รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕

สงวน พงษ์มณี หารือเรื่องรัฐธรรมนูญและความกังวลเกี่ยวกับการเลือกตั้ง โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเคารพต่อประชาชนและมหาวิทยาลัยของรัฐ และเรียกร้องการปรองดองและความสามัคคีในสังคม นอกจากนี้ยังหารือเรื่องความจำเป็นในการเลือกตั้งสมาชิกสภาเกษตรกร (ส.ส.เกษตรกร) เพื่อกลั่นกรองกฎหมายและตอบสนองความต้องการของประชาชน และยังหารือเรื่องรัฐธรรมนูญโดยเน้นย้ำถึงการเปลี่ยนแปลงของอำนาจรัฐและการเปลี่ยนแปลงของเขตอำนาจขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ รวมถึงการเสนอแนะให้ศาลปกครองพิจารณานโยบายของรัฐบาลด้วย

นายสงวน พงษ์มณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ลําพูน

ท่านประธาน ที่เคารพ ผม สงวน พงษ์มณี พรรคเพื่อไทย จังหวัดลําพูน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเอง จะใช้เวลาสั้น ๆ ๑๕ นาที ถือว่าสั้นที่จะพูดเรื่องใหญ่ ท่านประธานครับ มันมีความกังวล เกิดขึ้นในรัฐสภาแห่งนี้อยู่ ๒-๓ เรื่อง ที่ชัดเจนที่สุดก็คือความกังวลว่าถ้าชาวบ้านเลือกตั้งตรง มาแล้ว ๗๗ คน จะไหวหรือครับ จะเข้าใจหรือครับ เรื่องนี้มันพิสูจน์ได้ง่าย ท่านก็ดูใน สมาชิกวุฒิสภาสิครับที่เลือกมาแบบนั้น ๗๗ คนไหวไหม ดีไหม หรือว่าไม่ดีเลย วิธีง่าย ๆ ก็อย่างนี้ละ ส่วน ๒๒ คนนั้นน่ะ กลัวเหลือเกินว่าจะแก้หมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์ และกล่าวอ้างถึงคณะนิติราษฎร์ ผมจะถามว่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จะเลือกหรืออาจารย์วรเจตน์ เรามีสิทธิที่จะเลือกนอกจากที่มหาวิทยาลัยส่งมาหรือเปล่า ไม่มี เพราะฉะนั้นถ้าเราไว้ใจ ประชาชน ไว้ใจมหาวิทยาลัยของรัฐ เราต้องเชื่อว่าทุกคนรักชาติ รักแผ่นดิน อันนี้เป็นที่ ๑ ไม่ต้องไปกลัวครับ อันที่ ๒ กลัวว่าจะรุนแรงเหลือง-แดงจะสู้กัน ไม่จริงครับ ประชาชน ที่จัดตั้งกันมาเคลื่อนไหวทางการเมือง เขามีสํานึกของเขา ถ้าเมื่อไรที่เขาสู้กับรัฐ เขาเอาจริงเอาจังครับ ไม่ว่าเหลืองหรือแดง ที่ผ่านมามีตัวอย่างมาแล้ว แต่ถ้าเหลืองกับแดง จะสู้กันไม่เกิดอุบัติเหตุแน่นอน เขาชั่งใจ เขารู้ ท่านครับ รัฐธรรมนูญมันคืออะไรอยากจะพูดสั้น ๆ อีกเรื่องหนึ่ง รัฐธรรมนูญไม่ได้เป็นกฎหมายสูงสุดเพียงอย่างเดียวนะครับ รัฐธรรมนูญคือ กรอบการสร้างดุลอํานาจทางสังคม ถ้าดุลอํานาจมันเสถียรมันใกล้เคียง มันไม่เอารัดเอาเปรียบกัน ไม่ต้องใช้กฎหมายมันก็ปรองดอง คําสั่ง ๖๖/๒๓ ของ พลเอก เปรมที่ท่านเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นคําสั่งนายกรัฐมนตรี สามารถยกเลิกความผิดทางอาญาที่เกิดขึ้นทั้งแผ่นดินได้ เพราะอะไรครับ เพราะขืนปล่อยให้ต่อสู้กันประเทศชาติจะเสียหาย หัวใจของคําสั่งนั้น มีเพียงอย่างเดียวว่าให้คนที่มีความคิดเห็นทางการเมืองต่างกันอยู่ในสังคมเดียวกันได้ ถ้าเรา อยู่กันอย่างนี้ออกกฎหมายกี่ฉบับเพื่อความปรองดองก็ไม่ปรองดอง

ท่านครับ เรื่องที่สําคัญอีกเรื่องหนึ่งทําไมต้อง สสร. วันนี้ยิ่งเห็นชัดว่าต้อง สสร. เพราะในสภาแห่งนี้เป็นนักการเมืองที่สั่งสมบทเรียนกันมาทุกคน ทุกคนมีต้นทุน มีมวลชนเดินตาม มีคนที่สามารถจะบอกมวลชนให้เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ได้ เราต่างคน มีต้นทุนหมด ผมไม่ได้พูดเรื่องอื่น จะยกตัวอย่างผมเองต้นทุนเรื่องวุฒิสมาชิก ผมไม่เคยเห็นด้วย ในการที่ให้เขาเป็นครั้งเดียว เพราะอะไรครับ ไม่ได้พูดเอาใจใครนะครับ ผมมาอยู่สภาแห่งนี้ ใช้เวลา ๕ ปีถึงจะมีความรู้ขนาดนี้ เข้าใจระบบอย่างนี้ วุฒิสมาชิกคุณเข้ามาใหม่ ๆ อย่างน้อย ๓ ปีครึ่งกว่าจะรู้เรื่อง ๖ ปีก็เท่ากับเป็นหมอแล้ว เข้าใจแล้ว เก่งแล้ว มาชุดใหม่ ชุดนี้ออกไปหมด มาชุดใหม่กว่าจะเรียนรู้อีก ๓ ปีครึ่งท่านประธาน สังคมเสียหาย เพราะท่านคือผลผลิตของสังคม ท่านมากลั่นกรองกฎหมายไม่ใช่ว่ามาแต่งตั้งถอดถอนอย่างเดียว กลั่นกรองกฎหมายไม่กลับไปหาประชาชนจะกลั่นกรองอย่างไรให้กฎหมายนั้นมันมีประโยชน์ กับประชาชน ออกกฎหมายทุกฉบับรอนสิทธิประชาชนทั้งสิ้น นี่คือปัญหาที่ต้องมีความคิดว่า ไม่เป็น สสร. ไม่ได้ เพราะว่าผมเองก็มีต้นทุนอย่างนี้ ถ้าผมพูดอย่างนี้ปุ๊บ นี่เอาใจ ส.ว. นี่ ด่าอย่างนี้ เราไม่ต้องไปยุ่งเลยครับให้ชาวบ้านเขาทํา ที่จะถามว่าตรงนี้ยืนยันว่าจะแก้ไหม ต้องไปถาม สสร. ที่จะเลือกใหม่ไม่ใช่มาถามรัฐบาล ถามว่ารัฐบาลทําไมไม่แก้ปัญหา ก็ให้ สสร. ทําแล้วจะได้ไปแก้ปัญหาอย่างไร

ท่านครับ ผมเหลือเวลาอีก ๑๐ นาทีจะพูดรัฐธรรมนูญในเชิงหลักการว่าทําไม ต้องแก้ ท่านครับ ถ้าวงกลมตรงกลางนี้เป็นประชาชน ถ้าเป็นประชาชนนะ ประชาชนเลือก ส.ว. ไว้ตรวจสอบ ถอดถอน กลั่นกรอง ประชาชนเลือกฝั่งนี้คือ ส.ส. เอาไปเลือกผู้บริหาร ประเทศ เสร็จแล้วให้ตัวแทนของประชาชนร่วมกับเสนาบดีกลั่นกรองคนเข้ามาสู่กระบวนการ องค์กรอิสระให้มาเป็น ๒ เท่า แล้วให้วุฒิสมาชิกเลือกเป็นหนึ่ง นี่คืออํานาจรัฐตามมาตรา ๓ อํานาจรัฐเป็นของประชาชน อํานาจอธิปไตยเป็นของประชาชน แต่มาวันนี้อํานาจอธิปไตย เป็นแบ่งครึ่ง ยกตัวอย่างตัวเดียวเลยท่านครับ เรื่องเดียว องค์กรตามรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระทั้งหลาย ถ้าหากมีการกลั่นกรองคัดสรรมาจากองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ที่บอกไว้ กรรมการคัดสรรนี่ กลั่นกรองมา ๕ ส.ว. ไม่เห็นด้วยเขายังยืนยันได้อํานาจอยู่ที่ไหน อํานาจอยู่ที่เสนาบดีผู้คัดเลือก เห็นไหมครับมันผิดหลักการอย่างไร แก้หลักการเสีย อย่างอื่นมันก็จะไปได้ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ อํานาจอยู่ที่ชาวบ้านเขาถึงเรียกว่ารัฐธรรมนูญ ฉบับนี้สร้างรัฐของพลเมือง แล้วปี ๒๕๕๐ ล่ะไม่มีใครพูดแต่ผมจะพูดเป็นรัฐของเสนาบดี เพราะเสนาบดีมีอํานาจมาก วันนี้เขตอํานาจขององค์กรตามรัฐธรรมนูญมีปัญหา วันนี้จัดตั้ง องค์กรขึ้นมาหลายองค์กร ผมยกตัวอย่าง องค์กรเหล่านี้เขาก็มีปัญหา ศาลเขาก็มีปัญหา เขาไม่รู้ว่าทําไมศาลนี้จึงต้องตัดสินเรื่องนี้ได้ วันนี้มติของ ครม. นี่คือนโยบายของรัฐบาล คนตัดสินนโยบายต้องประชาชน คุณทําไม่ดีถ้าคุณทุจริตเดี๋ยวองค์กรตัดสินได้ แต่ถ้านโยบายไม่ดี ใครตัดสินครับ คราวหน้าไม่เลือกประชาชนเป็นคนตัดสิน แต่วันนี้สามารถให้ศาลปกครอง พิจารณานโยบายได้ว่าใช้ได้หรือไม่ได้ จะชอบหรือไม่ชอบ ถ้าเป็นอย่างนี้เราต้องเลือกตั้ง ทําไม ก็ให้ศาลปกครองเป็นคนเลือกไปสิ นี่คือเหตุผลที่หลักการอย่างหนึ่งมันต้องดู ไม่ได้ทําลายใครนะครับ

ท่านครับ หลายคนบอกว่าคนแก้รัฐธรรมนูญต้องถูกถอดถอนเพราะคุณ ล้มล้างรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญหลัก ๆ ท่านประธานครับ มีแค่ ๗ มาตรา นี่คือบททั่วไป ๗ มาตรา วันนี้รัฐธรรมนูญของเรานี่ขาดสภาพบังคับตามมาตรา ๖ ผมคุยกับ ผู้พิพากษาหลายท่านครับ นั่งคุยกัน นั่งสนทนาธรรมกัน วันนี้เขาบอกว่ากระบวนการคิด ในระบบนี่ไม่ค่อยมีการพิพากษาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖ เลย มาตรา ๖ เขียนไว้อย่างไรครับ กฎหมาย ระเบียบ กฎข้อบังคับใดขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญนี้ เป็นอันใช้มิได้ แต่วันนี้ เราตัดสินตามกฎหมายหมดเลย เพราะอะไรครับ เพราะสภาพบังคับของรัฐธรรมนูญมันไม่ชัด ข้อโต้แย้งบางอย่างเต็มไปหมด ปัญหาบางอย่างไม่น่าจะรกศาลก็รกศาล เพราะอะไรครับ เราไม่มีมาตราที่ว่าด้วยการบริหารราชการแผ่นดิน เราไม่มีตําแหน่งทางการเมืองในระบบราชการ ต่อไปมันน่าจะมีไหม ใครขึ้นมาก็คนชุดนี้ขึ้นเลย ขึ้นเพราะการเมือง ถ้านักการเมืองกลุ่มนี้ ขึ้นเป็นรัฐบาล ไป คุณก็ต้องไป เหมือนบ้านอื่นเมืองอื่น แต่วันนี้พอคุณขึ้นมาเพราะการเมือง พอเขาจะไปแตะหน่อยฟ้องศาลปกครองเลยว่าแทรกแซง ชาวบ้านตาดํา ๆ เขาเจ็บปวด กับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ตรงไหน เอาเรื่องเดียวท่านครับ เราหาเสียงไว้อย่างไรก็ตามนะครับ วันนี้คนหาเสียงและคนคุมยุทธศาสตร์พรรค ซึ่งเป็น ส.ส. นั้นไม่มีสิทธิ ไม่มีโอกาสเข้าไป ทํางานร่วมกับฝ่ายประจําเลย ท่านดูนะครับ ผมพูดเรื่องพรรคผม เราบอกว่าเอสเอ็มแอล (SML) หมู่บ้านขนาดเล็ก ๓๐๐,๐๐๐ บาท ขนาดกลาง ๔๐๐,๐๐๐ บาท ขนาดใหญ่ ๕๐๐,๐๐๐ บาท ฝ่ายประจําเขียนเราเข้าไปไม่ได้เลย เขียนเสร็จเลย ขนาดเล็กมี ๓ อย่าง ๑๐๐,๐๐๐ บาท ๒๐๐,๐๐๐ บาท ๓๐๐,๐๐๐ บาท ๔๐๐,๐๐๐ บาท ๕๐๐,๐๐๐ บาท เปลี่ยนแปลงนโยบายหมด เขียนเป็นเล่มเลย ส่งไปทั่วประเทศ ชาวบ้านก็มาว่าเรา เราก็ไปคุย กับข้าราชการประจําเมื่อมีปัญหาแล้ว บอกว่าไม่ใช่นะ เจตนารมณ์เป็นอย่างนี้ ก็ปรับใหม่ กว่าจะใช้ได้ตั้งหลายเดือน วันนี้เอาอีกแล้ว พักหนี้จะพักไม่ได้อีกแล้ว ทางราชการก็บอกว่า กระทรวงการคลังบอกว่าต้องทําตามระเบียบ พักหนี้ไม่ได้ต้องเป็นหนี้ ปปน. คือ ปรับโครงสร้างหนี้เท่านั้น กับหนี้เอ็นพีแอล (NPL) ผมบอกไม่ใช่ เราหาเสียงว่าถ้าไม่เกิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท พัก เขาบอกไม่ได้ผิดระเบียบ นั่นเขาไม่ได้เป็นเราอย่างไร ถ้ามีแต่ระเบียบ ไม่ต้องมีนโยบายก็ไม่ต้องมีรัฐบาล ไม่ต้องมีการเลือกตั้ง ที่มีนโยบายเพราะเราถือว่า ระเบียบคุณไม่ถูก ระเบียบคุณใช้ไม่ได้ ชาวบ้านเดือดร้อน นี่คือเราทําอย่างไร ท่านประธาน ที่เคารพ วันนี้ความยากลําบากนี้ใครเดือดร้อน ชาวบ้าน จะช่วยชาวบ้านไม่ได้เลย ถ้าน้ําท่วมนี่ครับ วันนี้ต้องใช้หน้า ใช้ปาก เดินไปหา เขียนหนังสือไม่ได้ ถูกถอดถอนครับ รับของยังต้องถูกถอดถอนเลย นี่คือปัญหาของรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นที่บอกว่ารัฐธรรมนูญ ไม่เกี่ยวกับชาวบ้าน ไม่จริงครับ ท่านประธานที่เคารพ ถ้าหากว่าเราจะสร้างดุลอํานาจ ทางสังคมให้ทัดเทียม เราควรจะทําอย่างไร ก็คิดว่าองค์กรตามรัฐธรรมนูญทั้งหลายขณะนี้ ทํางานแล้วครับ เมื่อประชาชนบอกว่าจะแก้รัฐธรรมนูญ รัฐบาลเห็นด้วยกับการแก้ รัฐธรรมนูญ องค์กรตามรัฐธรรมนูญท่านทํางานแล้ว ท่านประธานครับ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ท่านทํางานแล้ว ท่านทําตามหน้าที่ ตามกฎหมาย ตั้งคณะทํางานมา ๑๐ คน เพื่อเสนอความเห็น ต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ วันนี้ผมคิดว่าศาลเขาก็ต้องมีการคิดว่าเขาจะปรับปรุงอย่างไร จะทําอย่างไร หลายหน่วยงานเขาจะมาที่ไหน ไม่ใช่มาที่รัฐบาล ไม่ใช่มาที่รัฐสภา เขาจะพุ่ง ตรงไปที่ สสร. ที่กําลังจะเลือกขึ้น ผมคิดว่าเป็นโอกาสดีที่รัฐบาลจะได้แก้ปัญหาบ้านเมือง เป็นโอกาสดีที่ว่าเราจะมีคณะบุคคลคณะหนึ่งต้องรับฟังความเห็นจากประชาชน ทีนี้หลายคนก็บอกว่าทําไมต้อง ๗๗ คนเท่านั้น ทําไมไม่เป็นไปตามสัดส่วนประชากร นี่ไม่ใช่อัตราส่วน นี่เป็นเรื่องของสัดส่วนปัญหา ผมอยู่จังหวัดลําพูนมี ๘ อําเภอ สสร. ของผม ต้องไปรับฟัง ๘ เขต กรุงเทพฯ นี่ต้องรับฟัง ๕๐ กว่าเขต จังหวัดเชียงใหม่ต้อง ๒๕ เขต รับฟังปัญหามาแล้วเอาปัญหามาโซล์ว (Solve) กันที่ในกรุงเทพมหานคร เหมือนที่ทํา ใน สสร. ตอนนั้น ในที่สุดปัญหาจะแก้อย่างไร จะเขียนอย่างไร ทางท่านนั้นก็ถูกกํากับดูแล โดยใครครับ โดยสื่อ โดยพวกเรากันเอง โดยพี่น้องประชาชน แล้วที่สุดมันจะออกมาดี ท่านครับ การประชามติครั้งนี้จะไม่เหมือนเดิมแน่นอน ท่านประธานที่เคารพ มันจะ ไม่เหมือนเดิมตอนไหนครับ ตอนที่ผมเป็นชาวบ้านนี่ ตอนนั้นไม่ได้เป็นนักการเมือง จะคัดค้านหรือไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญ ชุมนุมปุ๊บ เป็นอย่างไรครับ ชุมนุมเชิญคุณจาตุรนต์ ไปพูด ยังไม่ทันจะพูดเครื่องบินมาบินวนเลยครับ นี่หรือครับ ประชามติที่ชื่นชมกัน ทั้งประเทศ คนจะเดินมานี่ ท่าน ส.ส. หลายท่านต้องใช้ผู้หญิงไปกันนะครับ เพราะตํารวจ มาปิดทางหมดเลย นี่หรือการประชามติที่ผ่านมาแล้วชื่นชม หลายจังหวัดในภาคเหนือ ก็ยังชนะอยู่ เพราะอะไร เพราะไม่เห็นด้วยกับกระบวนการอย่างนั้น เพราะฉะนั้นผมจึง เรียนท่านประธานว่าวันนี้ โอกาสนี้ เรามีโอกาสที่จะร่วมกันแสดงความคิดเห็นเพื่อผลักดัน ให้เกิดการแก้ไขปัญหา ผมคิดว่าภารกิจทางประวัติศาสตร์ของเราได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว เรามาช่วยกันเขียนประวัติศาสตร์ของประชาชนว่า ครั้งหนึ่งในชีวิตหนึ่งที่เราเป็นสมาชิกรัฐสภา ได้มีโอกาสผลักดันให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยประชาชน และให้ประชาชนนั้น เน้นให้ประชาชนแก้ไขปัญหาของประเทศชาติโดยผ่านการรับฟังความคิดเห็น หากจะเพิ่มเติมตรงไหน ใครที่มีโอกาสได้เป็นกรรมาธิการครับ ก็ช่วยรับฟังความคิดเห็น เพื่อนสมาชิกรัฐสภาก็ช่วยเข้าไปแปรญัตติให้มันหลากหลาย ให้มันดีขึ้น ให้มันงดงามขึ้น ให้มันมีประโยชน์มากขึ้น ชาวบ้านก็จะได้ประโยชน์ สังคมก็จะได้ประโยชน์ วันนี้ต้นทุน ของพวกเราที่มีอยู่วันนี้ดีมากครับ อดทนฟังความเห็นที่ต่างจากเรา อดทนฟังความเห็น ที่ไม่เหมือนกับเรานี่มันสร้างสรรค์ครับ แล้วไม่ต้องกลัวความรุนแรงครับ วันนี้สังคมจะเป็น ผู้ให้คําตอบเรา ขอร้องอย่างเดียว ท่านประธานครับ ส่งผ่านไปยังสื่อมวลชน ถ้าท่านทําให้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นวาระแห่งชาติ ผมคิดว่าวันนี้ครูบาอาจารย์ทั่วประเทศ ซึ่งเขา เป็นปัญญาชนในชนบท เขาพร้อมที่จะร่วมกับเราหลายแสนคน ปัญญาชนในชนบทมีตั้งแต่ ปริญญาตรีถึงปริญญาเอกนะครับ ถ้าเขาได้สนใจเรื่องนี้ผมเชื่อว่าชาวบ้านจะเข้าใจมากขึ้น วันนี้ ชาวบ้านคิด ชาวบ้านทํา ชาวบ้านรู้ ชาวบ้านเข้าใจ ไว้ใจเขาเถอะครับ ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ