รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕

เทพไท เสนพงศ์ หารือเรื่องรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ และแสดงความไม่เห็นด้วยกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับ โดยระบุว่ามีเพียง ๒ จุดข้อบกพร่องเท่านั้น คือมาตรา ๒๓๗ กับมาตรา ๒๖๕ นอกจากนี้ยังชี้ว่าเลือกตั้ง สสร. ใช้งบประมาณมากเกินไป และโอกาสที่รัฐบาลจะสนใจปัญหาประชาชนแทบจะไม่มี

นายเทพไท เสนพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

ท่านประธานที่เคารพ ผม เทพไท เสนพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องเรียนกับท่านประธานอย่างตรงไปตรงมาเลยครับ ว่าผมคนหนึ่งครับที่ไม่เห็นด้วยกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับที่เสนอต่อสภาในวันนี้ ผมมีเหตุผล ก็คือว่าการที่มีร่างทั้ง ๓ ฉบับเสนอต่อสภา โดยอ้างเรื่องมีความจําเป็นที่จะต้อง แก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพูดเรื่องที่มาของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ตลอดเวลาว่าเป็นที่มาของรัฐธรรมนูญที่ไม่ชอบธรรม แล้วก็พยายามที่จะอ้างเรื่องรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ขึ้นมาเทียบเคียงอยู่ตลอดเวลา ตลอดระยะเวลาที่มีการหาเสียงของพรรคเพื่อไทย ในสนามเลือกตั้ง และเวทีการเมืองอื่นก็พยายามที่จะหยิบยกเรื่องรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ขึ้นมา โดยบอกว่าถ้ามีโอกาสในการแก้ไขและมีโอกาสที่จะเป็นรัฐบาลก็จะประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ขึ้นมา ผมอยากจะเรียนกับท่านประธานนะครับว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ กับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ในเรื่องหลักการและเรื่องแนวทางในระบอบประชาธิปไตย ไม่ต่างกันเลยครับท่านประธาน ยิ่งด้วยซ้ําไปก็คือรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มีประชาธิปไตยมากกว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เสียด้วยซ้ําไปครับ เพียงแต่ที่มาของ รัฐธรรมนูญที่มีความแตกต่างกัน ผมเชื่อครับท่านประธานว่าถ้าหากว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ฉบับนี้ ไปประกาศหรือไปผ่านการร่างของ สสร. ของชุดที่จะมีการแต่งตั้งขึ้นมานี่ครับ ผมก็คิดว่าคนเหล่านี้ก็ยอมรับแล้วก็ชื่นชมว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็เป็นรัฐธรรมนูญ ที่มีประชาธิปไตย ที่ผมเรียนว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มีความเป็นประชาธิปไตยและก้าวหน้า กว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็คือว่าท่านประธานคงจะเห็นครับว่าเค้าโครงและหลักการของ รัฐธรรมนูญทั้ง ๒ ฉบับไม่แตกต่างกันเลย เพียงแต่เราเอารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ขึ้นมา อุดช่องโหว่หรือช่องว่างของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ในวันที่เราประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ทุกคนก็ยอมรับว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่มีประชาธิปไตยแล้วก็รอบคอบ แต่เรามี นักการเมืองบางคนบางกลุ่มที่เขาบอกว่าฉลาดแกมโกงนะครับท่านประธานได้อาศัยช่องว่าง ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ขึ้นมาเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง จึงเป็นที่มาของสาเหตุ ของการล้มล้างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และมีการร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ขึ้นมา โดยอุดช่องโหว่ ช่องว่างของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ในจุดต่าง ๆ แค่นั้นเองครับ เช่นกรณีไหนบ้าง ท่านประธาน เช่น กรณีการแทรกแซงองค์กรอิสระ การที่ตัวแทนของพรรคการเมืองเข้าไป เป็นกรรมการสรรหาองค์กรอิสระแล้วมีการบล็อกโหวต (Block vote) ขึ้นมา มีเรื่องการตรวจสอบของสภาผู้แทนราษฎรในกรณีการอภิปรายไม่ไว้วางใจทําได้ยาก สิ่งเหล่านี้เป็นหลักการสําคัญที่ทําให้ผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เห็นว่าก็ควรที่จะอุดช่องโหว่ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ขึ้นมา จึงทําให้เป็นรัฐธรรมนูญที่ผมเชื่อว่าในส่วนตัวผมคิดว่า ค่อนข้างสมบูรณ์และไม่มีปัญหาในทางปฏิบัติใด ๆ ทั้งสิ้น ผมอยากกราบเรียนกับ ท่านประธานครับว่าผมอยากจะให้คนเหล่านี้ล้มเลิกแนวความคิดเรื่องที่มาของรัฐธรรมนูญ อยากจะให้ดูเนื้อหาของรัฐธรรมนูญมากกว่าที่มา ถ้าท่านประธานเคยได้ยินคํากล่าวของ เติ้งเสี่ยวผิงที่บอกว่าแมวสีอะไรก็ได้ขอให้จับหนู รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ กับปี ๒๕๕๐ เช่นเดียวกันครับท่านประธาน เราก็ไม่ควรที่จะพูดถึงที่มาพูดถึงเนื้อหาว่าวันนี้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ไม่เป็นประชาธิปไตยตรงไหน แล้วควรจะแก้ไขตรงไหนครับ ผมตั้งคําถามนี้ กับบุคคลที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ หลายครั้งครับ ก็ไม่มีใครตอบได้เลยว่าตรงไหนบ้าง ที่ควรจะแก้ไข ถ้ากลับไปดูการศึกษาของคณะกรรมาธิการอย่างน้อย ๒ ชุด ก็คือคณะกรรมาธิการที่ศึกษาเรื่องปัญหารัฐธรรมนูญที่มีคุณดิเรก ถึงฝั่ง ขอประทานโทษ ที่เอ่ยนาม ศึกษา แล้วก็คณะกรรมการของอาจารย์สมบัติ ธํารงธัญวงศ์ ขอประทานโทษ ที่เอ่ยนามอีกครั้ง ศึกษา เห็นได้ชัดว่าจุดบกพร่องของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มีเพียง ๓-๔ จุด แค่นั้นเอง ในส่วนตัวผมคิดว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่สมาชิกพูดและมีผลกระทบต่อสมาชิกนี่ ผมคิดว่าแค่ ๒ จุดครับ คือมาตรา ๒๓๗ กับมาตรา ๒๖๕ มาตรา ๒๖๖ เท่านั้นเองครับ นั่นก็คือเกี่ยวกับการยุบพรรค สมาชิกเป็นห่วง กลัวจะกระทบของตัวเอง ผมเองส่วนตัว ก็ไม่เห็นด้วยกับการยุบพรรค แต่ว่าผมเห็นว่าเมื่อมีการทุจริตในการเลือกตั้งของพรรคการเมือง จะต้องมีคนรับผิดชอบ กรรมการบริหารพรรคถ้ารู้เห็น อันนี้ปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ มาตรา ๒๖๕ มาตรา ๒๖๖ หลายคนบอกว่ามีปัญหากับการปฏิบัติหน้าที่ของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในการช่วยเหลือประชาชน รวมไปถึงการที่จะมีตําแหน่ง ทางการเมืองของ ส.ส. ที่จะเข้าไปเป็นเลขานุการรัฐมนตรีและที่ปรึกษารัฐมนตรี เพื่อจะไปเป็นศึกษางานในด้านการบริหารเพื่อวันข้างหน้าจะก้าวหน้าไปเป็นรัฐมนตรี ในอนาคต อันนี้ผมก็ไม่ได้ติดใจครับ ผมถือว่าเป็นข้อบกพร่องที่สมาชิกส่วนใหญ่อยากจะให้มี แต่ผมติดใจก็คือว่ามันไม่ใช่ปัญหาของคนทั้งประเทศ ไม่ใช่ปัญหาของคนส่วนใหญ่ ของประเทศนี้ แต่มันเป็นปัญหาส่วนบุคคลที่มีคนพยายามที่จะแก้ไขซึ่งไม่มีหลักประกันใดว่า จะไม่แก้ไขได้ ข้อที่เป็นห่วงก็คือ กรณีมาตรา ๑๐๒ (๗) ที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ บอกว่าบุคคลที่เคยต้องคําพิพากษาหรือคําสั่งของศาลให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน เพราะร่ํารวยผิดปกติหรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ ผมถามท่านประธานนะครับ มาตรานี้กระทบกับใครบ้างในแผ่นดินนี้ ผมเชื่อว่าท่านประธานก็คงรู้ว่ากระทบแก่คนคนเดียวแค่นั้นเองละครับ และมีหลักประกัน อะไรว่าวันข้างหน้าถ้าหากว่ารัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๒ (๗) หล่นหายไปด้วยความเจตนา หรือไม่เจตนาของ สสร. ก็ตาม ก็จะทําให้คนคนหนึ่งที่มีคุณสมบัติที่ขาดตามมาตรา ๑๐๒ (๗) มีโอกาสเข้ามาในวงการเมืองอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งอันนี้ผมคิดว่ามันเป็นการแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อคนคนเดียวมากกว่าเพื่อคนทั้งประเทศครับท่านประธาน อีกมาตราหนึ่งที่ผมคิดว่า หลายคนกังวลก็คือมาตรา ๓๐๙ ซึ่งอยู่ในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ผมเชื่อนะครับ ถ้าหากว่า สสร. หรือเราอนุมัติให้ สสร. ฉีกรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แล้วก็ร่างขึ้นมาใหม่ทั้งฉบับ แม้ว่าอาจจะหมิ่นเหม่ต่อการขัดต่อรัฐธรรมนูญตามที่ท่าน ส.ส. อาคม ได้พูดก็ตาม ตรงนี้เอง คนที่ได้รับผลประโยชน์จากมาตรา ๓๐๙ เต็ม ๆ ก็เป็นบุคคลคนเดียวครับท่านประธาน ไม่ใช่คนส่วนใหญ่ของประเทศนี้ครับ ผมอยากจะเรียนกับท่านประธานครับว่าการที่เรารู้ จุดบกพร่องของรัฐธรรมนูญเพียง ๓-๔ จุด มันก็ไม่มีเหตุผลใดที่เราจะเลิกรัฐธรรมนูญ ทั้งหมดแล้วก็ร่างใหม่ ผมจะไม่พูดในกรณีการตั้ง สสร. แล้วก็แก้ไขรัฐธรรมนูญในลักษณะเช็คเปล่า หรือแบลงก์เช็ค แต่ผมเรียนว่าการให้ สสร. ไปยกร่างรัฐธรรมนูญไม่ต่างอะไรกับเรา ให้กระดาษไปแผ่นหนึ่งให้กับนักเรียนอนุบาลไปวาดรูปโดยไม่บอกเค้าโครงและให้เขาระบายสี ท่านประธานก็ลองนึกภาพดูว่าภาพที่ออกมามันจะเป็นอย่างไร อันนี้ก็เช่นเดียวกันครับ ถ้าหากว่าเราไม่ได้ขีดหรือให้กรอบกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เราไม่มีหลักประกันใด ๆ ว่า รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะออกมาอย่างไรครับ จะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยหรือไม่ แม้ว่า ร้อยตํารวจเอก เฉลิม จะยืนยันว่าในร่างของรัฐบาล ได้เขียนเรื่องนี้ไว้ชัด แต่เราไม่มีหลักประกันเพราะมันมีช่องว่างว่ามันสามารถที่จะแก้ไขได้ หลายคนวิตกกังวลว่า ถ้าหากว่าเราไม่มีความชัดเจนในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะมีหลักประกันอะไรหรือไม่ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะไม่เกิดสภาพเป็นรัฐไทยใหม่ เหมือนกับกลุ่มการเมืองบางกลุ่มเคลื่อนไหวอยู่ในขณะนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หมวดพระมหากษัตริย์ครับ ที่ผมวิตกไปก็คือมีนักการเมืองอาวุโสเมื่อวานได้อภิปราย โดยเสนอแนวความคิดเรื่องการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรง ผมอยากจะเรียนครับว่า โครงสร้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ผมยังไม่เคยเห็นประเทศไหนที่เขามีการเลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรง ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แก้ให้มีการเลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรง ท่านประธานลองคิดดูครับว่านายกรัฐมนตรี ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจะมีอํานาจ จะมีความเชื่อมั่น จะมีความผยองเหิมเกริม ขนาดไหนครับ ในวันที่เราไม่มีการเลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรง เลือกทางอ้อม ท่านประธาน ก็เห็นอยู่ครับ มีนักการเมืองบางคนพยายามที่จะยก ๑๕ ล้านเสียงขึ้นมาพูดอยู่ตลอดเวลาว่า นี่คือฉันทานุมัติจากพี่น้องประชาชนจะทําอะไรก็ได้ แล้วก็ไปตัดสินใหม่ในการเลือกตั้ง ครั้งต่อไป ถ้าเรามีนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง และมีเสียงสนับสนุนเป็น ๒๐ ล้านเสียง ท่านประธานแน่ใจหรือครับว่านายกรัฐมนตรีคนนั้นที่จะไม่อาจหาญ หรือปีกกล้าหรือกร่างเหมือนกับรัฐมนตรีบางคนที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ผมอยากจะเรียนว่า รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เปรียบเสมือนบ้านหลังใหญ่นี้นะครับ เมื่อเราพบปัญหาหรือไม้ผุ เพียงแผ่นสองแผ่น ท่านประธานคิดดูครับเราก็ควรจะแก้ไข ไม่ใช่ว่าเราจะรื้อบ้านทั้งบ้านด้วยซ้ําไป ผมคิดว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้มีผลกระทบต่อสภาพการเมืองและสภาพสังคม ต่อคนส่วนใหญ่ใน ๓ ประการครับ

ประการแรกสร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นในสังคม ท่านประธานก็เห็นครับ ว่าวันนี้มีกลุ่มหลากสี มีกลุ่มเสื้อแดง มีกลุ่มสยามประชาภิวัฒน์ อีกหลายกลุ่มครับ และไม่แน่ใจว่าในวันข้างหน้าสถานการณ์การเมืองจะพัฒนาไปอย่างไร

ประการที่ ๒ สิ้นเปลืองงบประมาณ ผมอยากจะเรียนกับท่านประธานนะครับ ว่าเลือกตั้ง สสร. ใช้งบประมาณ ๓,๐๐๐ กว่าล้านบาท ระหว่าง สสร. ปฏิบัติหน้าที่ใช้สิทธิ เหมือนกับ ส.ส. ทุกประการ ใช้งบประมาณอีกเท่าไร ทําประชามติอีก ๓,๕๐๐ ล้านบาท ผมคิดว่าเราต้องเสียเงินงบประมาณประมาณ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท

ประการที่ ๓ โอกาสที่รัฐบาลจะสนใจปัญหาประชาชนเรื่องข้าวของแพง เรื่องน้ําท่วม แทบจะไม่มีครับ เพราะรัฐบาลเอาใจใส่แล้วก็เฝ้าระวังเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นส่วนใหญ่ เหตุผลทั้งหมดนี้ที่ผมคิดว่าผมไม่สนับสนุนครับ การที่สมาชิกหลายท่าน พยายามพูดกล่าวหาว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มีขึ้นมาเพื่อกลั่นแกล้ง พันตํารวจโท ทักษิณ ผมก็อยากจะตั้งคําถามกับท่านประธานว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เกิดขึ้นมีการพยายามทํา เพื่อพันตํารวจโท ทักษิณ เพียงคนเดียวใช่หรือไม่ครับท่านประธาน ขอบคุณครับ