วัฒนา เมืองสุข สนับสนุนญัตติการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 โดยอภิปรายเหตุผลที่เป็นข้อกังวล โดยระบุว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ขัดต่อนิติประเพณีของไทยและสากล ไม่เหมาะสม และไม่ได้แก้ไขเพื่อใคร แต่เป็นการแก้ไขโครงสร้างทางการเมืองของประเทศ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการไม่สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตยและนิติธรรม รวมถึงการไม่ปฏิบัติตามหลักนิติธรรมสากล และความชัดเจนของกฎหมาย และเรียกร้องแก้ไขเพื่อความยุติธรรมและความสามัคคีในสังคมไทย
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม วัฒนา เมืองสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ขออนุญาตอภิปรายสนับสนุนญัตติการขอแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ โดยมีเหตุผลดังนี้ครับ
ความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นจนนําไปสู่การสูญเสียอย่างใหญ่หลวง ในสังคมไทยมีที่มาจากความขัดแย้งทางการเมือง สาเหตุสําคัญก็คือเป็นความขัดแย้งในเชิง โครงสร้างที่เกิดจากการเมือง การปกครอง กฎหมาย การบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เป็นไป ตามหลักนิติธรรม รวมถึงกลไกในระบอบประชาธิปไตยที่อ่อนแอ สิ่งนี้ผมไม่ได้พูดขึ้นเอง แต่มาจากการศึกษาของคณะกรรมการอิสระที่รัฐบาลที่แล้ว รัฐบาลนี้ได้ให้ทําหน้าที่ ในเรื่องของการปรองดอง เมื่อพิจารณาสาเหตุของปัญหาแล้วก็มาดูประกอบกับรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้เราจะพบว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ นี้ คือต้นเหตุแห่งความขัดแย้งทั้งปวง ผมตอบข้อซักถามของท่านสมาชิกหลายท่าน โดยเฉพาะท่านสมาชิกวุฒิสภาหลายท่าน บอกว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ก็มาจากปี ๒๕๔๐ ท่านสมาชิกฝ่ายค้านที่อภิปราย อยากดูสาระ หลายท่านบอกว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ อาจจะมีข้อบกพร่องเพียงเล็กน้อย เหมือนไม้ผุเพียงบางแผ่น เหตุไฉนถึงต้องรื้อทั้งบ้าน แต่ความจริงที่ผุไม่ใช่เพียงบางแผ่น ไม่ใช่ไม้ครับ แต่ผุที่ฐานราก ถ้าท่านไม่แก้ไขก็จะพังกันมาลงทั้งประเทศ กระผมกราบเรียนอย่างนี้ ท่านประธานครับ กระผมยอมรับว่าการขอแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้นํามาซึ่งความขัดแย้ง อย่างแน่นอน แต่การไม่แก้ ไม่ได้แปลว่าไม่มีความขัดแย้ง การไม่แก้ก็ยังมีความขัดแย้งเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นเมื่อมาถึงทางที่จะต้องเลือกระหว่างแก้ ไม่แก้ ผมว่าดีที่สุดกระบวนการ ทางประชาธิปไตยก็คือให้ประชาชนตัดสิน ท่านประธานครับ การขอแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ กระผมคิดว่าเป็นกระบวนการที่น่าจะเป็นประชาธิปไตยที่สุด พรรคการเมืองได้แถลง เป็นนโยบายหาเสียงไว้รวมถึงกระบวนการแก้ไขทําโดยการตั้ง สสร. มีการเลือกตั้ง เราเป็นนักการเมืองที่มาจากระบอบประชาธิปไตยอย่ากลัวการเลือกตั้ง อย่ากลัวประชาชนครับ ผมจะกราบเรียนท่านประธานถึงเนื้อหาสาระของรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ ที่กระผมเห็นว่าขัดต่อหลักการประชาธิปไตยไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม และที่สําคัญครับ ขัดต่อกติกาของสหประชาชาติซึ่งถือว่าเป็นกฎหมายระหว่างประเทศ นั่นคือกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง หรือที่ภาษาอังกฤษ ใช้ตัวย่อว่า ไอซีซีพีอาร์ (ICCPR) ท่านสมาชิกทั้งหลายถ้าไม่มั่นใจนะครับ คลิก (Click) เข้าไป ในกูเกิล ไปเปิดดูผมจะกราบเรียนต่อไป เพราะฉะนั้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ กระผมไม่ได้ดูว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีที่มาจากใคร แต่เราดูว่าสาระของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นประชาธิปไตยเป็นไปตามหลักนิติธรรมหรือไม่ ถ้าไม่เป็นต้องแก้ไขครับ เราจะปล่อยให้ ความอัปลักษณ์อย่างนี้อยู่คู่กับสังคมไทยประจานความเป็นสังคมที่ไม่มีศิวิไลซ์ (Civilize) กับประชาคมโลกผมคิดว่าไม่ควรจะให้เกิดขึ้น
ประการแรกครับ รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ไม่ได้สร้างดุลยภาพระหว่าง อํานาจอธิปไตยทั้ง ๓ อํานาจ โดยเฉพาะองค์กรอิสระที่ทําหน้าที่ตรวจสอบไม่สามารถ ที่จะถูกตรวจสอบกลับได้ หรือนัยหนึ่งก็คือการไม่มีความรับผิดชอบทางกฎหมาย ซึ่งขัดต่อหลักนิติธรรม คําว่า หลักนิติธรรม ไม่ใช่คําที่เราพูดขึ้นเองครับ เป็นคําที่ เลขาธิการสหประชาชาติได้หยิบยกเป็นหลักฐานอ้างอิง ถ้าท่านไม่มั่นใจคลิกเข้าไปดูในกูเกิล เช่นกันว่ารูล ออฟ ลอว์ (Rule of Law) ในความหมายของยูเอ็น ท่านจะบอกว่าหลักนิติ ธรรมคืออะไร เราจะพบว่าอํานาจอธิปไตยของประชาชนทั้ง ๓ อํานาจ ซึ่งรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓ บัญญัติว่าเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ทรงใช้อํานาจผ่านองค์กร ๓ องค์กร ก็คือนิติบัญญัติผ่านรัฐสภา ฝ่ายบริหารผ่านคณะรัฐมนตรี และตุลาการก็ผ่าน ศาลยุติธรรมต่าง ๆ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้ก็คือฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร วันนี้มีการตรวจสอบซึ่งกันและกันได้ แต่ไม่สามารถจะตรวจสอบการใช้อํานาจของฝ่ายตุลาการได้ ตรงนี้นํามาซึ่งปัญหา รวมถึงไม่สามารถตรวจสอบการใช้อํานาจขององค์กรอิสระทั้งหลายได้ เช่น ป.ป.ช. เป็นต้น เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาเราจะพบว่ามีคดีของ ป.ป.ช. ขาดอายุความ แต่เราไม่เห็นการแสดงความรับผิดชอบใด ๆ ทั้งสิ้น เราปล่อยสิ่งนี้เกิดในสังคมไทยไม่ได้ครับ องค์กรอิสระที่ทําหน้าที่ตรวจสอบเป็นองค์กรที่ใช้อํานาจของประชาชนเจ้าของอํานาจต้อง ตรวจสอบได้
ปัญหาประการที่ ๒ ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ท่านประธานที่เคารพครับ ก็คือการเข้าสู่อํานาจของหลายองค์กรไม่เป็นไปตามหลักประชาธิปไตย แต่ไม่สําคัญเท่ากับ ขัดกับหลักการถ่วงดุลและตรวจสอบซึ่งกันและกัน ซึ่งในหลักนิติธรรม เขาเรียกว่า ความรับผิดชอบทางกฎหมายคือแอคเคานทาบิลิตี้ ทู เดอะ ลอว์ (Accountability to the law) เช่น การสรรหาผู้ที่จะทําหน้าที่ตรวจสอบถูกสรรหาโดยบุคคลที่จะถูกตรวจสอบ ตรงนี้ขัดกันโดยสิ้นเชิงครับ และถือเป็นการขัดกันซึ่งผลประโยชน์ไม่บังควรจะเกิดขึ้น ผมยอมรับว่าหลักการในรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ก็เป็นหลักการประชาธิปไตยมีองค์กร ที่ทําหน้าที่ตรวจสอบ มีการตรวจสอบ แต่การได้มาซึ่งคนที่เข้ามาอยู่ในองค์กรนั้น เป็นกระบวนการที่รับไม่ได้ในทางรัฐธรรมนูญ ท่านที่เคารพครับ ผู้ที่ทําหน้าที่สรรหา ส.ว. ประกอบด้วยผู้ที่จะถูก ส.ว. ตรวจสอบ กระผมไม่ได้รังเกียจ ส.ว. การมี ส.ว.ต้องสัมพันธ์กับ อํานาจที่ท่านจะใช้ เราจะให้ ส.ว. ทําอะไร ถ้าเราจะให้ท่านตรวจสอบกฎหมาย กลั่นกรองกฎหมายไม่ต้องเลือกตั้งครับ คัดสรรเข้ามา แต่ถ้าจะใช้อํานาจของประชาชน ต้องมีที่มาจากประชาชนและต้องตรวจสอบการใช้อํานาจได้ องค์กรอิสระเช่นกันครับ
ปัญหาประการที่ ๓ ท่านที่เคารพครับ คือรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นอุปสรรคต่อ การแก้ไขปัญหาสาธารณะและการพัฒนาประเทศ เช่น กรณีมาตรา ๖๗ ที่รัฐธรรมนูญ บัญญัติให้ประโยชน์ของท้องถิ่นเหนือกว่าประโยชน์ของรัฐบาลกลางในกรณีเป็นประโยชน์ สาธารณะซึ่งไม่มีที่ไหนในโลกเขาทํากันครับ ประโยชน์ของรัฐบาลกลางในเรื่องสาธารณะต้อง เหนือประโยชน์ของท้องถิ่นแล้วที่สําคัญถ้าเป็นประโยชน์สาธารณะแล้ว รัฐบาลไม่ต้องถาม ความยินยอมทั้งสิ้น เช่น ไม่ต้องถามว่าท่านประธานอยากเสียภาษีไหม อยากเกณฑ์ทหารไหม เขาออกกฎหมายบังคับเลยครับ การมีมาตรา ๖๗ จะทําให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาน้ําท่วมไม่ได้ การทําทางน้ําผ่านหรือฟลัดเวย์ (Floodway) ที่ผ่าน อบต. ใดต้องไปทําประชาพิจารณ์ ต้องไปขอความยินยอม ประเทศไทยมี ๘,๐๐๐ อบต. ครับท่านประธาน การแก้ไขปัญหา ของประชาชนทําไม่ได้แน่นอนถ้ายังมีบทบัญญัตินี้อยู่ เห็นได้ชัดว่าเป็นบทบัญญัติ ที่ขัดต่อหลักกฎหมายทั่วไป
อีกประการหนึ่งครับ บทบัญญัติของมาตรา ๑๙๐ ทําให้การแก้ไขปัญหา การค้าระหว่างประเทศมีปัญหา รายละเอียดเรื่องนี้สมาชิกหลายท่านได้พูดแล้ว ผมไม่พูดซ้ํา
ปัญหาประการต่อมา การให้ตุลาการซึ่งเป็นองค์กรที่จะต้องตัดสินอรรถคดี ขององค์กรทั้งหลายเข้ามามีบทบาททางการเมืองเป็นการผิดหลักการโดยสิ้นเชิงครับ เราให้องค์กรจากภาคยุติธรรมไม่ว่าตุลาการมาคัดเลือกคนเข้าสู่ตําแหน่ง แล้วคนที่เข้าสู่ตําแหน่ง ก็คือคนที่จะต้องไปตรวจสอบการใช้อํานาจของพวกเขา ผมถึงบอกหลักการถ่วงดุลมัน ล้มเหลว นี่ครับที่ผมตอบคําถามท่านสมาชิกพรรคฝ่ายค้านว่าเพราะเหตุใดจึงต้องแก้ไข
ประการต่อมารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ใช้หลักความรับผิดชอบหมู่คณะ ในทางกฎหมายที่เขาเรียกว่าเอสโซซิเอท กู๊ด (Associate good) กรณีมาตรา ๒๓๗ คนที่ไม่ได้กระทําความผิดก็ต้องรับผลไปด้วย ซึ่งหลักความรับผิดของหมู่คณะมันมีแค่ ความรับผิดชอบหรือที่ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่าเรสพอนซิบิลิตี้ (Responsibility) ไม่ใช่ความรับผิด เช่น เราต้องลาออก รับผิดชอบต่อการกระทําของคนอื่น ของลูกน้องเราอย่างนี้ เขาเรียกความรับผิดชอบ แต่ถ้าลูกน้องเราไปทําผิดโดยที่เราไม่รู้เรื่อง และเอาเราไปติดคุกด้วย ไม่มีในโลกครับ ขัดต่อหลักนิติธรรม แต่มันก็เกิดขึ้นในรัฐธรรมนูญฉบับนี้แล้ว ถ้าไม่แก้ไข จะปล่อยให้มันประจานความล้มเหลวของประเทศไทยในสายตาประชาคมโลกต่อไปหรือครับ
หลักต่อมาครับท่านประธาน บทบัญญัติในเรื่องศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ขัดต่อกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมือง และสิทธิทางการเมือง หรือไอซีซีพีอาร์ ของสหประชาชาติ ในมาตรา ๑๔ ข้อ ๕ ของกติกาดังกล่าวบัญญัติไว้ว่าบุคคลผู้ต้องคําพิพากษาให้ลงโทษในทางอาญาย่อมมีสิทธิ ที่จะอุทธรณ์คําพิพากษานั้นไปยังศาลที่สูงกว่า ภาษาอังกฤษเขาใช้คําว่า เดอะ ไฮเออร์ ไทรบิวเนิล (The higher tribunal) แต่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาทางการเมืองของเรามีศาลเดียวครับ กติกาบทบัญญัตินี้ขัดต่อหลักกฎหมายสากลของสหประชาชาติซึ่งเป็นกฎหมายที่ประเทศไทย เข้าเป็นภาคี โดยการภาคยานุวัฒน์เมื่อปี ๒๕๓๙ มีผลบังคับกับประเทศไทยในปี ๒๕๔๐ แล้วเราจะปล่อยความเลอะเทอะแบบนี้ให้อยู่ในสังคมไทยหรือครับ ท่านกําลังจะบอกกับ สังคมโลกว่าประเทศไทยนี้มันเป็นประเทศที่ไร้อารยะ ไม่มีความรู้ความเข้าใจเลย มีบทบัญญัติของกฎหมายที่ขัดกับหลักนิติธรรมสากล ขัดกับกฎเกณฑ์ของสหประชาชาติ ขัดกับหลักมนุษยชน ท่านต้องการอย่างนั้นหรือครับ จริงอยู่ถึงแม้มาตรา ๒๗๘ ของรัฐธรรมนูญจะบอกว่าถ้ามีข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่ให้อุทธรณ์ไปยังที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา หรือท่านกําลังจะบอกผมว่าที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเป็นศาลที่ ๔ สูงกว่าศาลฎีกาอีก บทบัญญัติทั้งปวงมันขัดแย้งกันโดยสิ้นเชิงมันรับไม่ได้ครับ
ประการต่อมาครับ ในหลักนิติธรรมกฎหมายต้องมีความแน่นอนครับ ภาษาทางกฎหมายเขาใช้คําว่าลีเกิล เซอเทินลี (Legal certainly) การเข้าถึงกฎหมาย ของประชาชนต้องเข้าถึงได้โดยง่าย ไม่ได้แปลว่าให้ไปจ้างทนายนะครับ แต่ประชาชนต้อง อ่านกฎหมายได้มีความเข้าใจ แต่รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ขาดความชัดเจน ขาดความแน่นอน จนต้องนําไปสู่การตีความทางกฎหมายไม่เว้นแต่ละวัน ถ้าไม่คิดว่าฝ่ายค้านหาเรื่อง ก็ต้องบอกว่ากฎหมายไม่ชัดเจน ซึ่งขัดกับหลักนิติธรรมชัดเจนครับ เราจะปล่อยให้กฎหมาย ที่มีความไม่ชัดเจนอยู่ในสังคม ให้ประชาชนขัดแย้งกัน ต้องนําไปสู่การตีความทุกวัน มันนํามาซึ่งความขัดแย้งครับ ท้ายที่สุดถ้าการตีความไม่เป็นไปอย่างที่ใจของอีกฝั่งหนึ่ง ก็นําไปสู่ความขัดแย้งเช่นกัน
ท้ายที่สุดท่านประธานครับ บทบัญญัติในมาตรา ๓๐๙ ขัดต่อนิติประเพณี ของประเทศไทย และนิติประเพณีของสากล มาตรา ๓๐๙ เป็นเรื่องของการนิรโทษกรรม คือการลืมการกระทําในอดีต ไม่มีการลืมการกระทําในอนาคตครับ ดังนั้นการแก้ไข รัฐธรรมนูญฉบับนี้มันไม่ได้แก้ไขเพื่อใครคนใดคนหนึ่ง แต่มันเป็นการแก้ไขเพื่อวางโครงสร้าง ทางการเมืองของประเทศเสียใหม่ ท่านประธานครับ การเมืองกับการแข่งขันกีฬาเหมือนกัน การเมืองมีคนดูกีฬาก็มีคนดู ฟุตบอลแข่งกัน ๒ ทีม ถ้ากรรมการมีความเป็นกลางแพ้ ชนะ คนไม่ชกกัน นักฟุตบอลไม่ชกกัน การเมืองก็เหมือนกันถ้ามีความเป็นธรรมแพ้ก็ต้องยอมแพ้ แต่ถ้าฟุตบอลแข่งกันกรรมการลําเอียงเมื่อไร นอกจากนักฟุตบอลชกกันแล้วคนดูรอบสนาม ก็จะลงมาเหยียบกรรมการ แล้วเหยียบนักฟุตบอลด้วย เราจะปล่อยสภาพสังคมแบบนี้ ให้อยู่ในสังคมไทยหรือครับ สิ่งที่สมาชิกฝ่ายค้านเรียกร้องให้ผมบอกว่าไม่เหมาะสมอย่างไร รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมบอกเชิงโครงสร้างทั้งหมด และไม่เป็นเชิงโครงสร้างแค่ประเทศไทย แต่เป็นโครงสร้างของสากลด้วยซ้ํา ถามว่ามีใครได้ประโยชน์จากการแก้รัฐธรรมนูญ ไม่มีครับ แต่เป็นประเทศไทยได้รับประโยชน์ อย่างน้อยประเทศไทยจะถูกยกขึ้นเป็นสังคมแห่งอารยะ ไม่ใช่สังคมที่รู้ผิดแล้วไม่แก้ไข คุณแม่ผมสอนครับ คนดีต้องแก้ไขครับ ท่านประธานครับ ท่านสมาชิกฝ่ายค้านท่านหนึ่งบอกว่าองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ถูกครอบงํา เพราะว่ากระบวนการคัดสรรที่มาจากพรรคการเมือง ขนาดถูกครอบงํามีคนหนึ่งในพรรคการเมือง ไปหลุดอยู่ในการคัดสรรยังเกิดการครอบงําได้ แล้วรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ เอาคนที่จะ ถูกตรวจสอบไปคัดคนที่ตรวจสอบเขา แล้วกระบานการตรวจสอบจะใช้ได้อย่างไรครับ อํานาจอธิปไตยที่เป็นอํานาจของประชาชนไม่ได้รับการรับรองครับ
ท้ายที่สุดกระผมกราบเรียนว่าที่มาที่ไปของรัฐธรรมนูญไม่มีความสลักสําคัญ เท่ากับเนื้อหาสาระ สิ่งที่ผมกราบเรียนไม่ได้บอกเลยสาระของรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ มาจากเผด็จการหรือไม่ไม่สําคัญ แม้มาจากประชาชนถ้าเนื้อหาไม่เป็นประชาธิปไตย ก็รับไม่ได้ก็ต้องแก้ไข และคําว่า ประชาธิปไตย หรือหลักคําว่า นิติธรรมไม่ใช่ใครคนใดคนหนึ่ง ไปคิดขึ้นมาเอง มันมีหลักฐานการอ้างอิง มีเรฟเฟอเรนซ์ (Reference) มีอยู่ในเอกสาร ของสหประชาชาติ ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ไม่สามารถจะพูดขึ้นมาลอย ๆ ได้ ผมยอมรับหลักการ ของรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ กับปี ๒๕๔๐ เหมือนกันมีองค์การต่าง ๆ เหมือนกัน แต่การเข้าสู่อํานาจไม่เหมือนกันโดยสิ้นเชิง รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ทําให้การตรวจสอบ การใช้อํานาจของประชาชนล้มเหลว ทําให้อํานาจของประชาชนไม่ได้รับการยอมรับ ทําให้องค์กรอิสระและองค์กรที่ไม่ถูกตรวจสอบใช้อํานาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ และขัดต่อหลักนิติธรรมนํามาซึ่งความขัดแย้ง ถ้าวันนี้เราไม่แก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ในสังคมไทยจะไม่ยุติครับและบ้านเมืองปรองดองไม่ได้ ถามว่าทําไมต้องแก้วันนี้ ผมก็บอกแล้วครับไม่แก้ก็ขัดแย้ง แก้ก็ขัดแย้ง เพราะฉะนั้นหน้าที่ของเราก็คือต้องทํา ในสิ่งที่เห็นว่าดีที่สุดและเป็นประโยชน์ที่สุดครับ เป็นนักการเมืองอย่ากลัวประชาชนครับ ท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ