บัญญัติ บรรทัดฐาน แสดงความเสียใจต่อประชาชนผู้ที่ยื่นร่างรัฐธรรมนูญทั้ง 3 ฉบับ และแสดงความเห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์พยายามชะลอการแก้ไขรัฐธรรมนูญ บัญญัติ บรรทัดฐาน หารือเรื่องรัฐธรรมนูญที่กำลังพิจารณาแก้ไข โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงกฎหมายเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของบุคคลหรือกลุ่มใดๆ และแสดงความไม่เห็นชอบในประการที่ 4 ต่อร่างรัฐธรรมนูญทั้ง 3 ฉบับที่กำลังพิจารณากันอยู่ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการมีความเข้มงวดกวดขันในคุณสมบัติของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้มีความเป็นอิสระจริง
ท่านประธานที่เคารพ กระผม บัญญัติ บรรทัดฐาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา ขอกราบเรียนท่านประธานว่าท่านประธานคงจะได้ สบายใจขึ้นอีกสักเล็กน้อยครับ เพราะว่าเสียงของกระผมคงไม่ดังแบบผู้มีอํานาจอย่างเพื่อน ท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่าน ร้อยตํารวจเอก เฉลิม อยู่บํารุง ครับ เพราะฉะนั้นเมื่อเสียงไม่ดัง กระผมคิดว่าท่านประธานก็คงจะได้กรุณาตั้งใจฟังตามสมควร ท่านประธานซื่อก็ดีแล้วละครับ เพราะว่าความซื่อไม่ได้เป็นปัญหาของประเทศ ในเบื้องต้นก็คงจะต้องขอถือโอกาสนี้ แสดงความเสียใจกับประชาชนผู้ซึ่งเป็นเจ้าของร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับ จํานวนกว่า ๑๕๐,๐๐๐ คน เพราะเหตุผลว่าร่างของท่านไม่ได้รับการพิจารณาที่จะรอ เพื่อได้พิจารณาร่วมกัน แล้วก็เช่นเดียวกันครับคงต้องถือโอกาสนี้แสดงความเสียใจ กับท่านประธานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย คือท่านอาจารย์คณิต ณ นคร ซึ่งความเห็น ของท่านที่จะให้รอการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมทั้ง ๓ ฉบับนี้ ไปรอพิจารณาร่วมกันกับฉบับของประชาชนไม่ได้รับการพิจารณาเช่นเดียวกันครับ แต่อย่างไรก็ตามสําหรับพรรคประชาธิปัตย์นั้น ผมคิดว่าเราพยายามทุกวิถีทางที่จะให้ มีการชะลอ แต่เมื่อเสียงข้างมากในรัฐสภาท่านไม่เอาด้วย เราก็คงจะต้องทําหน้าที่ต่อไป
ท่านประธานครับ กระผมขอเรียนท่านประธานอย่างตรงไปตรงมาว่ากระผม เป็นคนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยเลยครับ กับร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมทั้ง ๓ ฉบับที่กําลัง ได้รับการพิจารณาอยู่ในขณะนี้ แต่ก่อนที่จะลงไปในรายละเอียดของเหตุผลที่ไม่ยอมรับร่าง ทั้ง ๓ ฉบับ กระผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานเป็นเบื้องต้นเสียก่อนว่าคงไม่มีใคร ปฏิเสธครับ ท่านประธานครับ ว่ากฎหมายไม่ว่าจะเป็นกฎหมายสูงสุด หรือไม่ใช่กฎหมายสูงสุด เมื่อกฎหมายได้กําหนดขึ้นมาเพื่อประโยชน์สุขของส่วนรวมของประเทศ เมื่อประโยชน์ ส่วนรวมเปลี่ยน สังคมเปลี่ยน กฎหมายก็ย่อมจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงตาม แต่ว่า ประการสําคัญที่สุดก็คือว่าการเปลี่ยนแปลงของกฎหมายต้องเป็นการเปลี่ยนแปลง อย่างสอดคล้องต้องกันกับสภาวการณ์ของปัญหาที่เปลี่ยนไปจริง ๆ ครับ นั่นก็หมายถึงว่า มีการเปลี่ยนแปลงเพื่อประโยชน์ของสังคมส่วนรวมโดยแท้ ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงเพื่อประโยชน์ ของใครคนใดคนหนึ่ง หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งอย่างที่กําลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอยู่ในขณะนี้
ประการสําคัญที่สุดอีกประการหนึ่งก็คือว่าการเปลี่ยนแปลงกฎหมายที่ว่านั้น จําเป็นจะต้องได้รับการเปลี่ยนแปลงตามหลักการ วิธีการและขั้นตอนที่กําหนดไว้ อย่างชัดเจนครับ ซึ่งในเรื่องของรัฐธรรมนูญอีกสักครู่กระผมก็คงจะได้มีโอกาสอภิปราย ในประเด็นเหล่านี้ให้ลึกลงไปในรายละเอียดอีกครั้งหนึ่ง ขอกราบเรียนท่านประธานว่าเหตุผล ประการแรกที่พวกกระผมไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ร่างในวันนี้ ก็เพราะว่าพวกเรามีความมั่นใจว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้น ไม่ใช่ปัญหาของประเทศ ในขณะนี้ แล้วก็ไม่ใช่กับดักอย่างที่ท่านสมาชิกบางคน บางท่านท่านได้พูดถึงในชั้นเริ่มต้น ของการพิจารณาในวันนี้ ปัญหาของประเทศในวันนี้กระผมเข้าใจว่าในส่วนลึก ๆ รัฐบาลทราบครับ ท่านนายกรัฐมนตรีเองก็ทราบ ซึ่งก็เป็นที่น่าเสียดายว่าวันนี้ท่านไม่ได้ มีโอกาสมานั่งรับฟังการพิจารณารัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายที่สําคัญของประเทศ ที่ผมคิดว่าลึก ๆ รัฐบาลทราบลึก ๆ ท่านนายกรัฐมนตรีทราบ เพราะพวกผมได้ยินกันอยู่บ่อยครับ ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์พูดชัดเจนมาก บอกปัญหาเร่งด่วนของประเทศวันนี้ คือปัญหา การฟื้นฟูและป้องกันอุทกภัยกับปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ ท่านพูดชัดครับ แล้วท่าน ก็ยังพูดต่อไปอีกว่าเรื่องกฎหมาย เรื่องรัฐธรรมนูญคงจะปล่อยไว้ให้เป็นหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ นั่นแสดงว่าอย่างไรครับ นั่นแสดงว่า ๑. รัฐบาลเข้าใจว่าอะไรคือปัญหาเร่งด่วน อะไร คือปัญหาของประเทศวันนี้ และทั้งยังแสดงออกมาให้เห็นด้วยว่าจะปล่อยให้เรื่อง ของรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของรัฐสภา ก็เป็นที่น่าประหลาดใจตามสมควรครับ แล้วท้ายสุด รัฐบาลก็เร่งเสนอเข้ามาครับ เร่งเสนอเข้ามาชนิดที่ว่าในรายละเอียดนั้นดูจะรีบเร่ง มากไปกว่าร่างฉบับใด ๆ ด้วยกันทั้งสิ้น ตรงนี้เป็นข้อน่าพิจารณามาก ท่านประธานครับ ผมฟังนายกรัฐมนตรีแล้วผมเชื่อครับ เพราะฉะนั้นวันนี้ผมยังมีความรู้สึกอยู่เสมอว่าปัญหา เอาอยู่หรือไม่อยู่ คือปัญหาฟื้นฟูและป้องกันอุทกภัยนั้นยังเป็นเรื่องใหญ่ของประเทศอยู่ครับ ก็นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีสําหรับรัฐบาลเมื่อวานนี้ครับ ที่ศาลรัฐธรรมนูญท่านได้วินิจฉัยว่า พระราชกําหนดทั้ง ๒ ฉบับ ที่พรรคประชาธิปัตย์ของกระผมกับบรรดา สมาชิกวุฒิสภาจํานวนหนึ่งท่านได้ยื่นไปที่ศาลรัฐธรรมนูญนั้นได้ผ่านการพิจารณา เป็นที่เรียบร้อย ศาลบอกว่ารัฐบาลทําได้ เพราะฉะนั้นต่อไปนี้ผมคิดว่าถ้าจะมีเหตุให้การแก้ปัญหาการฟื้นฟูและการแก้ปัญหา การป้องกันอุทกภัย จะเกิดความไม่สําเร็จไม่ว่าจะด้วยประการใด ๆ ทั้งสิ้น รัฐบาลนี้ก็คงหมด โอกาสที่จะโยนบาปให้คนอื่นต้องรับผิดชอบแทนไปเสียแล้ว เรื่องปัญหาเศรษฐกิจวันนี้ กระผมเข้าใจว่าทั้งปัญหาเศรษฐกิจภายนอกและปัญหาเศรษฐกิจภายในดูจะยังรุมเร้ารัฐบาล อยู่ชัดเจนครับ โดยเฉพาะเศรษฐกิจชาวบ้านนั้นปฏิเสธไม่ได้ว่าวันนี้สาหัสสากรรจ์มากครับ ค่าครองชีพซึ่งสูงขึ้นทุกวัน อันเป็นเรื่องที่สืบเนื่องมาจากการกระชากราคาพลังงาน คือ น้ํามันและแก๊สขึ้นอย่างไม่รู้จักจบจักสิ้น ทั้ง ๆ ที่รัฐบาลเคยบอกอยู่เสมอว่าจะพยายาม ลดราคาสิ่งเหล่านี้ จะพยายามกระชากราคาสินค้าให้ต่ําลง แต่วันนี้มันกลับเป็นคนละเรื่อง ผมคิดว่าอย่างนี้ก็ยังเป็นเรื่องใหญ่ เพราะฉะนั้นด้วยความตระหนักในปัญหาของประเทศชาติ ปัญหาของประชาชนที่เป็นอยู่ในขณะนี้ พวกกระผมจึงเห็นว่าวันนี้ปัญหาเร่งด่วนไม่ใช่ปัญหา การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ยิ่งประกอบกับมีการยอมรับค่อนข้างจะสําคัญมากว่าปัญหาบ้านเมือง วันนี้ยังมีความขัดแย้งกันอยู่ครับ การเสนอร่างรัฐธรรมนูญซึ่งดูจะเป็นประเด็นของความขัดแย้ง เข้ามาสู่การพิจารณานั้นอาจจะเป็นการเพิ่มความขัดแย้งอย่างรุนแรงให้เพิ่มขึ้นอีกได้ ซึ่งในหนังสือของท่านประธานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายที่ท่านประธานรัฐสภา ได้กรุณาแจกจ่ายให้พวกเราได้รับรู้รับทราบในวันนี้ก็ดูจะพูดถึงเรื่องนี้อย่างชัดเจน เช่นเดียวกัน ผมคิดว่าทั้ง ๒ ประการนี้ได้กลายเป็นเหตุผลในประการแรกที่พวกกระผม เห็นว่าจะไม่รับหลักการของร่างรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับที่กําลังจะพิจารณากันครับ
เหตุผลประการที่ ๒ ท่านประธานครับ กระผมได้เกริ่นกับท่านประธานไว้แล้ว ตามสมควรว่าหลักของการแก้กฎหมายนอกเหนือจากจะแก้เพื่อประโยชน์ของสังคมโดยรวม อย่างแท้จริงแล้วละก็ หากจะมีหลักเกณฑ์ มีวิธีการที่กําหนดไว้สําหรับการแก้ไขกฎหมาย เหล่านั้นรัฐบาลต้องทําตามและรัฐสภาต้องทําตามครับ ในส่วนของการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ต้องยอมรับความจริงว่ามีบัญญัติไว้ค่อนข้างจะชัดเจนในมาตรา ๒๙๑ ที่รัฐบาลนี้ และเพื่อนสมาชิกในสภานี้หลายพรรคพยายามแก้ไขนั่นล่ะครับ นั่นก็หมายถึงว่าต้องแก้ เป็นประเด็น ๆ ไปครับ ถ้าเห็นว่าประเด็นใดมีปัญหา ประเด็นใดยังเป็นอุปสรรคข้อขัดข้อง ในการบริหารราชการแผ่นดินก็เสนอเข้ามาเป็นเรื่อง ๆ พร้อมเหตุผลและความจําเป็น ที่จะต้องแก้ ซึ่งจะต้องทํากันเช่นนั้นครับ ซึ่งพวกกระผมก็เคยทําเป็นตัวอย่างให้เห็นมาแล้ว ในรอบปีที่ผ่านมา วันนี้ท่านประธานครับ รัฐบาลโดยคณะรัฐมนตรีและเพื่อนสมาชิก จากพรรคร่วมรัฐบาลอีกอย่างน้อย ๒ พรรคได้เสนอร่างเข้ามาในลักษณะที่ล้มเลิกรัฐธรรมนูญ ไปทั้งฉบับ คือยกเลิกรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ ไปเลย ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าจะสามารถทําได้ครับ เพราะอย่างน้อยก็เห็นได้อย่างชัดเจนว่าขัดกับตัวรัฐธรรมนูญที่กําหนดไว้แล้วในมาตรา ๒๙๑ อย่างแน่นอน จะใช้วิธีเลี่ยงบาลีโดยแก้ไขเพิ่มเติมให้มีหมวดใหม่ขึ้นมาต่อจากมาตรา ๒๙๑ โดยเท้าความไปถึงวิธีการที่เคยกระทํากันมาแล้วก่อนจะร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ ผมคิดว่าไม่เหมือนกันครับ กระผมคิดว่าวันนี้กับก่อนจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ นั้น อย่างน้อยที่สุดมีข้อเท็จจริง ๒ ประการซึ่งขัดแย้งกันโดยสิ้นเชิง
ประการแรกในทางข้อเท็จจริงครับ ต้องยอมรับความจริงว่าบรรยากาศ ก่อนการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๓๔ เพื่อจัดทําเป็นรัฐธรรมนูญใหม่ เป็นฉบับปี ๒๕๔๐ ด้วยเหตุผลที่อ้างว่าเพื่อเป็นการปฏิรูปการเมือง เพื่อเป็นการปฏิรูปประเทศไทย กระผมคิดว่า ใครก็ตามที่ติดตามการเมืองมาตั้งแต่ครั้งนั้นก็จะพบความจริงว่าวันนั้นบรรยากาศไม่เหมือน วันนี้ครับ วันนั้นเป็นบรรยากาศของความร่วมมืออย่างดียิ่ง ความระแวงแคลงใจระหว่างกัน ก็ดูเกือบจะไม่มีครับ ความขัดแย้งอย่างรุนแรงไม่ได้ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนเหมือนอย่างที่ เป็นอยู่ในขณะนี้ ซึ่งอาจจะเป็นเพราะความรู้สึกร่วม ของความจําเป็นที่จะต้องมีการปฏิรูป การเมืองในเวลานั้นให้มีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น บทบัญญัติที่ได้รับการพูดถึงกันอยู่เสมอ ก็คือนายกรัฐมนตรีจะต้องมาจากการเลือกตั้ง ประธานสภาผู้แทนราษฎรจะต้องเป็นประธานรัฐสภา การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลต้องสามารถกระทํากันได้อย่างง่ายดายมากขึ้น แม้จะได้มี การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๓๔ ไปบ้างแล้วตามสมควร แต่ความรู้สึกอย่างนั้น ยังไม่จบสิ้นลงไป เรียกร้องให้มีการปฏิรูปการเมืองครับ แต่ประการสําคัญที่สุดเวลานั้นก็คือว่า ก่อนหน้าที่รัฐมนตรีก่อนหน้าที่รัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีบรรหารจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยมาตรา ๒๙๑ อย่างที่บางท่านได้พูดถึงไปเมื่อสักครู่นี้ บรรยากาศก่อนหน้านั้น ซึ่งเป็นบรรยากาศของความร่วมมืออย่างดียิ่ง ก็คือบรรยากาศของความเห็นร่วมด้วยในการที่ ท่านประธานรัฐสภาในเวลานั้นคือท่านประธานมารุตครับ ซึ่งเป็นช่วงระหว่างเวลาที่อยู่ ระหว่างสมัยของท่านนายกรัฐมนตรีชวน หลีกภัย ท่านประธานมารุตได้มีการแต่งตั้ง คณะกรรมการขึ้นมาคณะหนึ่งเรียกว่าคณะกรรมการพัฒนาการเมือง โดยมีอาจารย์ หมอประเวศ วะสี เป็นประธาน กระผมจําได้อย่างแม่นยําว่ากระผมได้เห็นกรรมการคณะนั้น ได้ดําเนินการภายใต้ความร่วมมือที่สอดคล้องกับเสียงเรียกร้องต้องกันของประชาชนอย่างดียิ่ง เพราะกระผมบังเอิญนั่งเป็นรองประธานอยู่ด้วย มีแนวความคิดหลายเรื่อง มีแนวความคิด หลายประการครับ ที่สอดคล้องต้องกันกับความรู้สึกคนส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้นในทันที ที่รัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีบรรหารในสมัยต่อมามีดําริจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยแก้ไข มาตรา ๒๙๑ อย่างที่ว่านี้ครับ ความร่วมมือจึงเกิดขึ้นอย่างดียิ่ง ไม่ได้ขัดแย้งกันอย่างที่ เป็นอยู่ในเวลานี้
ความแตกต่างประการที่ ๒ ซึ่งกระผมเข้าใจว่าน่าจะถือเป็นปัญหา ข้อกฎหมายเช่นเดียวกันก็คือว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๓๔ ซึ่งได้รับการแก้ไขนั้น ไม่ได้ผ่านการจัดทําประชามติ ซึ่งต่างกันกับรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ที่เราจะแก้กันอยู่ ในขณะนี้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้รับการแก้ไขโดยมีการจัดทําประชามติจนเป็นที่เรียบร้อย ท่านประธานครับ ผมเข้าใจว่าสําหรับคนที่เรียนกฎหมายกันมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าเคยเรียนเรื่องรัฐธรรมนูญ ท่านครูบาอาจารย์สมัยเก่า ๆ นั้นจะบอกกับบรรดาลูกศิษย์ลูกหาว่า รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายที่เรียกว่าแก้ไขยาก เพราะฉะนั้นจึงมีการกําหนดไว้ชัดเจน ถึงหลักการและวิธีการแก้ไขไว้ในตัวรัฐธรรมนูญเอง ท่านบอกว่าที่รัฐธรรมนูญจําเป็นต้องเป็น กฎหมายที่มีความแก้ไขยาก ก็เพราะว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ถ้าปล่อยให้มีการแก้ไขกันง่าย ๆ หลักของประเทศจะเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอยู่เสมอ คนในชาติ ก็จะไม่มีหลักยึด เพราะฉะนั้นในทันทีที่รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ได้ผ่านการจัดทํา ประชามติให้ความเห็นชอบจากประชาชนในชั้นสุดท้ายถึงกว่า ๑๔ ล้านเสียง เกือบ ๆ จะ ๑๕ ล้านเสียง ท่านประธานครับ กระผมเข้าใจว่าตรงนี้ที่เป็นการสนับสนุนส่งเสริม ให้รัฐธรรมนูญ ซึ่งในทางตําราถือว่าเป็นกฎหมายที่แก้ไขยากอยู่แล้ว แล้วจะมาแก้ไขอย่างง่าย ๆ โดยไม่มีการจัดทําประชามติก่อน ล้มเลิกกันง่าย ๆ ทั้งฉบับ เป็นเรื่องที่ทําได้หรือไม่ ผมคิดว่า ตรงนี้เป็นประเด็นข้อกฎหมายอย่างสําคัญมากซึ่งในความรู้สึกของกระผม กระผมคิดว่า ทําไม่ได้
เหตุผลประการที่ ๓ ก็คือเหตุผลต่อกรณีที่มีการพูดจากันอยู่เสมอ ๆ แม้กระทั่งในสภานี้ ซึ่งเมื่อสักครู่ ฯพณฯ รองนายกรัฐมนตรี ท่าน ร้อยตํารวจเอก เฉลิม อยู่บํารุง ท่านก็พูด ท่านบอกว่าเมื่อรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ เป็นรัฐธรรมนูญที่มาจากการปฏิวัติ มีรากฐานมาจากตรงนั้น ท่านรับไม่ได้ท่านก็อยากจะเลิก ซึ่งกระผมเห็นว่าถ้าเราตั้งหลักกัน ตรงนั้นครับ แล้วก็คิดกันอย่างนั้น ก็คงจะต้องมีรัฐธรรมนูญอื่นอีกหลายต่อหลายฉบับครับ แต่ว่ารัฐธรรมนูญเหล่านั้นก็หาได้รับการยกเลิกไม่ แถมหลายฉบับก็ได้รับการปฏิบัติ ได้รับการบังคับใช้ด้วยดีมาเป็นระยะ ๆ สมัยหนึ่งเรามักได้ยินกันอยู่บ่อยครับ ทั้งนอกสภา และทั้งในสภานี้ครับ มีคนพูดคําคมว่า จะเป็นแมวสีอะไรก็ได้ครับถ้าสามารถจับหนูเป็น และสามารถจับหนูได้ ก็ถือว่าใช้ได้แล้ว นั่นก็หมายถึงว่าที่มาของกลไก ที่มาของเครื่องจักรที่จะใช้ในการปฏิบัติ ภารกิจที่สําคัญ จะเป็นมาอย่างไรก็สุดแท้แต่ แต่ถ้าสามารถนํามาใช้แล้วสามารถบรรลุ ความมุ่งหมายตามที่ประสงค์ไว้ได้ก็น่าจะเป็นเรื่องเพียงพอตามสมควร ตรงนี้จะสอดคล้อง หรือไม่สอดคล้องกับคําพูดของผู้นําประเทศไทยยุคหนึ่งหรือไม่ก็ไม่ทราบ ที่บอกว่า ประชาธิปไตยเป็นแต่เพียงวิธีการ ความมุ่งหมายต่างหากที่เป็นเรื่องสําคัญ กระผม ก็คิดอย่างนี้ครับ กระผมคิดว่าถ้าวันนี้เรามาดูในเรื่องมีรากฐาน มีที่มาจากการปฏิวัติ รัฐประหารหรือไม่แต่เพียงประการเดียวแล้วละก็ ผมคิดว่าคงไม่ถูก ใจผมผมจะดูว่า รัฐธรรมนูญนั้นใช้ได้หรือใช้ไม่ได้เพียงใด กระผมดูอยู่ ๓ อย่างครับ คือ ๑. ดูกระบวนการ จัดทํา ซึ่งทุกคนก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นเรื่องสําคัญมาก วันนี้ก็เห็น ฯพณฯ รองนายกรัฐมนตรี ร้อยตํารวจเอก เฉลิม อยู่บํารุง ก็เน้นแล้วเน้นอีกว่ากระบวนการจัดทําที่จะทําขึ้นใหม่ต้องดี ๒. ดูเนื้อหาสาระ ๓. ดูผลบังคับใช้ของรัฐธรรมนูญฉบับที่ใช้กันอยู่แล้ว ซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้ กระผมคิดว่าตลอดระยะเวลาของการบังคับใช้รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ที่ผ่านมานั้น ต้องถือว่าใช้ได้ครับ กระบวนการจัดทําปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นกระบวนการจัดทําที่ค่อนข้าง จะครบถ้วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งของการมีส่วนร่วมของประชาชน และการรับฟังความคิด ความเห็นอย่างกว้างขวาง ในเอกสารที่รัฐสภากรุณาแจกในวันนี้ ที่พูดถึงกระบวนการในการ จัดทํารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ นั้น ดูจะกล่าวไว้อย่างน่าประทับใจยิ่งครับ มีการตั้ง คณะกรรมการที่เกี่ยวข้องหลายต่อหลายคณะที่เกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วม และการรับฟัง ความคิดความเห็นของประชาชนอย่างกว้างขวาง มีทั้งกับงานหลัก มีทั้งกับงานระดับภาค ระดับจังหวัด และที่สําคัญที่สุดก็คือว่าก่อนการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมาธิการยกร่าง นอกเหนือจากจะต้องฟังคณะกรรมการในส่วนที่เกี่ยวข้องแล้ว ยังลงทุนเดินทางไปรับฟัง ความคิดความเห็นจากประชาชนทั่วทั้งภูมิภาค ยกร่างเสร็จนอกจากต้องพิมพ์ออกเผยแพร่แล้ว ยังจะต้องมีการจัดส่งให้ผู้เกี่ยวข้องอย่างน้อยที่สุดถึง ๑๒ องค์กร เพื่อตรวจสอบ เพื่อให้ ความเห็นเพิ่มเติม แล้วก็นํามาจัดทําเป็นรัฐธรรมนูญใหม่ เพราะฉะนั้นในแง่กระบวนการ เช่นนี้ท่านประธานครับ จะมีรากฐานที่มาจากปฏิวัติรัฐประหารหรือไม่ อย่างไร ก็สุดแท้แต่ แต่ว่าในแง่กระบวนการต้องถือว่าครบถ้วน ในแง่ของเนื้อหาสาระ ในแง่ของความมุ่งหมาย ซึ่งมีอยู่อย่างน้อย ๔ ประการด้วยกัน ก็คือ ๑. ความพยายามที่จะขยายการรับรอง คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนให้มากขึ้น ความพยายามในการขจัดการใช้อํานาจ อย่างเบี่ยงเบนและไม่เป็นธรรม ความพยายามทําให้การเมืองเป็นการเมืองที่โปร่งใส ประชาธิปไตยราคาถูก และมีคุณธรรมจริยธรรมมากยิ่งขึ้น การสนับสนุนส่งเสริม องค์กรตรวจสอบให้ทํางานได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น มีการแทรกแซงได้น้อยลง ท่านประธานครับ เราปฏิเสธไม่ได้ว่าตลอดช่วงระยะเวลาที่ใช้มาแม้จะยังไม่นานนักครับ แต่ว่าก็มีสิ่งดี ๆ เกิดขึ้นมากมายตามสมควร ซึ่งเมื่อสักครู่นี้ก็ยังอุตส่าห์ได้ยินท่านสมาชิก คนสําคัญของพรรคชาติไทยพัฒนา คือคุณชุมพล ศิลปอาชา ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม ท่านก็พูดถึงข้อดี ๆ เหล่านี้เอาไว้มากตามสมควร แน่นอนครับ ในดีก็มีเสีย ในเสียก็มีดี ดูมาตราสําคัญของรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ที่ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์มากเป็นอย่างยิ่งครับ ซึ่งก็คือมาตราที่ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีส่วนทําให้ระบบพรรคการเมืองอ่อนแอ ไม่มีความต่อเนื่อง กระผมเข้าใจครับท่านประธานที่เคารพ การพูดในลักษณะเช่นนี้ก็คือการพูดถึง บทมาตรา ๒๓๗ ที่ทําให้การยุบพรรคการเมืองสามารถกระทําได้ง่ายมากขึ้น มาตรานี้ จะเรียกว่าเป็นการใช้ยาแรงเกินไปกว่าเหตุก็อาจจะสามารถพูดเช่นนั้นได้ แต่ว่าจากการที่ กระผมได้มีโอกาสพูดคุยกับคณะกรรมาธิการยกร่างหลายต่อหลายคน ท่านอธิบายชัดเจนมาก ท่านบอกว่าในเวลาที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้กําลังพิจารณากันอยู่นั้น ปัญหาหนึ่งที่ได้รับการหยิบยกขึ้นมาเป็นข้อพิจารณามากที่สุดคือปัญหาการซื้อสิทธิขายเสียง ซึ่งรุนแรงขึ้นทุกวัน ตรงนี้ละครับท่านบอกว่าถ้าเราปล่อยให้ประชาธิปไตยมีราคาแพง มากขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนแนวโน้มที่กําลังเกิดขึ้นในประเทศไทยตลอดช่วงระยะเวลาหลายปี ที่ผ่านมา ท่านบอกว่าท้ายสุดพรรคการเมืองก็เป็นแต่เพียงเครือข่ายของระบบทุนเท่านั้นเองครับ ส่วนจะเป็นทุนคนเดียว หรือกลุ่มทุนก็สุดแท้แต่ เพราะเมื่อพรรคการเมืองต้องใช้เงินมาก ประชาธิปไตยราคาแพงมาก หนีไม่พ้นครับที่พรรคการเมืองต้องวิ่งเข้าหากลุ่มทุนเพื่อขอรับ การสนับสนุน รับการสนับสนุนมาก ๆ ความเป็นเนื้อ เป็นหนี้บุญคุณก็เกิดขึ้น ประชาธิปไตย ก็มีปัญหาได้ จึงเกิดมาตรา ๒๓๗ ครับ ท่านบอกว่าการซื้อสิทธิ ขายเสียงไม่สามารถจะขจัดได้เลยครับ ถ้าพรรคการเมืองไม่ร่วมมือด้วย ไม่ต้องร่วมรับผิดชอบด้วย ผมคิดว่าตรงนี้คือที่มาของปัญหา มาตรา ๒๓๗ ที่บอกว่าถ้ามีการกระทําทุจริตการเลือกตั้งแล้วเป็นที่ปรากฏชัดว่าการกระทํา ที่ว่านั้นเป็นการกระทําของกรรมการบริหารพรรคหรือแม้แต่สมาชิกทํา แต่กรรมการบริหารพรรค ร่วมรู้เห็นเป็นใจด้วย ต้องยุบพรรค ต้องเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของกรรมการบริหารทั้งคณะ มีคนพูดเมื่อสักครู่บอกว่ามีอยู่พรรคเดียวเท่านั้นเองที่ไม่เคยถูกยุบและอาจจะถูกยุบ ในวันข้างหน้าได้ เป็นพรรคการเมืองเก่าแก่ ก็คงเป็นอย่างอื่นไม่ได้ครับนอกเหนือจาก พรรคประชาธิปัตย์ของพวกกระผม ก็จะกราบเรียนท่านประธานไว้ตรงนี้ว่าเราก็เคยเจอครับ เราเคยถูกร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งให้มีการยุบพรรคอย่างน้อยก็ ๒ ครั้งมาแล้ว เมื่อเร็ว ๆ มานี้ครับ แต่ว่าท่านประธานครับกฎหมายจะรุนแรงอย่างไรก็แล้วแต่ครับ ถ้าการกระทําผิดไม่เกิดขึ้นกฎหมายก็คงไม่มีผลอะไรด้วยกันทั้งสิ้น เรารอดพ้นจากการยุบพรรค มาถึง ๒ ครั้ง ๒ หน เพราะไม่ได้มีส่วนในการร่วมกระทําความผิดด้วย มันก็เท่านั้นเองครับ แต่ว่าแน่นอนครับ จะเรียกว่าแรงก็แรงครับ กระผมคิดว่าบางทีความรุนแรงตรงนี้น่าจะลดลงได้ ในระดับหนึ่งเหมือนกันครับ คือเมื่อปรากฏว่ามีการทําความผิดเกิดขึ้นแล้วพรรคไม่ต้องยุบ แต่ความรับผิดชอบของกรรมการบริหารที่มีส่วนรู้เห็นเป็นใจผมคิดว่าไม่พ้นผิด เพราะแน่นอนครับ ถ้าพ้นผิดกันง่าย ๆ ความรับผิดชอบในการขจัดการซื้อสิทธิขายเสียง ก็เกิดขึ้นไม่ได้ แล้วถ้าเป็นเช่นนั้นวันหนึ่งซึ่งวันนี้ก็เริ่มพูดถึงกันอยู่แล้วว่าความน่ากังวลที่สุด สําหรับประเทศไทยนั้นคงไม่ใช่เรื่องรัฐประหารครับ แต่เป็นเรื่องทุนผูกขาดทางการเมือง ที่เข้ามาผูกขาดอํานาจทางการเมืองเกิดขึ้น ปัญหาตรงนี้ก็คือปัญหาว่าแล้วเราจะช่วยทําให้ ประชาธิปไตยของเราราคาถูกได้อย่างไร จึงไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของทุนผูกขาดที่จะเข้ามา ผูกขาดอํานาจต่อไป ซึ่งเป็นเรื่องน่ากลัวมาก มาตรา ๓๐๙ ก็เป็นอีกมาตราหนึ่งครับ วันนี้ ก็ได้ยินผู้เกี่ยวข้องหลายต่อหลายคนพูดถึงมาตรานี้ในลักษณะที่ไม่ค่อยดีนัก แน่นอนครับ โดยตัวบทมาตราที่เขียนไว้เพื่อรับรองการกระทํา หรือคําสั่งที่สืบเนื่องมาจากการปฏิวัติ รัฐประหารอย่างไม่รู้จักจบจักสิ้น ก็ดูจะเป็นเรื่องที่ไม่สู้จะเป็นมงคลเท่าไรนัก แต่ว่าจากการที่ ได้มีโอกาสพูดคุยกับคณะกรรมาธิการยกร่างมาตรานี้ท่านก็บอกไว้เหมือนกันครับ ท่านบอก ท่านไม่ได้ห่วงเรื่องอื่น ห่วงสํานวนการสอบสวนของคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน ที่ตั้งขึ้นมาในเวลานั้น แล้วก็เริ่มทําการตรวจสอบอย่างมีหลักมีฐานตามสมควร ซึ่งว่าตามจริง ก็เป็นแต่เพียงพนักงานสอบสวนเบื้องต้นเท่านั้นครับ สอบสวนเสร็จแล้วก็ต้องส่งให้พนักงานอัยการ แล้วส่งศาลตามตัวบทกฎหมายที่มีอยู่ก่อนหน้าการปฏิรูปการเมืองการปกครองด้วยกันทั้งสิ้น แล้วก็เป็นตัวบทกฎหมายที่สืบเนื่องมาจากรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ ด้วยกันทั้งสิ้น ท่านบอกท่านถึงกังวลตรงนี้ครับ ยกเลิกคําสั่งอื่นไม่เป็นไร แต่ถ้ามีผลให้สํานวนการสอบสวน ของกรรมการตรวจสอบทั้งหมด เป็นโมฆะไม่มีกฎหมายรับรอง ท่านบอกก็น่าเสียดายครับว่า ความเสียหายหลายเรื่องซึ่งทําท่าจะได้รับการชดเชยให้แก่รัฐ ก็ต้องเป็นอันระงับยับยั้งลง ไม่สามารถจะดําเนินการต่อไปได้ ท่านประธานครับ นี่คือเหตุผลในประการที่ ๓ ซึ่งเป็น เหตุผลที่สืบเนื่องมาจากเหตุอ้างแบบกําปั้นทุบดินว่าเมื่อลองได้ชื่อว่าเป็นรัฐธรรมนูญ ที่มีรากฐานมาจากการปฏิวัติแล้วต้องยกเลิกเสียด้วยกันทั้งสิ้น กระผมเองก็ไม่ได้มีความนิยม ชมชื่นต่อการปฏิวัติรัฐประหารในประเทศสักเท่าไรครับ เพียงแต่ว่าเมื่อกฎหมายเป็นประโยชน์ เมื่อกฎหมายใช้ได้การจะยกเลิกเสียง่าย ๆ ก็คงจะต้องมีความระมัดระวังตามสมควร เช่นเดียวกัน
ความไม่เห็นชอบในประการที่ ๔ ต่อร่างรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับที่กําลัง พิจารณากันอยู่นี้ คือความไม่เห็นชอบด้วยจากข้อบกพร่องที่มีอยู่ในตัวร่างรัฐธรรมนูญ ทั้ง ๓ ฉบับเอง ซึ่งจะเป็นความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจกระผมก็ไม่อาจทราบได้ แต่อ่านดูแล้ว น่ากังวล ท่านประธานครับ ท่านประธานต้องจําได้ว่าทุกครั้งที่มีการจัดทํารัฐธรรมนูญขึ้นมา ในประเทศนี้ สิ่งหนึ่งที่มักจะมีการหยิบยกขึ้นมาเป็นข้อพิจารณาอยู่เสมอ ๆ ก็คือความเป็นอิสระ ของสภาร่างรัฐธรรมนูญ และความเป็นอิสระของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งคราวนี้ ก็พูดถึงครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในนโยบายของรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภานี้ เมื่อเดือนสิงหาคม ที่ผ่านมาก็แถลงไว้ชัด บอกจะสนับสนุนส่งเสริมการปฏิรูปการเมือง โดยมีสภาร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีความเป็นอิสระและมีประชาชนมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง ดูบทบัญญัติหลายต่อหลาย มาตราของร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่แก้ไขมานี้แล้ว มองหาความเป็นอิสระไม่ค่อยเจอ ตรงนี้ น่ากังวลมาก กระผมอาจจะเป็นคนคิดมากไปก็ได้ครับ แต่อะไรก็ตามท่านประธานครับ ถ้าจะกระทําเพื่อประโยชน์ส่วนรวมแล้วล่ะก็ คงจะต้องมีความระมัดระวังว่าจะเดินไปสู่ เป้าหมาย จะเดินไปสู่จุดนั้นอย่างแท้จริง ดูคุณสมบัติของคนที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น สมาชิกสภา สสร. หรือแม้แต่จะมาจากการคัดเลือก เห็นได้ชัดครับว่าเป็นเพียงคุณสมบัติเบื้องต้น ของผู้ที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้นเองครับ กระผมรังเกียจ คนที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือ ไม่ครับ เพราะกระผมก็เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่ต้องยอมรับความจริงว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแต่ละคนก็คงเหมือนกับคนในวงการ ทั่ว ๆ ไปครับ อาจจะมีบุคลิกภาพ มีความน่าพึงพอใจ มีคุณสมบัติอันพึงประสงค์ และบางส่วนก็อาจจะมีไม่พึงประสงค์บ้างก็เป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่ถ้าเราต้องการที่จะทํา รัฐธรรมนูญให้มีความเป็นอิสระจริง ๆ ผมคิดว่าเราคงจะต้องมีความเข้มงวดกวดขัน ในคุณสมบัติเหล่านี้ตามสมควรครับ เพราะวันนี้ก็เริ่มมีการพูดจากันแล้วว่า สสร. ภาคนั้น น่าจะเป็นของพรรคนั้น สสร. ภาคนี้ก็น่าจะเป็นคนของพรรคโน้น ซึ่งเรื่องอย่างนี้ ต้องยอมรับว่าไม่เป็นมงคลด้วยกันทั้งสิ้น จะตอบง่าย ๆ แบบกําปั้นทุบดิน อย่าง ฯพณฯ รองนายกรัฐมนตรี ร้อยตํารวจเอก เฉลิมว่า ก็มันยังไม่เลือกกันมาเลย จะไปรู้ได้อย่างไรก็ไม่ได้ ความจําเป็นที่จะต้องมีความระมัดระวังอย่างที่สุดเพื่อไม่ให้อิทธิพล ทางการเมืองเข้ามาครอบงําเรื่องนี้ ผมคิดว่าเป็นเรื่องจําเป็นมาก เพราะฉะนั้น ในความรู้สึกของผมนั้นกระผมคิดว่าคุณสมบัติของสมาชิกสภา สสร. ไม่ว่าเป็น สสร. ที่มาจากการเลือกตั้ง หรือไม่ว่าจะเป็น สสร. ที่จะผ่านการคัดเลือกมาจากการคัดเลือกชั้นต้นแล้ว ก็ตาม คุณสมบัติที่น่าจะนํามาใช้เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นว่าปลอดจากการครอบงํา หรือความเกี่ยวโยงของฝ่ายการเมืองอย่างแท้จริงครับ ก็คือคุณสมบัติที่มีกําหนดไว้แล้ว ในรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับคุณสมบัติของสมาชิกวุฒิสภา นั่นก็หมายถึงว่าในส่วนนี้ถ้าเจ้าของร่างใจกว้าง ยอมให้มีการแก้ไขในลักษณะที่ลด ความเชื่อมโยงกับการเมืองลงได้ตามสมควร เช่น กําหนดเพิ่มเติมลงไปว่าต้องไม่เป็นบุพการี ต้องไม่เป็นคู่สมรส ต้องไม่เป็นบุตรของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองหรือผู้ดํารงตําแหน่งอื่น ต้องไม่เป็นหรือเคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่พ้นจากตําแหน่งมาแล้วไม่ถึงเวลา ๕ ปี ต้องไม่ดํารงตําแหน่งเป็นสมาชิกพรรคการเมือง หรือดํารงตําแหน่งในพรรคการเมือง หรือถ้าเคยเป็นก็ต้องพ้นจากสภาพเช่นนั้นมาแล้วไม่น้อยกว่าเป็นเวลา ๕ ปี ผมคิดว่าถ้าทําได้ อย่างนี้อย่างน้อยความระแวงแคลงใจว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญที่จะมีสมาชิกผ่านมาจาก การเลือกตั้งนั้น จะไม่ใช่สมาชิกเครือข่ายของพรรคการเมือง ของรัฐบาล หรือของใครต่อใคร ที่สามารถสั่งการได้ อย่างนี้คนก็คงจะสบายใจมากขึ้น
เรื่องที่ ๒ ในเหตุผลอย่างเดียวกันท่านประธานครับ เมื่อสักครู่ ฯพณฯ รองนายกรัฐมนตรีเฉลิมท่านก็พูดซ้ําแล้วซ้ําอีกว่าทําไมไม่เห็นด้วยกับการคัดเลือกชั้นต้น ของสภาอุดมศึกษาซึ่งคัดเลือกขึ้นมาก่อน ท่านบอกเมื่อมีการคัดเลือกขึ้นมาในลักษณะเช่นนี้แล้ว จะไปบอกว่ารัฐบาลครอบงํา หรือใครครอบงําได้อย่างไร ผมคิดว่าไม่ใช่เช่นนั้นนะครับ เรื่องนี้ เป็นที่น่ากังวลมาก เพราะไม่ว่าการคัดเลือกชั้นต้นจะกระทําโดยสภาอุดมศึกษา ซึ่งตรงนี้ หากจะไปเทียบเคียงกับฉบับปี ๒๕๔๐ ซึ่งเวลานั้นมีสภาอุดมศึกษาอยู่ประมาณ ๒๙ สภาสถาบัน การคัดเลือกเบื้องต้นก็ได้กลุ่มคนจํานวนมากเข้ามาให้รัฐสภาคัดเลือกก่อน แต่เมื่อมาถึงวันนี้กระผมเข้าใจว่าจํานวนนี้ก็ยิ่งจะมีจํานวนมากขึ้น แล้วสําคัญที่ไม่เข้าใจไปอีกว่า ในร่างของรัฐบาลเองครับดูจะมีเพิ่มเติมไปจากร่างของฝ่ายอื่น ๆ โดยเพิ่มภาคเศรษฐกิจ และสังคม แล้วภาคเอกชนเข้ามาด้วย กระผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่าการเพิ่มเติมเข้ามา ในลักษณะเช่นนี้อาจจะเพิ่มเติมด้วยความรู้สึกว่าถ้าจํานวนคนที่ได้รับการคัดเลือกในชั้นต้น ยังมีจํานวนไม่มากพอ บางทีการคัดเลือกในชั้นสุดท้ายที่อยากจะได้คนที่มีคุณสมบัติ อันพึงประสงค์สําหรับตนเองอาจจะเกิดขึ้นไม่ได้ จึงเพิ่มจํานวนมากขึ้นมาอีก กระผมอาจจะ คิดมากท่านประธานครับ แต่ก็อย่างที่กราบเรียนท่านประธานไว้แล้วว่าถ้าจะตั้งใจ เพื่อประโยชน์ส่วนรวม การระมัดระวังให้การดําเนินการเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ ยุติธรรม ให้คนหายแคลงใจ กระผมคิดว่าตรงนี้เป็นเรื่องสําคัญมาก และแน่นอนครับตรงนี้อธิบายว่าอย่างไร ตรงนี้อธิบายว่าไม่ว่าการคัดเลือกชั้นต้นจะได้มาในจํานวนบุคคลที่มีหลักมีเกณฑ์ อย่างมากมายเพียงไรก็แล้วแต่ แต่เมื่อการคัดเลือกที่ดําเนินการในชั้นต้นมีจํานวนมากกว่า ๑๐๐ ถึง ๒๐๐ แล้วเมื่อเข้ามาถึงรัฐสภาให้รัฐสภาเลือกเอาประเภทละ ๗ คน ๘ คน เท่านั้น ท่านประธานครับ เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าเสียงข้างมากในรัฐสภาขณะนี้เป็นของใคร เพราะฉะนั้นการคัดเลือกจะมีเหตุมีผลอย่างไรก็แล้วแต่ เมื่อเข้ามาถึงรัฐสภาแล้วมี การคัดเลือกโดยรัฐสภา ผมคิดว่าฝ่ายรัฐสภาเสียงข้างมากย่อมสามารถที่จะเลือกเอาบุคคล ที่ตัวเองมีความพึงพอใจ คือพูดจากันได้เข้ามาเป็นส่วนใหญ่ แล้วตรงนี้จะเรียกว่าเราจะมี สภาร่างรัฐธรรมนูญ และมี สสร. ที่มีความเป็นอิสระอย่างไร ผมคิดว่าตรงนี้ก็ต้องแก้ไข ถ้าแก้ไขไม่ได้ก็คงรับกันยาก แล้วก็เป็นปัญหาแน่นอนครับ
เหตุผลประการสุดท้ายท่านประธานครับ คือเหตุผลที่พูดกันมากเป็นพิเศษครับ คือนอกเหนือจากจะทําได้หรือทําไม่ได้ จะขัดกับกฎหมายรัฐธรรมนูญอย่างที่กระผม ได้กราบเรียนไว้ในเหตุผลข้อที่ ๒ แล้ว มีคนพูดชัด เมื่อสักครู่ก็มีคนพูดถึงอีกว่าการจัดทํา รัฐธรรมนูญในฉบับอย่างนี้ในลักษณะเช่นนี้ มันเปรียบได้ง่าย ๆ กับเจ้าของเช็คครับ ลงลายมือชื่อในเช็คในฐานะผู้สั่งจ่าย แล้วก็มอบเช็คให้กับผู้ถือไป โดยไม่ได้ระบุจํานวนเงิน ที่แน่นอนลงไป ท่านประธานครับ ตรงนี้อันตรายครับ ถ้าผู้ถือเช็คมีความสุจริตไว้ใจกันได้ ก็ดีอยู่ แต่ถ้าผู้ถือเช็คเกิดไม่มีความสุจริต ตกอยู่ภายใต้การครอบงําของใครต่อใคร ท่านประธานลองคิดดูเถอะครับว่าปัญหามันจะเกิดขึ้นมากมายขนาดไหน ภายใต้หลักการวิธีการที่เราทํารัฐธรรมนูญกันอยู่ในขณะนี้ทั้ง ๓ ร่าง ๓ ฉบับ ต้องกราบเรียน ท่านประธานไว้ทีเดียวว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็แล้วแต่ครับ แต่ย่อมจะเป็นอํานาจ ของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่สามารถจะไปดําเนินการอะไรก็ได้ทั้งนั้น ที่ ฯพณฯ รองนายกรัฐมนตรีเฉลิมท่านพูดถึงเมื่อสักครู่ว่าไม่มีทางครับ ที่จะไปแตะต้อง หมวดที่ว่าด้วยพระมหากษัตริย์ เพราะเขียนเอาไว้อย่างชัดเจนแล้วครับ เขียนเอาไว้ อย่างชัดเจนแล้วว่าร่างรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขไม่สามารถกระทําได้ ท่านประธานครับ ข้อความอย่างนี้ซึ่งผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าคนระดับดอกเตอร์ อย่าง ฯพณฯ รองนายกรัฐมนตรี ร้อยตํารวจเอก เฉลิมท่านแปลความไม่ถูก มันไม่ได้ หมายความว่าจะทําอะไรไม่ได้เลยครับ เพียงแต่ว่าถ้าตราบใดการปกครองของประเทศเรา ยังเป็นการปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขแล้ว ไม่ว่า พระราชอํานาจจะถูกบั่นทอน จะถูกแก้ไข จะถูกเปลี่ยนแปลงอย่างไร ทําไม่ได้ ไม่ใช่ครับ ทําได้ครับ เพียงแต่ว่าถ้าทําลงไปแล้วจะมีผลไปถึงการเปลี่ยนแปลงว่าองค์พระมหากษัตริย์ ไม่ใช่องค์ประมุขอีกต่อไป นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ว่าถ้าทําลงไปแล้วไม่กระทบสถานะตรงนั้น แต่กระทบสถานะในด้านอื่น อย่างเช่นพระราชอํานาจ อย่างนี้ยังทําได้ มันทําให้กระผม อดที่จะนึกไปถึงความคิดความอ่านของคนบางกลุ่มซึ่งได้รับการเสนอเมื่อไม่ช้าเมื่อไม่นานมานี้ นั่นก็คือ ๑. ยกเลิกความผิดที่กระทําต่อพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สําเร็จราชการ แทนพระองค์ออกมาเสียจากหมวดว่าด้วยความมั่นคงของประเทศ โดยเพิ่มหมวด พระมหากษัตริย์ขึ้นมาใหม่ แยกความผิดที่กระทําต่อองค์พระราชินี รัชทายาท และผู้สําเร็จราชการ แทนพระองค์ ออกเป็นอีกความผิดหนึ่งต่างหากจากองค์พระมหากษัตริย์ ลดโทษที่กระทํา ต่อองค์พระมหากษัตริย์ลงให้เหลือเพียง ๓ ปีเท่านั้น ซึ่งความจริงก็เพียงเทียบเท่ากับ การหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาเท่านั้น โดยร่างรัฐธรรมนูญที่นําเสนอกันมาในเวลานี้ครับ ซึ่งกระผมมั่นใจว่าอาจจะไม่ได้คิดไปไกลถึงขนาดนั้น กระผมมั่นใจในความจงรักภักดี ของคนหลายคนในรัฐบาลนี้ แต่กระผมมีความรู้สึกว่าการเปิดช่องว่างช่องโหว่ในการจัดทํา รัฐธรรมนูญให้เกิดขึ้นในลักษณะเช่นนี้ แล้วก็ยังไม่มีความแน่ใจตามสมควรว่าเราจะมี สภาร่างรัฐธรรมนูญที่มีความเป็นอิสระอย่างแท้จริง ไม่สามารถจะมั่นใจได้ว่าเราจะได้ สมาชิกสภาร่างมาโดยปราศจากการครอบงําขององค์กรใด ๆ ของบุคคลใด ๆ ทั้งสิ้น ถ้าเกิดเสียงข้างมากในสภาร่างรัฐธรรมนูญเกิดถูกครอบงําได้ด้วยความคิดในลักษณะ คล้าย ๆ กันนี้ เราจะมีหลักประกันอะไรครับ เราจะมีหลักประกันอะไรที่สามารถจะป้องกัน ไม่ให้เกิดการปฏิรูปหลายต่อหลายอย่าง อย่างที่เราไม่ปรารถนาจะให้มีการปฏิรูป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราตระหนักว่านั่นไม่ใช่การดําเนินการที่เป็นไปด้วยความสุจริต ตามสมควรแล้วละก็ ผมคิดว่าอันตราย ใครจะเสี่ยงก็เสี่ยงเถอะครับ แต่ว่าพวกกระผม ก็คงไม่อยากเสี่ยงด้วยครับ แล้วด้วยเหตุผลที่ได้กราบเรียนท่านประธานมาทั้งหมดนี่นะครับ พวกกระผมจึงไม่สามารถที่จะรับหลักการของร่างรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับได้ ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ