รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕

ชุมพล ศิลปอาชา เสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม โดยให้รัฐสภามีส่วนร่วมในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พร้อมมีการประชามติ ชี้ให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญปี 2550 มีปัญหาที่ต้องแก้ไข และเสนอให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญที่โปร่งใส ชี้ให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญปี 2550 ได้แก้ไขปัญหาเกี่ยวกับอาญา แต่ยังมีปัญหาเกี่ยวกับอํานาจของวุฒิสภาและพรรคการเมือง และเสนอการปฏิรูปการเมือง โดยขอให้คงส่วนดีของรัฐธรรมนูญปี 2550 และเอาส่วนเข้มแข็งของรัฐธรรมนูญปี 2540 มาบวกกันเข้าไป เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญทีละประเด็น และปิดประตูไว้ เพื่อป้องกันวิกฤติความขัดแย้ง

นายชุมพล ศิลปอาชา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ชุมพล ศิลปอาชา สมาชิกรัฐสภา กระผม และคณะ จํานวน ๑๒๘ ท่าน ขอเสนอร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... เพื่อพิจารณาดังนี้

หลักการ แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ดังนี้

(๑) กําหนดให้รัฐสภาเป็นผู้ให้ความเห็นชอบสมาชิกร่างรัฐธรรมนูญ ประเภท ที่เสนอโดยสภาของสถาบันอุดมศึกษา องค์กรภาคเศรษฐกิจสังคมและภาคเอกชน (เพิ่มเติม (๑๗) ของมาตรา ๑๓๖)

(๒) กําหนดให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ เพี่อจัดทําร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และเสนอเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา ซึ่งสมาชิกทั้งสองสภาย่อมเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย และหากเกิดกรณีร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา จึงกําหนดให้ประชาชน ผู้มีสิทธิเลือกตั้งออกเสียงลงประชามติว่าจะเห็นชอบหรือไม่หรือไม่เห็นชอบ กับร่างรัฐธรรมนูญ (เพิ่มเติมหมวด ๑๖ การจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มาตรา ๒๙๑/๑ ถึงมาตรา ๒๙๑/๑๗)

เหตุผล โดยที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มีบทบัญญัติหลายประการที่ไม่สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตย ไม่ส่งเสริมระบบพรรคการเมือง ทําให้ระบบพรรคการเมืองอ่อนแอ เกิดความไม่มั่นคงและต่อเนื่องในการบริหารราชการแผ่นดิน กระบวนการได้มาซึ่งองค์กรที่ใช้อํานาจอธิปไตย และการได้มาซึ่งบุคคลในองค์กรอิสระต่าง ๆ ขาดการเชื่อมโยงกับอํานาจของประชาชน และขัดต่อหลักความเป็นประชาธิปไตย ไม่มีระบบ การถ่วงดุลอํานาจขององค์กรตุลาการ และองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญที่มีประสิทธิภาพ ทําให้เกิดความเสียหายต่อระบบอํานวยความยุติธรรมกับประชาชน เปิดช่องให้มี การเลือกปฏิบัติเป็นสองมาตรฐาน และมีการใช้ดุลพินิจเกินขอบเขต

กระผมและคณะจึงเห็นเป็นการสมควรกําหนดให้มีวิธีการจัดทํารัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ทั้งฉบับ โดยให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญเป็นผู้จัดทําร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยมีต้นแบบมาจากมาตรา ๒๑๑ เมื่อปี ๒๕๓๘ สมัยท่านอดีตนายกรัฐมนตรี บรรหาร ศิลปอาชา เป็นผู้ดําเนินการ จึงจําเป็นต้องตรารัฐธรรมนูญฉบับนี้

ท่านประธานครับ ณ ถึงบัดนี้ทางพรรคชาติไทยพัฒนามีความเห็นว่า ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยมีการยกร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับใหม่ เหตุผลสําคัญก็คือว่าข้อโต้แย้งต่าง ๆ ขณะนี้ที่ปรากฏมาโดยตลอดระยะเวลา ๔-๕ ปีด้วยกัน ต่างฝ่ายก็ต่างก็กล่าวหาว่า รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ไม่ดี มาจากวิถีทางที่ไม่ชอบธรรม ทางฝ่ายรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ ก็บอกว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ นั้น ก็เป็นรัฐธรรมนูญที่มีจุดบกพร่อง ให้อํานาจฝ่ายบริหารมากเกินไป ดังนั้นการพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ดําเนินการ มาโดยตลอดระยะเวลา ๔ ปีที่ผ่านมา เป็นการแก้ไขในลักษณะทีละประเด็น การแก้ไข ในลักษณะทีละประเด็นก็ไม่ประสบผลสําเร็จ มักจะมีการต่อต้านกันอยู่เสมอโดยกล่าวอ้างว่า เป็นการแก้ไขเพื่อบุคคลบางคน แก้ไขเพื่อพรรคการเมืองบางพรรค ดังนั้นเพื่อที่จะ ลบข้อโต้แย้ง ข้อถกเถียงรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ หรือรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญฉบับใดจะดีกว่ากัน ทางพรรคชาติไทยพัฒนาเราจึงเห็นว่าต้นแบบมาตรา ๒๑๑ ที่เคยนํามาใช้จนประสบความสําเร็จเมื่อปี ๒๕๔๐ แล้วนั้น น่าจะเป็นต้นแบบที่นํามาใช้ เพื่อที่จะประสานความขัดแย้งในสถานการณ์ขณะนี้ได้เป็นอย่างดี

ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผมอยากจะกราบเรียนว่ารูปแบบของสภา ร่างรัฐธรรมนูญ ตามที่เสนอขึ้นมานั้นเป็นรูปแบบที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ ประกอบไปด้วย ตัวแทนของทุกภาค แล้วก็ทุกจังหวัด และมีนักวิชาการที่เกี่ยวข้องทั้งทางด้านกฎหมาย รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์และสาขาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องอยู่ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐสภาชุดนี้ จะเป็นผู้ให้ความเห็นชอบแก่บรรดานักวิชาการต่าง ๆ เหล่านั้นจํานวน ๒๒ ท่านด้วยกัน ในกรณี รูปแบบของสภาร่างรัฐธรรมนูญนี้ กรณีหากหวาดระแวงว่า สสร. จะทําปู้ยี่ปู้ยํา กับรัฐธรรมนูญเพื่อคนใดคนหนึ่ง หรือพรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่ง หรือมีวาระซ่อนเร้นอะไร ก็ตามที ในร่างของพรรคชาติไทยพัฒนาได้กําหนดให้สภาร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อยกร่างเสร็จ เรียบร้อยแล้วต้องกลับเอาเข้ามาให้รัฐสภาชุดนี้เห็นชอบก่อน ด้วยวิธีการนี้รัฐสภา ก็จะสามารถตรวจสอบความโปร่งใสและความถูกต้องได้ก่อนที่จะมีผลใช้บังคับ ที่วิพากษ์วิจารณ์กันมากว่า สสร. นั้นจะไปทําเพื่อคนใดคนหนึ่งเพื่อพรรคการเมือง พรรคใดพรรคหนึ่ง หรือแม้กระทั่งว่าจะไปซ่อนเร้นอะไรเข้าไว้ในนั้น คงกระทําได้ลําบาก ในรูปแบบของ สสร. ซึ่งประกอบไปด้วยทั้งนักวิชาการและมาจากทุกภาคส่วนของประเทศไทยเรา ดังนั้นเมื่อไปยกร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้วเป็นห่วงกันว่าจะมีซ่อนเร้น เอากลับเข้ามาสู่รัฐสภา อีกครั้งหนึ่งเลยครับ ไม่ต้องตรงไปที่ลงประชามติ ตรงไปลงที่ประชามติก็เดี๋ยวจะมีข้อครหาอีก ดังนั้นเอาเข้ามาสู่รัฐสภาชุดนี้ให้ท่านสมาชิกวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรตรวจสอบ ความโปร่งใสกันอีกครั้งหนึ่งว่ามีอะไรที่ต้องมาปู้ยี่ปู้ยํารัฐธรรมนูญหรือเปล่า มีการซ่อนเร้นอะไร หรือเปล่า ทําเพื่อประโยชน์ของคนใดคนหนึ่งหรือพรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่งหรือเปล่า ดังนั้นโดยวิธีนี้จะขจัดข้อครหาที่ท่านสมาชิกทั้งหลายได้อภิปรายไปว่าจะเป็นการไปซ่อนเร้น อะไรกันขึ้นมา สสร. ทุกคนก็อาจจะถูกล็อกมาในแต่ละที่ก็ได้ ในกรณีเมื่อสภาร่างรัฐธรรมนูญ ร่างรัฐธรรมนูญเสร็จเรียบร้อยแล้ว ขอให้นํากลับมาเข้ารัฐสภาตรวจสอบอีกครั้งหนึ่ง โดยวิธีนี้ถ้ารัฐสภาตรวจสอบแล้วเห็นว่าไม่ถูกต้อง มีการกระทําอันใดที่ส่อไปในทางที่ ไม่เป็นประชาธิปไตย รัฐสภาชุดนี้ก็ไม่รับรองรัฐธรรมนูญฉบับนั้น รัฐธรรมนูญฉบับนั้น ก็ต้องตกไป ด้วยวิธีนี้ละครับคือเป็นวิธีการที่จะทําให้ความโปร่งใส และท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภาสามารถตรวจสอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ ถ้าหากรัฐสภาชุดนี้ไม่เห็นชอบ เราก็วกไปหากระบวนการลงประชามติ เรฟเฟอเรนดัม (Referendum) ประชาชนอีกครั้งหนึ่ง เช่นเดียวกันกับในโครงร่างของมาตรา ๒๑๑ เมื่อสมัยปี ๒๕๓๘ ท่านประธานสภาครับ ทําไมถึงจะต้องมายกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ตลอดระยะเวลา ๔-๕ ปี เราพยายามแล้ว พยายามอีกครับที่จะแก้ไขจุดอ่อนต่าง ๆ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ด้วยการนําเสนอแก้ไข ทีละประเด็น ๆ ไป แต่ไม่เคยประสบผลสําเร็จเลย เมื่อแก้ไขไม่ได้ แต่ผลกระทบจาก รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มันทําให้ระบบพรรคการเมืองเป็นอัมพาตไปหมด เวลานี้ พรรคการเมืองถูกยุบเป็นว่าเล่น พรรคที่ตั้งขึ้นมามีความต่อเนื่องถึง ๓๕ ปีก็ถูกยุบไปดื้อ ๆ เวลานี้เหลืออยู่พรรคเดียวที่มีอายุ ๖๕ ปีที่ยังรอวันที่จะถูกยุบเมื่อไรก็ไม่ทราบ ดังนั้นถ้าเรา ไม่ได้มีการแก้ไขทีละประเด็น โดยเฉพาะมาตราที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง ถ้าไม่ได้แก้ อนาคตพรรคการเมืองสูญพันธุ์แน่ สภาพพรรคการเมืองตอนนี้เป็นอย่างไรครับท่านประธาน เป็นสภาพพรรคการเมืองนอมินี (Nominee) ทั้งนั้น กรรมการบริหารก็นอมินี ทุกคน หลบฉากหมด ไม่ยอมเป็นกรรมการบริหารพรรคการเมือง อย่างนี้สภาพของพรรคการเมือง เมืองไทย เวลานี้กลายเป็นสภาพตกอยู่ในมือของคนขับรถบ้าง คนสวนบ้าง คนใช้ในบ้านบ้าง สภาพอย่างนี้เกิดขึ้นได้อย่างไรในประเทศไทย เราจะพัฒนาพรรคการเมืองของประเทศไทย ไปสู่แนวทางประชาธิปไตยให้ดีขึ้น ทําไมเราต้องมีบทบัญญัติและข้อจํากัดลักษณะอย่างนี้ ทําให้การพัฒนาระบบพรรคการเมืองมันเดินต่อไปไม่ได้ บทบัญญัติบางมาตราบัญญัติขึ้นมา ไม่ทราบมีเจตนาอะไร คนคนหนึ่งทําผิดในพรรคการเมือง ถูกกล่าวหาว่าทําผิด ผิดจริง ไม่จริงไม่รู้ล่ะ แต่เมื่อ กกต. วินิจฉัยว่าได้ทําผิดทุจริตในการเลือกตั้ง คนคนเดียวนี่ทําผิด ในบ้าน กล่าวหาว่าทําผิด เสร็จแล้วบัญญัติต่อไปว่าคนในบ้านทั้งบ้านนั่นต้องทําผิดด้วย หรือว่า ทําผิดด้วย สมมุติบ้านนั้นมีคน ๑๐๐ คน คนหนึ่งถูกกล่าวหาว่าทําผิด อีก ๙๙ คนก็ถือว่า ทําผิดด้วย มิหนําซ้ํายิ่งไปกว่านั้นครับท่านประธาน บ้านคือที่อาศัย มันเป็นนามธรรม ไม่ใช่ รูปธรรม เป็นอาคารสถานที่ เป็นโต๊ะเป็นเก้าอี้ต่าง ๆ ไม่ได้ทําผิดอะไรกับเขาเลย บทบัญญัติ อันนี้เขาบอกว่าต้องรื้อบ้านนั้นทิ้งตามไปด้วย

ประการที่ ๑ ไม่ใช่เฉพาะลงโทษคนที่ถูกกล่าวห่าวากระทําความผิดเท่านั้น

ประการที่ ๒ ยังถือว่าคนทั้งหมดที่อยู่ในพรรคหรือในบ้านกระทําความผิดด้วย เท่านั้นไม่พอ ถือว่าบ้านอันนั้นก็ทําผิดด้วยต้องรื้อทิ้งให้หมด

สภาพอย่างนี้มันเกิดขึ้นมาตลอดระยะเวลา ๔ ปี พรรคการเมืองบางพรรค ถูกยุบแล้วยุบอีก ยุบแล้วยุบอีก ต้องไปจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ รวมทั้งพรรคชาติไทยพัฒนา ของผม แม้กระทั่งจะยุบพรรคชาติไทยทั้งทีนี่นะครับ ทําไมจะต้องทําลุกลี้ลุกลน เอาคําวินิจฉัยเก่า ๆ ที่เคยยุบพรรคอื่นมาลอกแล้วมาเขียนเพื่อยุบพรรคชาติไทย คนที่เป็น ผู้ถูกกล่าวหา ขอประทานโทษท่านประธานครับ ขอเอ่ยเลยจะได้ชัดเจนยิ่งขึ้นคือ นายมณเฑียร สงฆ์ประชา เป็นรองเลขาธิการพรรคชาติไทย แต่ในคําวินิจฉัยตอนอ่าน ไม่ทราบว่าไปเอาคําวินิจฉัยเดิมมาก๊อปปี้ เป็นแต่เพียงไม่ได้เปลี่ยนตําแหน่ง บอกว่า นายมณเฑียร สงฆ์ประชา เป็นรองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย เป็นไปได้อย่างไรครับ จะลงโทษคนทั้งที ไปบอกตําแหน่งเขาไปอยู่พรรคอื่น พอโดนทักท้วงเข้าก็เปลี่ยนใหม่เสีย ก็เปลี่ยนใหม่ ขอโทษ เขาก็อ่านว่า รองเลขาธิการพรรคชาติไทย ลักษณะอย่างนี้ผมไม่ทราบว่ามีเจตนาอะไร จะยุบพรรคชาติไทยทั้งที ยุบให้สง่างามหน่อยครับ ไม่ใช่ทํากันอย่างนี้ ไม่ถูกเลย อันนี้คือปัญหาอันหนึ่งที่สืบเนื่องมาจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เวลานี้ ณ ถึงปัจจุบันนี้ มีข้อศึกษาให้แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ อยู่มากมาย นับตั้งแต่ข้อเสนอของท่าน ส.ว. ดิเรก ถึงฝั่ง และคณะ ก็พยายามเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ แบบทีละประเด็น มาโดยตลอด แต่ก็ไม่มีใครรับฟัง ข้อเสนอของ ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์สมบัติ ธํารงธัญวงศ์ ก็นําเสนอมาแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อการปฏิรูปการเมืองมาอย่างดี มีข้อความ มีถ้อยคํา มีหลักการที่ดีมากก็ไม่ได้รับการประสานต่อ ข้อเสนอของท่านอานันท์ ปันยารชุน ซึ่งเสนอ เรื่องปฏิรูปโครงสร้างอํานาจของประเทศก็ไม่ได้มีใครรับฟังจนกระทั่งบัดนี้ ข้อเสนอ ของนายแพทย์ประเวศ วะสี เรื่องปฏิรูปประเทศ หรือแม้กระทั่งข้อเสนอของท่านดอกเตอร์คณิต ณ นคร ทั้งหมดนี่มีการศึกษา มีการดูแล วิจัย ถึงสภาพปัญหาของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ว่ามันส่งผลอย่างไร ตั้งแต่ใช้รัฐธรรมนูญฉบับนั้นขึ้นมา เราจะไปบอกว่าทั้ง ๕ คณะ ไม่ว่าศาสตราจารย์ประเวศ อาจารย์อานันท์ ปันยารชุน หรือดอกเตอร์สมบัติ ธํารงธัญวงศ์ หรือว่าคุณดิเรก ถึงฝั่ง ทําข้อเสนอทั้งหมดเพื่อส่วนตัวอย่างนั้นหรือ ไม่ใช่ครับ ทุกคน เห็นสภาพปัญหาว่าต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ อย่าไปบอกเลยไม่มีความจําเป็นต้องแก้ไข ขอให้ยอมรับความจริงกัน ทุกฝ่ายควรจะยืนอยู่บนจุดของประโยชน์ของประเทศชาติ และประชาชนได้แล้ว ถึงเวลาที่บ้านเมืองมันควรจะยุติและสงบ ความอคติทั้งหลายมันก็ควร จะเสร็จสิ้นไป ดังนั้นข้อเสนอของพรรคชาติไทยพัฒนา จึงให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ อันนี้ โปร่งใส เป็นคณะบุคคลสามารถตรวจสอบ ถ้าทํามีการหมกเม็ดอะไร ก็เอากลับเข้าสู่รัฐสภา วิพากษ์วิจารณ์กันได้อีก อย่างไรก็ตามทีนะครับ ไม่ใช่ว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ นั้น ไม่มีข้อดี มีข้อดีอยู่เป็นจํานวนไม่น้อยนะครับ พูดด้วยความเป็นธรรม นี่ก็ยกตัวอย่างเช่นเป็นต้นว่า รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ไปให้อํานาจวุฒิสภาเขามากเกินไป ให้อํานาจวุฒิสภาทั้งคัดเลือก และเห็นชอบ ปัญหามันถึงได้เกิดขึ้นว่าวุฒิสภานั้นมีอํานาจเบ็ดเสร็จในการเลือกบุคคล เข้าดํารงในองค์กรอิสระทั้งหมด องค์กรอิสระทั้งหมด ดังนั้นวุฒิสภาสมัยนั้น ขอประทานโทษนะครับ ผมเองก็อยู่ในวุฒิสภาสมัยนั้น จึงมีสมญานามว่าเป็นสภาทาสก็เพราะว่าให้อํานาจทั้งคัดเลือก และสรรหา ทั้งสรรหาและคัดเลือก อํานาจอยู่ในคนคนเดียว และองค์กรองค์กรเดียว ปัญหาจึงได้เกิดขึ้นมากมาย การวิ่งเต้น การล็อบบี้ (Lobby) ต่าง ๆ นั้นมีไม่สิ้นสุด ไม่ว่า วุฒิสภาชุดนี้ก็ตามทีเมื่อผลประโยชน์มาถึงเมื่อไรละก็ การล็อบบี้นั้นเต็มไปด้วยบรรยากาศ ที่สับสนวุ่นวายที่สุดเช่นเดียวกัน แต่ในสมัยวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้นมีมากกว่าครับ เพราะองค์อํานาจเด็ดขาดอยู่ที่วุฒิสภา ท่านประธานสภาที่เคารพครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็ได้แก้ไขประเด็นนี้ทําให้ภาพพจน์ของวุฒิสภาดีขึ้น กล่าวคือตัดอํานาจในการสรรหาออกไปเสีย ให้มีคณะกรรมการสรรหาขึ้นมาชุดหนึ่ง เสร็จแล้วก็ให้วุฒิสภาเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ เท่านั้นพอนะครับ อันนี้เป็นจุดที่ดีมากสําหรับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่ได้แก้ไขจุดอ่อน ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ แต่ท่านประธานสภาที่เคารพครับ แทนที่จะเป็นการแก้ปัญหา มันก็เลยกลับเพิ่มปัญหาขึ้นมาอีก กรณีถ้าว่าวุฒิสภาไม่เห็นชอบกับชื่อที่คณะกรรมการสรรหา เสนอมา แล้วคณะกรรมการสรรหายังสามารถที่จะยืนยันชื่อเหล่านั้นไปยังวุฒิสภาได้อีก ถึงตอนนี้ละครับ ถ้าวุฒิสภาไม่เห็นด้วยหรือไม่ชอบ ถือว่ารายชื่อนั้นเห็นชอบ ท่านประธานครับ มันอะไรครับ คณะกรรมการสรรหานี่ไปใหญ่กว่าองค์กรวุฒิสภาได้อย่างไร ไม่ได้ครับ เมื่อองค์กรวุฒิสภาไม่เห็นชอบ คณะกรรมการสรรหาก็ต้องไปสรรหามาใหม่ ไม่ใช่แค่ยืนยัน ชื่อเก่าแล้วก็ต้องเอาตามชื่อนั้น อย่างนั้นคณะกรรมการสรรหาก็ใหญ่กว่าองค์กร อํานาจอธิปไตยอย่างนั้นหรือ อันนี้ละครับ คือจุดอ่อนของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ อีกอันหนึ่ง มีทั้งข้อดีและข้อเสียอยู่ในตัวของมันเองในการแก้ไข ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผมเจอปัญหา ได้รับการเลือกตั้ง เป็นสมาชิกวุฒิสภาเมื่อปี ๒๕๔๓ รอมาจน ๔-๕ เดือน ไม่สามารถประชุมสภาได้สักทีหนึ่ง เพราะศาลรัฐธรรมนูญไปตีความว่า ส.ว. ต้องได้รับการเลือกตั้งมาครบ ๒๐๐ คน โอ้โห กว่าจะครบ ๒๐๐ คน กินเวลาไปเท่าไรครับ ๕-๖ เดือนด้วยกัน ระหว่างนั้นผมได้รับเงินเดือนฟรี งานก็ไม่ได้ทํา ขณะเดียวกันสมาชิกวุฒิสภาซึ่งหมดอายุไปแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญก็วินิจฉัยว่า ทํางานไม่ได้ ปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ สุญญากาศมันเลยเกิดขึ้นเกือบ ๕ เดือนในสมัยนั้น วุฒิสภา ก็เลยว่างเว้นกัน ไม่มีวุฒิสภาทั้งเลือกตั้งแล้วก็ชุดแต่งตั้งเดิม ทําให้การทํางานของวุฒิสภา เป็นปัญหามาก รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ได้ไปแก้ไขจุดนี้ ดีมากอันนี้ครับ ก็ต้องขอชม ไปแก้ไขว่า ๙๕ เปอร์เซ็นต์ ถ้าได้รับการประกาศรับรองแล้วก็สามารถเปิดประชุมสภาได้ แล้วก็ยังเขียนเลยไปถึง ส.ส. เราด้วย ว่าถ้า ส.ส. ได้มา ๙๕ เปอร์เซ็นต์ สามารถเรียกประชุมได้ ไม่ต้อง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ครบถ้วนทั้งหมด อันนี้ก็คือจุดดีอีกจุดหนึ่งของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ซึ่งต้องคงไว้นะครับ

ประการที่ ๓ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นี้สร้างปัญหา จะว่ารัฐธรรมนูญ สร้างปัญหา หรือศาลรัฐธรรมนูญสร้างปัญหาก็ไม่รู้ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ได้เขียนเอาไว้ว่า รัฐมนตรีที่ต้องคําพิพากษาให้จําคุก ก็ต้องพ้นจากตําแหน่ง แต่ปรากฏศาลรัฐธรรมนูญ ท่านไปตีความว่าคําว่า ต้องคําพิพากษาจําคุก นี่ต้องจําคุกจริง ๆ คือหมายความว่า ต้องไปนอนอยู่คุก ถึงจะหลุดจากตําแหน่ง มันเป็นไปอย่างนี้ได้อย่างไร แล้วก็มีกรณี รัฐมนตรีโดนเข้าก็เลยหลุดไป กระผมอยากจะกราบเรียนว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ไปแก้ไขใหม่แล้ว ไม่ใช่ต้องไปจําคุกจริง ๆ แค่เพียงการรอลงอาญาเท่านั้นก็พอ หรือแม้ว่าคดียังไม่ถึงที่สิ้นสุด ก็ต้องหลุดจากตําแหน่ง อันนี้เป็นข้อดีที่รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ นี้ก็ได้แก้ไข แต่ท่านประธานครับ ในขณะเดียวกันข้อเสียก็อย่างที่ผมกราบเรียนแล้วในเรื่องของอํานาจ วุฒิสภา ในเรื่องของพรรคการเมือง พรรคการเมืองตอนนี้ถูกยุบเป็นว่าเล่นแล้วครับ เหลือพรรค ๖๕ ปี อยู่พรรคเดียวที่รอเวลาจะถูกยุบ เมื่อไรก็ไม่รู้ พรรคผมพรรคชาติไทย ๓๕ ปี เรียบร้อยโรงเรียนจีนไปแล้วนะครับ ไหน ๆ จะยุบพรรคชาติไทยทั้งที วันหลัง ก็ขออย่าทําลุกลี้ลุกลน แล้วอย่าอ่านผิด ๆ ถูก ๆ ก็แล้วกันนะครับ ขอฝากเอาไว้ด้วยนะครับ ไม่ได้หมิ่นประมาทศาลรัฐธรรมนูญ

ท่านประธานครับ จุดยืนของพรรคชาติไทยพัฒนาอยากจะกราบเรียนเสนอ อย่างนี้นะครับ ขอให้ สสร. ที่จะร่างต่อไปขอให้คงส่วนดีของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ไว้ และเอาส่วนเข้มแข็งของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เข้ามาใช้ เข้ามาคงไว้ให้หมด เอาทั้ง ๒ อัน มาบวก จุดดี จุดแข็งของทั้ง ๒ อันมาบวกกันเข้าไป แล้วเพิ่มเติมแก้ไขมาตรา ที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ตัดทิ้งไปให้หมด หรือจะปฏิรูปแม้กระทั่งที่มาของนายกรัฐมนตรี ก็น่าจะทําได้นะครับ สมัยท่านอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธานยกร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ไปสํารวจประชาชน ปรากฏว่าประชาชนเกือบ ๙๐ เปอร์เซ็นต์บอกว่านายกรัฐมนตรีควรจะมี ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน แต่ตอนนั้นคณะกรรมการยกร่างไม่กล้า ก็เลยใช้ระบบวิธีการแยกอํานาจ กล่าวคือห้าม ส.ส. ไปเป็นรัฐมนตรี โดยบอกว่าเป็นขั้นตอนขั้นหนึ่งที่จะก้าวไปสู่ในการเลือกผู้บริหารโดยตรง ท่านประธานครับ เวลานี้องค์กรต่าง ๆ ของท้องถิ่นทั้งหมด เขาเลือกตั้งผู้บริหารโดยตรง มาหมดแล้วครับ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเลือกตั้งมาโดยตรงตั้งนานแล้ว สมัยปี ๒๕๒๗ ซึ่งผมกับพรรคพวกเป็นคนผลักดันขึ้นมาเอง อบจ. นายก อบจ. ก็เลือกตั้งโดยตรงแล้ว นายกเทศบาลก็เลือกตั้งโดยตรงแล้ว อบต. นายก อบต. ก็เลือกตั้งโดยตรงแล้ว พัทยา ก็เลือกตั้งโดยตรงแล้ว เวลานี้โครงสร้างข้างล่างทั้งหมดนี้ ผู้บริหารตามในโครงสร้างนั้น มีที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงทั้งนั้น มันไม่มีเหตุผลอะไรที่เราจะไม่ขยับในเรื่องของ ในระดับชาติของเราด้วย มีเหลือค้างอยู่ที่นี่เท่านั้นเอง ทุกวันนี้สภาเราทํางานก็ไม่ได้ รัฐบาล ทํางานก็ไม่ได้ ต่างฝ่ายต่างคอยเลื่อยขาเก้าอี้ซึ่งกันและกัน อย่างนี้งานประเทศชาติมันจะเดิน ตรงไหน เดินไม่ได้ ผมก็อยากจะขอกราบเรียนว่าในหลายประเด็นที่ควรจะนํามาศึกษาได้แล้วนะครับ อํานาจของฝ่ายนิติบัญญัติ ผมกราบเรียนว่ารัฐสภาเป็นผู้อนุมัติกฎหมายร่างพระราชบัญญัติ แต่ทําไมประธานรัฐสภาไม่มีอํานาจลงนามสนองพระบรมราชโองการพระราชบัญญัติ เรื่องนี้ก็ต้องนํามาปรับปรุงแก้ไข การเปิดประชุมสภา สมัยประชุมสภาก็ควรเป็นอํานาจ ของประธานรัฐสภา เวลานี้องค์กรปกครองท้องถิ่นทั้งนั้นเลยนะครับ นายกองค์กรปกครองท้องถิ่น ทุกคนมีอํานาจเรียกประชุมสภาของเขาเอง แต่ว่าประธานรัฐสภาของเราไม่มีอํานาจ เรียกประชุม ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผมก็อยากจะกราบเรียนว่า ทางพรรคชาติไทยพัฒนาเราใคร่กราบเรียนเสนอว่าขอให้นําส่วนดีต่าง ๆ มาผนวกกันเข้าไป แล้วขอให้ทุกฝ่ายลดราวาศอกทิฐิซึ่งกันและกันนะครับ ขอให้เดินหน้าเสียทีครับ ในเรื่อง ของการปฏิรูปการเมือง โดยเฉพาะการปฏิรูปการเมืองที่จําเป็นต้องปฏิรูปโครงสร้าง ของรัฐธรรมนูญ ถ้าเราไม่ทํา วิกฤติการเมืองก็ดี วิกฤติสังคมที่เป็นมาโดยตลอด ๔-๕ ปีที่แล้วมา มันก็จะยังคงดํารงอยู่ เพราะมันมีคนบางคน พรรคบางพรรคที่บริสุทธิ์ ไม่ได้รับความเป็นธรรมนะครับ เรื่องพวกนี้ต้องแก้ไขเพื่อที่จะไม่ให้เกิดคดีขึ้นอีกในอนาคต องค์กรอิสระต่าง ๆ ที่ทํางานอยู่ เวลานี้ก็ยังขาดประสิทธิภาพอยู่ ก็จะต้องมีการปรับปรุงแก้ไขใหม่ หน้าที่ขององค์กรอิสระ หลายองค์กรขี่กัน ต่างคนต่างทํางานซ้ําซ้อนกัน ก็คงต้องเอาไปปรับปรุงแก้ไข เขียนให้มัน ชัดเจนว่าใครมีหน้าที่อะไร ศาลปกครองมีหน้าที่อย่างไร เอาให้ชัดเลย ศาลรัฐธรรมนูญ มีหน้าที่อย่างไร เอาให้ชัดเลย ไม่ใช่ต่างคนต่างมาทําในเรื่องเดียวกัน อันนี้ก็ไม่ค่อย จะถูกต้องนักนะครับ เมื่อเป็นอย่างนี้แล้วกระผมก็อยากจะกราบเรียนว่าความจําเป็น ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงมีขึ้น แล้วก็ถึงเวลาแล้วครับ ผมว่าขอให้ทําเพื่อประชาชน ประเทศชาติกันเสียที ต้องแก้นะครับ ไม่แก้ไม่ได้ ไม่อย่างนั้นปัญหาต่าง ๆ มันจะปรากฏอยู่เรื่อย แล้วก็แก้ไขรัฐธรรมนูญทีละประเด็นไม่ได้แน่ละครับ ปิดประตูได้เลย ขืนแก้ไขทีละประเด็น วิกฤติก็เกิดขึ้นมาทีละประเด็นอีกเหมือนกัน ดังนั้นใช้วิธีการที่ได้ทําสมัย ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีบรรหาร ร่างมาตรา ๒๑๑ เอา สสร. เป็นทางออก แล้วก็ใคร อยากจะมีอะไรก็ไปพูดกันใน สสร. เสีย วิกฤติความขัดแย้งต่าง ๆ ขอให้ไปจบอยู่ใน สภาร่างรัฐธรรมนูญ แล้วไม่ต้องไปกลัวครับ สภาร่างรัฐธรรมนูญชุดนี้จะไปดําเนินการ ทําอะไรที่ปู้ยี่ปู้ยํากับรัฐธรรมนูญ หรือจะไปซ่อนเร้นอะไรเข้าไว้ สังคม ๖๕ ล้านคนสามารถ ดูแลได้ ผมถามว่าในร่างของพรรคชาติไทยพัฒนาให้เอาร่างรัฐธรรมนูญกลับเข้ามาสู่รัฐสภา ให้ตรวจสอบและให้เห็นชอบก่อนด้วย ด้วยวิธีนี้นะครับ ไม่ต้องเป็นห่วงเลยครับ อะไรที่มัน ไม่สุจริต อะไรที่มันไม่สวยงาม สภาชุดนี้สามารถถกเถียง วินิจฉัยกันได้ แล้วไม่ต้องผ่าน ถ้ามันมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นที่ทําให้รัฐธรรมนูญต้องถูกปู้ยี่ปู้ยํานะครับ กระผมก็อยากจะ กราบเรียนจุดยืน แล้วก็เจตนารมณ์ของพรรคชาติไทยพัฒนาของเราที่ได้นําเสนอ ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... มาเพื่อ การพิจารณาของรัฐสภาครับ ขอบพระคุณมากครับ