จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ อภิปรายเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และแสดงเหตุผลในการคัดค้านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐบาล โดยกล่าวต่อต้านการแก้รัฐธรรมนูญ โดยอ้างว่าการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้เป็นการฉีกขาดรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ และมีผลเสียต่อประชาธิปไตย
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา กระผมขออนุญาตแสดงความคิดเห็นและแสดงจุดยืน ทั้งในส่วนของกระผม และรวบรวมความเห็นของเพื่อนสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ที่ได้อภิปรายไปก่อนหน้านี้แล้วบางส่วน เพื่อสะท้อนถึงเหตุผลให้ท่านประธานได้เห็นว่า ทําไมพวกกระผมจึงคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐบาลในครั้งนี้ ขอกราบเรียน กับท่านประธานว่า กระผมเป็นผู้หนึ่งที่สนใจติดตามเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาโดยลําดับ ประเทศไทยถือว่าเป็นประเทศที่มีรัฐธรรมนูญมากที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง หรือจะบอกว่า ใช้รัฐธรรมนูญเปลืองที่สุดในโลกประเทศหนึ่งก็ว่าได้ ถ้าเราย้อนไปดูประวัติศาสตร์ตั้งแต่ วันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ ซึ่งเป็นวันที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาสู่ ระบอบประชาธิปไตย เราจะพบความจริงว่าประชาธิปไตยประเทศไทยลุ่ม ๆ ดอน ๆ มาตลอด มีการยึดอํานาจถึง ๒๔ ครั้ง แต่การยึดอํานาจที่ว่านั้นเป็นการยึดอํานาจที่ประสบความสําเร็จ หรือที่เรียกว่าการปฏิวัติรัฐประหาร ๑๓ ครั้ง แล้วก็ไม่สําเร็จหรือที่เรียกว่ากบฏ ๑๑ ครั้ง แต่การรัฐประหารที่ประสบความสําเร็จ ๑๓ ครั้ง เมื่อมาเปรียบเทียบกับตัวเลขรัฐธรรมนูญ เราจะเห็นว่ารัฐธรรมนูญของประเทศไทยใช้มาจนถึงฉบับปัจจุบันเป็นฉบับที่ ๑๘ มากกว่า จํานวนครั้งของการก่อการปฏิวัติรัฐประหาร ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่าการยกเลิก ล้มล้างรัฐธรรมนูญไม่ได้เกิดจากการรัฐประหารหรือปฏิวัติแต่เพียงอย่างเดียว ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐบาลฉบับที่เรากําลังพิจารณากันอยู่ในที่ประชุมรัฐสภาในวันนี้ ความจริงโดยข้อเท็จจริงก็คือ
ประการที่ ๑ เป็นการเพิ่มสถิติจํานวนรัฐธรรมนูญให้กับประเทศไทยขึ้นมาอีก ๑ ฉบับ จาก ๑๘ ฉบับเป็น ๑๙ ฉบับ หรือเป็นฉบับที่ ๑๙ รัฐบาลบอกว่าแก้รัฐธรรมนูญเที่ยวนี้ เป็นการแก้รัฐธรรมนูญมาตราเดียว ท่านประธานครับ ข้อเท็จจริงก็คือเป็นการแก้มาตราเดียว แต่มีผลเป็นการยกเลิกรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ แล้วตั้ง สสร. ขึ้นมาเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งพูดง่าย ๆ ก็เหมือนกับที่เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายไปก่อนหน้านี้ว่ามันก็คือการฉีก รัฐธรรมนูญเหมือนหลายฉบับที่โดนคณะปฏิวัติรัฐประหารฉีกมาในอดีต เพียงแต่ว่าเที่ยวนี้ เปลี่ยนรูปแบบ เปลี่ยนจากการฉีกโดยคณะรัฐประหารก็ให้ลงมติฉีกกันในรัฐสภา ตั้งแท่นโดยรัฐบาลชุดนี้อาศัยมือ สสร. เขียนรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ เหตุผลที่รัฐบาลกล่าวอ้าง เพื่อการฉีกรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่ใช้อยู่ครั้งนี้ก็คือหลักใหญ่รัฐบาลอ้างว่าต้นไม้พิษ ผลออกมาย่อมเป็นพิษ เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน คือรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ เป็นผลพวงจากการรัฐประหารวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ซึ่งถือว่าเป็นพิษ เพราะฉะนั้น รัฐธรรมนูญที่ออกมาก็ต้องเป็นรัฐธรรมนูญพิษ โดยไม่ได้ดูว่าเนื้อหาที่มาสุดท้ายของขั้นตอน กระบวนการของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้ผ่านกระบวนการประชามติ และเป็นประชามติ ครั้งแรกครั้งเดียวที่เกิดขึ้นในประเทศไทย นั่นหมายความว่าได้ผ่านกระบวนการยอมรับ จากประชาชนคนไทยทั้งประเทศมาแล้ว ถ้าหากรัฐบาลจะถือตรรกะอันนี้ต้นไม้พิษผลออกมา ย่อมเป็นพิษ การเลือกตั้งทุกครั้งที่ผ่านมาภายใต้รัฐธรรมนูญนี้ก็ต้องเป็นการเลือกตั้งพิษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่นั่งอยู่ในที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้ก็ต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพิษ รัฐบาลชุดนี้ก็ต้องเป็นรัฐบาลพิษ และรัฐธรรมนูญใหม่ที่ท่านกําลังจะยกเลิกฉบับปัจจุบัน ไปเขียนขึ้นมาใหม่ก็ต้องกลายเป็นรัฐธรรมนูญพิษ เพราะเป็นทายาทที่เกิดจากการริเริ่ม เริ่มต้นของรัฐบาลพิษ ถ้าเราถือตรรกะนี้ประเทศไทยก็จะเต็มไปด้วยสิ่งสารพัดพิษ แล้วก็จะ ไม่มีวันรู้จบ ไม่มีวันจบสิ้น เพราะฉะนั้นการดูรัฐธรรมนูญกระผมจึงกราบเรียนว่าจะดูแต่ที่มา ครึ่งเดียวไม่ได้ เราจะต้องมาดูที่เนื้อหาด้วยว่ารัฐธรรมนูญนั้นดีหรือไม่ดีอย่างไร ถ้าดูแต่ที่มา ก็จะเถียงกันไม่มีวันรู้จบ ขออนุญาตกราบเรียนกับท่านประธานครับว่ากระผมเป็นคนหนึ่ง ที่ลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน คือรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ เหตุผลไม่ใช่เพราะกระผมฝักใฝ่เผด็จการ และเหตุผลไม่ใช่เพราะกระผมสนับสนุน การรัฐประหาร แต่เพราะเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้ปรับปรุงแก้ไขจุดอ่อน ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ที่หลายท่านอ้างว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยที่สุดฉบับหนึ่ง และรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้มีการพัฒนาให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงและบริบท ทางการเมืองของประเทศที่เปลี่ยนแปลงไปให้เหมาะสมสอดคล้องมากขึ้นมาแล้วโดยลําดับ ในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนั้น ประเด็นที่กระผมเห็นว่ารัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบันได้ปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้นกว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ นั้น มีอยู่หลายประเด็นด้วยกัน ผมขอใช้เวลาตรงนี้กราบเรียนต่อท่านประธานอย่างน้อยที่สุดในเรื่องของการตรวจสอบ ถ่วงดุลระหว่างฝ่ายบริหารกับนิติบัญญัติในหมวดว่าด้วยรัฐสภา ในเรื่องของการตรวจสอบ ถ่วงดุลระหว่างฝ่ายบริหารกับนิติบัญญัติในการทําหน้าที่ของรัฐบาลกับฝ่ายค้าน และผู้แทนราษฎร วุฒิสภา ในการตรวจสอบการทําหน้าที่ของรัฐบาล รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ บัญญัติไว้ว่าถ้าฝ่ายค้านหรือฝ่ายนิติบัญญัติจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ต้องใช้เสียงไม่น้อยกว่า ๒ ใน ๕ สภาผู้แทนราษฎร โดยรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มีด้วยกัน ๕๐๐ คน ถ้าฝ่ายค้านจะยื่นญัตติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี เพราะนายกรัฐมนตรีทุจริต กระผมผิดกฎหมาย กระทําสิ่งที่ทําให้บ้านเมืองเสียหาย ต้องมีเสียงอย่างน้อย ๒๐๐ เสียง ไม่เช่นนั้นตรวจสอบ นายกรัฐมนตรีในสภาด้วยการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจไม่ได้เลย นอกจากนั้นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ยังเปิดโอกาสให้ ถ้ารัฐมนตรีท่านใดถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ สามารถปรับคณะรัฐมนตรี หนีการอภิปรายได้ เช่น เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง ก ถ้าฝ่ายค้านยื่นญัตติ อภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีเข้าด้วยช่วยเหลือ ย้ายไปเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ข ญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจฝ่ายค้านตกเลยครับ คนทุจริตคนนั้นไม่มีวันถูกตรวจสอบ ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้เลย นี่คือรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นอกจากนั้นรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ ยังเปิดโอกาสให้ควบรวมพรรคการเมืองได้ เช่น นาย ก ลงรับสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรค ข ได้รับเลือกตั้งมาเสร็จอาจจะไปยุบรวมพรรคควบกับอีกพรรคหนึ่งนะครับ แล้วในที่สุด ก็เหมือนการทรยศประชาชน ประชาชนเลือกเขามาในนามพรรค ข พอเป็นผู้แทนราษฎร กลายไปเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรค ค เพราะเปิดโอกาสให้พรรค ค ควบรวมกับ พรรค ข ได้ นี่คือปัญหา แล้วในที่สุดก็เกิดปัญหาขึ้นมาจริง ๆ รัฐบาลที่ใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มี ๓ รัฐบาลครับ รัฐบาลพลเอก ชวลิต ใช้ได้ไม่ถึงเดือนหรือโดยประมาณ ๑ เดือน ถัดจากนั้น เป็นรัฐบาล ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ชวน หลีกภัย ๒ รัฐบาลนี้ไม่มีปัญหาเลยครับ แต่รัฐบาล หลังจากนั้นคือรัฐบาลคุณทักษิณ ชินวัตร เราจะพบความจริงว่าในที่สุดมีการใช้ช่องว่าง ของรัฐธรรมนูญก่อให้เกิดปัญหา เวลาตั้งรัฐบาล รัฐบาลยุคนั้นต้องพยายามตั้งรัฐบาลให้เกิน ๓๐๐ เสียง เพื่ออะไรครับ เพื่อให้ผู้แทนราษฎรฝ่ายค้านมีไม่ถึง ๒๐๐ เสียง เมื่อมีไม่ถึง ๒๐๐ เสียง มีแค่ ๑๙๙ เสียงลงไป นายกรัฐมนตรีจะไม่มีทางถูกยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจได้เลย เพราะรัฐธรรมนูญกําหนดต้องมีเสียง ๒๐๐ ขึ้นไป ที่สุดนายกรัฐมนตรีก็เลยกลายเป็นว่า โดยแนวนี้เขาจะทําอะไรก็ได้ ไม่มีวันถูกยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ เกิดการปรับคณะรัฐมนตรี ย้ายรัฐมนตรี หนีการอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้าน เมื่อตั้งรัฐบาลแล้ว มีการบีบบังคับ พรรคร่วมรัฐบาลให้มาควบรวมเป็นพรรคการเมืองเดียวกันกับรัฐบาลแกนนํา เพราะรัฐบาล แกนนําพรรคนั้นมีไม่ถึง ๓๐๐ เสียง มี ๒๖๓ เสียง พรรคร่วมรัฐบาลจึงถูกบีบให้มา ควบรวมกันเพื่อให้ได้เกิน ๓๐๐ เสียงในพรรคเดียวกัน ป้องกันการถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล เพื่อคงความเกิน ๓๐๐ เสียงเอาไว้ และฝ่ายค้านจะได้ตรวจสอบนายกรัฐมนตรีไม่ได้ นี่คือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐