รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕

อภิชาต การิกาญจน์ แถลงว่าไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เนื่องจากสังคมไม่เหมาะสมในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้พลังทางการเมืองนอกสภามีอำนาจมากขึ้น และเรียกร้องให้มีการจูงใจและหาประเด็นในการสานต่อความรู้สึกทางการเมืองของกลุ่มคนยากจน

นายอภิชาต การิกาญจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายอภิชาต การิกาญจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดนครศรีธรรมราช ผมไม่เห็นด้วยกับการขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้นะครับ เพราะเห็นว่าหลังจากการเลือกตั้งทั่วไป เมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๕๔ นี่ เรามีพรรคที่มีเสียงข้างมากเป็นรัฐบาล เรามีพรรคฝ่ายค้าน สามารถดําเนินงานในทาง การเมืองซึ่งขณะนี้ผมคิดว่าไม่มีเรื่องใด ๆ ที่เห็นว่าจะต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เราอยู่ใน ระบบสภา ปัญหาที่เกี่ยวเนื่อง ๒ เรื่อง คือเรื่องรัฐธรรมนูญกับความเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกัน รัฐธรรมนูญเป็นกติกาทางการเมืองอันเป็นแนวทาง ซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะใช้ในการดําเนินงานในทางการเมืองเพื่อประโยชน์ของชาติ ของบ้านเมืองและพี่น้องประชาชน เรามักจะตําหนิและกล่าวโทษรัฐธรรมนูญ โดยไม่ดู ให้ลึกซึ้งว่าปัญหาของรัฐธรรมนูญนั้นเป็นปัญหาในตัวรัฐธรรมนูญหรือเป็นปัญหาในตัว ของนักการเมือง หากจะมองให้ลึกซึ้งลงไปถึงปัญหาในทางการเมืองแล้วจะเห็นว่ากลายเป็น ปัญหาที่เกิดจากนักการเมืองได้สร้างปัญหาให้กับชาติบ้านเมืองมากกว่าจะเป็นปัญหา อันเกิดจากรัฐธรรมนูญ ผมคิดว่าปัญหาของนักการเมืองและสภาพการเมืองที่เลวร้าย เป็นปัจจัยหลักที่ทําให้เกิดปัญหาในทางการเมืองตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา นักการเมือง ใช้อํานาจล้นเกินรัฐธรรมนูญ ใช้ช่องว่างของรัฐธรรมนูญในการแสวงหาประโยชน์ ในทางการเมืองจนทําให้กติกา ในทางการเมืองกลายเป็นปัญหาในเรื่องการบังคับใช้ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา การตรวจสอบในทางการเมืองไม่สามารถทําได้ การที่นักการเมือง เข้ามาทําธุรกิจในทางการเมือง หาประโยชน์โดยการใช้อํานาจในทางการเมือง การแทรกแซง องค์กรอิสระ ปัญหาเหล่านี้กลายเป็นปัญหาที่เกิดจากนักการเมืองทั้งสิ้น ไม่ได้เกิดจาก รัฐธรรมนูญแต่อย่างใด

ประการที่ ๒ ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญทุกครั้ง ในทุกฉบับ ไม่ว่าจะเป็น รัฐธรรมนูญของปี ๒๕๑๗ ของปี ๒๕๔๐ หรือปี ๒๕๕๐ การแก้ไขทุกครั้งอารมณ์ของผู้คนในสังคม อยู่ในอารมณ์ที่ต้องการความเปลี่ยนแปลงในทางการเมือง ถามว่าวันนี้ในสถานการณ์ การเมืองที่ผ่านความยุ่งยาก ผ่านความวุ่นวาย เกิดความรุนแรง เสียเลือดเนื้อ เสียชีวิต และเกิดความแตกแยกในสังคมเป็น ๒ ขั้ว ที่เป็นอยู่ขณะนี้ ผมคิดว่าสังคมวันนี้เราต้องการ การปรองดอง ต้องการความสมานฉันท์มากกว่าต้องการการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จึงไม่น่าจะ เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ การหยิบยกเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขึ้นมาน่าจะเป็นการสร้างปัญหาให้กับสังคม แล้วก็ซ้ําเติมสังคมให้ยุ่งยากยิ่งขึ้น ผมคิดว่า อารมณ์ของผู้คนในสังคมวันนี้ไม่มีใครที่เห็นว่าเป็นความจําเป็นในทางการเมืองที่ต้องแก้ไข รัฐธรรมนูญ

ประการที่ ๓ สภาพการเมืองช่วงหลังมีความเปลี่ยนแปลงของการเมือง ๒ ด้าน คือการเมืองในระบบสภากับการเมืองของภาคประชาชนนอกสภา จะเห็นได้ว่า ๔-๕ ปีหลัง อํานาจทางการเมืองของพลังทางการเมืองนอกสภามีพลังมากที่สามารถ ทําให้เกิดความเปลี่ยนแปลงล้มรัฐบาลได้ถึง ๓ รัฐบาล สิ่งเหล่านี้ผมเชื่อว่าไม่น่าจะเป็นปัญหา อันเกิดจากความบกพร่อง หรือปัญหาอันเกิดจากรัฐธรรมนูญ นั่นหมายความว่าแม้ไม่อยู่ ในระบบสภา ประชาชนยังมีโอกาส ยังมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นในทางการเมือง รวมพลังต่อรองในทางการเมือง แล้วมีอํานาจยิ่งกว่าการเมืองในระบบสภา

ประการที่ ๔ ในสภาพการเมืองของประเทศไทยที่ผ่านมาที่เราเห็นได้ว่า คนยากจนยังคงเป็นฐานเสียงการเมืองขนาดใหญ่ที่ใครได้ครองใจคนเหล่านี้ก็สามารถ ยึดกุมอํานาจในทางการเมืองได้ คนยากจนที่ผมคิดว่าไม่ใช่แค่จนเงิน แต่บนความยากจน เขาจนโอกาส จนอํานาจ จนศักดิ์ศรี การที่บุคคลเหล่านี้ได้มีโอกาสมาร่วมกิจกรรม ในทางการเมือง ได้ร่วมชุมนุมน่าจะเป็นแรงบันดาลใจที่ทําให้เขามีความสุข มีชีวิตชีวา ในการร่วมภารกิจในทางการเมือง ภายใต้การปลุกระดมทางการเมือง ภายใต้การจูงใจ ทางการเมือง ถึงกับยอมบาดเจ็บล้มตาย เสียเลือดเนื้อ เสียชีวิต บางคนพิการ หลังจาก เหตุการณ์สงบแล้วบนความยากจนก็พบว่ายังคงยากจนเหมือนเดิม ขณะที่กลุ่มแกนนํา ได้ยกฐานะ ได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้เป็นรัฐมนตรี การจูงใจ การหาประเด็น ในการต่อเนื่องความรู้สึกในทางการเมืองของกลุ่มคนที่เป็นฐานการเมืองขนาดใหญ่ ของประเทศนี้ จึงเป็นเรื่องที่น่าจะถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นในทางการเมืองเพื่อสานต่อ ภารกิจ หรือสานต่อความรู้สึกในทางการเมืองที่ยังคงมีอยู่ เราไม่เห็นปัญหาอื่นเลยในเรื่อง รัฐธรรมนูญ เห็นอย่างเดียวก็คือ การถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นในทางการเมือง เพื่อสืบทอดภารกิจและความรู้สึกของพี่น้องคนยากจน ซึ่งเป็นเสียงส่วนใหญ่ในการชี้ขาด ทางการเมืองในประเทศนี้ ในขณะนี้

ประเด็นสุดท้ายครับ เป้าหมายในทางการเมืองของพลังการเมืองนอกสภา บางกลุ่มที่มียุทธศาสตร์ที่คิดว่ามีเป้าหมายไปไกลกว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเราคาดเดาได้ จากแนวคิดทางการเมือง จากการดําเนินงานในทางการเมือง จากการต่อเนื่องแนวคิดในทาง การเมืองที่ค่อนข้างสุดขั้ว พลังการเมืองเหล่านี้ยังคงสามารถจูงใจและปลุกระดม ทางการเมืองได้ ซึ่งสิ่งนี้จะนําไปสู่สิ่งที่เรียกว่า ความขัดแย้งทางการเมือง ที่แบ่งคนให้เป็น ๒ ข้างอย่างชัดเจน แบ่งคนให้เป็น ๒ ขั้วอย่างชัดเจน ถ้าหากก้าวถึงยุทธศาสตร์แบบนั้นจริง ๆ อย่างที่พูดกันว่าเป้าหมายของยุทธศาสตร์ในทางการเมืองที่อยากก้าวไปสู่ความเป็น ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ตามแนวทางของพลังมวลชนกลุ่มนี้ มันจะตรงข้ามหรือขัดแย้ง กับการเมืองกระแสหลักของคนในประเทศนี้อีกกว่า ๓๐ ล้านคน ซึ่งผมเชื่อว่าการเมือง ภายใต้ความเชื่อของกระแสหลักยังเชื่อในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ เป็นประมุข ถ้าการเมืองก้าวไปสู่ความขัดแย้งของคน ๒ ขั้วอย่างชัดเจนในวันข้างหน้า และแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะนําไปสู่ทิศทางแบบนั้น เราไม่มีทางนําความสามัคคี ความกลับมาเป็นหนึ่งเดียวของคนในชาติได้ ผมยังไม่เห็นความจําเป็นของการแก้ไข รัฐธรรมนูญในขณะนี้ ผมยังไม่เห็นว่ารัฐธรรมนูญจะเป็นวิกฤติในทางการเมืองของชาติ ของบ้านเมืองและผมยังคาดการณ์ไปว่าสภาพเช่นนี้จะทําให้เกิดวิกฤติรัฐธรรมนูญนําไปสู่ วิกฤติทางการเมืองและสังคม ซึ่งเชื่อว่าเป็นไปได้ในวันข้างหน้า ผมจึงไม่เห็นด้วยกับ การขอแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระเช่นนี้ รัฐบาลยังมีเวลาอีก ๓ ปีกว่านะครับ ยังมีเวลาพอ ที่จะทําตามนโยบายที่ได้แถลงไว้กับพี่น้องประชาชน ยังมีเวลาที่น่าจะลงตัวเหมาะสม กว่าการเลือกใช้เวลานี้ ซึ่งผมคิดว่าเป็นช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสม ไม่ลงตัว แล้วจะสร้างปัญหา ให้กับชาติกับบ้านเมืองครับ