สิงห์ชัย จี้เพิ่มเวลาอภิปรายแก้รัฐธรรมนูญ จาก ๘ นาที เพื่ออธิบายประเด็นสำคัญ

รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕

สิงห์ชัย ทุ่งทอง ขอหารือเรื่องข้อบังคับการประชุม ข้อ ๓๑/๑ และเสนอให้เพิ่มเวลาอภิปรายจาก ๘ นาที เนื่องจากเห็นว่าประเด็นสำคัญเช่นการแก้รัฐธรรมนูญต้องการพื้นที่ในการอธิบายความเข้าใจอย่างละเอียด ไม่ใช่เพียงแค่ตอบว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยเท่านั้น

นายสิงห์ชัย ทุ่งทอง สมาชิกวุฒิสภา อุทัยธานี

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ พี่และเพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ ผม ส.ว. จากจังหวัดอุทัย สิงห์ชัย ทุ่งทอง ก่อนที่ผมจะอภิปรายในเนื้อหาสาระผมอยากจะขอปรึกษาหารือท่านประธานนิดหนึ่ง ในเรื่องข้อบังคับการประชุม ข้อ ๓๑/๑ คืออย่างนี้ครับ ตลอดระยะเวลาที่อภิปรายมาช่วงเช้า แล้วผมก็อยากจะท้วงติงไปยังวิปผมด้วย วุฒิสภานี่นะครับ การอภิปรายของวุฒิสภาน่าจะให้ เวลามากกว่านี้ ๘ นาทีมันบีบหัวใจเหลือเกินครับ แล้วท่านรู้ไหมละครับว่าการแก้รัฐธรรมนูญนี่ มันไม่ใช่หมายความว่าตอบได้อย่างเดียวว่า เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย มันจะต้องอธิบายความ ความเข้าใจ และผมถามว่าคนที่น่าจะดูเป็นกลางที่สุดคือใคร วุฒิสภาใช่ไหม วุฒิสภา ๑๕๐ คน มันไม่มีพรรคการเมือง แต่ฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลอภิปรายนี่นะครับมันแน่นอนที่สุด มันมี เห็นด้วยกับไม่เห็นด้วย ทุกคนก็เอาต่างเหตุผลมา เพราะฉะนั้นผมขอติงไปที่วิปด้วยนะครับ และผู้ที่เกี่ยวข้องทุกท่านว่าวันข้างหน้าครับ เพราะเวทีนี้มันคือเวทีของพวกเราที่จะแสดง ความคิดเห็น ไม่ใช่มาตั้ง ๕ นาที ๗ นาที ออกมาพูดแป๊บ ๆ จบ ไม่ใช่ครับ ประชาชนเขาอยากจะรู้ ว่าความคิดเราเป็นอย่างไรครับท่านประธาน ผมขอเริ่มแล้วครับ ขอบพระคุณครับ

ท่านประธานครับ วันนี้เรามาพูดกันถึงเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ วันนี้ผมถือว่า เป็นโชคดีในรอบ ๔ ปีที่เป็นสมาชิกวุฒิสภา ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วยแต่ละท่านที่ออกมานั้นล้วนแล้วแต่เป็นผู้อาวุโสทางการเมือง มีข้อคิด ความคิดเห็นที่น่ารับฟังทั้งสิ้น ในส่วนตัวของกระผมนั้นผมคงด้วยเวลาเพียง ๘ นาทีนี่นะครับ คงไม่สามารถจะไปพูดในรายละเอียดได้ แต่ผมมีความคิดหรือมีพ๊อยท์ (Point) ในหัว อยู่อย่างเดียวครับว่า ขณะนี้ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยจากประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน และวันนี้ฝ่ายบริหารเป็นใครครับ มาจากไหนครับ ไม่ได้มาจาก นาย ก นาย ข ครับ มาจากประชาชนส่วนใหญ่ เท่าที่ผมฟังมานี่นะครับ อาจจะด้วยทางอ้อม ทางแคบ โฉบไปเฉี่ยวมา ล้วนแล้วแต่ไม่ค่อยให้ความสําคัญ ยังดูแคลน ยังมาพูดไม่ได้เห็น ความสําคัญของประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศนี้ ด้วยเวลาอันน้อยนิดขอพูดกว้าง ๆ ในเมื่อเรายึดหลักแบบนี้แล้วนะครับ เราจะแก้รัฐธรรมนูญจะอะไรก็แล้วแต่ มันทําได้ ผมเห็นด้วย แล้วทําไมถึงต้องแก้ปี ๒๕๕๐ ผมยังจะไม่พูดในรายละเอียดของรัฐธรรมนูญว่า ดีหรือไม่ดี ผลอย่างไร ผมว่ามีหลายท่านได้ยกประเด็นเอามาพูด แต่สิ่งสําคัญระบอบ ประชาธิปไตยนั้นมันไม่ได้เกิดอยู่ในประเทศไทยประเทศเดียว เราเป็นที่ยอมรับในทั่วโลกว่า น่าจะเป็นระบอบที่เหมาะสมที่สุดในการขับเคลื่อนสังคมในโลกนี้ เพราะฉะนั้นภาพที่มัน ติดมาปี ๒๕๕๐ คืออะไร ผมว่าหลาย ๆ ท่านเข้าใจ หรือหลาย ๆ ท่านเข้าใจแต่แกล้งไม่เข้าใจ เพราะฉะนั้นผมไม่ติดใจเลย ส่วนในรายละเอียดจะแก้อย่างไร เมื่อไร อย่าตีตนไปก่อนไข้ครับ ผมไม่เชื่อหรอกครับว่าฝ่ายบริหารที่มาจากประชาชนจะยอมถูลู่ถูกังแก้อะไรที่ทุกคนกล่าวหากัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งขอให้ยุติได้แล้วครับว่าเกี่ยวกับสถาบัน ผมว่าเราพอกันได้แล้วครับ ผมพูดมาหลายครั้ง หลายวาระเสมอว่าสําหรับสถาบันนั้นคือจิตวิญญาณครับ จิตวิญญาณ ของคนไทย มิสามารถที่จะแบ่งแยกได้ ไม่ต้องพูดครับ อย่าไปคิดว่าจะอย่างโน้นจะอย่างนี้ ไม่ใช่ครับ เอาประเด็นนี้สําคัญก่อน ไหน ๆ พูดก็พูดแล้ว อาจจะพูดเรื่องเก่า ผมก็ไม่รู้ว่า มันจะมีอันตรายอะไรกับผมไหม ผมนี่นะครับมองดูว่าที่ผ่านมายกตัวอย่างอดีตนายกรัฐมนตรี คนหนึ่งที่ขณะนี้อยู่ต่างประเทศ จําได้ไหมครับ ๓ ปีที่ผ่านมานี่ครับ มีหลายท่านหลายคน ที่พูดเสมอนะครับว่า เลวร้ายจะจับโน่นจับนี่ แต่วันนี้ก็ยังจับไม่ได้เพราะเหตุใด ผมมานั่งสรุป ด้วยมันสมองของผม ผมบอกเออผมสรุปแล้วการที่ได้ไปต่างประเทศด้วย ได้ไปรู้ ไปเห็น ไปพูด ไปคุย มันได้สรุปอยู่อันหนึ่งว่าคนทั่วโลกนี้นะครับ เขาไม่รู้หรอกครับว่า คมช. คตส. เทวดาจากชั้นไหนมาอยู่ในประเทศไทย เขาไม่รู้หรอกครับ เขารู้อย่างเดียวครับว่า ประเทศไทยมันปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย มีนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งมาจาก การเลือกตั้ง วันหนึ่งไม่สามารถจะเข้าประเทศได้ นี่คือหลักง่าย ๆ ครับ เพราะฉะนั้น ผมอยากจะเรียนว่าวันนี้เราจะยึดอะไรเป็นแก่นครับ ถ้าไม่ยึดจากเสียงประชาชน ถ้าหากว่า เรายึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย หลายครั้งเปิดทีวี เปิดฟังก็จะพูดกันเสมอครับว่า คนส่วนใหญ่ซื้อได้ อะไรต่ออะไร คือมันพูดไปได้อย่างไรครับ ถ้าหากว่าเราปกครองโดยเผด็จ การสิครับ โดย นาย ก ผมจะบอกเลยครับว่าผมจะเชื่อนาย ก แต่วันนี้ประเทศไทย ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย อันมีประชาชนส่วนใหญ่เป็นผู้เลือกตั้งเรามา นักการเมือง จะยิ่งใหญ่ไม่ได้ยิ่งใหญ่ด้วยตัวเอง ไม่ได้ยิ่งใหญ่ได้มายืนในสภาหินอ่อนแห่งนี้ ยิ่งใหญ่ จากประชาชนครับ ท่านประธานครับ ถ้าเราเข้าใจหลักอย่างนี้แล้ว ประเทศเรา มันจะไม่เจริญก้าวหน้า มันจะไม่ยิ่งใหญ่ ไม่อะไรมากมาย ไม่ต้องไปเสียใจครับ ในเมื่อ ประชาชนส่วนใหญ่ของเรายังเป็นแบบนี้ เราก็ต้องยอมรับอยู่ร่วมกับเขา แล้วขับเคลื่อนไปครับ ถ้าหากว่าเรามองแบบนี้ ผมว่าบ้านเมืองไปได้ แต่ถ้าหากว่าเรามองใครคิดไม่เห็น ใครไม่เหมือน ใครคิดตรงข้ามข้างตัวเอง ทําลายอย่างเดียว ไม่ใช่ครับ ตลอด ๔ ปีที่ผ่านมา ถือว่าเป็นประสบการณ์ชั้นยอดสําหรับชีวิตผม ในฐานะที่ไม่เคยดํารงตําแหน่งทางการเมืองมา อย่างน้อยที่สุดได้เห็นว่านี่คือกระบวนการพัฒนาในระบอบประชาธิปไตย มันอาจจะไม่ดีนัก อาจจะไม่ดีเหมือนอ้างประเทศญี่ปุ่น ประเทศอังกฤษ อะไรไปโน้นนะครับ ก็นี่มันประเทศไทยครับ แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาบันพระมหากษัตริย์นี่นะครับ ขอย้ําอีกครั้งหนึ่งครับ อย่าครับ อย่าได้ไปพูด อย่าได้ไปอ้างเลยครับ ถ้าท่านอ้างหรือบอกใครนี่ครับตายทั้งเป็นครับ ตายไปเลย มันหมดลมหายใจครับ ตายทั้งเป็นคือได้แต่ลืมตาหายใจ มันเป็นอย่างไรครับชีวิต ท่านประธานครับ วันนี้ด้วยเวลาอันน้อยนิด ก็คงจะพูดในหลักการกว้าง ๆ ผมจากประชาชนครับ จากประชาชนรากหญ้า ลูกชาวบ้าน หลานชาวนา ได้เป็น ส.ว. วันนี้ก็โดยประชาชน เหมือนกันครับ ประชาชนชาวอุทัยธานี และแน่นอนที่สุดครับ ตลอด ๔ ปีที่ทํามา ก็ต้องทํา เพื่อประชาชนครับ ผมไม่รู้จะเอาอะไรมาเป็นหลักครับ ถ้าไม่ใช่เพื่อประชาชนครับ ขอบคุณครับ