สุนัย จุลพงศธร หารือเรื่องการเปลี่ยนแปลงในประวัติศาสตร์ และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายอดทน และเชื่อมั่นในประชาชนในการตัดสินใจ
ขอบคุณครับ คงไม่ถึงหรอกครับท่าน ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม สุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ จังหวัดนครสวรรค์ พรรคเพื่อไทย ในนามสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพ เหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ ถ้าใครสนใจการเปลี่ยนแปลงในประวัติศาสตร์ จะพบความจริงว่าประวัติศาสตร์ได้เคลื่อนตัวจากอุบัติเหตุมาเยอะมาก เรามีฐานะอันหนึ่ง คือต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดการเคลื่อนตัวโดยไม่ปรารถนาจากอุบัติเหตุนั้น ท่านประธานครับ พรรคร่วมรัฐบาลโดยเฉพาะวิปได้พยายามประเมินสถานการณ์การประชุมสภาโดยตลอด ประเมินว่าจะเกิดอะไรขึ้นในช่วงเวลาไหนตั้งแต่เริ่มต้นของวันที่แล้วเมื่อวานนี้ ล่าสุดวันนี้ เราประเมินสถานการณ์ว่าจะเจอกับคําพูดที่เสียดแทงอย่างรุนแรงในสิ่งที่เราเชื่อว่าสิ่งนั้นไม่ใช่ ความจริง แต่ด้วยเหตุผลที่สําคัญที่สุดครับท่านประธาน ผมขออนุญาตกล่าวอ้างท่านหัวหน้าพรรค ยงยุทธและท่านนายกรัฐมนตรีได้บอกว่าขอให้อดทน ดังนั้นก่อนที่จะมีการอภิปรายของ ท่านชวนและท่านอภิสิทธิ์นั้น เอสเอ็มเอส (SMS) ของเราได้ไปหมดแล้วครับ ขอให้ทุกคน อดทนและทุกอย่างจะชนะด้วยการอดทนเท่านั้น ท่านครับ แต่ผมต้องกราบขออภัยจริง ๆ ที่ความเจ็บปวดนั้นมันกําลังพิสูจน์เราว่าเราพร้อมจะปรองดองกันไหม สิ่งที่ท่านหัวหน้า พรรคฝ่ายค้านบอกว่ายื่นมือมาสิครับ ผมขอบอกตั้งแต่ตอนนี้เลย ผมพร้อมจะยื่นมือไปหา ท่านตลอดเวลาทั้ง ๒ มือและยกมือไหว้ครับ และวันนี้ผมต้องกราบขอบพระคุณน้องรังสิมา กราบขอบพระคุณท่านหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ที่ท่านได้แสดงวุฒิภาวะได้ให้อภัยในบางสิ่ง บางอย่างซึ่งผมไม่อาจจะปฏิเสธเป็นอย่างอื่นได้ ด้วยวัฒนธรรมองค์กร ความรักองค์กร ความรักพรรคก็มีด้วยกันทั้ง ๒ ฝ่าย แต่วันนี้เป็นเรื่องที่เราจะต้องฝึกความอดทนสิ่งเหล่านี้ ผมได้รับคําสั่งจากเพื่อนสมาชิกหลายคนบอกว่าให้ตอบโต้คุณอภิสิทธิ์และคุณชวนทุกเม็ด ขอโทษนะครับท่านจะผิดหวังกับผมครับ ผมไม่ตอบโต้ครับ พี่น้องประชาชนโทรศัพท์มาหาผม สุนัย ทนไม่ไหวให้ตอบโต้ ผมจะไม่ตอบโต้ครับ เพราะผมคิดว่าเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นความคิด ความเชื่อวันนี้ไม่ได้ชนะกันอยู่ในสภาครับ แต่ท่านเชื่อไหมครับว่าวันนี้การตัดสินใจของ ประชาชนไม่ได้อยู่ที่สภาแล้วครับ วันนี้การตัดสินใจของประชาชนไม่อาจจะถูกพันธนาการ ด้วยเครื่องมือการโฆษณาด้วยระบบรัฐอีกแล้ว ด้วยเหตุนี้เองจึงพิสูจน์ครับว่าประชาชน ได้ตื่นขึ้นแล้วจริง ๆ ครับ เหตุการณ์ ๕ ปีต่อการปิดล้อมการโฆษณาโจมตีทักษิณอย่างรุนแรง ที่สุดในปีแรกของการยึดอํานาจ เมื่อเลือกตั้งนักวิจัยไม่ต้องวิจัยแล้วครับ ไม่ต้องไปหาตัวอย่าง ๒,๐๐๐ ตัวอย่าง นี่เป็นล้าน ๆ ตัวอย่างได้พิสูจน์แล้วว่าประชาชนได้เข้าสู่ภาวะการบรรลุนิติภาวะ ทางการเมืองแล้ว นั่นก็คือพรรคพลังประชาชนชนะอีกครับ ๕ ปีที่ผ่านมาเราเห็นเหตุการณ์ หมดซึ่งผมจะไม่ขอกล่าวว่าใครผิดใครถูกในโอกาสอย่างนี้ การปิดล้อมทางการข่าวสาร เช่นเดียวกัน สุดท้ายการเลือกตั้งที่ผ่านมาได้พิสูจน์อีกครั้งหนึ่งครับ ทั้งเงินจํานวนมาก แต่ไม่สามารถจะเอาชนะใจประชาชนแสดงให้เห็นว่าประชาชนได้บรรลุสู่ความเป็นผู้ บรรลุนิติภาวะทางการเมืองแล้ว ที่ผมกล่าวเช่นนี้จึงเป็นเหตุผลที่สําคัญที่สุดว่าเราต้องเชื่อมั่นประชาชน และความเชื่อมั่นประชาชนนี้เองครับจึงไม่จําเป็นจะต้องมาตอบโต้กันทุกเม็ด ๆ ประชาชน วินิจฉัยได้เองครับ ใครพูดจริง ใครพูดไม่จริง ๕ ปีมานี้ได้พิสูจน์แล้ว แต่แน่นอนครับ ในวัฒนธรรมองค์กรวันนี้ผมไม่อาจจะเอ่ยเป็นอย่างอื่นได้ ผมรู้ว่าหลายฝ่ายอาจจะไม่พอใจ ในบรรยากาศผมขอโทษครับใครจะเกลียดผมก็ให้เกลียด ผมขอโทษแทนพรรคของผมครับ แล้วหวังอย่างยิ่งว่าเหตุการณ์อันไม่คาดหมายนั้นคงไม่มาเปลี่ยนจิตใจของท่าน ถ้าท่านพร้อม จะลงคะแนนให้ผ่านร่างรัฐธรรมนูญนี้คงไม่เปลี่ยนจิตใจท่านนะครับ ถ้าท่านไม่พร้อมจะลง ก็คงไม่เปลี่ยนจิตใจท่านเช่นกัน ผมเชื่อมั่นในสมาชิกรัฐสภาว่ามีความมั่นคงในความคิดของท่าน ท่านประธานครับ การปิดอภิปรายปราศรัยปิดท้ายนั้นในทางปฏิบัติ ในทางการเมืองเขาถือว่า เป็นผู้ได้เปรียบครับ สํานวนทางการเมืองในสภาที่รู้กันเขาเรียกว่า ตีหัวแล้วเข้าบ้าน วันนี้ผมจะไม่ตีหัวครับ แต่ผมจะขอให้ตีความว่าเราพร้อมแล้วหรือยังที่เราจะสามัคคีกัน เป็นมิ่งขวัญขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมหรือยังที่จะเป็นผู้นําสังคม ประชาชนให้เชื่อมั่นต่อระบบรัฐสภาว่าเราพร้อมที่จะแก้ปัญหา ท่านประธานครับ คํากล่าวที่เจ็บปวดหลายเรื่องผมขอไม่ตอบโต้ท่านแต่มีอยู่เรื่องหนึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่ตอบโต้ แต่เป็นการขอร้องท่านสมาชิกที่ได้นําเกี่ยวกับความศรัทธา ความเชื่อมั่นต่อสถาบันอันสูงสุด มากล่าวในสภาอยู่เสมอ ไม่ใช่เพิ่งกล่าววันนี้ครับ ตลอดระยะเวลา ๒-๓ ปีที่ผ่านมา มีการกล่าวถึงสถาบันอันเป็นมิ่งมงคลของพสกนิกรทั้งประเทศ นัยแห่งการกล่าวพยายาม ที่จะกล่าวร้ายว่าอีกฝ่ายหนึ่งไม่จงรักภักดี ท่านประธานครับ ถ้าเราจะบอกว่าเราจงรักภักดีเราจึงต้องตอบโต้ ผมว่านั่นยิ่งเป็นการ ไม่บังควรเพราะยิ่งทําให้เกิดการระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท การนําขึ้นมากล่าว โดยข้อบังคับแห่งสภาก็ไม่เหมาะสมแล้ว ถ้าเรามีการกล่าวถึงทั้ง ๆ ที่ข้อบังคับก็มี ผมขอประทานโทษเถอะครับ กราบขอร้องถ้าเป็นไปได้ ถ้าจะปรองดอง ๓ ข้อ ๔ ข้อนี้ ขอให้ยุติเสียทีเถอะครับ เราจะไม่แสดงความจงรักภักดีอย่างยิ่งด้วยการพูดกันทุกเช้าเย็น ๓ วันหลังอาหาร ก่อนอาหาร นั่นมันไม่เหมาะเลยครับ ดังนั้นสิ่งที่ท่านขอมา ๓ ข้อนั้น ท่านประธานครับ ผมบอกเลยครับว่าในข้อที่ ๑ เรื่องของสถาบันพระมหากษัตริย์นั้น ให้ได้ทันทีครับ ไม่ใช่ให้เพียงเพื่อจะมาพูดตรงนี้ กระผมได้คุยกับเพื่อนสมาชิกวุฒิสภาหลายคน ขอประทานโทษเอ่ยนามท่านได้คุยกันแล้ว ท่านคํานูณ สิทธิสมาน เป็นเพื่อนกันตั้งแต่ เป็นนักศึกษา ผมถามท่านตรง ๆ ครับว่า ผมยังนึกไม่ออกเลยว่าทําไมจึงกล่าวทั้ง ๒ วัน แต่เรื่องสถาบัน ๆ ว่าการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้จะแต่งตั้ง สสร. นั้นจะไปเปลี่ยนโครงสร้าง การปกครอง นึกไม่ออกจริง ๆ ท่านประธานครับ ผมได้กราบเรียนท่านว่าแล้วถามคนพูด จะเป็นอย่างไร ท่านบอกว่าเราก็เสนอไปเลยว่าจะไม่แตะต้องหมวด ๑ หมวด ๒ เป็นสัญญาเลย ท่านประธานครับ ไม่ใช่ว่ามาสัญญาวันนี้เลยมีความผิดไม่สัญญาก่อน ไม่ใช่ครับ เพราะร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับที่แล้ว ปี ๒๕๔๐ ผมก็เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เรานอกจากไม่แตะต้องแล้ว ไม่ได้คิดเลยครับ ไม่เคยถามเลยครับ นี่คือความจริงแห่งความจงรักภักดีของพสกนิกรครับ ผมกล่าวเช่นนี้ก็เพื่อให้เพื่อน ส.ว. สบายใจว่าไม่มีใครคิดเช่นนั้น และอย่าตกในภวังค์ แห่งการโจมตีให้ร้ายกันด้วยเหตุเหล่านี้เลย ท่านประธานครับ ที่ผมพูดอย่างนี้ก็ไม่ได้เรียกร้อง ว่าเมื่อเรายืนยันอย่างนี้แล้ว ส.ว. จะรับรองโหวตให้แก่ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของฉบับสุนัย และเพื่อนสมาชิก หรือของพรรคชาติไทย หรือของรัฐบาล ไม่ได้เรียกร้องครับ แต่เป็นการแสดง ความจริงใจว่าเราเห็นปัญหาแล้วว่า ๕ ปีมานี้ปัญหาแห่งการแก้เรื่องรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้นเป็นปัญหาจริง ๆ ครับท่านประธาน ผมไม่เล่นลิ้น แต่ได้ปรากฏหลักฐานชัดเจนครับ ผมได้เป็นกรรมาธิการของการศึกษาบังคับใช้รัฐธรรมนูญว่ามีปัญหาอย่างไร ที่เป็นกรรมาธิการ เชื่อมต่อระหว่างของรัฐบาลท่านสมัคร ท่านสมชาย และท่านอภิสิทธิ์ เราได้สรุปชัดเจนแล้วครับ ว่ามันมีปัญหา เราไม่เล่นลิ้นอีกแล้วว่าไม่มีปัญหา ไม่เห็นใครยากจน ไม่เกี่ยวกับปากท้อง ไม่ใช่ครับ มันเป็นปัญหาจริงๆ เรื่องคณะกรรมการของท่านดิเรก ถึงฝั่ง ก็สรุปแล้วว่ามีปัญหา จริง ๆ ต้องแก้ท่านครับ ตรงนี้เองที่ผมอยากจะวิงวอนเพื่อน ส.ส. เพื่อน ส.ว. ทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลว่าเราอย่าอยู่ในกับดักแห่งเวลาเลยครับ เวลานั้นไม่ได้ทําลายใคร แต่เวลาในช่วงหนึ่ง แห่งประวัติศาสตร์มันหลอกลวงเราครับ ท่านประธานครับ ผมขอย้อนไปสักนิดหนึ่ง เป็นเรื่องแปลกไหมครับ ในช่วงชีวิตของพวกเรานี้ครับ ในช่วงชีวิตของเราผมเชื่อว่ากว่าครึ่ง สภาย้อนหลังกลับไปคิดสักหน่อยเถอะครับ เราได้ผ่านรัฐธรรมนูญมาแล้ว ๑๐ ฉบับครับ แต่ละคนนี่สัมผัสรัฐธรรมนูญมาแล้ว ๑๐ ฉบับเป็นไปได้อย่างไรครับ นี่คือความไม่มั่นคงแห่งเสถียรภาพทางการเมืองของไทยที่ส่งผลมาถึงวันนี้ ท่านประธานครับ ผมเองอาจจะมีอายุทางการเมืองน้อยกว่าท่านชวน อาจจะมีอายุทางการเมืองน้อยกว่า คุณอภิสิทธิ์ หรืออีกหลาย ๆ คน เพียงแค่อายุทางการเมืองน้อย ๆ ท่านครับ ผมได้ยุ่งอยู่ใน กระบวนการแก้รัฐธรรมนูญมา ๓ ฉบับที่เกี่ยวข้องโดยตรงครับ ฉบับที่ ๑ ฉบับปี ๒๕๑๗ ที่ท่านประธานที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ขอประทานโทษ บอกว่าเป็นฉบับที่ดีที่สุด ผมเป็นอนุกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้นครับ โดยมีท่านหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นประธาน ท่านครับ ในขณะที่เราโจมตีกันว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้จะล้มสถาบัน รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะทําลายองค์กรอิสระ ทั้งหมดนี้เป็นความกลัวเรากําลังติดกับแห่งเวลา เฉพาะกาลครับ ผมจะยกตัวอย่างให้เห็นชัดเจนในรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ ๑๗ เมื่อมีสภาสนามม้า ตั้งสภาเรียบร้อยแล้ว ได้มีคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญโดยท่านหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นประธาน วันนั้นกลัวอะไรครับ กลัวว่าคนอายุ ๑๘ ปีจะมาลงคะแนนได้ เดี๋ยวจะเป็นคอมมิวนิสต์ (Communism) เพราะคนอายุ ๑๘ ปีนั้นไม่มีวุฒิภาวะ ในเวลานั้น แบบฉบับของรัฐธรรมนูญบอกว่าต้องอายุ ๒๐ ปีเท่านั้นลงคะแนน และอายุ ๓๐ ปี หรือ ๓๕ ปี จึงจะสมัคร ส.ส. ได้ วันนั้นพวกเราเป็นคนหนุ่ม หลัง ๑๔ ตุลา หลายคนอยู่ที่นี่ครับ คนหนึ่ง คือคุณชํานิ ศักดิเศรษฐ์ ไปชุมนุมกันที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเรียกร้องให้คณะกรรมการ ยกร่างรัฐธรรมนูญของท่านคึกฤทธิ์ต้องบรรจุลงไปเอาอายุ ๑๘ ปี แล้วก็ต้องเอาอายุ ๒๕ ปี ให้สมัคร ส.ส. ได้ วันนั้นก็มีการโจมตีว่าพวกนี้เป็นพวก ๑๔ ตุลา อยากจะสมัครผู้แทนไว ๆ ประทานโทษที่ขอเอ่ยนามท่าน นี่เป็นความจริงบุคคลบางคนก็หลังจากนั้นก็ไปลงสมัครอายุ ๒๕ ปีก็สมัครได้ วันนั้นเป็นความหวาดกลัวทั้งนั้น แล้วในที่สุดรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๑๗ จึงกําหนดให้คนอายุ ๑๘ ปีลงคะแนน จึงกําหนดให้คนอายุ ๒๕ ปีสมัคร ส.ส. ได้ แล้ววันนี้ เป็นอย่างไรครับ ไม่เห็นมีคอมมิวนิสต์เลยครับ แล้ววันนี้เป็นอย่างไรครับ กลายเป็นต้นแบบ ของรัฐธรรมมาตลอด คนอายุ ๑๘ ปีก็ลงคะแนนได้ อายุ ๒๕ ปีก็สมัครได้ เราหวาดกลัว ต่อสิ่งเหล่านี้มาไม่ใช่น้อยครับ ผมแม้จะมีอายุทางการเมืองน้อยกว่าท่าน แต่ผมคิดว่า สิ่งที่ผมกราบนําเสนอท่านผ่านท่านประธานสภานี้น่าจะเป็นบทเรียนอันหนึ่งว่าตื่นจากภวังค์ เถิด อย่าอยู่ในกับดักแห่งกาลเวลาเลย กฎหมายกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน เป็นอย่างไรครับ เมื่อ ๑๔ ตุลา หลังจากนั้น ปรากฏว่ากฎหมายกํานัน ผู้ใหญ่บ้านก็เจอแบบเดียวกันครับ เจอแบบเดียวกันว่าถ้าเลือกตั้งกํานัน ผู้ใหญ่บ้านโดยตรงจะเป็นคอมมิวนิสต์อีก สุดท้ายมันก็เป็น กับดักแห่งกาลเวลา วันนี้ก็ไม่มีอะไรครับ จบหมด มีคนเข้าใจหมดแล้วว่าไม่ใช่ ท่านครับ สิ่งที่ท่านวิตกกังวลนั้นผมว่าไม่ใช่ ผมขอเรียนถามผ่านท่านประธานไปถึงท่านผู้นําฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรเถอะครับว่าเมื่อเรายืนยันอย่างนี้แล้วตามข้อเสนอของท่าน ผมก็ไม่ได้ บีบบังคับท่านนะครับ ท่านพร้อมจะร่วมลงคะแนนร่วมกับเราไหม สร้างประวัติศาสตร์ด้วยกัน ท่านครับ อันนี้ถ้าท่านพร้อมไม่ได้มีใครเสียหน้าแล้วเราไปช่วยกันร่างในกรรมาธิการ และขอความกรุณาว่าจบเสียเถอะครับ สภาของเรา ถ้าจะแพ้ชนะกัน อย่าไปร้องศาลรัฐธรรมนูญ อะไรกันอีกเลย ผมกราบขอบพระคุณทุกท่าน กราบขอบพระคุณทุกฝ่ายที่ได้ร่วมประชุมกันมา แม้จะมีอุปสรรค ต่าง ๆ เราก็แก้กันได้เรียบร้อย และหวังเป็นอย่างยิ่งครับท่านว่าสิ่งที่เราพูดกันวันนี้เราจะได้ ชื่นชมต่ออนาคตประชาธิปไตยที่ดีงาม กราบขอบพระคุณท่าน ส.ว. กราบขอบพระคุณ ท่าน ส.ส. นะครับ อาจจะเสียเวลาไปบ้าง ผมก็ไม่เอาเวลามาก ตามเวลาเพื่อจะพูดโน้มน้าว เพราะไม่ต้องโน้มน้าวครับ ท่านรู้กันหมดแล้วว่าอะไรเป็นอะไร กราบขอบพระคุณ และขอโทษทุกสิ่งทุกอย่างครับ ขอบคุณครับ