รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕

สามารถ แก้วมีชัย เสนอแนวคิดการจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มีสมาชิก 99 คน โดยแบ่งออกเป็น 77 คนจากประชาชน และ 22 คนจากภาควิชาการ เพื่อให้มีความเป็นอิสระในการจัดทำรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ และเปิดโอกาสให้ประชาชนทั้งประเทศได้แสดงความคิดเห็นและประชาพิจารณ์ และเชื่อว่าแนวคิดนี้จะช่วยสร้างประวัติศาสตร์ให้กับประเทศได้

นายสามารถ แก้วมีชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม สามารถ แก้วมีชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ก็เป็นอีกวาระหนึ่งที่รัฐสภาเราจะได้ มีโอกาสพิจารณาแก้ไขกฎหมายสําคัญของบ้านเมือง นั่นก็คือกฎหมายรัฐธรรมนูญ กระผม จะใช้เวลาที่มีอยู่นี้ให้เป็นประโยชน์มากที่สุดนะครับ หลายท่านได้อภิปรายแสดงความคิดเห็น ซึ่งผมเองก็เคารพในความคิดเห็นของท่านทั้งหลาย วันนี้มีร่างแก้ไขเพิ่มเติมเข้าสู่การพิจารณา อยู่ ๓ ร่างนะครับ ร่างแรกเป็นของคณะรัฐมนตรี ร่างที่ ๒ เป็นของเพื่อนสมาชิกพรรคกระผมเอง คือพรรคเพื่อไทย ร่างที่ ๓ ก็เป็นร่างของพรรคชาติไทยพัฒนา ซึ่งก็มีท่านสมาชิกพรรคอื่น ในบางส่วนอยู่ในฝ่ายค้านก็ได้ร่วมลงชื่อด้วย สาระสําคัญทั้ง ๓ ร่างก็ไม่ได้แตกต่างอะไรกันนะครับ อยากให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นไปจัดทํารัฐธรรมนูญทั้งฉบับ จริง ๆ แล้วในรัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบันในมาตรา ๒๙๑ ให้อํานาจพวกเราสมาชิกรัฐสภาเป็นผู้ที่จะสามารถแก้ไข เพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้ สมาชิกผู้มีเกียรติหลายท่านก็บอกว่าทําไมเราไม่แก้บางมาตรา โดยใช้อํานาจตามมาตรา ๒๙๑ ที่เรามีอยู่ ผมอยากกราบเรียนท่านประธานนะครับว่า รัฐธรรมนูญเวลาเขาออกแบบเขาเอาไปผูกโยงกันไว้หมดแล้วครับ ฉะนั้นเวลาจะแก้ เราไปแก้บางมาตรามันก็กระทบบางมาตรา แล้วมันจะทําให้โครงสร้างที่วางไว้เสียหายหมด เราไม่อยากจะทําในลักษณะไปปะผุเป็นจุด ๆ นะครับ วันนี้มันถึงเวลาที่เราน่าจะมายกร่างกัน ทั้งฉบับ ครั้นเราจะทํากันเองก็จะถูกตําหนิติเตียนกล่าวหาว่าเรามีส่วนได้ส่วนเสีย เดี๋ยวก็จะ เขียนเพื่อตัวเองอีก ฉะนั้นทางออกที่ดีที่สุดก็คือให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีสมาชิก ๒ ส่วนใหญ่ ๆ ก็คือส่วนหนึ่งผูกโยงกับพี่น้องประชาชน ให้พี่น้องประชาชนเลือกตั้งตัวแทน เข้ามาจากทุกจังหวัด หลายท่านได้ให้ข้อมูลไปแล้วนะครับ มี ๗๗ ท่าน ส่วนที่เหลือซึ่งขณะนี้ เรากําหนดว่ารวมแล้วมี ๙๙ ท่าน ที่เหลืออีก ๒๒ ท่านก็มาจากภาควิชาการ คือผู้มีความรู้ ทางด้านนิติศาสตร์กฎหมายมหาชนส่วนหนึ่ง มีความรู้ทางด้านรัฐศาสตร์อีกส่วนหนึ่ง และผู้มี ประสบการณ์ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน และการร่างรัฐธรรมนูญอีกส่วนหนึ่ง เอา ๒ ส่วนมาประกอบกัน แล้วให้เขามีความเป็นอิสระในการที่จะไปจัดทํารัฐธรรมนูญ ทั้งฉบับ โดยปราศจากการชี้นํา กระทําท่ามกลางสายตาของพี่น้องประชาชนไม่ได้ ไปแอบร่างกันที่ไหนนะครับ ขณะที่ยกร่างก็เปิดโอกาสให้ประชาชนทั้งประเทศ ได้ประชาพิจารณ์ ได้แสดงความคิดเห็น ใครสนใจในประเด็นไหนก็มีสิทธิที่จะเข้ามา มีส่วนร่วมได้ ตรงนี้เป็นหลักสําคัญ และหลังจากนั้นแล้วเมื่อร่างเสร็จจัดทําเสร็จ เราก็ เอากลับไปถามพี่น้องประชาชนอีกว่าท่านจะรับหรือไม่รับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมไม่อยากจะให้ พวกเราระแวงสงสัยกันเสียแต่ต้น หรือมีอคติ ผมมั่นใจ ผมศรัทธาในพี่น้องประชาชนว่า ๑. เขาจะเลือกคนที่เหมาะสมจากแต่ละจังหวัดเข้ามาเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ผมเชื่อว่าสถาบันการศึกษาก็ดี หรือองค์กรต่าง ๆ ที่เราให้อํานาจเขาคัดเลือกผู้ที่เหมาะสม เสนอมาเพื่อให้รัฐสภาของเราได้เลือกในฐานะผู้ชํานาญการ ผู้เชี่ยวชาญต่าง ๆ เขามี ความรับผิดชอบที่จะเลือกคนที่เหมาะสมเข้ามา และที่สําคัญผมเชื่อในสํานึกความรับผิดชอบ ของบรรดาสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่เขาจะเข้ามาทําหน้าที่ของเขาอย่างสมเกียรติ สมภาคภูมิ เพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญฉบับที่ดีที่สุดของบ้านของเมือง กราบเรียนท่านประธานนะครับว่าตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง ปี ๒๔๗๕ มาจนถึงวันนี้นี่ เรามีรัฐธรรมนูญมาแล้ว ๑๘ ฉบับ เฉลี่ยอายุ ๘๐ ปีประชาธิปไตยเรา รัฐธรรมนูญ ๑ ฉบับ ใช้แค่ ๔ ปีกว่า บางฉบับทหารร่างให้เรา บางฉบับประชาชนมีส่วนเข้าไปยกร่าง หลังวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ท่านประธานก็คงจําได้ เรามีโอกาสตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ สมัยท่านอาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี มีนักวิชาการมากมายเข้าไปทํา รัฐธรรมนูญฉบับนั้น ซึ่งเราถือว่าเป็นฉบับแรกนะครับ คือรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๑๗ ที่เป็นประชาธิปไตยมากที่สุด แต่ในที่สุดก็น่าเสียดายครับใช้ได้แค่ ๒ ปี ก็ถูกฉีกทิ้ง หลังจากนั้น ก็วิวัฒนาการมาเรื่อยจนกระทั่งเกิดเสียงเรียกร้องปฏิรูปการเมืองเมื่อปี ๒๕๓๔ ปี ๒๕๓๕ ปี ๒๕๓๖ ปี ๒๕๓๗ ปี ๒๕๓๘ จนเราได้แก้ไขวิธีการจัดทํารัฐธรรมนูญเหมือนที่เรากําลัง จะทําอยู่นี่ละครับ คือแก้ไขมาตรา ๒๑๑ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๓๔ แล้วมาประกาศใช้ ในปี ๒๕๓๘ มี สสร. ขึ้นมาจัดทํารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ กระผมเองก็มีโอกาสเข้าไปทําหน้าที่ ตรงนั้น ก็อยากกราบเรียนท่านประธานว่าขณะที่เราจัดทํารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เราสามารถ ที่จะปลุกกระแสความตื่นตัวของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ โดยเปิดเวทีประชาพิจารณ์ รับฟังความคิดเห็นมีการตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นทุกจังหวัดให้ประชาชนได้แสดง ความคิดเห็น ซึ่งผลพลอยได้คืออะไร ท่านประธานครับ ประชาชนจะมีความรู้สึกว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นของเขา เขามีส่วนร่วมในการยกร่าง ถ้าไม่ได้ประชาชนช่วยกันหนุน ช่วยกันผลักดัน ก็คงยากที่จะผ่านออกไปใช้ได้ ท่านคงจําธงเขียวได้นะครับ ที่มีการให้กําลังใจ มีการเรียกร้องต้องการ ในที่สุดเราก็ได้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งตรงนั้นทุกคนก็บอกว่า เป็นรัฐธรรมนูญฉบับประวัติศาสตร์ ก็คงจะไม่มีใครมาล้มเลิกได้อีกแล้ว ผมเองเป็นสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญ วันแรกที่เป็น สิ่งที่โดนคืออะไรครับโดนกล่าวหาว่าผมนี่เป็นร่างทรง ของพรรคโน้นพรรคนี้ ทั้ง ๆ ที่ผมถามตัวเองว่าไม่เคยมีใครมาบงการชี้นําเราเลยว่าให้เรา ร่างรัฐธรรมนูญแบบโน้นแบบนี่ เราก็ทําโดยความเป็นอิสระของเรา และขณะเดียวกันนะครับ บรรดานักวิชาการทั้งหลายที่มานั่งอยู่ด้วยกันผมจําได้หลายท่าน เช่น ท่านศาสตราจารย์สุจิต บุญบงการ คณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ท่านศาสตราจารย์ราชบัณฑิต ดอกเตอร์ลิขิต ธีรเวคิน หรือใครต่อใคร ทุกคนล้วนแต่เป็นนักวิชาการที่มีความรู้ มีประสบการณ์ ก็นําเอาสิ่งที่ท่านได้พบได้เห็นจากต่างประเทศเข้ามาปรับใช้ อันไหน ที่เหมาะสมก็ใช้และเราก็ไปดูรัฐธรรมนูญทุกฉบับที่เคยใช้อยู่ในบ้านในเมือง อันไหนดีเราก็ หยิบเอามาใช้ เราไม่นึกเหมือนกันนะครับว่าสิ่งที่เราได้ทําไว้วันหนึ่งจะมาถูกครหานินทาว่า ร่างเพื่อคนนั้นคนนี้ ทั้ง ๆ ที่คนที่เขาไปกล่าวหานี่ไม่ได้เข้ามายุ่งด้วยเลยนะครับ ผมยืนยันได้ อาจจะเป็นเพราะหลังจากมีรัฐธรรมนูญแล้ว ผู้ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญจะไปบิดเบือน เบี่ยงเบนเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ นั่นมันเป็นเรื่องของคนอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งถ้าเราถือหลัก ตามครรลองประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ มันมีข้อบกพร่อง ผิดพลาดหลังจาก ที่เราใช้มา ๘ ปี ๑๑ เดือนกับ ๘ วันนะครับ เราก็สามารถจะใช้กระบวนการในรัฐสภาแก้ไข ได้ในส่วนที่ผิดพลาดบกพร่อง เพราะมันคงไม่สมบูรณ์ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์นะครับ ไม่มีฉบับไหน ที่จะสมบูรณ์ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ในที่สุดรัฐธรรมนูญฉบับนั้นก็ถูกฉีกทิ้งอีก แล้วก็มีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ขึ้นมาใช้ ก็เป็นที่ครหานินทาอีกครับว่าที่มา มันไม่ชอบ มันมาจากคนร่างที่เผด็จการตั้งขึ้นมา ทั้ง ๆ ที่ผมก็ชื่นชมนะครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่ใช้อยู่นี่ บางส่วนก็ไปเอาของปี ๒๕๔๐ ที่ดี ๆ มาใช้ บางเรื่องท่านก้าวหน้า ท่านเพิ่มเติมมากกว่า ยกตัวอย่างเช่น ท่านให้สิทธิพี่น้องประชาชนที่จะเข้าชื่อเสนอกฎหมาย รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ บอกว่าต้องเข้าชื่อ ๕๐,๐๐๐ คน แต่ของปี ๒๕๕๐ บอกว่าถ้าเป็น กฎหมายปกติธรรมดาก็เอา ๑๐,๐๐๐ คนก็พอ อันนี้ก็ถือว่าก้าวหน้า การคุ้มครอง สิทธิเสรีภาพประชาชนก็มีการเพิ่มเติมอีกมากมาย แต่ในปี ๒๕๕๐ เองก็มีข้อบกพร่องอีกครับ ท่านประธาน ผมยกตัวอย่างให้ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกได้ฟัง มาตรา ๑๙๐ ที่มีคนพูด ไปแล้วนี่ เราก็ยังไม่ได้แก้ไขนะครับ การจะไปทําสัญญา ไปเจรจากับต่างประเทศนี่ วันนี้ มันไม่มีความคล่องตัว กระทรวงการต่างประเทศก็อึดอัดใจ ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับผู้หลัก ผู้ใหญ่ของทางประเทศจีนนะครับ เขาบอกว่าขนาดน้ําท่วม อุทกภัยที่เกิดขึ้น ประเทศจีน จะเอาเงินมาช่วยเหลือ ฝ่ายที่รับผิดชอบของฝั่งประเทศไทยยังไม่กล้าจะไปเซ็นอะไรกับเขา กลัวว่าจะผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ทั้ง ๆ ที่เขาจะเอามาช่วยนะครับ หรือลูกเรือจีน ที่ขนสินค้าจากเมืองจีนมาขึ้นที่อําเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงรายบ้านผม ถูกฆาตกรรมไป ๑๓ ศพ ประเทศจีนเขางดส่งกองเรือมา การค้าขายทําไม่ได้ เสียหายมากมาย ในที่สุดประเทศจีน เขาก็เชิญประเทศไทยไปร่วม บอกว่าต่อไปนี้เราจะบูรณาการกัน ๔ ฝ่าย ทั้งประเทศจีน ทั้งประเทศไทย ทั้งประเทศลาว ทั้งประเทศพม่า ดูแลรักษาลําน้ําโขงเพื่อจะไม่ให้เกิดเหตุอีก ประเทศอื่นเขาเซ็นกันหมดละครับ เหลือประเทศไทยบอกว่าต้องกลับมาหารือกันก่อนว่า ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ หรือไม่ ซึ่งถ้าเราไม่ทําให้มันชัดเจน มันก็จะเป็นปัญหาคาราคาซัง อย่างนี้นะครับท่านประธาน หรือแม้กระทั่งมาตรา ๒๖๖ เพื่อนสมาชิกทั้งหลายไม่ว่าจะเป็น ส.ส. ส.ว. ท่านคงมีประสบการณ์ เขาบอกว่าห้ามสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ใช้สถานะความเป็นสมาชิกไปยุ่งเกี่ยว ก้าวก่ายกับการปฏิบัติราชการประจํา แล้วโทษอย่างไรครับ ถ้าไปยุ่งนี่คือถูกออกจากตําแหน่ง ทีนี้เวลาเราเป็นผู้แทนราษฎรที่ประชาชนเลือกมา หรือท่านเป็น ส.ว. ที่จะต้องไปพบประชาชน เจอเหตุเล็ก ๆ น้อย ๆ ฝายมันจะแตก ผู้ใหญ่บ้านบอกว่าท่าน ส.ส. ทําอย่างไรจะประสานกับทางอําเภอ ประสานกับกรมป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัยขอกระสอบทรายมา พวกผมมีแรงงาน มีทรายพร้อม จะช่วยแก้ปัญหา ผมไปติดต่ออําเภอก็ไม่ได้ครับ เดี๋ยวก็จะผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖๖ แล้วในที่สุดท่านประธานก็ต้องมาเปิดให้หารือก่อนเข้าวาระการประชุมตามข้อบังคับ ข้อ ๑๗ เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ซึ่งมันน่าจะจบอยู่ในพื้นที่มันก็ต้องเอามาเข้าในสภา ท่านประธาน ก็ต้องส่งเรื่องไปให้กระทรวง ทบวง กรม กว่าข้างบนจะลงไปถึงข้างล่าง กว่าจะแก้ไข ให้ประชาชน มันไม่ได้นะครับอย่างนี้ครับ จําเป็นต้องปรับปรุง ต้องแก้ไข อันนี้ก็เป็น อีกจุดหนึ่งที่ผมชี้ให้ท่านประธานเห็น หรือมาตรา ๒๖๕ ห้ามมิให้ผู้เป็นสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรไปดํารงตําแหน่งทางบริหาร วันนี้ท่านก็จะเห็นนะครับ บรรดาเลขานุการ รัฐมนตรี ที่ปรึกษารัฐมนตรีเดินวนอยู่รอบห้องประชุม เข้ามาก็ไม่ได้ ประสานงานกับ ส.ส. ก็ลําบาก ความห่างเหินมันเกิดขึ้น จนกระทั่งทําให้การแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชน ไม่สามารถทําได้อย่างมีประสิทธิภาพ มาตรา ๒๓๗ คงไม่ต้องพูดกระมังครับ ยุบพรรคการเมือง ใครเป็นกรรมการบริหารพรรค เกิดทําผิดพลั้งเผลอขึ้นไปปราศรัยพูดจาอะไรเพี้ยนไปนิดหนึ่ง ไม่ได้ระวังก็เจอข้อหาหลอกลวงดูหมิ่น เสียดสี อะไรก็แล้วแต่ที่ กกต. เขากําหนด เป็นระเบียบออกมา ก็มีสิทธิถูกยุบพรรคได้ทั้ง ๆ ที่สมาชิกอื่นเป็นหมื่น เป็นแสน เป็นล้าน หรือกรรมการบริหารอื่นเขาไม่ได้รู้เรื่องด้วยก็ต้องถูกเพิกถอนสิทธิไปด้วย อย่างนี้ ก็ต้องปรับปรุงแก้ไข ที่สําคัญท่านประธาน ท่านก็คงทราบ มาตรา ๓๐๓ รัฐธรรมนูญบอกว่า การลงมติให้แก้ไข เพิ่มเติมหรือไม่ให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญต้องมีคะแนนเสียง ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกของแต่ละสภา ปรากฏมีร่างพระราชบัญญัติบางฉบับ เข้ามาแล้วผ่านก็ไม่ผ่าน ตกก็ไม่ตก ก็คาราคาซังอยู่อย่างนี้ เพราะมันไม่ได้เสียงเกินกึ่งหนึ่ง ทั้ง ๒ ข้าง ก็หาทางออกไม่ได้ ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ผมอยากกราบเรียนท่านประธานว่า เราคงจะต้องมาสะสาง มาปรับปรุงแก้ไขนะครับ ไม่ได้เพื่อประโยชน์ใคร แต่เพื่อประโยชน์ ของบ้านเมืองและเพื่อประโยชน์ของลูกหลาน เราเอาสิครับ รัฐธรรมนูญตั้งแต่ปี ๒๔๗๕ ไล่มาเรื่อยละครับ อันไหนที่เป็นจุดแข็ง จุดเด่น มันเป็นของดี เราก็เอามาใช้ อันไหนไม่ดีก็ตัด ออกไป ไปดูของต่างประเทศเขาว่าอย่างไรครับ เขาก้าวหน้ากว่าเรา เขาเป็นประชาธิปไตย มานานกว่าเรา ตรงไหนที่มันปรับใช้กับบ้านเมืองเราได้ เราก็นํามาใช้ มันไม่ได้เสียหายนะครับ และที่สําคัญผมได้กราบเรียนไปแล้วว่าเราไม่ได้ไปแอบเขียนกัน ๓ คน ๗ คน ไม่เหมือน รัฐธรรมนูญใต้ตุ่มแบบที่เป็นมาในประวัติศาสตร์นะครับ เราเขียนท่ามกลางสายตา ของสาธารณชน เราเขียนไป เรารับฟังความคิดเห็นไป พี่น้องสื่อมวลชนทั้งหลายก็มาช่วยกัน ติติง วิพากษ์วิจารณ์ เปิดเวที ทั้งโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ วงเสวนาทั้งหลาย พี่น้องประชาชน ก็จะได้ช่วยกันเป็นหูเป็นตา ท่านไม่ต้องห่วงนะครับ จะมีการไปแตะสถาบันพระมหากษัตริย์ จะมีการไปเขียนเพื่อประโยชน์ของคนบางคน มันทําไม่ได้นะครับ ในที่สุดเราก็ต้องนําไปสู่ การขอประชามติของพี่น้องประชาชนว่าท่านรับ ไม่รับ กระผมอยากกราบเรียนนะครับว่า รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ท่านทั้งหลายก็บอกว่าก่อนแก้ทําไมไม่ไปถามประชามติ ของประชาชนเสียก่อนว่าจะแก้ ไม่แก้ ท่านประธานครับ ผมจําได้ว่าเมื่อครั้งเรามีการทํา ประชามติรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ เมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๕๐ จําได้ว่าท่านสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญและผู้มีอํานาจในบ้านเมืองขณะนั้นท่านบอกว่ารับไปก่อนเถอะ เดี๋ยวค่อย ไปแก้ทีหลัง มีอะไรค่อยแก้ ตอนนี้รับไปก่อน หลายคนรับเพราะอะไรท่านประธาน รับเพราะ ๑. อยากให้มีการเลือกตั้ง เราจะได้เลือกตั้งเร็ว ๆ นักธุรกิจเขาก็รณรงค์กันบอกรับไปเถอะ บ้านเมืองมันจะได้นิ่ง เศรษฐกิจมันจะได้เดินหน้า นักลงทุนต่างประเทศเขาจะได้มั่นใจ สถานการณ์การเมืองของเราดีแล้ว พวกเราก็รับกันมา ท่านดูสถิตินะครับ ประชามติ รับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ๕๗ เปอร์เซ็นต์ของผู้มาใช้สิทธิ ที่ไม่รับ ๔๑ เปอร์เซ็นต์ ๕๗ เปอร์เซ็นต์รับเพราะอยากเลือกตั้ง รับเพราะอยากเห็นบ้านเมืองสงบ อยากเห็นเศรษฐกิจ มันเดินหน้า แต่มีเงื่อนไขว่ารับไปแล้วค่อยไปแก้นะ มาถึงวันนี้เรากําลังจะแก้ให้มันดีขึ้น เรากําลังจะให้ความเคลือบแคลงสงสัยทั้งหลายมันหมดไปว่ารัฐธรรมนูญที่ผ่านมา ที่ใช้อยู่ มันเป็นรัฐธรรมนูญที่มาจากเผด็จการ ก็เอาเสียครับวันนี้เรามาช่วยกันสนับสนุนให้มี สสร. ขึ้นมา แล้วมาช่วยกันติดตามดู สสร. เขาไปทํางาน เราไม่ไปบอกเขาหรอกครับว่าให้เขาแก้ มาตรานั้น มาตรานี้ ผมศรัทธา ผมเชื่อถือว่าตัวแทนของประชาชนทั้งหลายซึ่งเขาต้อง รับผิดชอบต่อประชาชนที่เขาเลือกเข้ามาและผมเชื่อนักวิชาการที่เขาจะเข้ามาช่วยดูแล ในฐานะภาคผู้เชี่ยวชาญทั้งหลาย ๒ อย่างมาร่วมกัน คงจะทําให้เราได้รัฐธรรมนูญที่ดีกว่าทุกฉบับ ที่ผ่านมา ผมเชื่ออย่างนั้นนะครับ และเมื่อนั้นข้อขัดแย้งทางสังคมอันเนื่องมาจากกติกาสําคัญ ของบ้านเมืองก็จะได้หมดไป ผมในฐานะเป็นรองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ พวกเราก็มองนะครับ รัฐธรรมนูญ บางคนมองว่าแก้แล้วจะเกิดเงื่อนไขความขัดแย้งต่อ แต่วันนี้ผมมองว่าแก้แล้วทําให้มันดีขึ้น ทําให้ทุกคนสบายใจ มันก็เป็นการลดความขัดแย้งของสังคม

ท่านประธานที่เคารพครับ ผมฝากเพื่อนสมาชิกรัฐสภาทุกท่าน วันนี้ เป็นโอกาสสําคัญที่เราจะได้ร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์ให้บ้านเมืองโดยการช่วยกันผลักดัน ให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อไปทํากติกาสูงสุดของบ้านเมืองที่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย และจะเป็นมรดกอันดีงามให้กับลูกหลานที่จะได้ใช้ต่อไปในอนาคต ก็ขอพวกเราช่วยกัน สนับสนุน และท่านระมัดระวังได้แต่ไม่ควรจะระแวงกันมากเกินไปครับ ขอบคุณครับ