รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕

ชูชาติ สุขสงวน หารือเรื่องสถานการณ์บ้านเมืองที่แตกแยก และเสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง โดยเน้นย้ำถึงขั้นตอนการแก้ไขที่ถูกต้องตามกฎหมาย และเรียกร้องให้รัฐสภาใช้อำนาจหน้าที่ในการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญทั้ง 3 ฉบับ เพื่อความมั่นคงและเสถียรภาพของระบอบการปกครองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

พลเอก ชูชาติ สุขสงวน สมาชิกวุฒิสภา ภาครัฐ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม พลเอก ชูชาติ สุขสงวน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพ สถานการณ์บ้านเมืองของไทยในขณะนี้เป็นที่ยอมรับกันว่าอยู่ในภาวะ แตกแยก ร้าวฉานไปทุกหย่อมหญ้า เกิดการโต้แย้งกันในทุกชนชั้น ในทุกชุมชน ในทุกอาคาร บ้านเรือน แม้แต่คนในบ้านเดียวกันก็ไม่สามารถที่จะพูดประเด็นทางการเมืองต่อกันได้ สังคมไทยติดกับความแตกแยกทางความคิด ซึ่งเป็นอันตรายร้ายแรงต่อประเทศชาติ ที่เราจะต้องก้าวข้ามให้ได้เพื่อให้บ้านเมืองนั้นจะได้เดินก้าวไปข้างหน้า ในเรื่องนี้ ท่านศาสตราจารย์คณิต ณ นคร ประธานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ได้มีหนังสือ เรียนท่านประธานรัฐสภา ลงวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ เรื่องความเห็นและข้อเสนอแนะ เกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... ท่านได้สรุปสภาวะของสังคมไทยในปัจจุบันว่า ปัจจุบันประเทศไทยกําลังประสบปัญหา แนวทางการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยที่แตกแยกกันจนนําไปสู่ปัญหาด้านต่าง ๆ รวมทั้ง ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่มีความรุนแรง ลึกซึ้ง และกว้างขวางระหว่างฝ่ายต่าง ๆ ที่ยังคงดํารงอยู่และไม่มีแนวโน้มเอียงที่จะยุติลงได้แม้จะมีความพยายามแก้ไขปัญหานี้ อย่างต่อเนื่องจากหลายฝ่ายก็ตาม ดังนั้นการเสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามร่างทั้ง ๓ ฉบับ โดยมีเจตนาที่มุ่งไปเพื่อก่อให้เกิดการพัฒนาประชาธิปไตยที่แท้จริงและเพื่อให้เกิด ความสามารถในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดที่สามารถนํามาเป็นเครื่องมือหรือเป็นกลไกสําคัญ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการแก้ไขปัญหาความแตกแยกในสังคมได้ในระดับหนึ่ง จึงถือได้ว่าเป็นโอกาสดีที่สังคมไทยที่อย่างน้อยจะได้มีการเลือกที่จะออกจากวังวน แห่งความขัดแย้ง แตกแยก และอย่างน้อยก็จะได้เริ่มต้นก้าวข้ามวิกฤติ ท่านประธานครับ แม้กฎหมายจะกําหนดว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใด ของกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับใดที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ บทบัญญัติหรือกฎหมายนั้น ใช้บังคับไม่ได้และเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญบังคับแก่กรณีใดก็ให้วินิจฉัยไปตาม ประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข แสดงว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยนี้มีทั้งลายลักษณ์อักษรและมีทั้งที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร ที่เรียกว่า รัฐธรรมนูญจารีตประเพณี แต่รัฐธรรมนูญก็ไม่ใช่ของศักดิ์สิทธิ์ที่สูงส่งจนกระทั่ง แก้ไขไม่ได้ การร่างและการบัญญัติรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของกระบวนการนิติบัญญัติ ที่ประชาชนได้มอบอํานาจให้สภานิติบัญญัติ คือรัฐสภาแห่งนี้โดยในมาตรา ๓ วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้กําหนดไว้ว่า การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา ต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม ท่านประธานที่เคารพ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่มีการขอแก้ไขนี้ ได้กําหนดขั้นตอนของการแก้ไขเอาไว้ว่า โดยกําหนดไว้ในมาตรา ๒๙๑ เป็นสาระสําคัญว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยนั้น

ในประเด็นแรก การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญจะมีผลการเปลี่ยนแปลง ระบอบการปกครองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ จะกระทํามิได้

และในประการที่ ๒ ที่เป็นสําคัญก็คือญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมจะต้องเสนอเป็น ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมและให้รัฐสภาพิจารณาเป็น ๓ วาระ การที่กฎหมายกําหนด เช่นนี้จึงเป็นอุปสรรคที่ทําให้การแก้ไขเพิ่มเติมจะต้องดําเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะเหตุว่า ในปัจจุบันคงไม่มีใครยอมให้มีใครเสนอร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาได้เอง แต่มีวิธีการที่ประเทศไทย ได้ยึดถือเป็นแนวปฏิบัติในการแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วถึง ๓ ครั้ง คือการตั้ง สสร. ขึ้นมาร่างรัฐธรรมนูญ ในลักษณะนี้ในปัจจุบันการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ก็เป็นการเสนอ แก้ไขในลักษณะนี้เช่นกัน ซึ่งแนวทางการแก้ไขนั้นจะเห็นว่า นอกจากจะมีการกําหนดไว้ ในรัฐธรรมนูญถึง ๑๔ ขั้นตอนดังกล่าวข้างต้นแล้ว ในข้อบังคับของการประชุมรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๕๓ ในหมวด ๗ ว่าด้วยการเสนอและการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม ยังได้กําหนดขั้นตอนการปฏิบัติเอาไว้ถึง ๒๐ ขั้นตอน ในร่าง ๒๐ ขั้นตอนนี้ได้กําหนดไว้ว่า การพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมนั้น ให้กระทําเป็น ๓ วาระ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่สําคัญ การพิจารณาในวาระที่สองนั้นให้ที่ประชุมตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาคณะหนึ่งซึ่งมีจํานวน ๔๕ คน ซึ่งจะเห็นได้ว่าร่างรัฐธรรมนูญนั้นได้มีการพิจารณาจากคณะกรรมาธิการและสมาชิก ของรัฐสภานี้ก็ยังมีโอกาสที่จะแปรญัตติในขั้นตอนที่ ๒ ในขั้นตอนที่ ๓ ในการแปรญัตตินั้น จะต้องแปรญัตติเป็นรายมาตรา การออกเสียงลงคะแนนในวาระที่สองนั้น ให้เราออกเสียง ลงคะแนนเรียงลําดับตามมาตราซึ่งให้ถือเอาเสียงส่วนใหญ่เป็นประมาณนะครับ ในขั้นตอนนี้ จะเห็นได้ว่าในทุกขั้นตอนแม้สภาแห่งนี้จะได้รับร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ร่างรัฐธรรมนูญนั้น ก็ยังเป็นไปตามขั้นตอนของการแก้ที่มีการกําหนดขั้นตอนไว้โดยชัดเจน แล้วเมื่อถึงขั้นตอน ของการพิจารณาในชั้นแปรญัตติ สมาชิกทุกท่านก็ยังสามารถที่จะแก้ไขในขั้นตอน ของการแปรญัตติได้ แล้วในขั้นตอนสุดท้ายเมื่อมีการพิจารณาถึงขั้นรับการหลักการ ถ้าหากไม่เป็นไปตามความเห็นของสมาชิกผู้นั้นที่ขอแปรญัตติไว้ ก็อาจจะไม่รับ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้นได้ เพราะฉะนั้นกระผมจึงคิดว่าการที่สภาแห่งนี้ได้มีการพูดกันอย่างมาก ด้วยความห่วงใยจนเป็นการวิตกจริตที่เกิดขึ้นนั้นน่าจะพิจารณาด้วยสติ แล้วก็จิตที่โปร่ง ในเหตุผลที่เกิดขึ้นนี้ได้ ท่านประธานที่เคารพ ผมอยากจะถามท่านประธานว่า อํานาจหน้าที่ในการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมวันนี้ทั้ง ๓ ฉบับ ได้มาถึง สมาชิกรัฐสภาแล้ว ท่านทั้งหลายจะสละโอกาสและละเว้นอํานาจหน้าที่เพื่อให้มีการแก้ไข รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยในท้องถนน หรือในค่ายทหารที่จะเรียกว่า อาฟเตอร์ คูเดทา หรือท่านจะใช้อํานาจหน้าที่ของท่านตามที่ท่านมีหน้าที่ สําหรับผมขอสนับสนุน การรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับครับ ขอบคุณครับ