เจตน์ ศิรธรานนท์ หารือเรื่องร่างการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ 3 ฉบับ โดยมีหลักการเหมือนกันแต่เหตุผลของร่างจากพรรคเพื่อไทยและพรรคชาติไทยพัฒนาเหมือนกันซึ่งแตกต่างจากร่างของรัฐบาล ทั้ง 3 ร่างนั้นล้วนแต่ไม่พูดถึงรายละเอียดที่จะแก้ไขแต่กล่าวถึงวิธีการในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และมีการเปลี่ยนแปลงในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ รวมถึงองค์กรตุลาการ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์ เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมเองก็ฟังการอภิปรายของเพื่อนสมาชิกมาตั้งแต่เมื่อวานนี้ จํานวน ๑๔ ชั่วโมงเต็ม ต่อวันนี้อีกชั่วโมงครึ่ง ก็มีทั้งฝ่ายที่สนับสนุนและก็ฝ่ายที่คัดค้าน ร่างการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับนี้ แล้วก็เพื่อนสมาชิกวุฒิสภาก็อภิปราย ทั้งเห็นด้วยและคัดค้าน ก็จริง ๆ แล้วประโยชน์ที่จะได้จากการอภิปราย ๒ วันนี้ ก็คือในเรื่องของ สสร. ถ้าเกิดขึ้นก็หมายถึงว่าเป็นประเด็นที่เพื่อนสมาชิกจะได้อภิปราย แล้วก็ฝาก สสร. เก็บเอาไว้ อีกประเด็นหนึ่งก็คือประชาชนจะได้ติดตามดูแล้วก็ตรวจสอบดูว่า สิ่งที่คาดหมายในทางที่เลวร้ายของฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนั้น จะเป็นไปตามที่ตั้งข้อสังเกตเอาไว้หรือไม่ ท่านประธานครับ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ร่างนี้ มีหลักการเหมือนกันทั้ง ๓ ร่าง แต่เหตุผลของร่างจากพรรคเพื่อไทยและพรรคชาติไทยพัฒนา เหมือนกันซึ่งแตกต่างจากร่างของรัฐบาล ทั้ง ๓ ร่างนั้นล้วนแต่ไม่พูดถึงรายละเอียดที่จะแก้ไข แต่กล่าวถึงวิธีการในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ ในหลักการของการเขียน กฎหมายใดก็สนองตอบต่อกลุ่มคนผู้เขียนกฎหมายนั้น แล้วก็เนื่องจากผู้เสนอร่างกฎหมาย แก้ไขเพิ่มเติมตรงนี้เป็นรัฐบาลแล้วก็พรรคร่วม เพราะฉะนั้นก็เป็นไปตามเจตนารมณ์ ของพรรคเพื่อไทยที่เคยหาเสียงไว้ว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็เป็นเรื่องปกตินะครับ แต่ทีนี้เราก็สามารถคาดการณ์ในตัวของ สสร. ได้ว่าจะมาจากที่ใด และแนวทางของ รัฐธรรมนูญฉบับที่ ๑๙ ที่จะเกิดขึ้นนี่จะมีทิศทางไปในแนวทางใด ท่านประธานครับ ในเหตุผลของร่างทั้ง ๒ ของพรรคการเมืองที่เขียนว่า ผมขออ่านยกมาในบางส่วนว่า กระบวนการได้มาซึ่งองค์กรที่ใช้อํานาจอธิปไตยและการได้มาซึ่งบุคคลในองค์กรอิสระต่าง ๆ ขาดความเชื่อมโยงกับอํานาจของประชาชน และขัดต่อหลักความเป็นประชาธิปไตย ไม่มีระบบถ่วงดุลอํานาจขององค์กรตุลาการและองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ที่มีประสิทธิภาพ ก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบอํานวยความยุติธรรมกับประชาชน เปิดช่องให้มีการเลือกปฏิบัติเป็น ๒ มาตรฐาน และมีการใช้ดุลยพินิจที่เกินขอบเขต ตรงนี้อยู่ในเหตุผลของ ๒ ร่างของ ๒ พรรคการเมือง แต่ว่ายังดีที่ไม่มีในร่างหลักหรือว่าร่างของ ครม. หรือร่างของรัฐบาล แล้วก็ประกอบกับผม ฟังการอภิปรายของเพื่อนสมาชิกทั้งฝ่ายรัฐบาลและสมาชิกวุฒิสภาบางท่าน ทําให้ผมเชื่อว่า จะมีการเปลี่ยนแปลงในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ถึงแม้ว่าบางท่านอาจจะพูดว่า ผมเหมือนกับเพื่อนสมาชิกที่อภิปรายไปแล้วว่าวิตกจริตเกินเหตุ แต่ผมเชื่อด้วยความเชื่อส่วนตัวว่า มันจะเกิดขึ้นว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญรวมถึงองค์กรตุลาการ ซึ่งตรงนี้เป็นข้อกังวลใจอย่างยิ่ง ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทั้ง ๓ ฉบับ ไม่ใช่การขอแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๒๙๑ เพียงมาตราเดียว แต่แท้ที่จริงเป็นการจัดทํา ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามที่ระบุไว้ในหลักการและเหตุผลของทั้ง ๓ ฉบับ โดยการเพิ่มหมวดใหม่ คือหมวด ๑๖ หัวข้อการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่เมื่อเรามาดูหมวด ๑๕ การประชุม ที่จะเกิดขึ้นก็คือว่าหมวด ๑๕ เขียนว่าการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ แล้วก็ทางร่างทั้ง ๓ นี่ ยกขึ้นมาอิง มาตรา ๒๙๑ คือการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญให้กระทําได้ตามหลักเกณฑ์ และวิธีการต่าง ๆ ซึ่งก็จะไม่กล่าวในรายละเอียดในที่นี้ แต่ว่าในหลักของรัฐธรรมนูญ แล้วก็จําเป็นต้องเป็นเรื่องที่การแก้ไขหรือการเขียนใหม่ทั้งฉบับนี่มันต้องทําได้ยาก รัฐธรรมนูญโดยทั่วไป ๆ มันต้องทําได้ยาก ผมเองได้มีโอกาสคุยกับเพื่อนสมาชิกรัฐสภา ประเทศเยอรมนีนะครับ เขาก็สงสัยว่าทําไมเราถึงแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ง่าย เพราะว่าถ้าทํา ตามการประชุมในเมื่อวานจนถึงวันนี้นี่เราก็จะเห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเทศเรานี่ มันทําได้ง่าย ถ้าหากว่าทําได้ง่ายอย่างนั้น ท่านประธานครับ แล้วก็ถ้าหากว่าเปลี่ยนขั้ว พรรคฝ่ายค้านขึ้นมาก็จะแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกหรือ เขียนใหม่ทั้งฉบับอีกหรือไม่ เป็นฉบับที่ ๒๐ อีกหรือเปล่า ผมก็สงสัยตรงนั้นนะครับ เพราะว่าผมก็คิดว่าเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยก็เขามีเจตนารมณ์ที่จะทําให้แก้ไขได้ยาก มีมาตรา ๒๙๑ ขึ้นมาก็เพียงแต่ว่าต้องการให้แก้ไขเป็นประเด็น แล้วเมื่อเราฝึก เราดูคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ศึกษาเอาไว้มี ๖ มาตรา แก้ไขไปแล้ว ๑ มาตรา ก็คือมาตรา ๑๙๐ จึงเหลือมาตราต่าง ๆ ทั้งการยุบพรรคการเมือง ที่มาของ ส.ว. ห้าม ส.ส. เป็นรัฐมนตรีและเลขานุการ ห้าม ส.ส. แทรกแซงการบริหารราชการแผ่นดิน ทั้งหมดที่คณะกรรมการชุดท่านดิเรก ถึงฝั่ง เป็นประธานนี่เสนอแล้วคิดว่าเป็นความบกพร่องของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงเสนอประเด็นที่จะแก้ไข ถ้าหากว่าเอาประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้มาใส่ไว้นะครับ ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นประเด็นต่าง ๆ ตามมาตรา ๒๙๑ ก็สามารถจะแก้ไขได้ แล้วก็สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ แต่ว่าการที่เราเขียนใหม่ขึ้นมาทั้งฉบับ ตามหลักการและเหตุผลของ ๓ ร่างนั้น มันก็สุ่มเสี่ยงต่อการจะถูกตีความว่าเป็นการล้มล้าง รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ตามมาตรา ๖๘ และมาตรา ๒๘ วรรคหนึ่ง จึงเป็นการฉีก รัฐธรรมนูญทิ้งและปฏิวัติเงียบ ท่านประธานครับ ในเรื่องของการตั้ง สสร. นี่เราสามารถ จะใช้รัฐสภาที่มีในปัจจุบันทําหน้าที่แก้ไขรัฐธรรมนูญตามที่ต้องการได้ เพราะการเลือก สสร. ๗๗ คน ไม่ต่างจาก ส.ว. สรรหาที่มี ๗๖ คนแต่อย่างไร ผมสงสัยว่าร่างทั้ง ๓ ฉบับที่เกิดขึ้นมา เป็นการเขียนล้ออดีตที่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๑ คือยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ พ.ศ. ๒๕๔๐ ทั้งฉบับในสมัยอดีตนายกรัฐมนตรีบรรหาร ศิลปอาชา กระแสต่างกันกับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ สมัยนั้นประชาชนต้องการปฏิรูปทางการเมืองและไม่มีใคร ส่งฟ้องศาลรัฐธรรมนูญ แต่การที่ไม่มีใครส่งฟ้อง ไม่ได้หมายถึงว่าถูกต้องนะครับ การที่ไม่มีใครส่งฟ้องเพราะกระแสไม่ต้องการ แต่ว่าคราวนี้เป็นข้อที่น่าสงสัยแล้วก็ ส.ส. ที่เข้าชื่อเสนอร่างนี้สุ่มเสี่ยงต่อการจะถูกถอดถอนตามาตรา ๒๗๐ ด้วยครับ ขอบคุณครับ