วิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ เสนอความเห็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ โดยชี้ว่าหากท่านเขียนหลักการของรัฐธรรมนูญให้ชัดเจน จะช่วยให้ประชาชนมีความเข้าใจมากขึ้น และช่วยลดความกังวลในเรื่องของสภาร่างรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้เขายังแสดงความกังวลเกี่ยวกับคุณสมบัติสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ และมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้สิทธิ์เลือกตั้งหลายช่องทาง นอกจากนี้เขายังหารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะการร่างแก้ไข 3 ฉบับ และตั้งข้อสังเกตในเรื่องการสงวนในหมวด 1 ถึง 5 ของรัฐธรรมนูญ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตกราบเรียนแสดงความเห็นในเรื่องของการพิจารณาในเรื่องด่วน เรื่องแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... ซึ่งมีทั้ง ๓ ร่างด้วยกัน ทั้งของรัฐบาลแล้วก็ของท่านสุนัย จุลพงศธร และท่านภราดร ปริศนานันทกุล โดยเท่าที่อ่านหลักการทั้ง ๓ ฉบับเหมือนกัน จะมีส่วนต่างอยู่บ้างก็คือ ในเรื่องของเหตุผล ผมอยากเรียนอย่างนี้ครับว่าที่จริงแล้วถ้าผู้เสนอได้เขียนให้เกิด ความชัดเจนมากขึ้นนะครับว่ารัฐธรรมนูญที่ท่านกําลังจะเสนอร่างแก้ไขนั้นเห็นว่า ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันมีปัญหา ทั้งที่มาและเนื้อหา แล้วก็วิธีการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เปิดโอกาสตามมาตรา ๒๙๑ ตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันไม่สามารถตอบสนองการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยสมาชิก รัฐสภาเพียงลําพัง เนื่องจากผู้เสนอเห็นว่าควรมีการแก้ไขทั้งฉบับ แล้วก็ถ้าได้มีการอธิบายไปว่า การแก้ไขทั้งฉบับนั้นควรดําเนินการโดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ จึงได้เสนอให้มีการแก้ไข รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน โดยเพิ่มช่องทางในการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับด้วยวิธีการ ตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๒๙๑/๑ คือถ้าท่านเขียนอย่างนี้ผมคิดว่าประชาชนคงจะได้มีความเข้าใจมากขึ้น แล้วก็น่าจะได้ ขยายความต่อไปนะครับว่ารายละเอียดและเนื้อหาของรัฐธรรมนูญที่จะยกร่างขึ้นใหม่ เป็นดุลยพินิจของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่จะได้มาจากร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑ ที่รัฐสภากําลังพิจารณาอยู่นี้ ถ้าเป็นอย่างนี้ผมเชื่อว่าประชาชนจะมีความเข้าใจมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามอยากจะกราบเรียนว่าในมาตรา ๒๙๑/๑ นี้นะครับ ที่เขียนไว้ก็มีความกังวล เพราะว่าท่านไปเขียนไว้ว่าให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญทําหน้าที่จัดทําร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามหมวดนี้ นั่นหมายความว่าท่านจะยกร่างทั้งฉบับ ในขณะที่การยกร่างทั้งฉบับนี้ สร้างความกังวลให้กับเพื่อนสมาชิกรัฐสภาแล้วก็ประชาชนในหลาย ๆ ประการด้วยกัน ที่จริงแล้ว เรื่องสภาร่างรัฐธรรมนูญนี้ไม่ใช่สิ่งใหม่นะครับ ผมได้ค้นจากวิกิพีเดีย (Wikipedia) สารานุกรมเสรี เคยมีสภาร่างรัฐธรรมนูญมาแล้ว ๔ ครั้ง ครั้งที่ ๑ เมื่อปี ๒๔๙๑ แล้วก็ ครั้งต่อมาปี ๒๕๐๒ ปี ๒๕๓๙ และครั้งสุดท้ายเมื่อปี ๒๕๕๐ ฉะนั้นสภาร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่สิ่งน่ากลัวครับ เพราะเราได้ผ่านกระบวนการนี้มาแล้ว ประเด็นปัญหาก็คือว่า ที่หลายท่านกังวลคือ มาตรา ๒๙๑/๑ ในมาตรานี้ที่เป็นการเปิด ผมคิดว่าถ้าท่านที่ ได้อ่านรัฐธรรมนูญเปรียบเทียบ ๒ ฉบับ ระหว่างปี ๒๕๔๐ กับปี ๒๕๕๐ ซึ่งเราเอามาทํา เทียบเคียงจะเห็นว่า โดยรวมแล้วหลักการต่าง ๆ ไม่ได้ขัดแย้งกัน ซึ่งผมเองพยายามจะค้น เปรียบเทียบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมวด ๑ ถึงหมวด ๕ หมวด ๑ ที่ว่าด้วยบททั่วไป หมวด ๒ ว่าด้วยหมวดพระมหากษัตริย์ หมวด ๓ สิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทย และหมวด ๔ ก็คือหน้าที่ของชนชาวไทย หมวด ๕ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ใน ๕ หมวดนี้ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ แล้วก็รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แทบจะไม่มีความต่างเท่าไร เพียงแต่ว่า ข้อดีของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ฉบับนี้ก็คือว่าไปเขียนขยายความให้เกิดความชัดเจนมากขึ้น ในส่วนของความไม่ชัดเจนต่าง ๆ แล้วก็เพิ่มในเรื่องสิทธิต่าง ๆ ของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แต่เดิมในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มีการระบุว่าสิทธิต่าง ๆ ต้องเป็นไปตามที่กฎหมายกําหนด แต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ปลดล็อกสามารถใช้สิทธิได้ทันที ไม่ต้องไปรอกฎหมาย อันนี้ คือข้อดีของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ผมคิดว่าถ้าอยากจะเสนอในที่ประชุมนี้ดัง ๆ นะครับว่า ถ้าเราสามารถที่จะให้คงหมวด ๑ ถึงหมวด ๕ ไว้ แล้วท่านจะแก้ตั้งแต่หมวด ๖ คือ ว่าด้วยรัฐสภา ไม่ว่าจะเป็นที่มาของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภาหรือว่าเรื่องอื่น ๆ รวมทั้ง องค์กรต่าง ๆ ตามรัฐธรรมนูญ ท่านแก้ไปเลยครับ แต่ถ้าท่านคงหมวด ๑ ถึงหมวด ๕ ไว้ ผมคิดว่าผมจะเป็นคนหนึ่งที่สนับสนุนเพื่อให้เกิดความชัดเจนว่าท่านจะไม่แตะ โดยเฉพาะ ในหมวด ๒ ก็คือสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งหลาย ๆ ท่านได้พูดไปแล้ว
นอกจากนี้ผมอยากกราบเรียนว่าในส่วนของตัวร่างเอง ผมมีข้อสังเกตอยู่ ๒ ประเด็นด้วยกัน คือ
ประเด็นที่ ๑ ก็คือเรื่องของมาตรา ๒๙๑/๒ และมาตรา ๒๙๑/๓ ก็คือว่า การได้มาซึ่งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่กําหนดคุณสมบัติไว้ คือพยายามจะดูนะครับว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องคุณสมบัติผู้ที่สนใจจะสมัครเข้ามารับเลือกตั้งหรือว่ารับ การคัดเลือก สิ่งที่กังวลก็คือว่าถ้าดูทั้ง ๒ ส่วนนี้แล้วไม่มีข้อจํากัดนะครับว่าบุคคลจะใช้สิทธิ มากกว่า ๑ ช่องทางได้หรือไม่นะครับ ประเด็นนี้ผมอยากจะเรียนว่าถ้าผมเองโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คุณสมบัติของมาตรา ๒๙๑/๒ (๓) มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในจังหวัดที่รับสมัครเลือกตั้ง ไม่น้อยกว่า ๕ ปี เป็นบุคคลที่เกิดในจังหวัดที่สมัคร หรือว่าเคยศึกษาในสถานศึกษาที่อยู่ ในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้ง คือถ้าเกิดผมเองมีคุณสมบัติอยู่หลายแห่ง เช่น เกิดจังหวัดสมุทรสาคร ไปเรียนที่จังหวัดเชียงใหม่ ถ้าผมอยู่ในกําหนดที่ว่าผมสมัครได้ทั้ง ๒ แห่งไหม หรือว่า ในขณะเดียวกันถ้าผมเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ผมจะสามารถสมัครผ่านกระบวนการ คัดเลือกได้ไหม จริงอยู่กระบวนการได้มาเกิดขึ้นพร้อมกัน ก็คิดว่าอาจจะไม่มีใครบ้าไปสมัคร ทุกช่องทาง แต่เมื่อกฎหมายไม่ได้กําหนดไว้ว่าสมัครได้ช่องทางเดียว ฉะนั้นก็เปิดโอกาส ฉะนั้นประเด็นนี้คือประเด็นหนึ่งที่อยากจะฝาก
ประเด็นที่ ๒ ก็คือในมาตรา ๒๙๑/๓ ซึ่งเป็นข้อห้ามนะครับ คือห้ามเป็น ข้าราชการที่มีตําแหน่งเงินเดือนประจํา พนักงาน ลูกจ้างหน่วยงานของรัฐ หน่วยราชการ รัฐวิสาหกิจ เป็นเจ้าหน้าที่อื่น ๆ ของรัฐ คือตรงนี้ความกังวลก็คือว่าสมาชิกที่มาจาก การคัดเลือก ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขากฎหมายมหาชนก็ดี รัฐศาสตร์ หรือการปกครองก็ดี ถ้ามีข้อจํากัดอย่างนี้ ประเด็นก็คือว่าเราจะมีตัวเลือกที่ลดน้อยลง เพราะฉะนั้นขออนุญาต ขอตั้งข้อสังเกตในเรื่องของการร่างแก้ไขทั้ง ๓ ฉบับ ซึ่งมีประเด็นได้กล่าวมาแล้ว โดยเฉพาะ อย่างยิ่งอย่างที่กราบเรียนนะครับว่า ผมเองคิดว่าน่าจะได้มีการสงวนในหมวด ๑ ถึงหมวด ๕ ผมอยากจะเรียนว่าในหมวด ๑ นั้น ซึ่งเป็นบทนิยามทั่วไป เขียนไว้กว้าง ๆ แล้วก็มี ความชัดเจนมาก คือประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรหนึ่งเดียวแบ่งแยกมิได้ อันนี้เป็นต้น ที่อยากจะกราบเรียนว่าในเรื่องทั้ง ๕ หมวดนี้ รัฐธรรมนูญในปี ๒๕๕๐ ได้เขียนไว้ดีแล้ว จึงอยากจะฝากเป็นข้อเสนอให้ท่านสมาชิกรัฐสภาได้พิจารณา ขอบพระคุณครับ