รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ระบุว่าปัญหาที่สำคัญคือวัฒนธรรมทางการเมืองที่ไม่สมดุล และยังเกิดการเลือกปฏิบัติ 2 มาตรฐาน เขาพูดถึงการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน และการป้องกันการก้าวก่ายหรือละเมิดสิทธิของฝ่ายบริหาร นอกจากนี้ เขายังหารือเรื่องการตรวจสอบถ่วงดุลรัฐสภา และเรียกร้องการตรวจสอบถ่วงดุลจากฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายตุลาการ เพื่อป้องกันการเข้าไปแทรกแซงองค์กรอิสระ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมเพิ่งอภิปรายไปนะครับว่าปัญหาบางปัญหาแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับก็แก้ไม่ได้ นะครับ สิ่งที่เกิดขึ้นผมก็กราบเรียนยืนยันว่าปัญหาเรื่องวัฒนธรรมทางการเมือง พฤติกรรมเป็นปัญหาที่ต้องแก้กันต่อไป แม้ว่าจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ และผม ก็กําลังชี้แจงที่เคยถูกพาดพิงโดยเพื่อนสมาชิกฝ่ายรัฐบาลว่าที่ผมเคยบอกว่าวันที่ลงประชามติ ให้รับรัฐธรรมนูญแล้วแก้ เหตุใดจึงไม่แก้ แล้วได้อธิบายไปแล้วว่า ๒ ประเด็นที่แก้ไปแล้ว ๑ ประเด็น ผมดําเนินการไปทั้ง ๆ ที่โดยส่วนตัวผมไม่เห็นด้วย อีก ๑ ประเด็นที่ไม่ได้แก้ คือเรื่องยุบพรรคนั้นนี่กระผมก็กราบเรียนว่าเป็นเพราะว่าผมเห็นว่าผมมีความละอายครับ ที่จะไปแก้เรื่องการยุบพรรคในขณะที่พรรคผมมีคดียุบพรรคค้างอยู่ เพราะผมไม่เห็นด้วย กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือการแก้ไขกฎหมายเพื่อตนเอง ถามว่าโดยบทบัญญัติ มาตรา ๒๓๗ ผมเห็นด้วยไหม ผมนี่นะครับท่านประธานครับ ให้สัมภาษณ์มาโดยตลอดว่า ผมไม่เคยเห็นด้วยกับการยุบพรรค เพราะผมถือว่าพรรคเป็นของสมาชิก กรรมการบริหาร หรือใครไปทําผิดนี่ไม่ควรไปลงโทษตัวองค์กรที่เป็นของสมาชิก แต่ถามว่าการตัดสิทธิ กรรมการบริหาร ผมเห็นว่ากรรมการบริหารควรจะมีความรับผิดชอบร่วมกัน และถ้ากรรมการบริหารรู้ ไม่ยับยั้ง รู้เห็นเป็นใจแม้จะไม่ใช่ผู้กระทําผิดโดยตรงก็สมควร ถูกตัดสิทธิ นี่จุดยืนของผมชัดเจน แต่ที่ไม่ได้แก้ในเรื่องนี้ก็ด้วยเหตุผลที่ได้กราบเรียน ท่านประธานไปแล้ว เหมือนมาตรา ๒๖๕ มาตรา ๒๖๖ ครับท่านประธานครับ โดยส่วนตัว ผมเห็นว่าที่เขียนและตีความอยู่ในขณะนี้ผิดครับ ผมก็เห็นว่า ส.ส. สามารถที่จะ ไปประสานงานกับหน่วยงานราชการเพื่อที่จะแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ควรจะทําได้และเป็นหน้าที่ของ ส.ส. แต่ขณะเดียวกันท่านประธานครับ ก็ต้องเข้าใจว่า ที่มาของมาตรา ๒๖๕ มาตรา ๒๖๖ มันก็มีจากการที่ ส.ส. ส.ว. ในอดีตอาจจะเคยไปทําหน้าที่ ซึ่งมันเกินขอบเขตอํานาจที่ควรจะเป็น บังเอิญท่านสมาชิกมาเปรียบเทียบกรณีท่านกับผมนี่ ผมก็ว่าตรงนี้ละครับเส้นแบ่ง ประสานงานหน่วยราชการเอาของไปช่วยเหลือทําได้ครับ แต่เอาของราชการที่ใช้เงินภาษีอากรแล้วเอาชื่อตัวเองไปพ่นไม่ได้ครับ นี่คือความแตกต่าง ที่มันควรจะเป็นที่มาตรา ๒๖๕ มาตรา ๒๖๖ พยายามมาแก้ปัญหา แต่บังเอิญเขียนและตีความ เคร่งครัดจนเกินไป และกระผมก็ไม่เคยเห็นด้วยครับกับการที่ห้ามพวกเราที่นั่งอยู่ในที่นี้ ไปดํารงตําแหน่งในรัฐบาล เช่น เลขานุการ ที่ปรึกษาของรัฐมนตรี เพราะผมก็พูดมาตลอดว่า ในระบบรัฐสภาการเรียนรู้งานบริหารจากคนที่มาจากการเลือกตั้งดีที่สุดคือการได้เข้าไป ทําหน้าที่ในส่วนนั้น และในหลายประเทศก็ใช้วิธีการนี้ในการฟูมฟักนักการเมืองอาชีพ ให้มีคุณภาพ มีความพร้อมในการไปทําหน้าที่ในฝ่ายบริหารต่อไป แต่ที่กระผมไม่ได้เสนอแก้ เพราะขณะนั้นเราถูกโจมตี ถูกครหาว่าจะแก้รัฐธรรมนูญไปเพิ่มอํานาจให้แก่ตัวเราเอง ผมถึงเคยเสนอครับว่าประเด็นแบบนี้ไปทําประชามติกันเสีย ถ้าประชาชนเขายอมรับ เราก็เดินหน้าแก้ ถ้าประชาชนเขาไม่ยอมรับเราก็เคารพเสียงของประชาชน พูดมาทั้งหมด เพื่อที่จะบอกครับว่าพวกกระผมไม่เคยมายึดติดกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เห็นว่าบางมาตรา มีปัญหาสมควรแก้ไขได้ดําเนินการไปแล้วบางส่วน และส่วนที่ยังไม่ได้แก้ไข เพราะมีเหตุผล ที่ชัดเจนรองรับว่าทําไมยังไม่ควรดําเนินการ รวมทั้งเคยเสนอทางออกของการแก้ไขไว้ด้วย ฉะนั้นวันนี้สิ่งที่เราจะมาพูดกันว่าต้องแก้เพื่อเป็น ไม่เป็นประชาธิปไตยมันน่าจะเป็น คนละประเด็นกับการที่บอกว่าจะต้องมาเริ่มต้นทํากันใหม่ทั้งฉบับ ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อมาดูประเด็นในแง่มุมของการปฏิรูป วันนี้ตามหลักคิดของผู้เสนอร่างนี้ใครจะพูดอะไร วันนี้ไม่มีผลละครับ เพราะที่สุดเป็นเรื่องที่ สสร. จะต้องไปดําเนินการ แต่สิ่งที่กระผมเป็นห่วงก็คือว่าวันนี้เรามีร่างอยู่ ๓ ฉบับ ๑ ฉบับเสนอโดยคณะรัฐมนตรี ท่านรองนายกรัฐมนตรียุทธศักดิ์เป็นผู้ลงนามเสนอเข้ามา ฉบับนี้ให้เหตุผลในการแก้ไข พูดกันไปแล้ว พูดง่าย ๆ ก็คือไปลอกเหตุผลตอนแก้มาตรา ๒๑๑ ในวันที่มีการจัดทํา รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ คือเขียนเอาไว้กว้าง ๆ ว่าต้องการจัดทําฉบับใหม่ขึ้นมา เพื่อเป็นพื้นฐาน การปฏิรูปการเมืองและต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วม ซึ่งกระผมจะได้กราบเรียน ในประเด็นนี้ต่อไป แต่จริง ๆ แล้วผมว่าเหตุผลที่แท้จริง ผมก็นับถือนะครับ อย่างน้อยร่างของ เพื่อนสมาชิก ๒ ฉบับ ผมคิดว่าที่เขียนมาและไม่เหมือนกับของรัฐบาลเลย อันนี้ละครับ อยู่ในใจของท่านจริง ในความรู้สึกตรงนี้ครับ ที่บอกว่าไม่มีระบบการถ่วงดุลอํานาจของ องค์กรตุลาการและองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญที่มีประสิทธิภาพ แล้วก็บรรยายต่อไปว่า เป็นที่มาของการเลือกปฏิบัติของ ๒ มาตรฐาน ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าเหตุผล และฐานคิดที่จะต้องมาล้มล้างและรื้อรัฐธรรมนูญทั้งฉบับมาจากเหตุนี้ กระผมกราบเรียน นะครับว่าเป็นอันตรายอย่างยิ่ง ทําไมถึงกล่าวอย่างนั้นครับ ท่านประธานทราบไหมครับว่า รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ที่ทุกฝ่ายบอกว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดฉบับหนึ่งเป็นฉบับประชาชน หลักการใหม่ที่เขาเพิ่มขึ้นมาในรัฐธรรมนูญฉบับนั้นแท้ที่จริงคืออะไร ๒ เรื่องหลักครับ

๑. สิทธิเสรีภาพของประชาชนจะได้รับการคุ้มครองเป็นพิเศษ จะได้รับการคุ้มครอง ไม่ให้ฝ่ายบริหารที่แม้จะมีที่มาจากการเลือกตั้งเข้าไปก้าวก่ายลิดรอนสิทธิหรือละเมิดสิทธิได้

๒. การตรวจสอบถ่วงดุลลําพังแต่ระบบรัฐสภา คือการอภิปรายไม่ไว้วางใจก็ดี การตั้งกระทู้ถามก็ดี ไม่เพียงพอในกรณีที่รัฐบาลนั้นหรือฝ่ายบริหารนั้นกระทําการที่เป็นการ ผิดรัฐธรรมนูญ ผิดกฎหมาย ละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนหรือแม้แต่เสียงข้างน้อย นั่นคือที่มาของคําว่า องค์กรอิสระ นั่นคือการตอกย้ําถึงความจําเป็นว่าฝ่ายบริหารจะต้อง ถูกตรวจสอบถ่วงดุลจากฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายตุลาการด้วย ทําไมถึงทําอย่างนั้นครับ เพราะหัวใจของประชาธิปไตยและหัวใจของประเทศที่มีการปฏิรูปทางการเมืองแล้ว ใช่ครับ ประชาธิปไตยเราตัดสินกันด้วยเสียงข้างมาก แต่เสียงข้างมากให้อํานาจไปทําเพียงบางเรื่อง คือบริหารราชการแผ่นดิน ผลักดันนโยบายที่ไปหาเสียงให้คํามั่นสัญญากับประชาชนไว้ แต่ไม่ใช่อ้างเสียงข้างมากทุจริตคอร์รัปชัน ทําผิดกฎหมาย ทําผิดกติกาได้ ประเทศประชาธิปไตย ที่แท้จริงเขาจึงมักเรียกตัวเองว่าเป็นประเทศเสรีนิยมประชาธิปไตย และหัวใจของประเทศ ที่เป็นเสรีนิยมประชาธิปไตยคือรัฐบาลมีขอบเขตอํานาจจํากัดครับท่านครับ ถึงจะมาจาก เสียงข้างมากท่วมท้นมีที่นั่งเกือบทั้งหมดในสภา ชนะถล่มถลายอย่างไร บางเรื่องก็ไม่มีสิทธิ ทําตรงนี้ละครับที่ผมคิดว่าเราจําเป็นต้องทําความเข้าใจกัน แล้วรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ที่ล้มเหลว ท่านประธานไปอ่านข้อสรุปของ คอป. สิครับ ท่านหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านเป็นประธาน ปคอป. ท่านรับข้อเสนอและไปทํามากกว่าที่ คอป. พูดด้วยซ้ําเรื่องเยียวยา ท่านอ่านหรือยังครับว่าต้นเหตุวิกฤติความขัดแย้งทางการเมือง ที่ประธาน คอป. สรุปคืออะไร คดีซุกหุ้นภาค ๑ ครับ ท่านสรุปเอาไว้ชัดเจนว่านั่นคือ จุดเริ่มต้นของการทําลายหลักนิติธรรมที่บ่งบอกถึงการเข้าไปแทรกแซงองค์กรอิสระ ผมถึงต้องเตือนความทรงจําพวกเราครับว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ผมเหมือนทุกท่านที่นี่ครับ ตั้งความหวังไว้สูงมากว่านั่นคือกุญแจสู่การปฏิรูปการเมืองสู่ประชาธิปไตยที่แท้จริง แต่พอถึง ปี ๒๕๔๗ ปี ๒๕๔๘ คนที่สนับสนุนผลักดันกันมาถึงขั้นเขียนหนังสือว่ารัฐธรรมนูญตายแล้ว ท่านประธานที่ปรึกษากรุณาลําดับให้เห็นถึงการแทรกแซงในบางองค์กร แต่ผมสรุปสั้น ๆ วุฒิสภามีการกล่าวถึงไปแล้ว ป.ป.ช. สรรหาได้ชุดที่ต่อมา ท่านประธานครับ ต้องถูกถอดถอน เพราะพูดง่าย ๆ คือทุจริตต่อหน้าที่เสียเอง ทําเกินเลยขอบเขตอํานาจของตนเอง ขึ้นเงินเดือนให้กับตัวเอง ทั้ง ๆ ที่ไม่มีอํานาจ กกต. มาดูแลการเลือกตั้ง สุดท้ายถูกดําเนินคดี ว่ามีส่วนร่วมในการทุจริตการเลือกตั้งในการแก้ไขข้อมูลในคอมพิวเตอร์ของ กกต. ล้มเหลว โดยสิ้นเชิงครับ เราตั้งความหวังว่าองค์กรเหล่านี้ยึดโยงกับประชาชนผ่านวุฒิสภา เราคาดหวังว่าวุฒิสภาเป็นกลาง มาจากการเลือกตั้ง แต่สุดท้ายมันไม่ทํางานครับ ปี ๒๕๕๐ พยายามมาแก้เรื่องเหล่านี้กระผมก็เห็นว่าที่แก้ก็ไม่ใช่ว่าจะตอบปัญหาหรือตอบโจทย์ ได้เสียทั้งหมด ที่แก้ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีจุดอ่อนครับ แต่ปัญหาวันนี้ไม่ใช่ว่าองค์กรตุลาการ หรือองค์กรอิสระไม่มีการถ่วงดุล ไม่ใช่ครับ ตรงกันข้ามครับ การเมืองไทย ประชาธิปไตยไทย จะเดินไปได้นี่เสียงข้างมาก เสียงข้างน้อย ต้องรู้ขอบเขตอํานาจหน้าที่ของตนเอง เสียงข้างน้อย วันนี้ผมพูดกับเพื่อนสมาชิกในพรรคเสมอครับว่าอะไรเป็นนโยบายรัฐบาลเขาต้องมีสิทธิ ในการเสนอในการผลักดัน เราก็วิพากษ์วิจารณ์ เราก็ท้วงติง เราเป็นเสียงข้างน้อย วันที่ผม เป็นเสียงข้างมาก ผมก็ย้ําเสมอว่าเวลาเสียงข้างน้อยเขาตรวจสอบ นั่นคือหน้าที่ของเขา จะส่งตีความทุกเรื่อง ผมไม่เคยว่าเลยครับ ผมถือว่าใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ แต่ถ้าไปสร้าง เหตุวุ่นวาย ทําผิดกฎหมาย อย่างนี้ไม่ได้ วันนี้จุดท้าทายคือเราจะถ่วงดุลจํากัดขอบเขต ของพวกเรากันเองอย่างไรต่างหากครับ มันตรงกันข้ามกับเหตุผลที่ท่านส่งขึ้นมาว่าวันนี้ เราถูกถ่วงดุลมากเกินไป ไม่ใช่ครับ วันนี้ที่เขียนเหตุผลมานี่ท่านไม่เขียนเฉพาะองค์กรอิสระ ท่านไปไกลถึงตุลาการนะครับ แล้วท่านได้ไปดูไหมครับว่าประเทศที่ใช้ระบบกฎหมายแบบเรา ไม่ใช่ระบบการปกครองนะครับ ระบบกฎหมายแบบเราที่ผู้พิพากษามาจากวิชาชีพ หรือเป็นผู้พิพากษาอาชีพ ไม่มีประเทศประชาธิปไตยไหนครับที่ใช้ระบบกฎหมายแบบนี้แล้ว บอกว่าต้องมีคนไปถ่วงดุล เอาอํานาจประชาชน ฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติไปแทรกแซง หรือไปคานฝ่ายตุลาการ เพราะถูกผิดชั่วดีตัดสินกันตามเนื้อผ้า ไม่ใช่ตามเสียงข้างมาก เสียงข้างมากเอาไว้ตัดสินว่าจะมีนโยบาย จะบริหาร จะมีทิศทางในการนําพาประเทศ ไปอย่างไร ผมถึงไม่สบายใจเป็นอย่างยิ่งว่าถ้าปฏิรูปครั้งนี้ท่านกําลังจะบอกว่าเปิดทางไปสู่ การให้นักการเมืองกินรวบ ตุลาการก็คานไม่ได้ องค์กรอิสระก็คานไม่ได้ ไม่ใช่แล้วครับ เมื่อเช้านี้ยังมีเพิ่มมาอีกเรื่องหนึ่งครับ สมาชิกรัฐบาลท่านหนึ่งบอกอย่างมาตรา ๖๗ ต้องยกเลิก เพราะไปให้อํานาจชุมชนท้องถิ่นเหนือรัฐบาลกลาง ไม่จริงหรอกครับ ท่านไปอ่านใหม่ เถอะครับ มาตรา ๖๗ มาตรานั้นเขาเป็นแบบอย่างว่าถ้าเราจะรักประชาธิปไตย รัฐบาลไปทําโครงการอะไร กระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนชุมชนอย่างมีนัยสําคัญ ต้องศึกษาผลกระทบ ต้องรับฟังความคิดเห็น ถามว่าคนบริหารหงุดหงิดไหมบางครั้ง หงุดหงิดครับ ตอนผมเป็นรัฐบาลผมเจอเต็ม ๆ เลยครับ มาตรา ๖๗ เรื่องมาบตาพุด แต่ผมก็นึกครับว่าถ้าผมบริหารแบบสะดวกไม่มีมาตรา ๖๗ วันนี้พี่น้องชาวมาบตาพุดจะได้รับการเหลียวแลไหมครับ กับสิ่งที่สั่งสมมาเป็นเวลานาน ที่เขาแบกมลพิษเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศไทย ถ้าไม่มีมาตรา ๖๗ วันนี้ ผมยอมรับเลยครับ ผมอาจจะไม่ทราบว่าคนที่อยู่ในพื้นที่ซึ่งเจริญมากที่สุดแห่งหนึ่ง ไม่มีน้ําประปาใช้ ไม่ได้รับการตรวจสุขภาพ เราต้องไปแก้เรื่องเหล่านี้ ผมจึงกราบเรียนว่า ถ้าจะปฏิรูปการเมืองครั้งนี้ ท่านตั้งโจทย์ผิดในเหตุผลที่ท่านให้มา มันต้องตรงกันข้าม เมื่อวานสมาชิกรัฐบาลอีกครับพาดพิงผม เรื่องไปพบ ออง ซาน ซูจี แล้วก็พูดว่าอยากรู้ว่า คุยอะไรกัน ผมจะบอกให้ ออง ซาน ซูจี เป็นนักประชาธิปไตยที่น่าชื่นชมที่สุด ไม่ได้รับความเป็นธรรม หลายอย่าง แต่ไม่เคยใช้วิธีการอื่นนอกจากสันติวิธี ออง ซาน ซูจี หวนกลับเข้ามาสู่ กระบวนการประชาธิปไตยในวันนี้ด้วยการลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อม ทั้งที่รู้ว่าต่อให้ ชนะเลือกตั้งซ่อมทุกเขตเดือนเมษายนนี้ ๔๘ ที่นั่งในสภา ๕๐๐ กว่าคน ก็ทําอะไรแทบไม่ได้ แล้วก็ที่คุยกับผมเรื่องปรองดองนี่ เธอพูดดีครับ เธอบอกว่าคนมีอํานาจถ้าจะปรองดอง ต้องมีลักษณะของการยื่นมือเข้าไปหาคนที่ไม่มีอํานาจ ไม่ง่ายหรอกครับ ผมก็เคยนั่งตรงนั้น แต่ผมพยายาม ผมเคยเสนอยุบสภา เคยเสนอเจรจาทุกอย่าง แต่มันต้องเริ่มต้นจากตรงนั้น แต่ถ้าผู้มีอํานาจคิดอย่างเดียวว่าคนชนะกินรวบ สังคมแตกแยกครับ ผมจึงบอกว่าวันนี้ ๑๕ ล้านเสียงของท่านที่ท่านอ้างเป็นเสียงข้างมาก เกรงใจ ๒๕ ล้านเสียงที่ไม่เลือกท่าน ด้วยนะครับ ที่เป็นเสียงข้างน้อย เพราะมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งประมาณ ๔๐ ล้านคน การที่จะทําอะไร นําไปสู่การปฏิรูปหวังจะให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นประชาธิปไตย สร้างชาติ สร้างความปรองดอง มันต้องเริ่มจากตรงนี้ พวกเราจึงได้อภิปรายอย่างไรครับว่าเหตุผลของ ๒ ฉบับที่เพื่อนสมาชิก เขียนมาเราไม่เห็นด้วย เราคิดว่าตั้งโจทย์ผิด และเหตุผลของร่างของรัฐบาลที่พยายามที่จะ ไปเลียนฉบับปี ๒๕๓๙ สมัยท่านนายกรัฐมนตรีบรรหาร เลียนกันไม่ได้เพราะมันคนละ สถานการณ์ครับ วันนั้นพวกเราที่เป็นนักการเมืองก้าวมาถึงขั้นที่ได้รับชัยชนะแล้วว่า นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้ง ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นประธานรัฐสภา แต่เรามีปัญหา ศรัทธาประชาชนที่มีต่อนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ไม่เชื่อเพราะเห็นว่าเรายังมีลักษณะ ใช้เสียงข้างมากเป็นเกณฑ์ทุกเรื่อง แม้เป็นเรื่องถูกผิด จึงสร้างพลังการปฏิรูปมาสู่เรื่องการมี องค์กรอิสระ การตรวจสอบถ่วงดุล การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพอย่างไรครับ แต่วันนี้เราไม่ได้ เริ่มต้นจากฐานที่เรามองทุกสิ่งทุกอย่างตรงกันครับ ถ้าอยากจะแก้รัฐธรรมนูญเพื่อปฏิรูป ท่านต้องมาสร้างตรงนี้ด้วยกันก่อนครับ และมันจะเป็นการแก้รัฐธรรมนูญไปสู่ความปรองดองได้ วันนี้ที่จะไม่ปรองดองมันเรื่องอะไรละครับ

ประเด็นแรกครับ เรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ ทําไมถึงมีการอภิปรายกัน มีผู้ถามว่าทําไมร่างรัฐธรรมนูญก่อนหน้านี้ไม่เห็นมีใครกังวล ไม่เห็นมีใครวิตกเลยว่า หมวดสถาบันพระมหากษัตริย์จะถูกแก้ไข ผมก็ต้องบอกว่าเพราะว่าวันนี้สถานการณ์ มันไม่เหมือนเดิมครับ ท่านพูดได้ครับ บอกทุกคนจงรักภักดี แต่ท่านก็ต้องถามนะครับ บังเอิญผู้ตอบไม่อยู่นะครับ ที่ท่านปิดเว็บไซต์ไปทั้งหมดครับ ท่านคิดว่าคนที่ทําเว็บไซต์เหล่านั้น จงรักภักดีไหมครับ และท่านกล้าเปิดเผยไหมครับว่าคนที่ทําเว็บไซต์เหล่านั้นมันเชื่อมโยง กับกลุ่มมวลชน กับกลุ่มการเมืองใดบ้าง ปี ๒๕๓๙ ไม่มีอย่างนี้ครับ ปี ๒๕๕๐ ก็ไม่มีอย่างนี้ แต่วันนี้มันมีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งแสดงตนชัดแจ้งเราก็ต้องป้องกัน ผมไม่ได้พูด มาตรา ๑๑๒ วันนี้ครับ แต่ผมต้องบอกว่าที่แอบอ้างกันว่ามาตราที่ท่านเขียนป้องกันว่าจะไม่มีการไปแตะต้อง เปลี่ยนแปลงเรื่องนี้อยู่ในมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ข้อความนี้ไม่ใช่ครับท่านครับ ข้อความนี้ อยู่ในรัฐธรรมนูญอยู่แล้วครับว่าจะแก้ไขเพิ่มเติมหรือจะไปเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญอย่างไร ห้ามไปจัดทํารัฐธรรมนูญที่เปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ คนละประเด็นกับว่าแก้ไขหมวดพระมหากษัตริย์ ได้หรือไม่ ผมกราบเรียนท่านประธานครับ หมวดพระมหากษัตริย์มีตั้งแต่มาตรา ๘ ถึงมาตรา ๒๕ หลายมาตรามีความละเอียดอ่อน เช่น มาตรา ๘ บอกว่า องค์พระมหากษัตริย์ ทรงดํารงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้อง พระมหากษัตริย์ในทางใด ๆ มิได้ ผมสมมุตินะครับท่านประธานว่ามีคนเสนอให้ตัดวรรคหนึ่ง วรรคใดออก ถามว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุขไหม ไม่ครับ รูปของรัฐเหมือนเดิม การปกครองในระบอบประชาธิปไตย ยังมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เหมือนเดิม แต่สถานะขององค์พระมหากษัตริย์และสถาบันกษัตริย์ ไม่เหมือนเดิมครับ เพื่อนสมาชิก ประทานโทษเอ่ยนาม อาจารย์กนกถึงได้อภิปรายอย่างไรครับว่า หลายประเทศเขาก็ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่ไม่เหมือนสังคมเราครับ สถานะพระราชอํานาจแตกต่างกันครับ ผมถึงบอกว่าวันนี้แก้ได้ ไหมละครับ อย่าลุกขึ้นมาตอบบอกว่าเป็นเรื่องของ สสร. วันนี้รับปากสิครับว่าท่านจะไปแก้ ในวาระที่สองว่าในการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นให้คงหมวด ๑ และหมวด ๒ ไว้เหมือนเดิมทุกประการ ถ้าทํา อย่างน้อยปมเรื่องนี้จะได้คลายไปครับ แต่ถ้าไม่ทํา ท่านประธานครับ ผมไม่คิดหรอกครับว่าคนที่จะมาบั่นทอนหมวดนี้จะทําสําเร็จ แต่เป้าหมาย ของคนบางกลุ่มไม่ใช่ทําไม่สําเร็จนะครับ ต้องการแหย่ เพื่อให้เกิดความขัดแย้งครับ แล้วก็ทําให้เกิดความรู้สึก ความเข้าใจผิดว่าความขัดแย้งในสังคมไทยนั้น ไปเป็นความขัดแย้ง เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เสี่ยงทําไมครับ ทําทําไมครับ ถ้าวันนี้ท่านยืนยันจริงใจ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ลุกขึ้นมาตอบเลยครับว่ารับข้อเสนอนี้ไปดําเนินการ สังคมก็จะโล่งใจในเรื่องนี้ในเรื่องที่ ๑ ที่เป็นปมความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้น ปมที่ ๒ ผมกล่าวไปแล้ว ถ้าเป็นไปได้ เขียนเป็นหลักประกันไว้ด้วยได้ไหมครับว่าการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะไม่มีผลต่อความอิสระขององค์กรตุลาการและองค์กรตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ เขียนได้นี่ครับ อย่าไปบอกว่าเป็นเรื่อง สสร. เพราะคนมีสิทธิจะคิดจะวิตกได้ว่าผลที่เกิดขึ้น มันอาจจะไปกระทบกับหลักการสําคัญอย่างนี้ ปมที่ ๓ แล้วผมต้องพูดเพราะเรื่องเหล่านี้ เป็นเรื่องเกี่ยวกับปรองดองทั้งสิ้น ที่ท่านสมาชิก ท่านรัฐมนตรีนั่งอยู่ข้างบนบอกว่าบางฝ่าย กลัวจะปรองดองหรืออย่างไร ไม่ละครับ พวกผมไม่มีใครรวยขึ้นจากความขัดแย้งในช่วง หลายปีที่ผ่านมา พวกผมไม่มีนักค้าความขัดแย้งในสังคม พวกผมต้องการความปรองดอง และพวกผมไม่เรียกร้องอะไรเกินเลยไปกว่าสิทธิที่ผมคิดว่าคนไทยแม้จะเป็นเสียงข้างน้อย หรือเสียงข้างมากมีสิทธิที่จะเรียกร้องจากท่าน ประเด็นที่ ๓ ที่บอกว่าแก้เพื่อคนคนเดียว แก้เรื่องนิรโทษกรรมหรือไม่ ไม่มีใครไปเป็นถ้ํามองแอบดูรูกุญแจอะไรอย่างที่พูดหรอกครับ คนของท่านเองก็ตะโกนเมารักกันอยู่แล้วนี่ครับ บอกชัดเจนทํารัฐธรรมนูญเสร็จจะพา อดีตนายกรัฐมนตรีกลับบ้านอย่างสง่างาม แล้วคดีความหายไปไหนครับ ผมไม่พูดเรื่อง คตส. ผมพูดเรื่องคําพิพากษาของศาล เพราะศาลไม่จําเป็นต้องเชื่อฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดแต่ได้ตัดสิน ในบางคดีแล้ว ไม่ว่าจะเป็นโทษจําคุก ไม่ว่าจะเป็นโทษยึดทรัพย์ ผมไม่ติดใจเรื่องโทษ ทางการเมือง ถ้าอยากจะเยียวยาเรื่อง ๑๑๑ เรื่อง ๑๐๙ เห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ผมยอมรับได้เพราะผมถือว่านั่นเป็นเรื่องความผิดทางการเมือง ตรงนี้ละครับที่ต้องถามกัน แล้วอย่าอ้างว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องนโยบาย เพราะในช่วงหาเสียงเลือกตั้งท่านบอกว่าท่านไม่ยอม ให้มีการดีเบต (Debate) ก็ไม่ว่ากัน แต่มีครั้งเดียวที่บังเอิญได้ดีเบตครับ ผมกับท่าน หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ถ่ายทอดสดทางช่อง ๙ ด้วยครับ แล้วผมพูดเลยครับบอกตกลง พรรคเพื่อไทยมีเป้าหมายนโยบายที่จะนิรโทษกรรมทําให้คนไม่ต้องติดคุก ทําให้คนเอาเงิน ของประชาชน ๔๖,๐๐๐ ล้านบาทไปอยู่ในกระเป๋าของตัวเองหรือไม่ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ตอบกับประชาชนคนไทยผ่านสถานีโทรทัศน์ว่าไม่มีนโยบาย ท่านยืนยันได้ใช่ไหมครับ เพราะฉะนั้นใครจะนั่งรถกี่แสนกิโลเมตรไปกี่จังหวัดผมไม่ทราบ แต่หัวหน้าพรรคท่านยืนยัน กับประชาชนว่าไม่มีและใครไปพูดไม่ใช่นโยบายพรรค ผมก็กราบเรียนว่าตกลงจะเอาอย่างไร นโยบายบอกจะไม่ทํา แต่ก็มีคนนั้นคนนี้ตั้งแต่รองนายกรัฐมนตรีจนถึง ส.ส. ไปเที่ยวพูดว่า จะทําเหมือนมาตรา ๑๑๒ ไม่ใช่ว่าท่านไม่เคยพูดกันนะครับ ท่านนายกรัฐมนตรียังเคย ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ต่างประเทศเลยครับว่าคิดในเรื่องของการแก้ไขเรื่องนี้ และวันนี้ พอมีเพื่อนสมาชิกชี้ให้เห็นว่ามี ส.ส. ไปทําเรื่องนี้ด้วย รองนายกรัฐมนตรีก็ตอบว่าไปห้ามไม่ได้ ๓ ข้อนี้ท่านรับข้อเสนอพวกผมไหมละครับ เขียนลงไปในร่างแก้ไขเลย การจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงหมวด ๑ หมวด ๒ หรือจะนําเอา หมวด ๑ หมวด ๒ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ไปใช้โดยไม่มีการแก้ไข การจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะไม่กระทบต่อความเป็นอิสระขององค์กรตุลาการและองค์กรที่ตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ การจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะไม่มีผลให้เอื้อประโยชน์ต่อผู้หนึ่งผู้ใด หรือลบล้าง การใช้อํานาจตุลาการในอดีต ถ้าอย่างนี้มีความเป็นไปได้ครับที่เราจะเดินเข้าสู่การปรองดอง การปฏิรูป หรือประชาธิปไตย แต่ถ้าไม่ใช่ ความขัดแย้งรออยู่ข้างหน้าครับ แล้วพอเกิดความขัดแย้ง แล้วใครจะคุมสถานการณ์ได้ครับ พวกผมเชื่อในประชาชนครับ แต่ก็ต้องทราบว่าการตัดสินใจ ของพี่น้องประชาชนแม้ในกระบวนการที่ท่านเขียนมันไม่ได้หมายความว่าประชาชนคุมได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์หรอกครับ วันลงประชามติก็ต้องรับทั้งฉบับ หรือไม่รับทั้งฉบับ วันที่เลือก สสร. กี่คนครับที่จะรู้ว่า สสร. แต่ละคนคิดอย่างไร แล้วเราจะพูดอย่างไรก็ได้ครับ อย่าปฏิเสธ ความจริงสิครับ เลือกตั้งโดยตรงจังหวัดละคน มีเลือกตั้งจังหวัดไหนบ้างที่จะไม่มีความพยายาม เข้ามาอิงกับฐานเสียงทางการเมืองของพรรคการเมือง ไม่มีหรอกครับ ท่านหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับท่านคงจะจําได้ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทาง สร้างความปรองดองแห่งชาติ เชิญผมไปรับประทานอาหารกับท่าน ผมบอกว่าถ้าอยากให้คน ไม่สงสัยระแวง สสร. จากการเลือกตั้ง เอาอย่างนี้สิครับ อย่าเลือกจังหวัดละคน เลือกจังหวัดละ อย่างน้อย ๒ คน แต่ประชาชนมีสิทธิลงคะแนนได้เพียง ๑ เสียง อย่างนี้ สสร. จะสามารถ มีความหลากหลาย สะท้อนได้ทั้งเสียงข้างมาก ข้างน้อยในทุกจังหวัด ในทั้งประเทศ วันนั้นก็เห็นพยักหน้านี่ครับ ตอบรับนี่ครับ แล้ววันนี้หายไปไหน เหมือนวันนั้นผมบอกว่า กําหนดขอบเขตได้ไหม จัดทํารัฐธรรมนูญใหม่อย่าไปแตะหมวดพระมหากษัตริย์ก็พยักหน้า กันหมด วันนี้หายไปไหนครับ สสร. ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรง รัฐบาลก็อุตส่าห์ ไปเพิ่มนะครับ ของเพื่อนสมาชิกไม่มีปัญหาเอาองค์กรสถาบันอุดมศึกษาที่มีอยู่แล้วชัดเจน แต่ของรัฐบาลอุตส่าห์ไปเติมนะครับว่าที่สรรหามาอีก ที่เติมเข้ามาสามารถมาจากการเสนอ ขององค์กรทางเศรษฐกิจ สังคม องค์กรเอกชนได้ แล้วใครกําหนดครับว่าใครเป็นองค์กรบ้าง ประธานรัฐสภากําหนดคนเดียวครับ มันมีเหตุให้คิด ให้แปลกใจ ให้ระแวงไหมละครับ แม้แต่ลักษณะต้องห้ามของ สสร. ผมก็เพิ่งเคยเห็น เขียนกฎหมายกันมากี่ฉบับ ลักษณะต้องห้ามท่านลอกตามลักษณะต้องห้ามของคนสมัคร ส.ส. ก็เอาทุกข้อนะครับ อาจจะยกเว้นเรื่องเป็นข้าราชการ ไม่เป็นข้าราชการ แต่นี่เว้นเป็นครั้งแรกครับ กรณีคนที่เคย ถูกจําคุกครับ เตรียมใครมาเป็น สสร. หรือครับ จะไม่ให้คิดได้อย่างไรเพราะฉะนั้นประเด็นทั้งหมดนี้ ละครับผมถึงกราบเรียนว่า ถ้าวันนี้ท่านอยากได้ประชาธิปไตย ท่านอยากปฏิรูป ท่านอยากปรองดอง พวกผมยินดีร่วมมือ เอื้อมมือมาสักนิดสิครับ มาคุยกันสิครับว่ารูปแบบของการเดินหน้าเรื่องนี้ แบบไหนที่จะไปด้วยกันได้ แล้วท่านหลับตานึกภาพสิครับ ถ้าพวกท่านกับพวกผมตกลงกันได้ แล้วเราไปช่วยชี้แจงสังคมทั้งหมดทําไมบ้านเมืองจะเดินหน้าไปไม่ได้ แต่ถ้าวันนี้ท่านปฏิเสธ ข้อเสนอพวกผมอย่างนี้ พวกผมเองและคนอีกเกือบครึ่งประเทศ หรืออาจจะมากกว่า ครึ่งประเทศก็ได้ เขาก็จะเดินเข้าสู่ความขัดแย้งครับ พวกผมไม่พร้อมเสี่ยง พวกผมไม่ปรารถนา ที่จะเห็นอะไรอย่างนั้นครับ และใครที่ขานชื่อวันนี้ รับหลักการเดินหน้าตามที่เป็นอยู่นี้ และบ้านเมืองขัดแย้ง กรุณารับผิดชอบกับความเสียหายกับความขัดแย้งหรือความสูญเสีย ที่จะเกิดขึ้นในสังคมต่อไป พวกกระผมไม่พร้อมที่จะทําเช่นนั้น ตั้งหลักกลับไปทบทวนกันใหม่ เรื่องนี้ทํากันใหม่ให้ดี ทําได้ครับ แต่กลับไปก่อน วันนี้พวกผมไม่รับหลักการทั้ง ๓ ฉบับครับ ขอบพระคุณครับ