จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ หารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นหลังรัฐประหาร โดยเสนอให้คงหมวดที่เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ไว้ตามประเพณีการเมืองการปกครองของไทย และเสนอระบบการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรง ไม่ผ่านการลงคะแนนเสียงของ ส.ส. เพื่อสร้างความเสมอภาคและไม่ให้การบริหารประเทศตกอยู่ในมือของพรรคการเมืองเดียว
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พันตํารวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดมุกดาหาร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ผมรู้สึกมีความสุขมากครับ ที่ได้มีการยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้ามาในรัฐบาลชุดนี้ เนื่องจากว่าเมื่อวันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๕๑ กระผมเป็นสมาชิกวุฒิสภาครั้งแรก แล้วก็ได้มีประชาชนมายื่นรายชื่อ จํานวน ๑๕๐,๐๐๐ รายชื่อ ให้กับสมาชิกรัฐสภา ผมไปรับที่หน้ารัฐสภาครับ แต่ว่า จากรัฐบาลชุดที่แล้วก็ได้รับรายชื่อเหล่านั้นเข้ามาพิจารณาในสภาเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ปรากฏว่าตกไปนะครับ ในวันนี้ผมจึงมีความสุขมากที่ได้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ สาเหตุ ที่มีความสุขก็เพราะว่าตามที่รัฐบาลได้ยืนยันแล้วว่าในการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ จะไม่มี การแก้ไขหมวด ๒ ส่วนพระมหากษัตริย์ อันนี้ผมก็มีความสุขมากเช่นเดียวกัน แต่การแก้ไข รายละเอียดอื่นนั้นผมก็เห็นว่าได้เวลาอันสมควรที่จะมีการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ สักทีหนึ่ง ตั้งแต่ใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เป็นต้นมา การที่จะมาทํางานในฝ่ายรัฐสภาก็ดี ฝ่ายบริหารก็ดี ก็จะไม่มีความสุขเลยนะครับ เนื่องจากว่ามีการประท้วงปิดล้อมสภาหลายครั้ง และรัฐบาลก็ล้มไป ๓ รัฐบาลแล้ว ๒ รัฐบาลล้มไปก็คือท่านสมัคร ท่านสมชาย และท่านอภิสิทธิ์ก็ยุบสภา ก็ถือว่าล้มไป ๓ รัฐบาล เพราะฉะนั้นรัฐบาลที่ ๔ นี้ก็มีควรจะมี การแก้ไขปรับปรุงรัฐธรรมนูญเพื่อให้ประเทศชาติของเราในขณะนี้ชาติไทยต้องการความรัก ความสามัคคีต้องการความปรองดองของคนในชาติ เพราะฉะนั้นได้เวลาแล้วที่ทุกคน ที่มีความเห็นต่างในเรื่องความคิดเรื่องอุดมการณ์ก็ควรจะมีการสังคายนาเกี่ยวกับการแก้ไข รัฐธรรมนูญด้วยกัน ใครมีความเห็นอย่างไรก็เอาไปทําประชาพิจารณ์เพื่อประโยชน์ ของประเทศชาติ ในอดีตที่ผ่านมา จอมพล ป. พิบูลสงคราม ในขณะที่สงครามโลก ครั้งที่ ๒ ท่านได้บอกว่าเชื่อผู้นําชาติพ้นภัย ในขณะนั้นผู้นําเกือบจะหมดท่าแล้ว ในที่สุดประเทศไทยเรา ก็รักษาอธิปไตยไว้ได้นะครับ ซึ่งก็ทําให้พ้นจากการเป็นผู้แพ้สงคราม ส่วนในปัจจุบันนี้ นับตั้งแต่ปี ๒๔๘๒ เป็นต้นมาก็ปรากฏว่าคนไทยไม่เชื่อผู้นํา ที่ผมพูดอย่างนี้ก็เพราะว่า ที่ไม่เชื่อผู้นําก็คือรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งมาจากพี่น้องประชาชน ก็มีการปฏิวัติ สาเหตุ ที่มีการปฏิวัติก็คือบุคคลกลุ่มหนึ่งที่ไม่เชื่อผู้นําที่จะบริหารราชการแผ่นดินต่อไปได้ จึงได้ ปฏิวัติ พอมีปฏิวัติเสร็จก็มีการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรเข้ามา ไม่นานก็มีการปฏิวัติอีก เช่นเดียวกันนะครับ เพราะฉะนั้นจนถึงปัจจุบันนี้คนไทยก็ยังไม่เชื่อผู้นําอีก ผู้นําคนไหนขึ้นมา ก็มีการประท้วงขับไล่ ถอดถอน เพราะฉะนั้นในการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ ผมก็อยาก จะฝากไปยัง สสร. ที่จะมีขึ้น ๙๙ คนว่า
ประเด็นที่ ๑ ขอความกรุณาให้คงหมวด ๒ พระมหากษัตริย์ไว้ เนื่องจากว่า ประเพณีการเมืองการปกครองของไทย ตั้งแต่วันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ เป็นต้นมาได้มี การตรารัฐธรรมนูญไว้ในลักษณะนี้ตลอดมาเป็นเวลา ๘๐ ปีแล้ว และการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ครั้งต่อไปก็ควรจะคงไว้ตลอดไปนะครับ
ประเด็นที่ ๒ ที่ผมอยากจะให้มีการแก้ไขก็คือการได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรี เนื่องจากว่า ๘๐ ปีที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีมา ๓ ทาง ๑. มาจากการเลือกตั้งของ ส.ส. ๒. มาจากการปฏิวัติ ๓. มาจากการแต่งตั้งโดยเชิญบุคคลภายนอกมาเป็น เพราะฉะนั้น ต่อไปนี้ อํานาจอันนี้ก็ควรมอบให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจเอง ก็คือ ๑. เลือก ส.ส. โดยตรง จากประชาชนทั้งบัญชีรายชื่อและ ส.ส. เขต อันที่ ๒ ก็คือฝ่ายบริหารก็ควรจะให้ประชาชน เป็นคนเลือกโดยตรง เพราะว่าการเลือกอยู่ในสภามีปัญหาเปลี่ยนขั้วเปลี่ยนข้าง มีสีมีสัน เกิดขึ้นไม่จบกันสักทีนะครับ ดังนั้นสิ่งที่ดีอํานาจนิติบัญญัติให้ประชาชนเลือกของเขาเอง อํานาจบริหารให้ประชาชนเลือกของเขาเอง เขาจะมีความสุข ที่ ส.ส. เลือกไป ประชาชน เขาไม่มีความสุข เพราะว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งนายกรัฐมนตรี ซึ่งมาจาก ส.ส. ประชาชนบางคน เขาไม่ชอบเลยเขาไม่อยากได้ แล้วก็เป็นการกีดกันคนดีมีความรู้ที่จะมาบริหารประเทศชาติเป็นผู้นํา เป็นนายกรัฐมนตรี กีดกัน เพราะว่ารัฐธรรมนูญที่ผ่านมาทั้งปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๕๐ บอกว่านายกรัฐมนตรีต้องมาจาก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นการกีดกันคนดี เป็นการกีดกันคนที่ไม่ต้องการสังกัด พรรคการเมือง เพราะฉะนั้นโอกาสที่ สสร. ที่ควรจะทําก็ควรจะ ในส่วนนี้เอาไปทํา ประชาพิจารณ์ด้วยนะครับ ถ้าประชาชนเห็นด้วยในการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรง ก็ประชาพิจารณ์กันมา ถ้าประชาชนไม่เห็นด้วยก็ถือว่าตกไป ก็เอาเหมือนเดิมผมก็ไม่ว่าอะไร คืออยากจะพิสูจน์ว่าคนไทย ในปี ๒๕๔๐ หรือปี ๒๕๕๐ ก็ไปทําประชาพิจารณ์เช่นเดียวกัน ซึ่งผมก็เคยเข้าร่วมในการทําประชาพิจารณ์ทั้ง ๒ ฉบับ ผมก็เคยเสนอเรื่องนี้ขึ้นมา ในที่ประชุมส่วนใหญ่เห็นด้วยที่จะให้มีการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรง แต่ปรากฏว่ารู้สึกว่า จะมีปัญหาเกี่ยวกับหลาย ๆ อย่างอยู่นะครับ ก็คืออํานาจนิติบัญญัติ พระมหากษัตริย์ทรงใช้ อํานาจนิติบัญญัติโดยรัฐสภา ทรงใช้อํานาจบริหารโดยคณะรัฐมนตรี หรือรัฐบาล และทรงใช้ อํานาจตุลาการทางฝ่ายศาลนะครับ ในปัจจุบันนี้อํานาจนิติบัญญัติและอํานาจฝ่ายบริหาร ไม่มีการถ่วงดุลกันเลย เนื่องจากว่านายกรัฐมนตรีก็เป็น ส.ส. อยู่ด้วย เป็นนายกรัฐมนตรีด้วย รัฐมนตรีหลายคนก็เป็น ส.ส. อยู่ด้วย นั่งเก้าอี้ ๒ แห่ง ๒ ที่ เพราะฉะนั้นผมว่าการบริหาร ราชการแผ่นดินของไทยไม่ถ่วงดุลอํานาจซึ่งกันและกัน ส.ส. พึ่งนายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีพึ่ง ส.ส. นายกรัฐมนตรีมีเสียงข้างมากก็สามารถที่จะขอความร่วมมือจาก ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลได้ ฝ่ายรัฐบาลซึ่งทําหน้าที่เป็นรัฐบาลก็มีอํานาจที่จะถ่วงดุล ส.ส. ก็คือ ยุบสภา ต่อไปนายกรัฐมนตรีไม่ควรจะมีอํานาจยุบสภา เพราะว่าสภาผู้แทนราษฎร ไม่ได้ทําความผิดเลยที่ผ่านมา ไม่เคยมีความผิดเลย นายกรัฐมนตรีไม่มีความสามารถที่จะ บริหารราชการแผ่นดินต่อไป ก็ไปยุบสภาเขานะครับ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ต้องมีการเลือกตั้ง นายกรัฐมนตรีโดยตรงนะครับ ก็ขอฝากให้กับ สสร. ได้ไปดําเนินการในส่วนนี้ด้วยครับ กราบขอบคุณครับ