รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕

เทอดพงษ์ ไชยนันทน์ บอกว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้เป็นเรื่องที่สำคัญที่คนทั้งประเทศต้องติดตาม และเรียกร้องให้มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ โดยจัดตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมา เพื่อปรับปรุงโครงสร้างทางการเมืองให้มีเสถียรภาพและประสิทธิภาพมากขึ้น และยังพูดถึงปัญหาการจัดตั้งสมาชิกสภาสงเคราะห์ (สสร.) เพื่อกำหนดรัฐธรรมนูญใหม่

นายเทอดพงษ์ ไชยนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม เทอดพงษ์ ไชยนันทน์ บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ผมมาจากจังหวัดตาก ในฐานะของสมาชิกรัฐสภานะครับ ท่านประธานครับ ต้องเรียนว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้นั้น เป็นเรื่องที่สําคัญที่คนทั้งหลายนั้นต้องคอยติดตามกันมา โดยตลอดนะครับ เราได้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ เพื่อที่จะให้มีการร่าง รัฐธรรมนูญใหม่ โดยจัดตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญหรือ สสร. ขึ้นมา ต้องเรียนจากเรื่องนี้ครับว่า ในเหตุผลของร่างรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับที่ได้เสนอมานั้นเป็นของรัฐบาลเสีย ๑ ฉบับนะครับ เป็นของสมาชิกจากฝั่งรัฐบาล พรรครัฐบาลอีก ๒ ฉบับ เหตุผลหลัก ๆ ที่ได้อ้างว่าจําเป็น ที่จะต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น มีเหตุผลเอาไว้อยู่ ๒-๓ ประการนะครับ

ประการหนึ่ง ก็คือเพื่อปรับปรุงโครงสร้างทางการเมืองขึ้นใหม่ให้มีเสถียรภาพ และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น อันนี้ก็เป็นฉบับหนึ่ง ย่อ ๆ ว่าประการนี้ละครับ บางฉบับนั้น ให้เหตุผลว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้น มีบทบัญญัติไม่สอดคล้องกับประชาธิปไตย ไม่ส่งเสริม ระบบพรรคการเมือง ทําให้ระบบพรรคการเมืองอ่อนแอ การได้มาซึ่งองค์กรอิสระ ขาดการเชื่อมโยงกับอํานาจของประชาชน ขัดต่อหลักความเป็นประชาธิปไตย ไม่มี ระบบถ่วงดุลอํานาจขององค์กรตุลาการ เหล่านี้เป็นเหตุผลนะครับ ผมเรียนว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่เราใช้กันมาในระยะหนึ่งนั้นนี้นะครับ ผมดูแล้วข้อกล่าวหาเหล่านี้ ข้อกล่าว โดยเหตุโดยผลทั้งหลายเหล่านี้นั้นก็ยังมองไม่ชัดเจนนะครับว่ามันอยู่ในข้อไหน มาตราไหน ในประเด็นใดที่ออกมาค่อนข้างชัดเจน แต่ว่ามีการศึกษารัฐธรรมนูญมาแล้ว มีการได้ดู ในเรื่องเหล่านี้มาแล้ว ท่านประธานคงจําได้นะครับว่ารัฐธรรมนูญที่ใช้ของปี ๒๕๕๐ นั้น ได้มี การศึกษาปรับปรุงมาอย่างน้อย ๒ ครั้ง ในครั้งแรกนั้นปี ๒๕๕๑ มีการศึกษาการบังคับใช้ โดยตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อพิจารณาการศึกษาการบังคับใช้การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในช่วงนั้น มีดอกเตอร์กระมล ทองธรรมชาติ ได้เป็นประธาน แล้วก็ได้ดําเนินการกันมา ก็พิจารณาแล้ว เห็นว่ามาตรา ๑๙๐ บ้างหรือว่ามาตราอะไรต่าง ๆ นี้มีปัญหาในการบังคับใช้ ซึ่งต่อมานั้น เรายังมีคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งมี ส.ว. ดิเรก ถึงฝั่ง ในขณะนั้นเป็นประธาน ก็ได้มาศึกษาดูเหมือนกันครับ แล้วก็มี ๖ ประเด็นอย่างที่เพื่อนสมาชิกได้กล่าวไปเมื่อครู่นี้นะครับว่าจริง ๆ มันมีประเด็นเรื่อง เกี่ยวกับการยุบพรรค มีประเด็นในเรื่องของการได้มา ที่มาของ ส.ว. ส.ส. อะไรต่าง ๆ นั้นนะครับ หรือว่ามาตรา ๑๙๐ พอเป็นอย่างนี้นั้นนี่ก็ได้มีการแก้ไขนะครับ ไม่ใช่ว่าไม่มีการแก้ไข แล้วก็ได้มีการปรับแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่ผ่านมา อย่างน้อยยังได้มีการศึกษา ของดอกเตอร์สมบัติ ธํารงธัญวงศ์ ที่เราได้ให้ศึกษาให้รายละเอียด ในที่สุดมีการแก้ไข รัฐธรรมนูญอยู่ ๒ รายการ ท่านประธานคงจําได้ มีการแก้ไขที่มาของ ส.ส. บ้าง มีการแก้ไขมาตรา ๑๙๐ ที่มีการติดต่อ ประสานงานกับต่างประเทศที่ใช้ดําเนินการในต่างประเทศบ้าง แล้วแก้ไขกันเสร็จเป็นตอน ๆ ไป ผมเชื่อว่ารัฐธรรมนูญที่มีกันอยู่นั้นถ้ามันมีปัญหามันสามารถที่จะแก้ไขปรับปรุงกันได้ ทุกรายการนะครับ เพราะเรามองเห็นกันอยู่ว่าอะไรที่มันจะเป็นปัญหา ถ้าเรามาเห็นร่วมกัน แล้วว่ามันเป็นปัญหาก็สามารถที่จะมาดําเนินการจัดการแก้ไขได้ การจัดทํา สสร. เพื่อแก้รัฐธรรมนูญนั้น เราจะต้องมี สสร. ๙๙ คน ตามที่ทางรัฐบาลได้พูดไว้เมื่อในช่วง ตอนเช้านี้นะครับว่า เราจะต้องมี สสร. ๙๙ คน ๗๗ คนมาจากจังหวัดต่าง ๆ อีก ๒๒ คนนั้น จะมาจากนักวิชาการ อาจารย์มหาวิทยาลัยอะไรต่าง ๆ นะครับ ต้องเรียนย้ํานะครับว่า ผมมีความเห็นเช่นเดียวกันนะครับ อย่างท่านรองนายกรัฐมนตรีเฉลิมท่านได้พูดไว้ว่า จริง ๆ แล้วยังไม่ทราบว่าเป็นใคร เมื่อเราไม่ทราบว่าเป็นใครท่านเขียนเอาไว้เลยนะครับว่า เราจะแก้ไขรัฐธรรมนูญมาเพื่อเหตุผลอย่างนี้ ๆ คนที่เขามา ๙๙ คน เขาเห็นอย่างนี้หรือเปล่าครับ เขามาแล้วจะเขียนเพื่อมาสอดคล้องกับสิ่งเหล่านี้หรือเปล่า เขาอาจจะไม่ได้แก้ในสิ่งที่ ท่านต้องการกันเลยก็ได้ เพราะเรายังไม่ทราบเลยว่าใคร แล้วไม่รู้เลยว่าเป็นใคร เพราะฉะนั้น คุณสมบัติต่าง ๆ ที่คนจะมาเป็น สสร. นั้น ที่จะเข้ามาแล้วมาดําเนินการนั้น ถ้ามาทําไปแล้ว มันไม่สอดคล้องกับสิ่งเหล่านี้เลยเราคงไม่สามารถที่จะไปกําหนดกฎเกณฑ์กับเขาได้จริง ๆ ถ้าสมมุติว่า สสร. เหล่านั้นได้มาซึ่งพี่น้องประชาชน ได้คัดเลือกกันมาโดยตรงอย่างถูกต้อง สมบูรณ์แบบกันจริง ๆ เราก็คงกําหนดเขาไม่ได้ เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญที่ออกมาจะเป็น หน้าตาอย่างไรยังทราบกันไม่ได้ ตามเหตุผลที่ว่าไว้จะแก้อะไรครับ ถ่วงดุลอํานาจองค์กรตุลาการ ขัดหลักประชาธิปไตยอะไรต่าง ๆ เขียนไว้เยอะแยะนี่ครับ จริง ๆ อาจจะไม่ใช่อย่างนี้ก็ได้ เขาอาจจะเขียนมาอย่างไรเราไม่ทราบได้ การทํา สสร. นั้น จริง ๆ แล้วการที่จัดให้มี สสร. หลายคนอาจจะมองเห็นว่ารัฐบาลใจกว้าง รัฐบาลก็เลยไปจัด สสร. เพื่อให้มีการดําเนินการ แต่ว่าอีกฝ่ายหนึ่งเขาไม่ได้คิดทํานองนั้น เขาคิดว่าจริง ๆ แล้วมันเป็นเรื่องของการไม่อยาก จะต้องรับผิดชอบ ให้ไปทําในเรื่องที่ไปทํากันได้เสีย ถ้าสามารถมีสิทธิ มีหนทางใด ที่มันสามารถที่จะกําหนดกันได้คุณไปเขียนอะไรออกมาแล้วไม่ต้องผ่านทางเราอีกต่อไป เราก็ไม่ต้องรับผิดชอบได้ สุดท้ายแล้วก็เป็นเรื่องของ สสร. เป็นเรื่องของฝ่ายโน้นทํา ฝ่ายนี้ทํา ซึ่งไม่เกี่ยวกับทางฝ่ายรัฐบาล ไม่เกี่ยวกับทางพรรครัฐบาล นี่ผมได้เล่าให้ฟังอย่างนี้เพราะว่า เหตุผลอย่างนี้มีการพูดกันไม่ใช่น้อยทีเดียวนะครับ ผมต้องเรียนว่าเราหลายคนบอกว่า ทําไมเราจะไปปฏิเสธการเลือก สสร. เราไม่ปฏิเสธครับ ถ้าเราจะมี สสร. เพื่อมาแก้ไข ปรับปรุงรัฐธรรมนูญ แต่ต้องเรียนว่า สสร. นั้นเลือกตั้ง เรามีการเลือกตั้งเช่นเดียวกับ ผู้แทนราษฎร เช่นเดียวกับ ส.ว. ที่จะมีการเลือกตั้งในส่วนเลือกตั้ง ส.ว. อีกส่วนหนึ่งมาจาก การแต่งตั้ง ส.ส. กับ ส.ว. นั้น ที่ได้กันมานั้นก็น่าจะเช่นเดียวกันนะครับ อยู่ในทํานองเดียวกัน กับ สสร. ที่ว่า ที่กําลังยังมองไม่เห็นอยู่นี้นะครับ ผมต้องเรียนว่าจริง ๆ แล้วรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ นั้น มันไม่ได้ขี้เหร่อะไรมากมายนักนะครับ เพียงแต่ว่าถ้าชื่อมันขี้เหร่นั้น เราก็มาปรับปรุงกันเสีย มาช่วยกันทําเสีย มาดูเสียว่ามันควรจะเป็นอย่างไร ควรที่จะแก้ ตรงไหน มันไม่ดี จุดไหนมันใช้ไม่ได้ คนที่จะมาแก้ไขปรับปรุงให้มันดีได้เอาให้ตามใจ อย่างที่เราว่า อย่างที่เราว่าตามเหตุตามผลทั้งหมด เราทําได้หมด พรรครัฐบาลเป็นพรรค เสียงใหญ่ เราใช้ ส.ส. ส.ว. ซึ่งก็คัดเลือกมาตรงจากประชาชนเหมือนกันครับ ก็มาแก้กันได้นี่ครับ กลไกในสภานี้ครับ ไม่ต้องเอา ๙๙ คนหรอกครับ เอามัน ๖๕๐ คน มาช่วยกันดูยังได้เลยครับ มาจากประชาชนทั้งสิ้น มาจากคนที่มีประสบการณ์ทางวิชาการต่าง ๆ ทั้งสิ้น มาช่วยกันทําว่า เราจะทํากันอย่างไร แก้ไขในประเด็นอะไรที่มัน ไม่ได้เป็นประชาธิปไตย ในประเด็นอะไร ที่มันขัดข้อง ประเด็นอะไรที่มันทําให้ประเทศชาติไม่มีประสิทธิภาพอะไรใส่ได้หมด เพราะฉะนั้นในประเด็นเหล่านี้นั้นผมคิดว่าถ้าเราเอาเข้ามาแล้วก็มาดําเนินการนั้น มันน่าจะทําให้มองเห็นกันอย่างชัดเจน มันอย่างเปิดเผยว่าสิ่งที่เราจะแก้นั้นคืออะไร กับในสิ่งที่ กําลังจะไปร่าง ซึ่งเราก็มองไม่เห็นนะครับ ในขณะนี้ยังมองไม่เห็นเลยว่าจะออกมาเป็นรูปร่าง หน้าตาอย่างไร หลายคนก็ข้องใจโทษเขาไม่ได้ครับว่าอาจจะเขียนมาแล้ว อาจจะมีปัญหา ตรงนั้นบ้าง อาจจะมีตรงนี้บ้าง อาจจะขัดข้องกับเรื่องนั้นเรื่องนี้บ้าง มองไม่เห็นในขณะนี้ เพราะฉะนั้นผมต้องเรียนว่าถ้าเราจะใช้รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ แล้วก็ใช้ผู้แทนราษฎรเรา ส.ว. เราที่มีกันอยู่ทั้งหมดนี้มาช่วยกันดําเนินการนั้นก็มีเช่นเดียวกันนะครับ มาจาก พี่น้องประชาชนทั้งสิ้น หรือว่าท่านจะปฏิเสธว่าไม่ได้มาจากพี่น้องประชาชน มาครับ พวกเรา มากันทั้งหมด แล้วเราก็จะรู้ว่าประเด็นไหนที่มันติดขัด ประเด็นไหนที่เป็นปัญหา และยิ่งกว่านั้นครับ ผมมีหลายคนที่บ่นว่าเป็นห่วงนั้น ผมต้องเรียนว่าข้อเป็นห่วงของหลายคน ที่พูดมานั้นนี่มันก็มีเหตุ มีผลนะครับ บางคนบอกว่า สสร. ที่เลือกมานี่เห็นไหมครับ ไม่ได้ กําหนดเลยว่าสังกัดพรรคการเมืองได้ไหม ไม่เขียนไว้ในกฎหมายครับ สุดท้ายแล้วพอเรา เลือก สสร. ขึ้นป้ายได้ไหมครับ ผมสมัครเป็น สสร. จังหวัดนี้ ผมอยู่ในพรรคเพื่อไทย ผม สสร. จังหวัดนี้ผมอยู่พรรคประชาธิปัตย์ ผม สสร. จังหวัดนี้อยู่พรรค คือถ้าเป็นอย่างนั้น ออกมาแล้วผลทั้งหลายที่ออกมามันก็ไม่ได้ต่างไปจากสภานี้ละครับ ออกมาเสร็จ มติพรรค เขาบอกว่าควรจะเขียนอย่างนี้ คุณเอาไปเขียนอย่างนั้นออกมา คุณควรจะต้องเขียนออกมา อย่างนี้ มันก็ถูกครอบงําครับ ในทางการเมืองสุดท้ายแล้วมันก็ไม่ได้เป็นอิสระอย่างที่ เราคิดกันเลยครับ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้นั้นนี่มันต้องมาดูกันด้วยเหมือนกันนะครับว่า จริง ๆ แล้วทั้งหมดนี่มันเป็นอย่างไร ผมถึงคิดว่าการดําเนินการอย่างนี้นั้นถ้าเราได้พิจารณากัน ให้ละเอียดแล้วก็คิดว่าเราต้องการหวังผลกันจริง ๆ การพิจารณาที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในประเด็นต่าง ๆ ที่เราคิดว่ามีปัญหา เราก็แก้กันตรงนั้นได้ หลายคนยอมรับนะครับว่า รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้น ต้องถือว่าก็ใช้ได้อยู่ ก็เป็นรัฐธรรมนูญที่ใช้ได้และเป็นรัฐธรรมนูญ ที่ดีอันหนึ่งครับ เพราะว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่แก้ปัญหามาจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งก็ได้ ดําเนินการกันมาแล้วก็อะไรที่เป็นปัญหาที่เราคิดว่าเป็นปัญหานั้น คนร่างเขาก็มีเหตุผลของเขา ก็เอามานั่งถกกัน มานั่งแก้กัน ดูกันว่าทั้งหมดมันควรจะเป็นอย่างไร ผมเรียนว่าอย่างนี้ เพื่อจะให้มองเห็นภาพนะครับว่าการดําเนินการที่เราจะแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นเราสามารถที่จะ ดําเนินการกันได้นะครับ ผมเรียนว่าการจัดทํา สสร. นั้นท่านประธานคงจําได้ครับ ปี ๒๕๔๐ นั้น เราก็มีกันมาแล้ว เรามีกันมาก่อนแล้ว การจัดทํา สสร. ในปี ๒๕๔๐ นั้นก็ไม่ได้มีการเลือกตั้ง โดยตรงอย่างนี้นะครับ เพียงแต่คัดสรรมาจาก ๗๖ จังหวัด แล้วก็เอาจากผู้เชี่ยวชาญทั้งหลาย เอาจากคนที่มีความรู้ความสามารถเพิ่มมาอีก ๒๓ คน ก็เป็น ๙๙ คนเหมือนกัน แล้วก็มา ร่างรัฐธรรมนูญ เราได้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ที่หลายคนพยายามจะบอกว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เป็นรัฐธรรมนูญของพี่น้องประชาชนโดยตรงอะไรก็ตามนะครับ เป็นรัฐธรรมนูญ ที่ดีที่สุด ก็ต้องยอมรับครับว่าจริง ๆ แล้วนั้นรัฐธรรมนูญชุดปี ๒๕๔๐ นั้นต้องถือว่า ก็เป็นรัฐธรรมนูญที่ดีมากฉบับหนึ่งนะครับ แต่ว่าการที่รัฐธรรมนูญที่เราใช้กันนั้นมันไม่ได้อยู่ที่ ตัวรัฐธรรมนูญครับ รัฐธรรมนูญที่ว่านี้ใช้ไป ๘ ปี ๑๑ เดือน ๘ วัน อย่างที่ท่านว่านั้น จริง ๆ ครับ แต่ว่ามันไม่ได้ใช้ ที่มันล่มไปมันไม่ใช่ล่มไปเพราะว่าตัวรัฐธรรมนูญมันไม่ดีหรือมันมีปัญหา รัฐธรรมนูญมันมีปัญหาเรื่องนั้น ไม่ใช่ครับ จริง ๆ แล้วรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ใช้มาจนถึง ปี ๒๕๔๙ รัฐธรรมนูญนี้นั้น ผู้บริหารประเทศใช้มีอยู่ ๒ คน คนหนึ่งก็คือหัวหน้า พรรคประชาธิปัตย์ครับ นายชวน หลีกภัย ใช้เมื่อท่านเป็นนายกรัฐมนตรี ปี ๒๕๔๐ ถึงปี ๒๕๔๔ ตอนนั้นท่านเป็นนายกรัฐมนตรีก็ใช้มาไม่มีปัญหาอะไรเลยครับ กกต. ป.ป.ช. ท่านเป็นอิสระในการดําเนินการ ไม่ได้มีการแทรกแซง ส.ว. วุฒิสมาชิกที่อยู่ ไม่มีใครไปยุ่งเลยครับ ท่านมีอิสระที่จะทําอะไรทุกอย่าง เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญฉบับเดียวกันนี้เมื่อหลังจากปี ๒๕๔๔ ใช้อีกคนหนึ่งครับ ท่านเป็นหัวหน้าพรรคไทยรักไทย เพราะฉะนั้นปี ๒๕๔๔ ถึงปี ๒๕๔๙ มันมีปัญหาอะไรครับ มีปัญหาไม่ว่าจะเป็น ส.ว. ไม่ว่าจะไปเป็น กกต. ไม่ว่าจะเป็น ป.ป.ช. ไม่ว่าจะเป็นอะไร เริ่มมีปัญหากันหมด เพราะได้ถูกแทรกแซงกันโดยวิธีการต่าง ๆ เพราะฉะนั้น ส.ว. ส่วนหนึ่ง ก็มีปัญหาครับ ถ้าในตอนนั้นก็คงทราบกันดี กกต. มีปัญหาจนถูกฟ้องติดคุกกันครับ ศาลสั่งจําคุกเลยครับ เพราะฉะนั้นมันขึ้นอยู่กับว่าใครมาใช้รัฐธรรมนูญนั้นครับ พอเข้า แทรกแซงมาก ๆ แรงกดดันมันก็มีกันขึ้นเรื่อยครับ ความไม่เป็นธรรมในยุคนั้นมันเลยมากขึ้น ๆ จากปี ๒๕๔๔ ไปถึงปี ๒๕๔๙ ช่วงระยะเวลาเท่านั้นทําให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้นั้นอยู่ไม่ได้ ช่วงนั้นความเป็นธรรมหาอะไรไม่ได้แล้วครับ จังหวัดไหนไม่เลือกพรรครัฐบาล ไม่ต้องไปทํา จังหวัดไหนอะไรมันมีกันหมด เพราะฉะนั้นคนมันกดดันมากครับ ในที่สุดแล้วรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ว่านี้ ปี ๒๕๔๐ ที่ดีนั้น ก็ไปไม่รอด เพราะฉะนั้นเราดูกันแล้วจริง ๆ มันไม่ใช่ ตัวรัฐธรรมนูญครับ มันอยู่ที่คนใช้รัฐธรรมนูญ ถ้าใช้รัฐธรรมนูญที่ถูกต้องไปได้ดี ด้วยความเป็นธรรม ด้วยความสุจริตใจ รัฐธรรมนูญเขียนเอาไว้ดําเนินการได้ตลอดครับ ฉบับไหนก็พอไปได้ เพราะเป็นแนวทางที่เราจะเดินทําให้ประเทศชาติเจริญรุ่งเรือง ถ้าเรา มีความเป็นธรรม มีการดําเนินการมันไม่น่ามีปัญหาอะไรครับ ท่านประธานครับ การแก้ รัฐธรรมนูญอย่างนี้นั้น อ้างว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังไม่เป็นประชาธิปไตย เพราะฉะนั้น จะต้องเขียนใหม่ครับ เขียนให้เป็นประชาธิปไตย ผมเองนี่เรียนตรง ๆ นะครับว่าผมอยู่มา กับวงการเมืองนี้ต้องเรียกว่าจนวันนี้ตั้งแต่ปี ๒๕๑๘ มาอยู่เป็นผู้แทนราษฎร แต่จริง ๆ แล้ว ผมอยู่ในวงการเมืองมาก่อนเป็นผู้แทนราษฎร เพราะคุณพ่อผมนั้นก่อร่าง สร้างพรรคประชาธิปัตย์มาอย่างน้อยก็ ๖๕ ปีแล้วครับ แล้วไม่เคยไปไหนกันเลยครับ ตั้งแต่ คุณพ่อผม มาอยู่รุ่นผม ตอนนี้มารุ่นลูก เพราะฉะนั้นเราอยู่กันมาเราก็รู้ครับว่า การเป็นประชาธิปไตยมันเป็นอย่างไรครับ การเป็นประชาธิปไตยนั้น จริง ๆ มันจะต้อง มาจากพี่น้องประชาชนคัดสรรเข้ามา เราใช้ระบบตัวแทน เลือกผู้แทนราษฎรเข้ามา ผู้แทนราษฎรนั้นก็มาทําหน้าที่กันในสภาครับ มีปัญหาของบ้านของเมืองอย่างไรเลือกรัฐบาล เข้าไป ผู้แทนราษฎรคอยดูแล คอยคุมรัฐบาล รัฐบาลทําไปได้ถูกต้องไหม มีอะไรมีปัญหา สภาเป็นเวทีที่เรามาสู้ความคิดกัน ใครได้คะแนนเสียงข้างมาก พี่น้องประชาชนยอมรับ ก็ไปเป็นรัฐบาล พรรคไหนที่มีใครยอมรับน้อยกว่า พี่น้องประชาชนไม่ค่อยรับก็ไปเป็น ฝ่ายค้าน ผมเป็นทั้งรัฐบาล ผมเป็นทั้งฝ่ายค้านมาเยอะแยะครับ เป็นมาหลายครั้งหลายหน แต่ผมก็ถือว่าสิ่งเหล่านั้นมันคือประชาธิปไตย แต่ว่าประชาธิปไตยหลัง ๆ ที่มาอ้างกันนั้น บางทีผมก็ไม่เข้าใจครับ เพราะผมก็ไม่เคยนะครับ พรรคที่ผมอยู่นั้น เป็นประชาธิปไตย เราก็มีอย่างนี้ครับ เลือกตั้งเสร็จเราก็มาสู้กันในสภา จบแล้วก็กลับไปเลือกตั้งกันใหม่ก็ว่ากันมา เราก็ได้ระบบตัวแทน แต่ว่ายุคหลังมันไม่ใช่ครับ พอเราได้เข้ามา เข้ามาตามกลไกของรัฐสภาจริง ๆ มาเป็นรัฐบาล ตอนหลังพอคนอื่นเขาเป็นฝ่ายค้าน ครึ่งหนึ่งเขาอยู่ในสภา อีกครึ่งหนึ่งอยู่นอกสภา คนเป็นรัฐบาลไป ไปไหนก็ไปโดนเย้ว เย้ว เย้ว แล้วก็บอกว่านั่นพวกเดียวกัน แล้วก็กลายเป็น อะไร สุดท้ายแล้วก็มานั่งทะเลาะกันอยู่อย่างนี้ครับ แล้วก็บอกว่านี่ละคือประชาธิปไตย เราจะแสวงหาประชาธิปไตยที่ไหนกันอีกครับ ถ้าประชาธิปไตยจริง ๆ มันไม่ได้ยากเย็น ขนาดนั้นครับ เพียงแต่ว่าถ้าท่านเอาตัวแทนของพี่น้องประชาชนมา แล้วก็มาอยู่ในสภาสิครับ พูดกันในสภา สู้กันในสภา ความคิดความเห็นต่าง ๆ มาสู้กันในสภาครับ เสื้อสีนั้น สีนี้ ไม่ใช่แล้วครับ นั่นไม่ใช่ประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราแสวงหาประชาธิปไตยคือเราอยากได้ประชาธิปไตยจริง ๆ แล้วบ้านเมือง จะอยู่รอดปลอดภัย อ้ายเรื่องที่จะสมานฉันท์ อ้ายเรื่องจะอะไรต่าง ๆ ไม่ใช่เรื่องยากเย็นครับ ถ้าเราได้ดําเนินการกันตามระบอบประชาธิปไตยสมบูรณ์ ระบอบประชาธิปไตย บริสุทธิ์กันจริง ๆ แล้วนี่ ทํากันอย่างซื่อสัตย์สุจริต ทุกอย่างก็สามารถที่จะดําเนินการกันได้ แก้ปัญหาทั้งหมดได้แน่นอนครับ แต่ว่าถ้าอย่างว่ามีการใช้วิธีกันร้อยแปดปัญหาก็ไม่จบ คิดกันร้อยแปดหาวิธีกันร้อยแปดก็คิดปัญหาบ้านเมืองก็ไม่จบ เพราะฉะนั้นผมก็ต้องเรียนว่า ทั้งหมดทั้งหลายนี้ท่านประธานครับ การแก้รัฐธรรมนูญที่ผมได้คุยให้ท่านประธานฟังนั้น ต้องยอมรับว่าทั้งหมดที่เล่าให้ฟังทั้งหมดนั้นจะเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ นั้น สามารถที่จะแก้ไขได้ แล้วเรามองเห็นทุกอย่าง แล้วเวลาเราแก้ไขเราสามารถที่จะมาช่วยกัน ดูได้เลยครับทั้งหมด อยากจะได้ให้เป็นอย่างไร อยากจะออกมาเป็นอย่างไร อยู่ในมือพวกเรา ๖๕๐ คน ยังได้เลยครับ จะแก้ออกมาตรงไหน จุดไหนไม่ดี ไม่เป็นประชาธิปไตย ตรงไหน มีปัญหา มีอุปสรรคอย่างไร แก้ได้หมดครับ แล้วเราก็จะทําให้บ้านเมืองเราเดินต่อไปได้เลยครับ ผมก็จึงเห็นว่าทั้งหมดนี้ผมยังไม่เห็นด้วยกับการที่จะต้องไปทําร่างใหม่ ทําอะไรอีกเยอะแยะ ขึ้นไป เพราะฉะนั้นก็ถือโอกาสนี้ได้ชี้แจงในส่วนเหล่านี้นะครับ แล้วขอแสดงความไม่เห็นด้วย ที่จะให้มีการแก้ไขในมาตรา ๒๙๑ อย่างที่ว่านี้ครับ