรจุภายใน ๑๕ วัน แต่ท่านไปไกลถึงขนาดเร่งหยิบยกขึ้นมาพิจารณาภายใน ๑๕ วัน โดยข้อบังคับไม่ได้บังคับ

ประการที่ ๓ ขั้นตอน กระบวนการในการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ท่านเร่งรีบ ทุกขั้นตอนครับ ๕ วันก็เอา ๑๐ วันก็เอา ร่างของพรรคเพื่อไทยที่เสนอไปเบื้องต้นแล้ว รัฐบาลเสนอตามหลัง ร่างพรรคเพื่อไทยบอกว่าการรับรอง สสร. ให้ทําภายใน ๓๐ วัน รัฐบาลบอกว่าช้าไป ขอ ๑๕ วัน การทําประชามติ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเขากําหนดว่า การทําประชามติต้องทําไม่ก่อน ๙๐ วันและไม่เกิน ๑๒๐ วัน เพื่อต้องการให้ประชาชนได้ศึกษา ทําความเข้าใจอย่างน้อย ๓ เดือน และไม่ให้ไกลไปถึง ๑๒๐ วันหลังจากนั้นนะครับ เพราะเดี๋ยวจะเป็นการถ่วงการทําประชามติ แต่ท่านไม่เอาครับ ท่านลดครึ่งราคาลงมาเหลือแค่ ๔๕-๖๐ วัน

ประการที่ ๔ ในเรื่องการทําประชามติ นอกจากเร่งรัดเวลาท่านยังเลี่ยงบาลี ไม่ปฏิบัติตามข้อสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนตอนหาเสียง ท่านบอกเหมือนกับกรณีเดียวกันกับ เรื่องค่าแรงขั้นต่ํา เรื่องค่าแรงขั้นต่ําท่านหาเสียงบอกว่าค่าแรงขั้นต่ํา ๓๐๐ บาท แต่เอาเข้าจริง กลายเป็นรายได้ ๓๐๐ บาท เงินเดือนระดับปริญญาตรีไม่ต่ํากว่า ๑๕,๐๐๐ บาท เอาเข้าจริง เงินเดือนใกล้เคียงกับของเดิมเพิ่มเงินเพิ่มกลายเป็นรายได้ ๑๕,๐๐๐ บาท ขณะที่รัฐบาลก่อน ๆ เขาก็ทํากันเพียงแต่ยังไม่ถึง ๑๕,๐๐๐ บาท กรณีนี้เหมือนกันท่านสัญญาไว้ตอนหาเสียงว่า ท่านจะทําประชามติ ๒ ครั้ง ครั้งที่ ๑ ก่อนแก้รัฐธรรมนูญให้ไปถามประชาชนก่อนว่า จะเอารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ หรือปี ๒๕๕๐ เป็นต้นแบบ ครั้งที่ ๒ สสร. ร่างเสร็จค่อยเอาไป ทําประชามติถามประชาชนอีกครั้งหนึ่ง แต่พอเอาเข้าจริงท่านตัดตอนการทําประชามติ ครั้งที่ ๑ ท่านกลัวอะไร หรือกลัวประชาชนยืนยันว่าเขาเอารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แล้วท่านแก้ลําบาก ก็เลยเหลือครึ่งหลัง แค่ไปทําประชามติหลังจาก สสร. ร่างเสร็จแล้วเท่านั้น นี่คือกรณี ที่พวกกระผมได้มองเห็นชัดเจนว่ารัฐบาลพยายามเร่งรีบเร่งรัดทุกขั้นตอน โดยเหตุผล ที่กระผมได้กราบเรียนต่อท่านประธานสภามาทั้งหมดนี้ พวกกระผมจึงไม่เห็นด้วยกับการฉีก รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน แล้วเขียนใหม่ขึ้นมาทั้งฉบับตามข้อเสนอของรัฐบาลในครั้งนี้ครับ ขอบคุณครับท่านประธาน