กนก วงษ์ตระหง่าน เสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของเป้าหมายและกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่สร้างความยอมรับและความเชื่อมั่นของประชาชน แต่กลับมองว่าบรรยากาศและเงื่อนไขในบ้านเมืองยังไม่พร้อมสำหรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่ เธอเรียกร้องให้มีการพูดคุยชัดเจนและตรงประเด็นเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา 309 ที่ไม่สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตย และเน้นย้ำถึงความสำคัญของการตรวจสอบและถ่วงดุลฝ่ายบริหาร การเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ เสรี และยุติธรรม และการสร้างกลไกให้กับประชาชนที่สามารถมีส่วนร่วมในการบริหารประเทศ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม กนก วงษ์ตระหง่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตแสดงความคิดเห็นในเรื่อง ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งหมดนี้ ๕ ประเด็นด้วยกัน
ในประเด็นที่ ๑ ก็คือเรื่องของเป้าหมายของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ เป็นที่ทราบกันดีอยู่ว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ที่กําหนดแนวทางและวิธีการของการอยู่ร่วมกันของประชาชน เพื่อให้ได้มาซึ่งสังคมที่มี ความปลอดภัย มีสันติสุข มีความมั่นคง แล้วก็มีความเจริญก้าวหน้า นี่คือความหมาย ของรัฐธรรมนูญ นั่นก็หมายความว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะต้องผลักดันให้เป้าหมายดังกล่าว ตามความหมายดังกล่าวนั้นดีขึ้นไม่ใช่เลวลง ไม่ใช่ต่ําลง เพราะฉะนั้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เราจะต้องตระหนักถึงความสําคัญในเรื่องนี้ ในประเด็นของกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ก็จะต้องเป็นกระบวนการที่ทําให้ทุกภาคส่วนของสังคมยอมรับ ไว้วางใจ และเชื่อมั่นได้ว่า จะนําไปสู่เป้าหมายที่ดีขึ้นดังที่ผมได้กล่าวไปแล้ว ท่านประธานครับ คําถามก็คือว่าการแก้ไข รัฐธรรมนูญในครั้งนี้มีเป้าหมายอะไร และจะทําด้วยกระบวนการที่สามารถจะสร้าง การยอมรับความไว้วางใจและความเชื่อมั่นให้กับประชาชนทุกภาคส่วนได้หรือไม่ นี่คือ คําถามที่เราจะต้องตอบครับในฐานะสมาชิกรัฐสภา คําตอบที่ชัดเจนครับ ท่านประธานครับ วันนี้จะพูดอย่างไรก็แล้วแต่ความเป็นจริงบอกว่าบรรยากาศและเงื่อนไขในบ้านเมืองของเรา ยังไม่พร้อมและไม่เอื้อที่จะทําให้เกิดการยกร่างรัฐธรรมนูญในลักษณะที่ได้มีการนําเสนอ ในวันนี้ ความไม่เป็นเอกฉันท์ ความไม่มีเอกภาพเหล่านี้เมื่อเราร่างรัฐธรรมนูญใหม่ขึ้นมา ด้วยบรรยากาศและเงื่อนไขอย่างนี้ ผมอยากจะขออนุญาตเตือนไว้ล่วงหน้าก่อนเลยนะครับว่า ด้วยความเป็นห่วงจริง ๆ ครับท่านประธาน กระบวนการและรัฐธรรมนูญที่เราจะได้มา ในอนาคตนี้ผมเกรงว่าจะไม่ได้ทําให้บ้านเมืองของเราเป็นสุขมากขึ้น แต่จะทําให้ บ้านเมืองของเรากลับวุ่นวายและมีปัญหามากขึ้น นั่นคือประเด็นที่หนึ่งที่ผมคิดว่าสําคัญ
ในประเด็นที่ ๒ ครับท่านประธาน ผมขออนุญาตย้ําอีกครั้งหนึ่งให้ชัดเจน ไม่ต้องใช้สติปัญญามากมายก็เข้าใจได้ครับ รัฐธรรมนูญแก้ไขได้ครับ และถ้ารัฐธรรมนูญไม่ดี ก็ต้องแก้ครับ วันนี้เรากําลังแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ แสดงว่าเรากําลังบอกว่า รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ไม่ดีมีข้อบกพร่อง เราก็ต้องแก้ไขครับ เป็นเรื่องธรรมดา คําถาม ก็คือว่าข้อบกพร่องของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้น มีอะไรบ้างที่ไม่ดีและต้องแก้ไข ผมหาคําตอบนี้ได้จากหลักการและเหตุผลทั้ง ๓ ร่าง ได้บอกว่าการแก้ไขตรงนี้เพราะว่า รัฐธรรมนูญไม่สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตยและได้อธิบายเหตุผลอยู่ ๔ ข้อด้วยกัน
ข้อที่ ๑ ไม่ส่งเสริมให้ระบบพรรคการเมืองเข้มแข็ง
ข้อที่ ๒ องค์กรอิสระใช้อํานาจอธิปไตย ขาดการเชื่อมโยงกับอํานาจของ ประชาชน
ประการที่ ๓ ไม่มีระบบการถ่วงดุลอํานาจขององค์กรตุลาการและองค์กร อิสระ
ประการที่ ๔ รัฐธรรมนูญสืบทอดอํานาจมาจากการทํารัฐประหาร มีบาง มาตรารับรองการกระทําของคณะรัฐประหารโดยปราศจากการตรวจสอบ
๔ ประเด็นนี้ใช่ไหมครับที่ท่านต้องการแก้ ไม่มีประเด็นอื่น ๆ ใช่ไหมครับ ที่ท่านต้องการแก้ ถ้าท่านชัดเจนอย่างนี้เรามาพูดกันให้ตรงประเด็นไม่ดีกว่าหรือครับ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อสักครู่นี้เพื่อนสมาชิกได้บอกว่าไม่ชอบใจมาตรา ๓๐๙ ท่านก็แก้ มาตรา ๓๐๙ สิครับ ไม่จําเป็นต้องฉีกรัฐธรรมนูญก็ได้ ถ้าท่านเห็นว่ามาตรา ๓๐๙ ไม่ดีตรงไหนท่านแก้สิครับ แต่ไม่ใช่ว่ามาตรา ๓๐๙ ไม่ดี เพราะฉะนั้นฉีกรัฐธรรมนูญ ผมไม่เข้าใจว่าตรรกทางความคิดของท่านอยู่ตรงไหนกันแน่ครับท่านประธาน เพราะฉะนั้น เรามาพูดกันเถอะครับ ไมตรีที่ท่านจะพยายามหยิบยื่นให้นั้น ผมพยายามจะรับครับ แต่มัน ไม่สัมผัสกัน สําหรับผมแล้ว ๔ ประเด็นนี้เราน่าจะมาพูดกันให้ชัดนะครับว่ามีข้อบกพร่อง อะไร รายละเอียดของปัญหาคืออะไร ถ้าเรากล้าที่จะมาพูดกันอย่างนี้ ในสภาแห่งนี้ ผมคิดว่า ตรงนี้คือความกล้าหาญทางจริยธรรมครับ และเป็นความรับผิดชอบทางการเมืองว่า เราต้องการแก้ในเรื่องนี้ ในประเด็นนี้ ไม่ใช่ปล่อยให้กับ สสร. ที่จะไปทําตามที่ สสร. เห็นสมควร นั่นคือประเด็นที่ ๒ ที่ผมคิดว่ารัฐธรรมนูญแก้ไขได้และเราควรจะพูดกัน
ประการที่ ๓ กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญและวิธีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่นําเสนอมาทั้ง ๓ ฉบับนี้ ผมขออนุญาตตั้งคําถามเหมือนกับเพื่อนสมาชิกหลายคนครับว่า ทําไมต้องตั้ง สสร. ท่านได้ให้คําตอบแล้วนะครับว่า สสร. ตั้งขึ้นเพื่อให้ สสร. ซึ่งเป็น ตัวแทนของประชาชนมีอิสรภาพที่จะแก้อะไรก็ได้ตามที่ท่านเห็นสมควร ถ้ารัฐบาล หรือพรรคการเมืองใดไปกําหนดแนวทางก็เท่ากับว่าไปชี้นําซึ่งไม่ถูกต้อง ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมขออนุญาตถามแทนพ่อแม่พี่น้องประชาชนทั้งประเทศนะครับว่า ท่านเชื่อไหมครับที่เขาพูดอย่างนั้นว่าเป็นเรื่องจริง ประเด็นที่สําคัญก็คือว่าถ้าท่าน ยังไม่พูดความจริง แล้วเราจะแก้ปัญหากันได้อย่างไรครับ เพราะฉะนั้นผมอยากจะ ขออนุญาตเรียนกับท่านประธานด้วยความเคารพและเป็นห่วงจริง ๆ เพราะมีเพื่อนสมาชิก ได้เตือนแล้วนะครับว่า มาตรา ๒๙๑ ได้บอกชัดเจนไว้ว่าให้ใช้รัฐสภาและกลไกต่าง ๆ ที่ได้ กําหนดไว้ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่วันนี้เรากําลังแก้มาตรานี้ ซึ่งเป็นหัวใจของรัฐธรรมนูญ เมื่อเราแก้สิ่งที่รัฐธรรมนูญกําหนด ผมถามว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือยกร่างใหม่นี้ จะเป็น เรื่องที่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญได้อย่างไร การใช้ สสร. โดยไม่บอกประเด็นว่าจะแก้ไข รัฐธรรมนูญอย่างไรบ้างนั้น มันเป็นการให้แบลงก์เช็คจริง ๆ ครับ เขียนเช็คเปล่าจริง ๆ ครับ เพราะว่าเท่ากับเปิดโอกาสให้กับ สสร. ที่จะยกร่างประเด็นไหนก็ได้ที่เห็นว่าสมควร ซึ่งท่าน ก็ได้บอกแล้ว ได้ทั้งหมดละครับ เพราะฉะนั้นผมอยากจะถามท่านว่าที่ท่านบอกว่า สสร. สามารถร่างรัฐธรรมนูญได้อย่างอิสระเสรีนั้น ผมถามท่านด้วยความเคารพจริง ๆ ว่ามีใคร เชื่อบ้างครับ ที่ท่านพูดแบบนั้น พ่อแม่พี่น้องประชาชนที่อยู่ทางบ้าน เชื่อไหมครับว่า สสร. สามารถจะแก้ไขรัฐธรรมนูญได้อย่างเป็นอิสระจริง นี่คือคําถามครับท่านประธานครับ นั่นก็หมายความว่าถ้าเราจะพูดความจริงกันตรงไปตรงมา ผมอยากจะถามคําถามว่า สสร. อาจจะแก้หรือยกร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่สอดคล้องกับประเด็นที่ท่านต้องการก็ได้นะครับ ท่านไม่คิดว่าเรื่องนี้เป็นความเสี่ยงในความตั้งใจของท่านที่ดีในการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือครับ หรือท่านเชื่อว่าท่านมีกรรมวิธีของท่านที่จะทําให้ สสร. แก้ไขในประเด็นตามที่ท่านต้องการได้ สิ่งเหล่านี้ที่ผมได้ยกตัวอย่างในตอนต้นของการแก้ไขรัฐธรรมนูญและกระบวนการ แก้ไขรัฐธรรมนูญว่าต้องสามารถสร้างความไว้วางใจ ความเชื่อถือ ความเชื่อมั่นได้ แต่วันนี้ มันไม่เกิดครับ และที่สําคัญครับ ท่านประธานครับ ผมอยากจะขออนุญาตพูดถึงคุณสมบัติ ของสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ ผมกล้าที่จะยืนยันกับท่านประธานนะครับว่า ที่มาของสมาชิก รัฐสภาแห่งนี้จํานวนมากมาจากการเลือกตั้งครับ แล้วก็ท่านที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งในส่วนของ วุฒิสมาชิก ท่านก็มีวุฒิภาวะที่มากและสูง ประสบการณ์มาก เพราะฉะนั้นถ้าจะเปรียบเทียบ ทั้งที่มาที่เป็นความชอบธรรมทางการเมืองและวุฒิภาวะของสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ ผมมั่นใจ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ครับว่าไม่ด้อยไปกว่าสมาชิก สสร. ที่ท่านจะได้แต่ประการใด และเมื่อ เป็นเช่นนี้คําถามก็คือว่าทําไมถึงต้องใช้ สสร. ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แทนที่เราจะใช้รัฐสภาแห่งนี้ ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถ้าผมกลับตรรกของผมก็จะเห็นชัดเจนครับ มันมีคําถามว่าท่านไม่ใช้ รัฐสภาแห่งนี้ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เพราะว่ารัฐสภาแห่งนี้จะปกป้องผลประโยชน์ ของตัวเองหรอกครับ แต่เพราะว่าท่านกลัวใช่หรือไม่ ที่จะมาอภิปรายประเด็นต่าง ๆ ในรายละเอียดของประเด็นที่จะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ เช่นท่านกลัวใช่ไหมครับว่า จะมาอภิปรายมาตรา ๓๐๙ ว่าต้องแก้เพราะอะไร เหตุผลเป็นอย่างไร แก้แล้วจะเกิดอะไรขึ้น ใครคือผู้ได้ประโยชน์ สิ่งเหล่านี้ท่านกลัวใช่หรือไม่ ถ้าท่านไม่กลัวเราพูดกันในสภาสิครับ เพราะเราเป็นสมาชิกรัฐสภา แล้ะรัฐธรรมนูญก็ได้ให้หน้าที่กับเราและความรับผิดชอบกับเรา ในเรื่องดังกล่าว ผมขออนุญาตบอกล่วงหน้าไว้เลยนะครับ ท่านประธานที่เคารพ ขอให้รอดู ผลของรัฐธรรมนูญที่ออกมาตามกระบวนการที่ท่านได้เสนอไว้ใน สสร. นี้ เมื่อความจริง ปรากฏว่ารัฐธรรมนูญที่ออกมาเป็นอย่างไร วันนั้นละครับที่จะเป็นบทพิสูจน์ว่าเป้าหมายของ การแก้ไขรัฐธรรมนูญคืออะไร และไม่ต้องมาอธิบายแก้ตัวใด ๆ ทั้งสิ้น ความจริงมันจะเป็นคนบอก และความจริงเป็นตัวกําหนดความยุติธรรมของบ้านเมืองของเรา เพราะฉะนั้นการอ้าง สสร. ผมไม่สามารถจะเข้าใจได้เป็นอย่างอื่น นอกจากการใช้ สสร. เป็นข้ออ้าง เพื่อให้ผลลัพธ์ ของรัฐธรรมนูญที่ออกมาจะได้ไม่ต้องรับผิดชอบโดยตรง มีกันชนชั้น ๒ ชั้น ๓ เพื่อที่จะบอกว่า ก็มันช่วยไม่ได้นี่ เพราะ สสร. ร่างมาแบบนี้ เพราะฉะนั้นเราก็ต้องเคารพ เราก็ต้องปฏิบัติตาม ผมบอกเลยนะครับว่าคําอธิบายแบบนี้ ในอีก ๑ ปีจากนี้ไปเรารับไม่ได้ครับ เพราะฉะนั้น ผมอยากเห็นโดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลต้องมีความกล้าหาญทางจริยธรรมแล้วลุกขึ้นพูดกับเรา อย่างตรงไปตรงมาด้วยเหตุและผล เพราะพรรคฝ่ายค้านเรายืนยันแล้วนะครับว่ารัฐธรรมนูญ แก้ไขได้ รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ แก้ไขได้ครับท่านประธานครับ
ในประเด็นที่ ๔ เป็นประเด็นสําคัญครับท่านประธานเกี่ยวกับเรื่องของ หลักการสําคัญของรัฐธรรมนูญที่ต้องไม่แก้ไข และเราจะต้องมีกลไกบอก สสร. ด้วยว่า ห้ามแก้ไข เพราะอย่างน้อยที่สุดผมยืนยันได้ว่ามีประชาชนนับ ๑๐ ล้านคน ที่มีความเห็นว่า ไม่ต้องการให้แก้ไขในประเด็นเหล่านี้
ประการที่ ๑ คําว่า ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนี้ แก้ไขไม่ได้ ซึ่งท่านได้ยืนยันแล้วนะครับว่าท่านไม่แก้ไข แต่เพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน ผมขออนุญาตอธิบายครับ คําว่า พระมหากษัตริย์ ในบริบทของสังคมไทยนั้นประกอบด้วย เงื่อนไขสําคัญ ๆ อยู่ ๒ ข้อครับท่านประธาน อันแรกก็คือจะต้องมีพระราชอํานาจ ถ้าพระมหากษัตริย์ไม่มีพระราชอํานาจ เรามีพระมหากษัตริย์ไปทําอะไรครับ และด้วย พระราชอํานาจเหล่านี้มิใช่หรือที่พระมหากษัตริย์ของไทยในอดีตจนถึงปัจจุบันได้รักษา บ้านเมืองของเราและแม้กระทั่งรักษาให้เอกราชและอธิปไตยของชาติของเราคงอยู่จนถึงวันนี้ ประการที่ ๒ ที่เราจะต้องเข้าใจเวลาพูดถึงพระมหากษัตริย์ก็คือพระราชประเพณีปฏิบัติ ของพระมหากษัตริย์ ซึ่งมีพระราชประเพณีมากมายที่ได้เป็นกฎเกณฑ์กติกา ของพระมหากษัตริย์ในการที่จะปฏิบัติหน้าที่ในฐานะพระมหากษัตริย์ของประเทศ สิ่งเหล่านี้ ถ้าไม่มีพระราชประเพณีปฏิบัติที่เราสืบทอดกันมาเป็นเวลายาวนานนับร้อย ๆ ปี ผมถามว่า เรามีพระมหากษัตริย์ไปเพื่ออะไรครับ นั่นก็หมายความว่าพระมหากษัตริย์ที่เราพูดถึง ขอความกรุณาเข้าใจให้ชัดเจน ไม่ใช่พระมหากษัตริย์เฉย ๆ นั่นเป็นภาษาเขียน แต่เราต้องการพระมหากษัตริย์ซึ่งทรงไว้ซึ่งพระบรมเดชานุภาพที่คนไทยได้รับประโยชน์ มาเป็นเวลากว่า ๘๐๐ ปีแล้ว นี่ต่างหากครับที่เราต้องการ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากจะขอให้เรากลับไปศึกษาประวัติศาสตร์ ไม่ต้องไกลละครับ ของพระบาทสมเด็จ พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ ของเรา ซึ่งเราอ้างและอัญเชิญพระราชหัตถเลขา มาประดิษฐ์ไว้ในสภานี้ ผมคิดว่าเราต้องเข้าใจให้ชัดเจนนะครับ คําถามของผมก็คือว่า ทําไมรัชกาลที่ ๗ ทรงสละราชสมบัติครับ ท่านกลับไปศึกษาสิครับ ไม่ใช่อยู่ ๆ ท่านนึก อยากจะสละราชสมบัติ ท่านก็ลุกขึ้นมาสละราชสมบัติ ไม่ใช่หรอกครับ มันมีเหตุผล มันมีปัจจัย มันมีสภาวะแวดล้อมที่ทําให้พระองค์ทรงเห็นว่าถ้าพระองค์จะทรงดํารงการเป็น พระมหากษัตริย์ ในความหมายที่ไม่ได้เป็นอย่างที่ผมได้กล่าวเมื่อสักครู่นี้ พระองค์ท่าน ก็ไม่ทรงจําเป็นที่จะต้องเป็นพระมหากษัตริย์อีกต่อไป ถ้าเป็นอย่างนี้ เราเข้าใจอย่างนี้ แล้วกลับไปอ่านลายพระราชหัตถเลขาใหม่ว่าจะทรงมอบอํานาจให้กับใคร ด้วยเหตุผลอะไรนั้น เราจะเข้าใจความหมายที่ลึกกว่าความเข้าใจเพียงผิวเผินเท่านั้นครับท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นผมอยากจะขออนุญาตพูด แล้วก็ย้ําให้ชัดเจนว่าการที่พระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุขนั้นต้องเป็นในความหมายอย่างนี้ครับท่านประธาน เราไม่ต้องการ รัฐธรรมนูญที่มีพระมหากษัตริย์ครับ แต่ให้อํานาจนายกรัฐมนตรีมากกว่าพระมหากษัตริย์ เช่นปรากฏแล้วในบางประเทศ เราไม่ต้องการอย่างนั้นครับท่านประธาน ผมอยากจะเรียนกับ ท่านประธานว่าถ้าเรามีพระมหากษัตริย์ที่ใครก็ได้จะสามารถแสดงการดูหมิ่น เหยียดหยาม ดูถูก ผมและคนไทยไม่ต้องการครับ ถ้าเรามีพระมหากษัตริย์ที่ใกล้ชิดกับประชาชนไม่ได้ ช่วยเหลือประชาชนไม่ได้ ผมและคนไทยไม่ต้องการครับ ถ้าเราจะมีพระมหากษัตริย์ ที่ไม่สามารถพูดเตือนสติคนไทยให้ข้อคิดที่ดีงามที่เป็นประโยชน์กับประชาชนได้ ผมและคนไทย ไม่ต้องการครับ ตามตัวอย่างที่ผมยกมาเล็กน้อยแค่นี้เอง ก็น่าจะทําให้เราเข้าใจแล้วว่า คํากล่าวอ้างแค่แต่เพียงว่าระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั้น มีความหมายตรงอย่างที่เราต้องการ ไม่ใช่ครับท่านประธาน ผมคิดว่าสมาชิกได้พูดกันชัดเจนว่า มาตรา ๘ ถึงมาตรา ๒๕ ต้องไม่แก้ไข ผมขออนุญาตฝากไปถึงท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ ขอให้ท่านมารับปากกับที่ประชุมสภาแห่งนี้ได้หรือไม่ คนอื่นผมไม่เชื่อครับ ผมเชื่อ นายกรัฐมนตรีท่านเดียวครับ ขอให้นายกรัฐมนตรีมาบอกว่ามาตรา ๘ ถึงมาตรา ๒๕ จะไม่มีการแก้ไขครับ ท่านประธานครับ
ประการที่ ๒ ที่เราต้องไม่แก้ ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักร เป็นอาณาจักร ของพระมหากษัตริย์ครับ เพราะเราเป็นอย่างนี้มากว่า ๘๐๐ ปีแล้วตั้งแต่สมัยสุโขทัย ที่เราเป็นชาติมา แก้ไขไม่ได้ครับ
ประการที่ ๓ เราจะต้องคงไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ที่สามารถตรวจสอบและถ่วงดุลการใช้อํานาจตามรัฐธรรมนูญได้ เราต้องคงไว้ครับ เราต้องคงไว้ซึ่งระบบตุลาการที่เป็นระบบศาลตามวิชาชีพที่มีมืออาชีพ ศาลที่ได้รับการฝึกฝน มาเป็นอย่างดี เป็นผู้อํานวยความยุติธรรมให้กับบ้านเมืองของเรามาโดยตลอดเป็นเวลา นับร้อยปีแล้ว เราไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงในเรื่องนี้ครับ และที่สําคัญคือเราต้องการ ที่จะรักษาไว้ซึ่งสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล สิทธิเสรีภาพของปัจเจกชนนี้เป็นเรื่องที่สําคัญมาก เพราะว่าถ้าสิทธิเสรีภาพของประชาชนถูกคุกคาม ถูกปิดกั้นจะด้วยวิธีการใด ๆ ก็ตาม สิ่งเหล่านั้นเราไม่ต้องการและเราไม่เรียกว่าประชาธิปไตย ประเด็นที่จะต้องพิจารณาแก้ไข มี ๓ เรื่องครับ อันที่ ๑ เราต้องการเห็นการตรวจสอบและถ่วงดุลฝ่ายบริหารที่เป็นเผด็จการ ด้วยเสียงข้างมาก วันนี้เราคงต้องไม่ปฏิเสธนะครับว่าเผด็จการเสียงข้างมากเป็นปัญหา ของระบอบประชาธิปไตยของประเทศของเรา ในประการที่ ๒ เราต้องการระบบ การเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ เสรี และยุติธรรม รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ได้คิดกลไกอันหนึ่งเรียกว่า กกต. ขึ้นมา ในการปฏิบัติอาจจะมีปัญหามีข้อบกพร่อง ถ้าท่านจะแก้ไขท่านต้องแก้ว่า จะมีกลไกอะไรใหม่ที่จะเป็นหลักประกันต่อการเลือกตั้งว่าจะบริสุทธิ์ยุติธรรมและเป็นเสรี อย่างแท้จริง นั่นคือสิ่งที่เราจะต้องแก้ในรัฐธรรมนูญนี้ ประการที่ ๓ เราจะต้องสร้างกลไก ให้กับประชาชนที่สามารถมีส่วนร่วมในการบริหารประเทศ แล้วก็แสดงความเป็น ประชาธิปไตยได้ทุกวันครับ ไม่ใช่เฉพาะในวันเลือกตั้งเท่านั้น สิ่งที่สําคัญมากที่ผมอยากจะขอ อนุญาตเรียนว่าประชาชนอาจจะเห็นด้วยกับบางประเด็นของเสียงข้างมาก ในเวลาเดียวกัน ประชาชนก็เห็นด้วยกับบางประเด็นของเสียงข้างน้อยครับ เพราะฉะนั้นเสียงข้างมาก ไม่สามารถสรุปประเด็นทุกประเด็นว่าถูกต้องตามที่ตัวเองต้องการโดยไม่ฟังเสียงข้างน้อย ความคิดของประชาชนในแต่ละประเด็นก็เปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา เปลี่ยนแปลง ตามสภาวะแวดล้อม เปลี่ยนแปลงตามข้อมูลข่าวสารที่ได้รับ ถ้าเป็นอย่างนี้ท่านไม่รับฟัง เสียงข้างน้อย แล้วท่านจะเรียกว่าท่านเป็นประชาธิปไตยได้อย่างไร การที่มีบางท่านคิดว่า ความคิดของตัวเองเท่านั้นที่ถูกต้อง คนอื่นผิดหมด ถ้าใครที่คิดไม่เหมือนกับตัวคนนั้นผิด ความคิดอย่างนี้สิครับท่านประธานที่เป็นอันตรายอย่างยิ่ง เพราะมันเป็นจุดกําเนิดที่นําไปสู่ เผด็จการของเสียงข้างมาก เราต้องการรัฐธรรมนูญที่รักษาสิทธิของเสียงข้างน้อย และป้องกันไม่ให้เกิดเผด็จการของเสียงข้างมาก นี่คือประเด็นที่ต้องแก้และห้ามแก้ครับ
ท่านประธาน ความหมายของประชาธิปไตย ขออนุญาตวิปฝ่ายค้านนะครับ หักเวลาได้ไหมครับ ประเด็นที่สําคัญในเรื่องประชาธิปไตยอีกเรื่องหนึ่งก็คือว่าการเลือกตั้ง ได้มาซึ่งตัวแทนของประชาชนครับ แต่ไม่ได้หมายความว่าการปฏิบัติหน้าที่ของตัวแทน ประชาชนจะรักษาผลประโยชน์ของประชาชนในทุกกรณีนะครับ ตรงนี้เป็นความเป็นจริง ข้อมูลเชิงประจักษ์ก็ยืนยันได้ปรากฏแล้ว เพราะฉะนั้นการให้ประชาชนมีเสรีภาพ ในการเลือกตั้ง แต่ไม่ให้ประชาชนเขามีส่วนร่วมในการตรวจสอบ ในการบริหารราชการแผ่นดิน ทุกขั้นตอนนั้นจะเป็นประชาธิปไตยได้อย่างไร การเปิดให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมเป็นเรื่อง ที่สําคัญ ประชาธิปไตยที่ผมกล่าวนี้เป็นประชาธิปไตยที่เราเรียกว่าเสรีครับ แต่มันมี ประชาธิปไตยอีกอย่างหนึ่งที่เรียกว่าประชาธิปไตยที่เบ็ดเสร็จเผด็จการครับ เราไม่ได้ต้องการ ประชาธิปไตยเบ็ดเสร็จเผด็จการครับ เราต้องการประชาธิปไตยที่เป็นเสรี เพราะฉะนั้น คําถามของผมก็คือว่ารัฐธรรมนูญที่เราจะยกร่างมานี้โดย สสร. จะมีหลักประกันอะไรครับ ท่านประธาน ที่เราจะได้มาซึ่งประชาธิปไตยที่เป็นเสรี ไม่ใช่ประชาธิปไตยที่เป็น เผด็จการเบ็ดเสร็จ จุดแตกต่างที่สําคัญของ ๒ เรื่องนี้ก็คืออิสรภาพครับท่านประธาน อิสรภาพ ประชาธิปไตยเสรีนั้น เราปฏิเสธการใช้อํานาจบังคับ แต่เราหวงแหนสิทธิเสรีภาพ ของบุคคล เราต้องการและเราเชื่อว่าคนมีสติปัญญาเพียงพอที่จะตัดสินได้ว่าอะไรดี หรือไม่ดี ประชาธิปไตยที่เป็นเสรีเราจะเคารพความคิดเห็นที่แตกต่างและความคิดเห็น ที่หลากหลาย เพราะฉะนั้นวันนี้ผมขออนุญาตเรียนท่านประธานด้วยเคารพว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ด้วยกระบวนการที่ไม่ถูกต้อง ที่ไม่สามารถสร้างการยอมรับและความเชื่อถือ เชื่อมั่น ของประชาชนได้ อย่างน้อยผมเรียนด้วยความเคารพว่าไม่น้อยกว่า ๑๐ ล้านคน เป็นความเสี่ยง ของประชาธิปไตยของประเทศไทยในวันนี้ที่จะเดินเข้าไปสู่การเป็นเผด็จการของเสียงข้างมาก และตรงนี้ละครับที่จะเป็นปัญหาสําหรับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะฉะนั้นผมขออนุญาต ท่านประธานครับ ผมได้ตั้งประเด็นและโจทย์ไว้ชัดเจนไม่ต้องตอบผมวันนี้ก็ได้ครับ ยกเว้น ท่านนายกรัฐมนตรีอย่างเดียว มาตรา ๘ ถึงมาตรา ๒๕ ท่านต้องมายืนยัน ถ้าไม่วันนี้ต้องเป็น พรุ่งนี้ว่าท่านจะไม่แตะต้องแม้แต่คําเดียว อย่างน้อยก็จะทําให้พี่น้องประชาชนของเรา สบายใจ และรอให้วันที่รัฐธรรมนูญออกมาก่อนเถอะครับ แล้วเราจะได้รู้ว่าประชาธิปไตย ที่เรากําลังเดินไปนั้น เป็นประชาธิปไตยแบบเสรี หรือประชาธิปไตยแบบเผด็จการเบ็ดเสร็จ ขอขอบพระคุณครับ