วินัย สมพงษ์ พูดถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยมีข้อสังเกตว่าประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญหลายฉบับ และไม่เหมือนประเทศญี่ปุ่นที่ใช้รัฐธรรมนูญเดียวมา 70 ปี วินัย สมพงษ์ เสนอแนะว่า หากต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ดี ควรปรับตัวของคนไทยเข้ากับหลักเกณฑ์และหลักการของรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญทุกครั้ง
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พันเอก วินัย สมพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมใคร่ขอแสดงข้อคิด ความเห็นเพื่อสนับสนุนความไม่เห็นด้วยกับการแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับยกร่างใหม่ ทิ้งของเก่า ทําของใหม่ ทั้งฉบับนะครับ ขอแสดงความรู้สึกที่ไม่เห็นด้วย แต่กระผมไม่ได้ปฏิเสธ การแก้รัฐธรรมนูญเป็นประเด็น ประเด็น ประเด็น อะไรที่ไม่เหมาะก็แก้ อุปมาดั่งเสื้อผ้า ท่านประธานครับ เสื้อผ้านั้นก็ต้องเหมาะกับร่างกาย เมื่อตัดแล้วมันคับ มันหลวมก็แก้ เป็นจุด ๆ เป็นส่วน ๆ ถ้าแก้ได้ก็ต้องแก้ ไม่ใช่ว่าทิ้งชุดทั้งชุด กระผมกราบเรียนนะครับว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นจุด ๆ เป็นประเด็น ๆ นั้นโดยสมาชิกรัฐสภา ส.ส. ๕๐๐ คน และวุฒิสมาชิก ๑๕๐ คน จํานวนตัวเลขเหล่านี้อย่างไรเสียก็น่าจะมีเหตุมีผลมากกว่า แก้โดย สสร. ครับ ซึ่งจะเป็นการใช้จ่ายงบประมาณอย่างมากมายมหาศาลและใช้เวลามาก ในการแก้ไข ท่านประธานที่เคารพครับ ในชีวิตของกระผมที่ผ่านมา รัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ เป็นฉบับที่ ๑๘ ช่วงชีวิตที่ผ่านมาผมเกือบจะครบทุกฉบับครับ ได้ผ่านรัฐธรรมนูญมา แก้แล้วก็แก้อีก ๆ และจุดนี้ก็เป็นจุดที่เป็นรอยต่อว่าเรากําลัง ดําเนินการทุกวิถีทางเพื่อนําไปสู่การมีรัฐธรรมนูญฉบับที่ ๑๙ อีกฉบับหนึ่ง กระผม มีเพื่อนนักศึกษาเป็นคนต่างชาติ เป็นคนญี่ปุ่นครับท่านประธาน เรามีความสนิทกัน เรียนหนังสือด้วยกัน สนิทขนาดล้อการเมืองกันได้ เพื่อนญี่ปุ่นผมเขาล้อผมว่า พันเอก วินัย น่าอิจฉาจริงประเทศไทยนั้นเป็นเสมือนตลาดนัดของรัฐธรรมนูญ มีหลายฉบับให้เลือก จะเอาเวอร์ชั่น (Version) ไหน ๑๘ แบบ ไม่รวมการแก้ไข ฉบับที่ ๑ ฉบับที่ ๒ ฉบับที่ ๓ แล้วมีการแก้ไขอีก แต่ไม่ได้ยกร่างทั้งฉบับ มีมากมายก่ายกอง เราเป็นแฟชั่นรัฐธรรมนูญของโลก ก็ว่าได้ เป็นตลาดนัดรัฐธรรมนูญของโลกประเทศหนึ่งก็ว่าได้ เป็นคําหยอกล้อ กระเซ้า เย้าแหย่กัน ท่านประธานที่เคารพครับ ญี่ปุ่นนั้นถึงวันนี้หลังสงครามโลก ครั้งที่ ๒ วันนี้ญี่ปุ่น ได้ใช้รัฐธรรมนูญเพียงฉบับเดียวครับ ๗๐ ปีใช้มา ไม่เคยมีการเปลี่ยนแปลง คนญี่ปุ่นก็ไม่ได้ เคยยกร่างเขียนรัฐธรรมนูญเอง รัฐธรรมนูญที่ญี่ปุ่นใช้อยู่หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ นั้น เขียนโดยแมคอาเธอร์ครับ ยังใช้อยู่ถึงปัจจุบัน ต่างกับประเทศไทยครับ พ.ศ. ๒๔๗๕ เปลี่ยนแปลงการปกครองมาถึงวันนี้ครับ เรามีแล้ว ๑๘ ฉบับ ไม่นับรวมฉบับที่แก้ไข เล็ก ๆ น้อย ๆ เอาว่าฉบับใหม่เอี่ยม ยกร่างทั้งฉบับ ๑๘ ฉบับและเรากําลังจะมีฉบับที่ ๑๙ ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมก็มีข้อสังเกตว่าคนไทยนั้น เราเขียนรัฐธรรมนูญเอง แล้วก็ แก้เอง เขียนเองก็ลบเอง เขียนแล้วเขียนอีก เสมือนหนึ่งว่าเราไม่รู้จักตัวเราเอง เราค้น ตัวเราเองไม่พบ เหมือนเด็กทารกครับ แก้แล้วก็แก้อีกและไม่รู้ว่าจะยุติเมื่อไร ผมกราบเรียนว่า ผมมีข้อสังเกต ทําไมผมยกตัวอย่างประเทศญี่ปุ่นครับ ประเทศใช้รัฐธรรมนูญมา ๗๐ ปี ฉบับเดียวร่างโดยแมคอาเธอร์ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงแล้วเขาก็หวงแหนด้วยไม่อยาก เปลี่ยนแปลง ทําไมประเทศญี่ปุ่นมีเพียงฉบับเดียว เพราะคนญี่ปุ่น ต่างจากคนไทยครับ ท่านประธาน คนญี่ปุ่นนั้นเขาพยายามที่จะปรับตัวของเขาเอง ปรับตัวของคนญี่ปุ่นเอง ให้เข้ากับหลักเกณฑ์ หลักการให้เข้ากับรัฐธรรมนูญต่างจากคนไทยครับ พยายามที่จะปรับ เอารัฐธรรมนูญ ปรับเอาหลักเกณฑ์หลักการเข้าหาตัวเราเอง ถ้าเป็นอย่างนี้มันคงไม่มีวัน สิ้นสุด ท่านประธานที่เคารพครับ จากความแตกต่างชาติหนึ่งปรับหลักเกณฑ์เข้ากับตนเอง อีกชาติหนึ่งปรับตัวเองเข้ากับหลักการ เป็นความแตกต่างของความมั่นคงของรัฐธรรมนูญ เปรียบเทียบระหว่างประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่น กระผมกราบเรียนอย่างนี้ครับว่า เราจะร่างรัฐธรรมนูญให้ดีแค่ไหน เพียงใดก็แล้วแต่นะครับ ผมมีความเห็นว่าหัวใจสําคัญที่สุด ไม่ใช่รัฐธรรมนูญ พิสูจน์ครั้งแล้วครั้งเล่าฉบับเดียวกัน คณะนี้ใช้แล้วไม่มีปัญหา อีกคณะหนึ่ง มาใช้มีปัญหา ความสําคัญของเรื่องนี้ จึงไม่อยู่ที่รัฐธรรมนูญ แต่ความสําคัญของเรื่องนี้ อยู่ที่ตัวของบุคคลโดยเฉพาะ คนสําคัญที่สุดมีปราชญ์เขาเปรียบเปรยเอาไว้ครับว่า ต่อให้โมซาร์ท ต่อให้บีโทเฟน ครับ มาเขียนโน้ตดนตรีดี ๆ ให้ปีศาจให้อเวจีเล่นดนตรี ไม่มีวันจะไพเราะ ต่อให้เอาปี่พระอภัยมณีจับใส่ปากแม่ผีเสื้อสมุทร แล้วก็ชีเปลือย ไม่มีวันครับที่ดนตรีจะไพเราะเพาะพริ้งได้ นี่ละครับกระผมจึงกราบเรียนว่าความสําคัญนั้น อยู่ที่คน ถ้าเราไม่ปรับตัวของเราเข้ากับหลักเกณฑ์หลักการ แต่ไปปรับหลักเกณฑ์หลักการ เข้ากับตัวเรา เปลี่ยนคณะก็เปลี่ยนเหตุผล ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมขอกราบเรียนว่า การแก้รัฐธรรมนูญนั้น ผมมีข้อสังวร มีข้อพึงสังเกต มีคนเคยบอกว่ารัฐธรรมนูญที่เราเล่นอยู่ ทุกวันนี้ ที่แก้อยู่ทุกวันนี้เหมือนกับเล่นเหรียญกลที่มี ๒ ด้าน ปกติเหรียญ ๒ ด้าน ด้านนี้ เป็นหัว อีกด้านหนึ่งก็เป็นก้อย แต่เหรียญที่เรากําลังเล่นอยู่ทุกวันนี้ สังคมเล่นอยู่ทุกวันนี้ เป็นเหรียญที่แปลกครับ ๒ ด้านเหมือนกัน ด้านหนึ่งเป็นหัว พลิกไปอีกด้านหนึ่งก็เป็นหัว ด้านหนึ่งเป็นก้อย พลิกไปอีกด้านหนึ่งก็ยังเป็นก้อย มันแปลความว่าอย่างนี้ท่านประธาน มีการแปลความว่าอย่างนี้ ท่านสังเกตดูให้ดีในประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองของไทย รัฐธรรมนูญ ๑๗-๑๘ ฉบับที่ผ่านมา วิกฤตการณ์นําไปสู่การแก้รัฐธรรมนูญและเมื่อแก้ รัฐธรรมนูญแล้วก็จะนําไปสู่วิกฤตการณ์เห็นไหมครับ พลิกด้านไหนก็เจอวิกฤติ พลิกด้านไหน ก็เกิดปัญหา นี่จึงเป็นข้อที่กระผมมีความเป็นห่วงเป็นใยว่าการแก้รัฐธรรมนูญนั้นผมเกรง จะนําไปสู่วิกฤตการณ์ หมายถึงว่าการแก้ทั้งฉบับ ยกร่างใหม่ทั้งฉบับ แต่ถ้าแก้เป็นประเด็น ๆ โอกาสที่จะเสี่ยงกับวิกฤตการณ์นั้นจะลดน้อยลง ท่านประธานที่เคารพครับ มีบางคน ถึงกับตั้งสมการว่าการแก้รัฐธรรมนูญไม่ว่าครั้งใดเท่ากับวิกฤติ จะเอาประวัติศาสตร์ตอนใด ของบ้านเมืองเรามาเปรียบเทียบก็เป็นอย่างนี้ เปรียบเสมือนว่ารอยเกวียนที่เวียนทับรอยโค ประวัติศาสตร์ไม่เคยเปลี่ยนแปลงในเรื่องอย่างนี้เลย ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ขอกราบเรียนนะครับว่าผมนั้นไม่เห็นด้วยที่จะให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ที่ใช้อยู่ที่มีการแก้ไขเล็ก ๆ น้อย ๆ มาแล้วครั้งหนึ่ง แล้วจะแก้อีก คราวนี้ ผมกราบเรียนนะครับว่า ๓๐๙ มาตรา มีมากมายหลายมาตราที่กระผมไม่ชอบ กระผมคิดเหมือนหลาย ๆ ท่านที่อภิปรายมาแล้วกระผมจะไม่พูดซ้ํา คิดใหม่ก็เหมือนกัน อันนี้ก็ไม่ดี อันโน้นก็ไม่ดี แก้สิครับ แก้เป็นประเด็น ๆ ผมกราบเรียนนะครับว่าผมไม่เห็นด้วยที่ใครก็แล้วแต่ที่จะบอกว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ รับไม่ได้ เพราะมาจากการปฏิวัติ ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าท่านพูดอย่างนี้แล้วหลังจาก ปี ๒๔๗๕ พันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา ที่เป็นหัวหน้าคณะรัฐประหาร เปลี่ยนแปลง การปกครองและมีรัฐธรรมนูญหลายฉบับมาจากหลังปฏิวัติทําไมท่านไม่โต้แย้งจุดนั้นบ้าง ทําไมท่านจึงมาโต้แย้งเฉพาะจุดปี ๒๕๕๐ ท่านประธานครับ ผมไม่ได้ชอบการปฏิวัติ วันนี้ ก็ยังตะขิดตะขวงใจ ๓๐๙ มาตรา มีหลายมาตราที่ผมไม่ชอบแล้วก็ไม่อยากจะรับมันเลย แต่ท่านประธานที่เคารพครับ ผมปฏิเสธความชอบธรรมของการปฏิวัติแล้วนํามาสู่ การแก้รัฐธรรมนูญนั้นไม่ได้ การปฏิวัติชอบไหมครับ ผมไม่ชอบ แต่ปฏิเสธความชอบธรรม ไม่ได้ หลักความชอบธรรมในทางรัฐศาสตร์มี ๓ ข้อ ผมขอใช้คําภาษาอังกฤษเพราะเป็น ศัพท์รัฐศาสตร์ ความชอบธรรม คือลิจิทิเมซี่ (Legitimacy) ครับ ลิจิทิเมซี่ ความชอบธรรม จะเกิดขึ้นได้จากหลัก ๓ ประการ ๑. การกระทํานั้นสําเร็จ ๒. ได้เวลา และ ๓. ประชาชน สนับสนุน ผมถามว่าการปฏิวัติเมื่อปี ๒๕๔๙ สําเร็จไหมครับ สําเร็จ ครองบ้านครองเมือง มาถึง ๒ ปีกว่า มีรัฐบาล มีสภายกร่างรัฐธรรมนูญ ท่านที่เคารพ มีเวลาไหม มี ๒ ปีกว่า ทําสําเร็จและมีเวลา ๒ ปีกว่า ประชาชนเห็นไหมครับ ถ้าเผื่อมีประชาชนเอาดอกไม้ไปมอบ มีการไชโยโห่ร้องแสดงความชื่นชม เราจะปฏิเสธอย่างไรว่าคนไม่สนับสนุน แน่นอน มีคน ไม่น้อยที่คัดค้านแล้วลงดินคัดค้าน ท่านที่เคารพครับ เมื่อเขาปฏิวัติยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมา มีกระบวนการอย่างที่เราได้เห็น แล้วเราจะปฏิเสธอย่างไร ท่านที่เคารพครับ เนื่องจาก กระผมมีเวลาเพียง ๑๐ นาที ก็ขอกราบเรียนนะครับว่า กระผมขอแสดงความเห็นคัดค้าน ในการยกร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ แต่ไม่ปฏิเสธในการที่จะแก้ไขเป็นประเด็น ๆ อย่างที่ ทํามาแล้ว ด้วยความเคารพอย่างสูงครับ