รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕

นาที รัชกิจประการ หารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของรัฐธรรมนูญในการสร้างชาติและพัฒนาประเทศ นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้พิจารณาถึงสถานการณ์ปัจจุบันของประเทศก่อนที่จะแก้ไข และเน้นย้ำถึงความสำคัญของคุณสมบัติของสมาชิกสภาสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อให้สมาชิกสภานั้นไม่ประพฤติอคติ

นางนาที รัชกิจประการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ประธานรัฐสภาค่ะ ดิฉัน ดอกเตอร์นาที รัชกิจประการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้เป็นอีกวันหนึ่งที่เรามาพูดในเรื่องของการแก้ไข การพูดเรื่องการแก้ไข แสดงว่ามันต้องมีปัญหา เพราะว่าถ้าเกิดอยู่ ๆ เรามาพูดเรื่องการแก้ไข เลยมันคงเป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นวันนี้จากที่เราได้อ่าน แล้วก็ศึกษามาในเรื่องของ ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช. ..... ซึ่งเรา ได้อภิปรายในวันนี้ สําหรับตัวดิฉันเองอยากจะพูดในเรื่องของกรอบแนวคิด ๒ เรื่อง ก็คือที่มา ของรัฐธรรมนูญ จะเห็นว่าส่วนใหญ่ถ้าเราได้ศึกษาหรือค้นคว้ามา ที่มาของรัฐธรรมนูญส่วนใหญ่ ของประเทศไทยเราก็ถือกําเนิดมาภายใต้เงื่อนไขการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และการปกครอง จะเห็นว่าทั้ง ๑๘ ฉบับ เกิดมาด้วยเหตุผลนี้ทั้งนั้นเลย ตั้งแต่ฉบับแรก ก็คือปีพุทธศักราช ๒๔๗๕ จนถึงฉบับปัจจุบัน ซึ่งเป็นฉบับที่ ๑๘ แล้ว แล้วสิ่งที่สําคัญ พระราชบัญญัติฉบับนี้ในปี ๒๕๕๐ เป็นฉบับที่ยาวที่สุดด้วย ทั้ง ๓ ฉบับ ซึ่งมีถึง ๓๐๙ มาตรา รวมถึงปี ๒๕๔๐ ซึ่งมี ๓๓๖ มาตรา แล้วก็ปี ๒๕๑๗ ซึ่งมี ๒๓๘ มาตราด้วย สิ่งสําคัญที่สุด ของรัฐธรรมนูญท่านประธานที่ดิฉันอยากจะได้กล่าวถึง แล้วก็พูดถึง รัฐธรรมนูญเป็นสิ่งที่ ใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างชาติ รวมถึงใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาประเทศด้วย เพราะรัฐธรรมนูญมีความเกี่ยวข้องกับความกินดีอยู่ดีของประชาชนด้วย จะเห็นว่า รัฐธรรมนูญที่ดีจะต้องมีความสอดคล้องกับวิถีชีวิตของประชาชนในชาติด้วย เพราะฉะนั้น วันนี้สิ่งสําคัญที่เราได้มาพูดถึงในเรื่องของการแก้ไขในวันนี้ สําหรับตัวดิฉันเองได้ไปศึกษา ในหลาย ๆ ประการ ในหลาย ๆ ข้อคิด เกี่ยวกับในเรื่องของการจัดทํา สสร. ซึ่งไม่ว่าจะเป็น ในเรื่องของข้อมูลจากองค์กรสหประชาชาติเพื่อการพัฒนา หรือเราเรียกยูเอ็นดีพี (UNDP) หรือว่าสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาประชาธิปไตย แล้วก็การเลือกตั้ง หรือว่า ไอดีอีเอ (IDEA) หรือแม้แต่สุดท้ายข้อมูลที่นํามาจากเครือข่ายระหว่างประเทศทางด้าน การพัฒนารัฐธรรมนูญ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าไอเอ็นซีโอดี (INCOD) ที่สําคัญก่อนที่เรา จะมีแก้ไข หรือจะทําอะไรก็แล้วแต่ที่เราจะต้องดูในเรื่องของสถานการณ์ของประเทศ ในขณะที่เรามีการแก้ไขว่าวันนี้สถานการณ์ในบ้านเมืองเรามันเป็นอย่างไร เมื่อเกิดมีปัญหา เราก็ได้นํามาแก้ไขในประเด็นนี้

ส่วนประเด็นที่ ๒ ที่ดิฉันอยากจะได้มากล่าวถึงในวันนี้ ก็คือกระบวนการ แก้ไข ซึ่งในร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... ในวันนี้ ก็มีการพูดถึงมาตรา ๒๙๑ ซึ่งมีความซับซ้อนแล้วก็ละเอียดอ่อนในรูปแบบของการเลือก สสร. ซึ่งจะเห็นว่าทั้ง ๓ ร่าง ที่ได้นําเสนอในวันนี้ ทั้งของรัฐบาลเอง แล้วก็ทั้งของท่าน ส.ส. ท่านสุนัย จุลพงศธร ขออนุญาตที่เอ่ยนาม รวมถึงของท่านภราดร ปริศนานันทกุล ด้วย ในเรื่องที่มาของ สสร. ซึ่งแตกต่างกันในเรื่องของ ๗๗ คน ๗๗ จังหวัดนี้เหมือนกัน ส่วนที่มา ของผู้เชี่ยวชาญทั้ง ๒๒ คน ซึ่งแตกต่างกัน จะเห็นว่าส่วนใหญ่ในเรื่อง ๒๒ คน ที่มีความแตกต่างกันในเรื่องของรัฐบาล แล้วก็ของท่านสมาชิก ก็คือผู้เชี่ยวชาญทางด้าน กฎหมายมหาชน แล้วก็ผู้เชี่ยวชาญรัฐประศาสนศาสตร์ รวมถึงผู้ที่มีประสบการณ์ทางด้าน การเมืองการบริหาร สัดส่วนจะแตกต่างกัน ในขณะที่ของรัฐบาล ก็คือ ๖ ๖ บวก ๑๐ คน ในข้อที่ดิฉันกล่าวมา รวมถึงของสมาชิกก็คือสัดส่วนคือ ๗ ๗ บวก ๘ คนนะคะ ดิฉันจะไม่พูดถึงจํานวนสมาชิก ตรงนี้นะคะ แต่สิ่งหนึ่งที่อยากจะพูดถึงในเรื่องของคุณสมบัติของ สสร. ทั้ง ๒๒ ท่านที่เราจะ มีการคัดเลือกโดยสภาของเรา รวมถึง ๗๗ คนที่จะต้องมีการเลือกตั้งด้วยนะคะ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ สําคัญโดยเฉพาะ ๗๗ คน ที่มาจาก ๗๗ จังหวัด ที่จะต้องไปรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ที่อยู่ในภาคส่วนที่ท่านอยู่ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่สําคัญนะคะ เพราะว่าเมื่อท่านได้ปัญหา หรือได้ข้อคิดเห็นที่ท่านได้มาแล้ว สิ่งสําคัญที่สุดก็คือ สสร. ที่เราเลือกตั้งมา จะต้องเสนอ ความคิดเห็นที่ต้องประกอบด้วยความรับผิดชอบ ความรับผิดชอบในเรื่องของศีลธรรม และในเรื่องของข้อเท็จจริงนะคะ ซึ่งในหลักศาสนาเขาเรียกว่า อคติ ๔ ซึ่งข้อมูลที่ได้มานี่ค่ะ การนําเสนอจะต้องไม่ลําเอียงด้วยอคติ ๔ อย่าง ประเด็นแรกก็คือไม่ลําเอียงเรื่องความรัก บางทีข้อมูลที่เราได้มาถ้าเกิดว่าเราอยากให้มีการแก้ไขอะไรที่เขาแนะนํามาก็ดีไปหมด เพราะเราอยากให้มีการแก้ไข หรือแม้แต่เราไม่นําเสนอข้อมูลด้วยความโกรธ หรือความเกลียดนะคะ ถ้าเกิดเราได้ข้อมูลมาแล้วบางครั้งถ้าเราไม่อยากให้แก้ไข เราก็จะ เสนอข้อมูลด้วยความไม่เป็นจริง แล้วก็ข้อเท็จจริงที่ไม่สมบูรณ์ หรือแม้แต่การที่จะต้อง นําเสนอข้อมูลด้วยความหลง หรือความโง่เขลาของตนเอง สิ่งสําคัญที่สุดที่ สสร. ที่จะต้องมี คือต้องไปศึกษาแล้วก็นําข้อมูลนั้นมาประกอบด้วย สุดท้ายก็ในเรื่องของการนําเสนอ ความคิดเห็นของ สสร. จะต้องไม่เป็นไปด้วยความกลัว กลัวว่าถ้าเอาข้อเท็จจริงมานําเสนอแล้ว เดี๋ยวคนโน้นจะโกรธ จะเกลียด จะไม่ชอบอะไรอย่างนี้ เพราะฉะนั้นสิ่งนี้เป็นสิ่งที่สําคัญ ที่ดิฉันจะต้องขอฝากไว้ในเรื่องของคุณสมบัติของ สสร. ทั้ง ๔ ประเด็น เพราะว่าอคติ ๔ ถ้าท่านได้มีโอกาสได้มารับเลือกเป็น สสร. ทั้ง ๗๗ บวก ๒๒ แล้ว เป็นสิ่งที่ไม่ควรประพฤติ เพราะเป็นอกุศลกรรมเป็นสิ่งที่ไม่ดี แล้วก็ไม่มีประโยชน์นะคะ ครั้งหนึ่งถ้าเกิดได้มีโอกาสเป็นแล้ว ถ้าเกิดเราประพฤติอย่างนี้ตัวเองก็จะไม่เป็นที่ยอมรับ และสิ่งสําคัญที่สุดเกียรติยศชื่อเสียง ที่เราได้สร้างมาก็จะทําให้เสื่อมไปด้วย ตรงกันข้ามค่ะท่านประธาน ถ้าเกิดว่า สสร. มีคุณสมบัติที่ดี ไม่ประพฤติในอคติ ๔ แล้วก็จะเป็นคนที่มีคุณธรรม เจริญด้วยเกียรติยศ ชื่อเสียง คนเขาก็นับหน้าถือตา มีคนยกย่องและสรรเสริญ ท้ายสุดเมื่อร่างรัฐธรรมนูญ ที่ได้นําเสนอแล้วก็จะนําไปสู่การใช้ที่ไม่เกิดปัญหา แล้วจะได้บรรลุวัตถุประสงค์ของประเทศไทย ในเรื่องที่จะอยู่ดีมีสุขนะคะ ไม่นําไปสู่ปัญหาที่จะต้องมาแก้ไข แก้แล้วแก้อีกนะคะ อันนี้ เป็นสิ่งที่สําคัญที่ดิฉันอยากจะขอฝากแล้วก็ให้ข้อคิดเห็นในประเด็นของคุณสมบัติของ สสร. ขอบพระคุณค่ะ