รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕

อภิวันท์ วิริยะชัย อภิปรายสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยกล่าวหาว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันอดีตนายกรัฐมนตรีและพรรคการเมืองที่ไม่พึงประสงค์ และส่งผลเสียหายต่อระบอบประชาธิปไตย นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการปฏิรูปศาลรัฐธรรมนูญและผู้พิพากษาประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และการยุบพรรคการเมืองและการตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรค ซึ่งเขาเชื่อว่าขัดต่อหลักประชาธิปไตยและหลักนิติธรรม และเรียกร้องการแก้ไขกฎหมายดังกล่าว

พันเอก อภิวันท์ วิริยะชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พันเอก อภิวันท์ วิริยะชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา จะขออภิปรายสนับสนุนร่างแก้ไข รัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับ อยากจะเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ ประเทศไทยของเรา มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หลักการ ที่สําคัญของระบอบประชาธิปไตยก็คือว่าประชาชนทุกคนมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มีสิทธิและมีความเสมอภาคเท่าเทียมกัน ระบอบประชาธิปไตยอํานาจสูงสุด คืออํานาจ ของประชาชนประชาธิปไตยนั้นยึดถือเสียงข้างมากเป็นมติ แต่อย่างไรก็ตามเสียงข้างมาก ก็ต้องรับฟังเสียงข้างน้อย ประชาธิปไตยที่สง่างามที่ดีงามนั้นทุกฝ่ายต้องรับฟังความคิดเห็น ที่แตกต่างด้วยความสบายใจ แล้วก็พร้อมที่จะทําให้ความแตกต่างนั้นลดน้อยที่สุด จนในที่สุด ได้กลายเป็นความเห็นร่วมกัน วันนี้ก็เหมือนกันครับ เราได้นําความคิดเห็นที่แตกต่าง มาอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในรัฐสภาแห่งนี้เพื่อให้มวลสมาชิกรัฐสภาทุกท่าน นําไปตรึกตรองแล้วก็ใช้วิจารณญาณที่เห็นสมควรพิจารณาว่าจะสนับสนุนการแก้ไขกฎหมาย รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ หรือไม่ ท่านประธานครับ ก่อนที่ผมจะอภิปรายสนับสนุน อยากจะเรียนอย่างนี้ครับว่าปัญหาของบ้านเมืองของเรา ๖ ปีที่ผ่านมานั้น แท้ที่จริงแล้ว เป็นปัญหาการแย่งชิงอํานาจทางการเมืองระหว่างคน ๒ กลุ่ม ระหว่างพรรคการเมือง ๒ พรรค ทั้ง ๒ พรรคต่างก็มีผู้สนับสนุนไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน เมื่อเกิดปัญหาทางการเมือง แทนที่จะต้องใช้วิถีทางทางการเมืองเข้ามาแก้ปัญหากลับมีการทําการรัฐประหาร ซึ่งถือว่า เป็นโชคร้ายของชาติบ้านเมืองของเรา ผลจากการทํารัฐประหารทําให้บ้านเมืองถอยหลังไป ๓๐ ปี หลังจากนั้นก็มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ท่านประธานที่เคารพครับ นักปราชญ์ ได้บอกว่าไม่มีคณะรัฐประหารใดในโลกที่ไม่คิดสืบทอดอํานาจ อันนี้เป็นเรื่องจริง เพราะว่า ผู้ทําการรัฐประหารนั้นก็จะเกรงกลัวว่าตนจะถูกผู้ที่เราล้มล้างกลับมาแก้แค้น เพราะฉะนั้น ก็จะต้องสืบทอดอํานาจทุกคณะ คณะรัฐประหาร ปี ๒๕๔๙ ก็เช่นเดียวกันไม่มีข้อยกเว้น แล้วปราชญ์ก็ยังบอกอีกครับว่าคณะกลุ่มใดออกกฎหมายก็จะออกกฎหมายเพื่อเอื้ออํานวย กับคนกลุ่มนั้น ๆ การออกกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ออกโดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งตั้งโดยคณะรัฐประหารส่วนใหญ่เป็นข้าราชการเก่า บางส่วนก็เป็นนักวิชาการ ที่นิยมชมชอบการทํารัฐประหาร ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชน ไม่ได้มี การยึดโยงจากประชาชน เพราะฉะนั้นเขาเหล่านั้น ท่านเหล่านั้นก็จะขาดจิตวิญญาณ ของความเป็นประชาธิปไตยไปโดยปริยาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าราชการผู้ใหญ่บางคน เรามีวัฒนธรรมประเพณีหลายท่านคิดว่าประชาชนเป็นลูกน้องของข้าราชการเหล่านั้น เพราะฉะนั้นจิตวิญญาณในการร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญก็จะไม่ให้ความสําคัญอํานาจ ของประชาชน ท่านประธานครับ กฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายแม่บทของประเทศชาติ เป็นกฎหมาย มหาชน ทุกประเทศทั่วโลกกฎหมายมหาชนจะต้องเป็นกฎหมายในเชิงบวกหรือโพซิทีฟ ลอว์ (Positive Law) เป็นกฎหมายในเชิงสร้างสรรค์ เขาจะบอกว่าคุณทําอะไรได้บ้าง คุณควรทํา อะไร กฎหมายมหาชนไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะเป็นกฎหมายในเชิงลบ คือห้ามทําอ้ายโน่น ห้ามทําอ้ายนี่ ถ้าทําแล้วจะต้องถูกลงโทษ อันนี้คือหลักปฏิบัติที่เป็นสากล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กฎหมายรัฐธรรมนูญนั้นเมื่อเป็นหลักของบ้านเมืองของเรา การร่างรัฐธรรมนูญจะต้อง ร่างอย่างกลาง ๆ ไม่สุดโต่งไปด้านใดด้านหนึ่ง ต้องร่างโดย ปราศจากอคติทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น อคติด้วยความรัก ไม่ว่าจะเป็นอคติด้วยความโกรธ ไม่ว่าจะเป็นอคติด้วยความเกลียด ท่านประธานที่เคารพครับ กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ร่างขึ้นโดยพื้นฐาน ของความระแวงและไม่ไว้วางใจอดีตนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่ง และไม่ไว้วางใจพรรคการเมือง พรรคหนึ่ง ท่านทั้งหลายครับ ท่านประธานครับ ได้มีกับดักทางการเมืองไว้ทําลาย อดีตนายกรัฐมนตรีและพรรคการเมืองนั้น ๆ ไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ทําไมผมถึงพูดอย่างนั้นครับ มีเพื่อนของผมท่านหนึ่งเป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งเป็น ผู้มีบทบาทในการร่างรัฐธรรมนูญอยู่ในคณะ คมช. เคยมาปรารภกับผมและเพื่อน ๆ ว่า อดีตนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่งเก่ง แล้วมีสตางค์เยอะ เพราะฉะนั้นการออกกฎหมายที่ป้องกัน ไม่ให้อดีตนายกรัฐมนตรีท่านนี้กลับมามีอํานาจทําได้ยาก นั่นก็หมายความว่า การออกกฎหมาย กฎหมายรัฐธรรมนูญนี้ได้วางแนวทางไว้ชัดเจนก่อนการทํากฎหมายรัฐธรรมนูญว่า จะป้องกัน นักการเมืองคนหนึ่ง พรรคการเมืองหนึ่ง ท่านประธานครับ ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ของคณะร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาคิดว่าจะทําลายคนคนหนึ่ง คิดว่าจะทําลายพรรคการเมืองหนึ่ง แต่ผลกระทบมีมหาศาลเพราะว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญนั้นใช้บังคับต่อพี่น้องประชาชนคนไทย ทั่วประเทศ ผลเสียหายเกิดขึ้นอย่างไรครับ เกิดขึ้นกับระบอบประชาธิปไตยที่ผิดเพี้ยนไปของเรา เกิดผลกระทบขึ้นกับพี่น้องประชาชนที่เขาต้องการเลือกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง ขึ้นมาเป็นรัฐบาล แต่ก็มาบิดพลิ้วอํานาจของประชาชนให้พรรคการเมืองอีกพรรคหนึ่ง เป็นรัฐบาล ท่านประธานที่เคารพครับ กับดักอยู่ในกฎหมายรัฐธรรมนูญนั้นหลายองค์กร ผมจะพูดสั้น ๆ เฉพาะเพียงแค่ ๓ องค์กรที่ชัดเจน ๓ องค์กรที่ว่าก็คือ ๑. วุฒิสภา องค์กร ที่ ๒ ก็คือศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรที่ ๓ ก็คือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต แห่งชาติ ซึ่งผมขอใช้ตัวย่อว่า ป.ป.ช. จะเห็นได้ว่าการเตรียมการทําลายพรรคการเมืองนั้น วางแผนกันถึงการเลือกตั้ง ๓ สมัย หรือ ๙ ปี เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าทั้ง ๓ องค์กร มีวาระในการดํารงตําแหน่ง ๙ ปี ทั้ง ๓ องค์กร ทั้ง ๆ ที่โดยปกติแล้วองค์กรที่มีอํานาจมาก อย่างนี้ วาระในการดํารงตําแหน่งไม่ควรเกิน ๔ ปี หรืออย่างมากก็ไม่เกิน ๕ ปี แต่ต้องการ ให้มีการเลือกตั้ง ๓ ครั้ง ๙ ปี เพื่อให้พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งสูญหายไปจาก วงการการเมืองไทย อันนี้คือข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ ท่านประธานที่เคารพครับ การมีวุฒิสภาที่มีอํานาจมาก อํานาจทั้งให้ความเห็นชอบบุคคลดํารงตําแหน่งและอํานาจ ในการถอดถอนบุคคลดํารงตําแหน่งหรือนักการเมืองทั้งหลายถือว่ามีอํานาจมาก ผู้ที่ถืออํานาจนี้จะต้องมาจากการเลือกตั้งคือได้รับมอบอํานาจจากพี่น้องประชาชน แต่ได้ออกแบบให้มีวุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง ๗๗ ท่าน แล้วก็มาจากการคัดสรรซึ่งผมถือว่า เป็นการคัดสรรที่ไม่มีประสิทธิภาพ โดยการคัดสรรจากบุคลากรเพียง ๗ ท่าน ส่วนใหญ่ มาจากวงการศาล และอีกส่วนใหญ่มาจากผู้ดํารงตําแหน่งในองค์กรตามรัฐธรรมนูญ มันมีประโยชน์ทับซ้อนครับท่านประธาน เพราะว่าองค์กรตามรัฐธรรมนูญเลือกวุฒิสมาชิกคัดสรร ผมขออนุญาตเรียกว่า วุฒิสมาชิกแต่งตั้ง เลือกมาแล้ววุฒิสมาชิกเหล่านี้ท่านก็มีอํานาจ ในการถอดถอนผู้ดํารงตําแหน่งในองค์กรตามรัฐธรรมนูญ มันเห็นชัดเจนว่าประโยชน์ทับซ้อน วุฒิสมาชิกแต่งตั้งท่านใดล่ะครับที่จะกล้าไปถอดถอนคนที่เลือกตัวเองเข้ามาเป็นวุฒิสมาชิก อันนี้เป็นเรื่องธรรมดาซึ่งผมจะไม่ขอเอ่ยในลักษณะตัวบุคคล มันเป็นหลักการที่เกิดขึ้น ท่านประธานที่เคารพครับ โดยหลักแล้วผู้ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนสมควรจะมี อํานาจถอดถอนผู้ที่มาจากการแต่งตั้ง ทีนี้กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้กลับตรรกครับ แทนที่จะให้ฝ่ายเลือกตั้งถอดถอนฝ่ายแต่งตั้ง กลับไปมอบอํานาจที่ยิ่งใหญ่มหาศาลให้กับวุฒิสมาชิกที่มาจากการแต่งตั้งมีอํานาจในการ ถอดถอน ส.ส. หรือนักการเมือง หรือใครก็ตามที่มาจากการเลือกตั้ง เป็นการผิดหลัก ประชาธิปไตยอย่างชัดเจน ผมขอเสนออย่างนี้ครับ บันทึกไว้เลยครับ เพื่อให้ สสร. หรือให้คณะกรรมาธิการได้นําไปพิจารณา ถ้าหากว่ายังคงดํารงอํานาจอย่างมากของวุฒิสภา ในการถอดถอน ท่านจะต้องมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด แต่ถ้าลดอํานาจในการถอดถอน เหลือแต่เป็นเพียงให้การรับรองกฎหมาย ท่านมาจากการแต่งตั้งทั้งหมดได้ครับ แต่ผมเป็นคน มองโลกในแง่ดีครับ วุฒิสมาชิกส่วนหนึ่งก็ต้องการให้มาจากสาขาวิชาชีพอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นการเลือกตั้งอย่างเดียวนั้นไม่สามารถเป็นหลักประกันได้ว่าตัวแทนสาขาวิชาชีพ จะมีโอกาสเข้ามาเป็นวุฒิสมาชิก เพราะฉะนั้นผมเสนออย่างนี้ครับ ก็จะต้องมีองค์ประกอบ ของทั้งส่วนที่มาจากการเลือกตั้ง และส่วนที่มาจากการสรรหา แต่จํานวนอัตราส่วน ของผู้ที่มาจากการเลือกตั้งต้องมีจํานวนมากกว่า เพราะมีอํานาจมาก ผมขอเสนอ ๒ เท่าครับ และวุฒิสมาชิกที่มาจากการสรรหามีจํานวน ๑ เท่า เช่น มีวุฒิสมาชิกทั้งหมด ๒๔๐ คน มาจากการเลือกตั้ง ๑๘๐ คน และมาจากการสรรหาตามวิชาชีพอีก ๘๐ คน เราก็จะได้ องค์ประกอบของวุฒิสภาที่มีคุณภาพมาก แล้วก็ได้เป็นตัวแทนของสาขาวิชาชีพโดยตรง ยกตัวอย่างเช่น อย่างต้องการหมอก็ให้แพทยสภาเขาเลือกกันเองว่าเอาหมอชนบทมา ๑ คน เอาหมอในเมืองเข้ามา ๑ คน เป็นตัวแทนวุฒิสมาชิกสรรหา สถาปนิกก็เช่นเดียวกันครับ ก็ให้ สถาปนิกสยามเลือกตัวแทนของเขาเข้ามาเป็นตัวแทนในวุฒิสภา ทําอย่างนี้ในทุกสาขาวิชาชีพ เราก็จะได้องค์ประกอบของวุฒิสภาที่เป็นองค์ประกอบที่สามารถทํางาน และมีความ เป็นกลางทางการเมืองได้อย่างแท้จริง ก็เป็นข้อเสนอในส่วนของวุฒิสภา

ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขอเอาศาลรัฐธรรมนูญแต่เพียงนิดหน่อย ก็แล้วกันนะครับ เวลาจํากัด ศาลรัฐธรรมนูญและ ป.ป.ช. ก็เช่นเดียวกัน ที่มา ขององค์ประกอบนั้นไม่ได้มีการยึดโยงจากประชาชนเลย แล้วส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ประกอบอาชีพ ตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญและ ป.ป.ช. นั้นเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องให้คุณให้โทษทางการเมือง เพราะฉะนั้นองค์ประกอบไม่ควรเอาข้าราชการฝ่ายตุลาการเป็นหลัก ควรจะเปิดโอกาส ให้ข้าราชการประเภทอื่นหลากหลายอาชีพเข้ามาเป็นหนึ่งในองค์ประกอบของศาลรัฐธรรมนูญ ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าจะต้องมีองค์กรตามรัฐธรรมนูญทั้ง ๒ องค์กรนี้ไว้เพื่อทําการตรวจสอบ การทุจริตและประพฤติมิชอบของบรรดานักการเมือง แต่อย่างไรก็ตามวาระในการดํารง ตําแหน่ง ไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะเป็น ๙ ปี บุคคลใดก็ตามที่มีอํานาจมาก ๆ และอยู่ในเวลามาก ๆ เขาเหล่านั้นจะกลายเป็นผู้มีอิทธิพลเสียเอง อันนี้คือหลักธรรมชาติครับ เพราะฉะนั้น ผมขอเสนอครับ องค์กรตามรัฐธรรมนูญทั้งหลาย ซึ่งองค์กรอื่นๆ ปรากฏว่ามีวาระ ในการดํารงตําแหน่งแค่เพียง ๖ ปี แต่องค์กรตามรัฐธรรมนูญ ๒ องค์กรที่มีอํานาจมาก กลับมีวาระในการดํารงตําแหน่งถึง ๙ ปี ผมขอเสนอว่าลดเหลือ ๕ ปีนะครับ เราก็จะได้ บุคคลอื่น ๆ ที่เข้ามาทําหน้าที่ในองค์กรทั้ง ๒ องค์กรนี้ วุฒิสมาชิกก็เช่นเดียวกันครับ ทําไม ผมถึงบอกให้สรรหาจากสาขาวิชาชีพ เพราะเราเห็นชัดเจนนะครับว่าการสรรหาโดยคน ๗ คน ไม่มีประสิทธิภาพครับ เราสังเกตจากอะไรครับ สังเกตจากการสรรหาวุฒิสมาชิก รอบที่ ๒ มีวุฒิสมาชิกท่านที่ผ่านการสรรหาในรอบแรกเข้ามาเป็นอีกจํานวนมากนะครับ จํานวนมากครับ เพราะฉะนั้นมันก็มีข้อสังเกตอยู่ ๒ อย่างว่ากระบวนการในการสรรหา ไม่ถูกต้องหรืออย่างไร บรรดาผู้สรรหาทั้ง ๗ ท่าน ไม่รู้จักคน ๖๓ ล้านคนดีพอหรืออย่างไร หรือก็มีความคิดเห็นประการที่ ๒ ก็คือว่าประเทศไทยมีคนดี มีความรู้ มีความสามารถ ที่เหมาะจะมาเป็นวุฒิสมาชิกอยู่แค่เพียงเท่านี้นะหรือ อันนี้ก็เป็นเรื่องธรรมดาของการสรรหา โดยบุคลากรเพียง ๗ คน เพราะฉะนั้นมันมีความจําเป็นที่จะต้องให้สรรหาโดยสาขาวิชาชีพ เขาจะรู้กันดีนะครับ

ท่านประธานครับ นอกจากนั้นมาตรา ๒๓๗ เปิดโอกาสให้มีการยุบพรรคการเมือง ตัดสิทธิคณะกรรมการบริหารพรรค มันขัดต่อหลักประชาธิปไตย ขัดต่อหลักนิติธรรมชัดเจน ผู้ที่ไม่ได้กระทําผิดแต่ต้องรับผิดด้วย ผมเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยไปร่วมประชุมองค์การ รัฐสภาโลกหลายครั้ง ครั้งสุดท้ายเมื่อปลายปีที่ผ่านมาที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ องค์การ รัฐสภาโลกได้รับเรื่องร้องทุกข์จากบรรดาผู้ถูกตัดสิทธิทั้งหลายครับ เขานําไปพิจารณา ประชุมกันโดยคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนขององค์การรัฐสภาโลกหลายครั้ง ผมต้องเรียน ให้ทราบครับ องค์การรัฐสภาโลกคือที่ประชุมของรัฐสภาทั่วโลกจํานวน ๑๔๐ กว่าประเทศ เขาได้ข้อสรุปและข้อยุติในเรื่องการยุบพรรคการเมืองและการตัดสิทธิคณะกรรมการบริหาร พรรคการเมืองในประเทศไทยว่าอย่างไรครับ ขออภัยต้องใช้ภาษาอังกฤษนะครับ เขาใช้ว่า คอนเดมเนชั่น (Condemnation) หมายความว่าประณามประเทศไทย ประณามประเทศไทย ว่าอะไร ว่าการตัดสิทธิการยุบพรรคการเมือง การตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรค เป็นวิถีทาง ที่ขัดต่อหลักการของประชาธิปไตยอย่างรุนแรง เป็นวิถีทางที่ขัดต่อหลักนิติธรรมอย่างรุนแรง เช่นเดียวกัน แล้วก็ขอให้บอกว่าให้ประเทศไทยไปแก้ไขกฎหมายอันนี้เสีย เพราะเขาบอกว่า อะไรครับ การที่อ้างว่าเป็นการดําเนินการตามกฎหมายนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ชอบธรรมอย่างยิ่ง เพราะกฎหมายที่ว่านั้นเป็นกฎหมายที่เขาใช้คําภาษาอังกฤษว่า อาฟเตอร์ คูเดทา (After coup d’état) เป็นกฎหมายที่เกิดขึ้นภายหลังจากการทํารัฐประหารครับ อันนี้ เป็นข้อหนึ่งที่ผมจะต้องเรียนบรรดาพี่น้องให้ได้รับทราบ ให้บรรดาเพื่อนสมาชิกได้รับทราบว่า มันจึงมีความจําเป็นครับ เพราะว่าพรรคการเมืองนั้นเป็นสถาบัน เป็นองค์กรเช่นเดียวกัน กับมหาวิทยาลัยต่าง ๆ เพราะฉะนั้นการทําผิด ใครทําผิดจะต้องถูกลงโทษตามโทษานุโทษ ผมไม่ปฏิเสธนะครับว่าท่านใดทําผิดแล้วจะไม่ถูกลงโทษก็ต้องถูกลงโทษไปตามโทษานุโทษ แต่การยุบพรรคและตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรคต้องยกเลิกครับ ท่านประธานที่เคารพครับ หน้าที่ของบรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสมาชิกนั้นที่มาจากการเลือกตั้ง เราไม่ใช่ มีหน้าที่แต่เพียงออกฎหมายแต่เพียงอย่างเดียว เรามีหน้าที่หลักถึง ๔ ประการครับ

หน้าที่แรก คือออกกฎหมายในสภา

หน้าที่ที่ ๒ คือตรวจสอบการทํางานของรัฐบาลผ่านคณะกรรมาธิการ ผ่านการตั้งกระทู้ถามการตรวจสอบต่าง ๆ

แต่หน้าที่ที่สําคัญประการที่ ๓ ก็คือจะต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับสังคม อันนี้เป็นหน้าที่หลักของพวกเราทุกคน

หน้าที่ประการสุดท้ายที่สําคัญอย่างยิ่งครับ จะต้องรับทราบปัญหา ของพี่น้องประชาชนแล้วนําปัญหานี้มาสะท้อนให้กับฝ่ายบริหารเพื่อนําไปแก้ไขปัญหา ของพี่น้องประชาชน แต่กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ร่างขึ้นมาด้วยความไม่ไว้ใจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ร่างขึ้นมาโดยคิดว่าคนที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือนักการเมืองนั้นเป็นคนเลวเสียทั้งสิ้น

ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้ทําหน้าที่เป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎร มาเกือบ ๔ ปี ได้ทําหน้าที่ที่ผมสามารถยืนยันว่าผมทําหน้าที่ด้วยความเป็นธรรม ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ จะขอเรียนให้ท่านประธานได้รับทราบว่าบัดนี้ประชาชนเขาพัฒนาไปมาก เกี่ยวกับเรื่องการเมืองและประชาธิปไตย การเลือกตั้งนั้นเขาเลือกบุคลากรที่มีคุณภาพครับ ผมเรียนยืนยันต่อหน้าเพื่อนสมาชิกรัฐสภาทุกท่านครับ ขณะนี้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เกิน ๘๐ เปอร์เซ็นต์เป็นคนดีมีความรู้ มีความสามารถ แล้วก็เป็นคนที่มีคุณธรรม แต่ผม ไม่ปฏิเสธครับเราก็มีคนที่ออกนอกลู่นอกทางไปบ้าง ซึ่งมีจํากัดมีจํานวนไม่มาก แล้วทําไม เอาข้อด้อยมาเพื่อกีดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพราะฉะนั้น มาตรา ๒๖๖ ก็เช่นเดียวกันครับก็ต้องยกเลิกครับ ห้ามไม่ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือวุฒิสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งสะท้อนปัญหาของประชาชนให้กับฝ่ายบริหารนําไป แก้ไข ถือว่าเป็นการห้ามสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสมาชิกไม่ให้ปฏิบัติหน้าที่ที่ตัวเอง สมควรจะต้องปฏิบัติ ขัดต่อหลักประชาธิปไตยอย่างสิ้นเชิง ท่านประธานที่เคารพครับ การออกกฎหมายรัฐธรรมนูญโดยมีความรู้สึกอคติส่งผลชัดเจนครับ เราได้เห็นการตัดสิน ทางการเมืองเรื่องการยุบพรรคหรือไม่ยุบพรรค หรือเห็นเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เป็น สองมาตรฐาน ประชาชนรับรู้ได้ผมขอไม่อธิบายรายละเอียด ก็เนื่องจากเกิดช่องว่างปุ๊บ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องการจะเป็นประชาธิปไตยแต่แฝงเนื้อหาของเผด็จการเอาไว้ เราจึงเรียกว่ารัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการซ่อนรูป ถ้าเผด็จการตรง ๆ ไม่ค่อยน่ากลัว เผด็จการ ซ่อนรูปน่ากลัวกว่า จึงเป็นปัญหาให้เกิดขึ้นใน ๓-๔ ปีที่ผ่านมาของประเทศชาติของเรา ท่านประธานครับ ตัวอย่างอันหนึ่งที่เห็นชัดเจนว่าเขียนโดยความมีอคตินี้คือมาตรา ๓๐๒ ท่านบรรดาสมาชิกเปิดดูหน้า ๒๓๔ วรรคแปด วรรคที่ ๒ รองจากสุดท้าย ไปเปิดโอกาส ให้องค์กรตามรัฐธรรมนูญออกกฎหมายลูกได้เอง เสนอกฎหมายลูกได้เอง แล้วก็กลัวว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาจะทําให้กฎหมายนั้น ๆ ตกไปง่าย ก็เขียน ด้วยความมีอคติครับ ท่านไปอ่านดูมาตรา ๓๐๒ วรรคแปด วรรคที่ ๒ รองจากสุดท้าย เขียนไว้ว่า ในการลงมติแก้ไขเพิ่มเติมหรือไม่ให้ความเห็นชอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญใด ๆ ต้องมีเสียงเกินกึ่งหนึ่งของแต่ละสภา นั่นหมายความว่าอย่างไรครับ เขียนด้วยความระแวง กลัวว่าพระราชบัญญัติจะตกง่าย ก็เขียนให้พระราชบัญญัติมันตกยาก ๆ ปกติจะต้องเขียนว่า การให้ความเห็นชอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ จะเห็นชอบก็ต้องด้วย คะแนนเสียงเห็นชอบเกินกึ่งหนึ่ง ทีนี้ก็เกิดปัญหาสิครับ สภาผู้แทนราษฎรมี ส.ส. ๕๐๐ คน มีอยู่วันหนึ่งมีผู้มาร่วมประชุม ๔๖๐ คน ๔๖๐ คนนะครับ แล้วก็มีพระราชบัญญัติลูกเข้ามา ปรากฏว่ามีผู้ไม่ให้ความเห็นชอบ ๒๔๐ คะแนน แล้วก็มีผู้ให้ความเห็นชอบ ๒๒๐ คะแนน ถามว่าเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นท่านประธานจะวินิจฉัยอย่างไร เห็นชอบ ๒๒๐ คะแนน ไม่เห็นชอบ ๒๔๐ คะแนน ข้อปฏิบัติก็คือไม่เห็นชอบใช่ไหมครับ เพราะเห็นชอบมันน้อยกว่า ไม่เห็นชอบ แต่ไม่เห็นชอบไม่ได้ เพราะไปติดกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่เขียนด้วย ความมีอคติไว้ว่าถ้าจะไม่เห็นชอบต้องไม่เห็นชอบด้วยคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งก็คือ ๒๕๑ คะแนน ทีนี้ทําอย่างไรครับ เดินหน้าก็ไม่ได้ ถอยหลังก็ไม่ได้ มาตรการอย่างนี้ก็ต้อง แก้ไขครับ แล้วมีอย่างนี้อยู่หลายมาตราครับ ผมในฐานะเป็นผู้ใช้ผมเห็นปัญหาที่เกิดขึ้น ก็ฝากคณะกรรมาธิการหรือ สสร. ร่างขึ้นมาแล้วก็นําไปแก้ไขด้วย ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเห็นด้วย เห็นชอบในหลักการการตั้ง สสร. ตามมาตรา ๒๙๑ ประโยชน์ของการตั้ง สสร. เพื่ออะไรครับ เพราะรัฐธรรมนูญทุกฉบับไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ หรือแม้กระทั่งธรรมนูญการปกครองของคณะรัฐประหาร ล้วนมีทั้งความดี และความไม่ดี การตั้ง สสร. นั้นเพื่อเปิดโอกาสให้นําเอาส่วนที่ดีของรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับ มาใช้ในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อันนี้จะเห็นเลยครับประโยชน์มหาศาล ผมเห็นชอบ ในหลักการในการให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชน โดยตรง ประโยชน์คืออะไรครับ เขาก็จะมีความรู้สึกมีจิตวิญญาณของความเป็น ประชาธิปไตย เขาจะให้ความสําคัญต่ออํานาจประชาชน ท่านประธานครับ แต่ผมไม่เห็นด้วย ในรายละเอียดเพราะการเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญจังหวัดละ ๑ คน ยังไม่สะท้อน ความเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ เพราะว่าประชากรในแต่ละจังหวัดไม่เท่าเทียมกัน เราควรจะนําจํานวนประชากรเข้ามาเป็นเครื่องประกอบในการเลือกตั้งสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญด้วย เช่น ตั้งเกณฑ์ไว้ ๖๐๐,๐๐๐ คนต่อ สสร. ๑ ท่าน เราก็จะได้ สสร. ทั่วประเทศ กรุงเทพมหานคร ๑๐ ท่าน จังหวัดเชียงใหม่อาจจะ ๓ ท่านหรือ ๒ ท่าน เราจะมี สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น ๑๑๑ คน ตัวเลขพ้องกับ ๑๑๑ คนพอดี แล้วหลังจากนั้น เราก็ไปเอาส่วนประกอบจากนักวิชาการซึ่งเห็นชอบตามร่างเดิม ไปแบ่งสัดส่วนให้ดี นักวิชาการฝ่ายนิติศาสตร์ ๑๓ คน นักวิชาการฝ่ายรัฐศาสตร์ ๑๓ คน และนักวิชาการอื่น ๆ หรืออาชีพอื่น ๆ อีก ๑๓ คน เราก็จะมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญถึง ๑๕๐ คน

เรื่องที่ ๒ ที่เห็นแตกต่างในรายละเอียดครับ ทุกร่างกําหนดให้ สสร. จะต้อง ร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญให้เสร็จสิ้นภายใน ๖ เดือนหรือ ๑๘๐ วัน ท่านประธานครับ กฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องสําคัญ กฎหมายรัฐธรรมนูญที่ดีก็จะนําพาชาติบ้านเมืองของเรา ไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง หากว่าเราผิดพลาดไปสร้างรัฐธรรมนูญที่ไม่ดี ผลกระทบก็จะ ตกอยู่กับพี่น้องประชาชน ผมขอเสนอเพื่อให้คณะกรรมาธิการได้นําไปพิจารณา สสร. จะมี โอกาสในการร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จสิ้นควรใช้เวลา ๑ ปี เพื่ออะไรครับ เพื่อความรอบคอบ และการรับฟังเสียงของประชาชนเป็นเรื่องสําคัญ เพราะฉะนั้น สสร. จะต้องมีหน้าที่ในการ ทําประชาพิจารณ์ รับฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชน ต้องใช้เวลา ๑ ปี ท่านประธานครับ ผมไปร่วมประชุมสภาโลกหลายครั้ง ขณะนี้องค์การรัฐสภาโลก เขามีมติชัดเจนให้ทุกประเทศสนับสนุน ให้สุภาพสตรีเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง เพราะสถิติเขาบอกว่านักการเมืองสุภาพสตรีมีความรับผิดชอบมากกว่าสุภาพบุรุษ เพราะฉะนั้นต้องฝาก สสร. ด้วยครับ ท่านต้องเขียนรัฐธรรมนูญเพื่อเอื้ออํานวยให้สุภาพสตรี เข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองให้มากขึ้น ๆ แต่ต้องไม่ใช้ในลักษณะบังคับนะครับ ก็เป็น อีกเรื่องหนึ่งที่จะกราบเรียนท่านประธานเพื่อบันทึกไว้ในสภาแห่งนี้ ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญที่ออกมานี่อาจจะเกิดการลิดรอนสิทธิของบุคคลที่ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ซึ่งดํารงตามกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ไม่ว่าจะเป็น ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้ง และมาจากการแต่งตั้ง ถ้าหากว่าเราไปกําหนดว่าวาระในการดํารงตําแหน่งเหลือ ๔ ปีนี้ ก็เป็นการรอนสิทธิ บุคคลที่ดํารงตําแหน่งในองค์กรตามรัฐธรรมนูญก็เช่นเดียวกัน อาจจะถูก รอนสิทธิตามกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ การออกกฎหมายรอนสิทธิย้อนหลังเป็นเรื่อง ไม่สมควรกระทําอย่างยิ่งในการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นก็ต้องฝากไว้นะครับ สสร. ท่านก็จะต้องมีบทเฉพาะกาล ให้ผู้ที่ถูกลิดรอนสิทธิท่านสามารถดํารงตําแหน่งเดิมได้ จนสิ้นวาระในการดํารงตําแหน่งของท่าน ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ผมจะฝากท่านประธานไปยัง สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่จะเกิดขึ้น ท่านประธานครับ กฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมาย สําคัญของประเทศ เรามีเป้าหมายหรือมีสมมุติฐานว่าคนไทยทุกคนจะต้องรู้กฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎหมายรัฐธรรมนูญพี่น้องประชาชนต้องรู้ครับ แต่ถ้าหากว่าเรามีมาตรา เป็นจํานวนมากถึง ๓๐๐ กว่ามาตรานั้นผมกล้าท้าเลยครับว่าไม่มีใครที่จะจําได้หมด ผมเอง มีหน้าที่ในการเป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎร เวลาเปิดสภาแต่ละครั้งผมยังต้องเอา ๓๐๙ มาตรามานั่งท่องครับ เพราะฉะนั้นก็ต้องฝากกราบเรียนครับ ประเทศอังกฤษ มี ๕๑ มาตรา ประเทศญี่ปุ่นมี ๙๓ มาตรา ประเทศฝรั่งเศส ประเทศนอร์เวย์มีไม่เกิน ๑๐๐ มาตรา ขอความกรุณา สสร. ร่างกฎหมายด้วยถ้อยคําที่กระชับ เข้าใจง่าย และมี จํานวนมาตราไม่ควรเกิน ๑๒๐ มาตรา อันนี้เป็นข้อคิดเห็นครับ เพราะอะไร เพราะว่า จะทําให้เกิดความง่ายต่อพี่น้องประชาชนที่จะสามารถจํากฎหมายรัฐธรรมนูญนี้ได้

อีกเรื่องหนึ่งที่ผมอยากจะเสนอก็คือว่า หน้าที่ของสมาชิกรัฐสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสมาชิก หน้าที่ของเราคืออะไรครับ ออกกฎหมายใช่ไหมครับ แก้ไขกฎหมายใช่ไหมครับ เพราะฉะนั้นความรับผิดชอบในการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ต้องอยู่ในภาระหน้าที่ของพวกเราครับ แต่ทุกร่างเขียนเหมือนกันหมดครับว่า เมื่อ สสร. ร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญเสร็จแล้วให้นําไปทําประชามติ แล้วหลังจากนั้นก็ดําเนินการ ตามมาตรา ๑๕๐ และมาตรา ๑๕๑ โดยอนุโลม อันนั้นผมไม่ขัดข้อง แต่สิ่งหนึ่งก็คือบรรดา พวกเรา บรรดาสมาชิกรัฐสภาเราหนีความรับผิดชอบไม่ได้ครับ เพราะฉะนั้นหลังจากที่ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญเสร็จจะต้องนําเข้ารัฐสภาให้ได้รับ ความเห็นชอบจากบรรดาสมาชิกวุฒิสภา บรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสียก่อน โดยไม่มีการแก้ไข ถ้าหากว่าสมาชิกรัฐสภาไม่เห็นชอบก็ต้องส่งกลับไปให้ สสร. ดําเนินการ แก้ไขใหม่ สมาชิกหลายท่าน นักวิชาการหลายคนได้บอกว่า เป็นการเซ็นเช็คเปล่า ผมเรียนอย่างนี้ครับ ถ้าเรากําหนดหัวข้อให้ชัดเจนว่าจะต้องแก้อย่างโน้น แก้อย่างนี้แล้ว สสร. ต้องทําตาม เมื่อเริ่มต้นกระบวนการก็ไม่เป็นประชาธิปไตยเสียแล้ว เพราะฉะนั้น รัฐธรรมนูญก็จะไม่เป็นประชาธิปไตยครับ แต่สิ่งสําคัญก็คือเราจะต้องให้ สสร. เขารับฟัง ความคิดเห็นของประชาชน เรายังมีบทบาทภาระหน้าที่ในการจะให้ความเห็นชอบหรือไม่ เห็นชอบในท้ายที่สุดได้ เมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบเสร็จก็นําไปทําประชามติ เมื่อประชามติผ่าน จึงจะนําความกราบบังคับทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

อีกเรื่องหนึ่งที่พี่น้องประชาชนและบรรดาเพื่อนสมาชิกไม่สบายใจเขาบอกว่า เซ็นเช็คเปล่า เมื่อเซ็นเช็คเปล่าแล้ว สสร. จะไปทําอะไรก็ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่อง สถาบัน ผมว่าเรื่องนี้ไม่ยากครับ ผมมั่นใจนะครับ ใครก็ตามที่มาเป็น สสร. เขาไม่ยุ่งกับเรื่อง หมวดสถาบันอยู่แล้ว แต่ถ้าหากว่าบรรดาสมาชิกยังไม่สบายใจครับ กรรมาธิการนี่แก้ได้ครับ แก้ได้โดยแก้ไขในร่างของร่างใดร่างหนึ่งที่จะเป็นหลัก แก้โดยบอกว่า ห้าม สสร. แก้ไข รายละเอียดในหมวด ๒ คือหมวดสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นการปิดตายเลยครับ ทุกคน ก็สบายใจ อันนี้ก็เป็นข้อเสนอแนะข้อหนึ่งครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมมั่นใจครับว่าความจริงรัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องทั้งหมด ของกระบวนการประชาธิปไตย แต่รัฐธรรมนูญเป็นกรอบ เป็นกฎหมายที่จะใช้สําหรับ กระบวนการประชาธิปไตย ๖ ปีที่ผ่านมาบ้านเมืองเสียหายอย่างรุนแรง ความแตกแยก เกิดขึ้นทุกหัวระแหง การที่จะแก้ไขปัญหาของบ้านเมืองให้เกิดความปรองดองได้อยู่ที่ พวกเราทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมาชิกรัฐสภาไม่ว่าท่านจะเป็นวุฒิสมาชิกมาจากการสรรหา วุฒิสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้ง เราล้วนเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยด้วยกันทั้งสิ้น การจะแก้ไข ปัญหาสร้างความปรองดองได้นั้น คนไทยทุกฝ่ายต้องให้อภัยซึ่งกันและกัน แต่กระบวนการ ที่จะทําให้การปรองดองเกิดขึ้นได้นั้น กฎหมายรัฐธรรมนูญ การบังคับใช้กฎหมาย ต้องเป็นธรรมและมีมาตรฐานสากล กฎหมายรัฐธรรมนูญก็เป็นกระบวนการหนึ่งที่จะทําให้ เกิดความปรองดองขึ้นได้ เพราะกระบวนการใช้กฎหมายเป็นธรรม ผมต้องขอกราบเรียน บรรดาเพื่อนสมาชิกทุกท่านครับ ขอความกรุณาให้การสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้ง ๓ ร่าง ขอขอบพระคุณครับ