รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕

วิเชียร ขาวขํา หารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเรียกร้องให้ลบเลือนร่องรอยของการปฏิวัติและรัฐประหารออกจากรัฐธรรมนูญ และเสนอให้มีการแก้ไขหรือยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่

นายวิเชียร ขาวขํา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม วิเชียร ขาวขํา สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ อยากจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังพี่น้องประชาชนว่าการบริหารราชการแผ่นดิน หรือการบริหารบ้านเมืองนั้น กลไกหนึ่งหรือเครื่องมือหนึ่งของรัฐบาลนั้น จะต้องเป็น กฎหมายหรือกฎกติกาของสังคม เราต้องยอมรับว่าหลายปีที่ผ่านมาเราได้ใช้กฎหมาย หรือกฎระเบียบที่เป็นร่องรอยทางประวัติศาสตร์จากคณะปฏิวัติ เรายืนยันว่าเป็นร่องรอย ทางประวัติศาสตร์ที่ประชาชนไม่ต้องการ แม้จะมีบางพรรคบางพวกนิยมชมชอบว่า การปฏิวัติรัฐประหารนั้น ทําไปโดยความชอบธรรมอย่างไรก็ตาม แต่ในนานาอารยประเทศ คําว่า ปฏิวัติรัฐประหาร จะไม่ถูกยกย่องจากสังคมโดยทั่วไป แม้จะเป็นการปฏิวัติที่บางกลุ่มชอบ บางกลุ่มไม่ชอบก็ตาม แต่ท้ายที่สุดถ้าการปฏิวัติผ่านไปแล้ว ร่องรอยทางประวัติศาสตร์นั้น เขาก็จะพยายามลบเลือนให้หายไปจากประวัติศาสตร์ของประเทศนั้น ท่านประธานครับ วันนั้นเราจํากันได้ว่าการร่างรัฐธรรมนูญของคณะปฏิวัติที่ผ่านมาเขาตั้งคณะร่างรัฐธรรมนูญ มาจากอํานาจปลายปืนหรือการปฏิวัติ เขาตั้งคณะบุคคลขึ้นมา แล้วนอกจากนั้น ท่านทั้งหลายคงจําได้ว่าการที่ให้ประชาชนลงประชามติในการรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้น จะมีทหารลงไปคุมอยู่ทุกตําบล แม้กระทั่งอําเภอบ้านผือ อําเภอบ้านผมจะมีนายทหารคนหนึ่ง แล้วก็มีทหารชั้นประทวนอีก ๕ คน และตําบลละ ๒ คน วันนั้นไปก็ไปเจอกันในการร่วมงาน ของอําเภอบ้านผือ ผมก็ทักทายกับเขา เขาก็บอกว่าเขามาทําตามหน้าที่ แล้วผมก็ขึ้นป้ายว่า ผมไม่เห็นชอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นสีแดงเต็มทั้งพื้นที่ มีนายทหารไปบอกนายอําเภอ ให้นายอําเภอมาสั่งผม ให้ผมเอาป้ายเหล่านั้นลง ผมก็บอกว่ามันเป็นสิทธิเสรีภาพของผม ผมสามารถแสดงออกโดยไม่ไปกระทบใคร ผมไม่เห็นชอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมก็แสดงออก โดยการเขียนบอกประชาชนให้รู้ว่าผมไม่เห็นชอบ แต่ท้ายที่สุดท่านประธานคงจําได้ ในทั้งหมด ๑๙ จังหวัดเวลานั้นของภาคอีสาน ยังไม่มีจังหวัดบึงกาฬ ๑๙ จังหวัดเวลานั้น เป็นสีแดง ๑๘ จังหวัด ก็คือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้น – ยกเว้นจังหวัดบุรีรัมย์ซึ่งมีทหารลงไปเต็มพื้นที่ทุกหมู่บ้าน แล้วไปหลอกประชาชนว่า ให้รับร่างฉบับนี้เป็นของคนโน้น คนนี้ ซึ่งอ้างสถาบันบางอย่างให้ประชาชนไขว้เขว แล้วเอารูป ที่พวกเราเคารพสักการะแต่ไม่อยากกล่าวถึงในสภาแห่งนี้ซึ่งเป็นข้อห้าม ไปหลอกประชาชน ไปแจกประชาชน แล้วหลอกประชาชนให้รับรัฐธรรมนูญฉบับนั้นจนจังหวัดบุรีรัมย์เป็นจังหวัดเดียว ในภาคอีสานที่เป็นสีเขียว การรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้นชนะการไม่รับ ท่านประธาน ที่เคารพครับ พรรคการเมืองเก่าแก่บางพรรคเคยร่วมสภาด้วยกันมาสมัยนั้นเป็นตัวตั้งตัวตี ในการแก้ ปว. ๒๑๘ ท่านประธานคงจําได้ตั้งแต่ปี ๒๕๓๑ ถึงปี ๒๕๓๕ พยายามเหลือเกินว่า คําว่า ปว. คือปฏิวัตินี่ล่ะครับ มาตรา ๒๑๘ มันเป็นอุปสรรค มันเป็นร่องรอยของเผด็จการ ผมจําได้ครับ ยังก้องอยู่ในหูครับ เราจะต้องแก้ไข เราจะต้องลบมันออกไปจนกระทั่งพยายาม ช่วยกันในสภาแห่งนั้น จะไม่มีคําว่า ปว. ใดเลยในรัฐธรรมนูญ ในกฎหมายทุกฉบับ แม้กระทั่ง กฎหมายอาญา กฎหมายอาญาทุกฉบับทุกมาตรา ถ้ามีคําว่า ปว. อยู่ขึ้นต้น เราช่วยกันแก้ไขทั้งสิ้น ไม่ให้เหลือร่องรอยนั้น แม้กระทั่งในต่างประเทศก็เช่นเดียวกันถ้าหากเราจะย้อนไปอย่างนั้น เราจะเห็นว่าทุกคนไม่นิยมชมชอบการปฏิวัติ นี่คือเหตุผลหนึ่งในการที่เราจะเสนอให้มี การแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จริงอยู่มีการไม่เห็นด้วย มีการเห็นต่าง ของฝ่ายอีกฝ่ายหนึ่งแต่ก็เป็นสิทธิเสรีภาพของท่าน เราฝ่ายเสียงข้างมากเราเห็นว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้สมควรจะแก้ไข สมควรจะเปลี่ยนแปลง เราก็นําเสนอเข้าสู่สภา ซึ่งมันเป็นหลักประชาธิปไตยทั่ว ๆ ไป เราไม่ต้องพูดถึงสภาผู้แทนราษฎรก็ได้ เราย้อนกลับไป ตามหมู่บ้านต่าง ๆ เวลาเขาจะจัดงานบุญงานกุศลต่าง ๆ เขาก็จะประชุมกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน เขาจะประชุมชาวบ้าน ประชุมชาวบ้านแล้วก็ถามว่าเราจะจ้างอะไรมาเป็นมหรสพ อย่างบ้านผมบางครั้งเสียงส่วนหนึ่งก็บอกจ้างหมอลํา บางกลุ่มก็บอกจ้างหนัง บางกลุ่มก็บอก จ้างดนตรี สุดท้ายเอาเสียงอะไรตัดสินครับ คือเสียงลงมติ เสียงส่วนใหญ่ว่าไปจ้างหมอลําก็ ต้องไปจ้างหมอลํา เสียงส่วนน้อยเขาก็ยอมรับ แม้กระทั่งในภาคใต้ บางจังหวัดบางหมู่บ้าน ก็บอกว่ากลุ่มหนึ่งบอกจ้างหนังตะลุง บางหมู่บ้านบอกจ้างภาพยนตร์ สุดท้ายเอาอะไรตัดสิน สุดท้ายสังคมส่วนรวมก็ต้องเอาเสียงส่วนใหญ่ตัดสินว่าเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นฝ่ายเรา จึงมองเห็นว่าการคงไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นอุปสรรคต่อการทําหน้าที่ของผู้แทนราษฎร ตามมาตรา ๒๖๕ มาตรา ๒๖๖ และเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาระบบพรรคการเมือง ตามมาตรา ๒๓๗ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรา ๓๐๙ เราพูดกันเหลือเกินว่าไม่มีรัฐธรรมนูญ ฉบับไหนเลยที่เขียนไว้เช่นนี้ว่าการกระทําทั้งก่อนและหลังรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้ถือว่า ชอบด้วยกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เขาไม่เขียนกันแล้วครับ เขาเขียนเฉพาะว่าการกระทําก่อน อันหลังนี้เขาไม่เขียนกันแล้วครับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียน เพราะฉะนั้นเราจึงเห็นว่าการแก้ไข ขณะนี้จึงสมควรด้วยเวลา และนอกจากนั้นการให้เกียรติบุคคลอื่นในการเข้ามาเป็น สสร. ท่านประธานครับ มีหลายคนวิตกกังวลจะฝ่ายใดก็ช่าง วิตกกังวลว่าบุคคลนั้นเข้ามาแล้ว จะมาแก้ไขหมวดพระมหากษัตริย์ บุคคลนั้นเข้ามาจะมายกเลิกมาตรา ๑๐๒ (๗) เรารู้หรือยังว่าใครจะมาเป็น สสร. จังหวัดใดบ้าง ใครบ้าง เราจะไปพูดอย่างนั้นเราจะไม่ให้เกียรติ กลุ่มบุคคลเหล่านั้นหรือ เขามาจากการเลือกตั้งของประชาชนไม่ว่าจังหวัดใดก็ตาม พอเขาเสนอตัวเข้ามาประชาชนใช้ดุลยพินิจในการเลือกตั้งเขาเข้ามา เขาย่อมมีสามัญสํานึก ในความจงรักภักดี เขาย่อมมีสามัญสํานึกในการบริหารบ้านเมืองของพวกเราด้วยกัน ต่างคนต่างเข้ามารับผิดชอบบ้านเมืองด้วยกัน เขาจะไม่ทําอย่างที่พวกท่านกล่าวหา เขาจะไม่ไปยกเลิกมาตรา ๑๐๒ (๗) ให้บุคคลที่กระทําความผิดทางการเมืองในการคอร์รัปชัน อย่างนั้นอย่างนี้กลับมาเล่นการเมือง แต่ว่าท่านพูดจามาทั้งหลายก็มุ่งเน้นไปบุคคลคนเดียวที่ถูกกล่าวหา ท่านประธานครับ เราต้องยอมรับว่าคณะปฏิวัติคณะนั้นตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการกระทําที่ก่อให้เกิด ความเสียหายแก่รัฐ หรือ คตส. ขึ้นมานี่ตั้งเฉพาะคนที่อยู่ตรงกันข้ามอดีตนายกรัฐมนตรี ทั้งนั้นมาตรวจสอบทรัพย์สินเขา อย่างนี้มันเป็นธรรมที่ไหนละครับ เพราะฉะนั้นเราจะต้อง เป็นกลางทําใจยอมรับบุคคลอื่นบ้าง จริงอยู่ท่านบอกว่าการเลือกตั้ง สสร. นี่พรรคฝ่ายโน้น ฝ่ายนี้จะได้ประโยชน์ ท่านประธานครับ บ้านเมืองไหนประชาชนนิยมชมชอบอะไร เราต้องยกย่องประชาชนแล้วให้เกียรติประชาชน เราจะเอาหลักการอะไรมาบริหารบ้านเมือง เอาหลักกูมันก็ไม่ได้ มันต้องเป็นหลักการ เสียงส่วนใหญ่ต้องมาเป็นรัฐบาล ไม่ใช่เสียงส่วนน้อย อาศัยทหาร อาศัยอะไรเข้ามาเป็นรัฐบาลไม่ใช่ เขาเลือกพรรคไหนเข้ามาพรรคนั้น มาเป็นรัฐบาล พอพรรคนั้นเป็นรัฐบาลเขาจะแก้กฎหมายเขาก็ต้องทําตามเสียงส่วนใหญ่ แต่เราก็ฟังไม่ใช่ไม่ฟังเสียงส่วนน้อย ท่านประธานจะเห็นว่าการพูดการจาแต่ละครั้ง นี่จะพยายามดูหมิ่นดูแคลน และพยากรณ์ไปล่วงหน้าว่าคนนั้นจะเลว คนนั้นจะชั่ว จะแก้อย่างนั้นอย่างนี้ ผมว่ามันไม่ใช่ละครับ เราให้เกียรติตัวเอง อยากให้คนอื่นให้เกียรติตัวเอง เราต้องให้เกียรติคนอื่นว่าเขาคงไม่คิดชั่วอย่างที่พวกท่านคิดครับ ขอบคุณครับ