รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พูดถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยกล่าวว่ารัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ เป็นผลพวงมาจากการรัฐประหาร แต่การยกเลิกมันจะไม่ทำให้เกิดประชาธิปไตย และกล่าวว่า รัฐธรรมนูญที่เสนอเข้ามาวันนี้ก็มาจากสมาชิกที่เป็นพิษ และมีความสุ่มเสี่ยงว่าจะได้ผลในทางตรงกันข้าม

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณ ท่านประธานครับ แล้วก็ขอขอบคุณเพื่อนสมาชิกนะครับ ผมคิดว่าคงจะใช้เวลาที่เหลืออยู่ ตามโควตา เข้าใจว่า ๑.๑๐ นาที แต่ก็ต้องกราบเรียนว่าผมได้นั่งฟังการอภิปรายเรื่องของ รัฐธรรมนูญมา ๒ วัน แล้วก็ความจริงตลอดระยะเวลาของการอภิปรายนั้นเพื่อนสมาชิก หลายท่านได้อภิปรายพาดพิงกระผมด้วย ซึ่งกระผมก็หลีกเลี่ยงในการที่จะไปใช้สิทธิ ในช่วงนั้น ๆ นะครับ เพราะไม่ต้องการให้บรรยากาศเสีย ก็อาจจะจําเป็นที่จะต้องใช้เวลา ในขณะนี้การอภิปรายและใช้สิทธิในการพาดพิงไปด้วย ผมกราบเรียนท่านประธานนะครับว่า ที่เพื่อนสมาชิกฝ่ายรัฐบาลได้พูดเมื่อสักครู่ว่าต้องการเห็นบรรยากาศของการปรองดอง กระผมก็เช่นเดียวกันครับ กระผมคิดว่าจะสมบูรณ์มากนะครับ ถ้าหากว่าท่านนายกรัฐมนตรี หรือท่านรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายให้เสนอรัฐธรรมนูญครั้งนี้จะได้เข้ามาสู่ ห้องประชุมเพื่อที่จะได้ตอบข้อซักถามนอกเหนือจากสิทธิในการสรุปร่างที่ทางรัฐบาลได้เสนอ เพราะในส่วนของสมาชิก กระผมทราบดีว่ามีเพื่อน ส.ส. ประทานโทษเอ่ยนาม ท่าน ส.ส. สุนัย ที่จะทําหน้าที่ในการสรุปอยู่แล้ว ที่ผมพูดอย่างนี้เพราะว่าบรรยากาศของการอภิปราย ตอบโต้ในหลายช่วงของการอภิปราย ๒ วันที่ผ่านมา บางทีอยู่บนพื้นฐานของความไม่เข้าใจ แต่ผมจะใช้โอกาสนี้ในการทําความเข้าใจถึงจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ว่าทําไมในวันนี้ พวกเราไม่สามารถรับร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่มีการเสนอเข้ามาทั้ง ๓ ฉบับได้ ท่านประธานที่เคารพครับ รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่เสนอเข้ามา ถ้าฟังเหตุผลผู้เสนอ ผมก็อยากจะดูเกณฑ์ที่จะใช้ในการพิจารณา ผมเรียกสั้น ๆ ว่า ๓ ป ๑. ประชาธิปไตย ๒. ปฏิรูป ๓. ปรองดอง ถ้าในวันนี้พวกกระผมเห็นว่าการผ่านรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ร่างทําให้ เกิดประชาธิปไตย ทําให้เกิดการปฏิรูป ทําให้เกิดการปรองดอง กระผมพูดแทนเพื่อนสมาชิก ทุกคนได้ครับว่าพวกกระผมจะไม่ลังเลใจเลยในการสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ในครั้งนี้ แต่สิ่งที่กระผมกําลังจะกราบเรียนท่านประธานก็คือว่าสภาพข้อเท็จจริงและสิ่งบอกเหตุ หลายอย่างนั้น สิ่งที่มีการเสนอเข้ามาวันนี้มันจะไม่บรรลุเป้าหมายทั้งสาม และมีความสุ่มเสี่ยงว่า จะได้ผลในทางตรงกันข้าม กระผมจําเป็นต้องอธิบายแล้วก็เท้าความครับ ท่านประธานได้ยิน ตลอด ๒ วันที่ผ่านมาว่าในความจําเป็นในการที่จะต้องล้มล้างรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ใช้คํานี้เพราะว่ามีการพูดกันว่าแก้ไขครั้งนี้ แก้ไข ๑ มาตรา ๒ มาตรา แต่แท้ที่จริงเท่ากับเป็น การกดปุ่มเริ่มต้นการล้มล้างหรือยกเลิกรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ และเขียนขึ้นใหม่ทั้งฉบับ เหตุผลที่พูดกันมากเรื่องประชาธิปไตยไม่มีอะไรหรอกครับ เพราะรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เป็นผลพวงมาจากการรัฐประหาร ไม่มีใครปฏิเสธข้อเท็จจริงข้อนี้ได้ พวกกระผมก็ไม่ปฏิเสธ แต่การที่จะบอกว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ จําเป็นจะต้องมีการยกเลิกแล้วจะนําไปสู่การเป็น ประชาธิปไตยเพียงเพราะบอกว่าจุดเริ่มต้นของมันคือรัฐประหาร พิจารณากันอย่างถี่ถ้วน รอบคอบ รอบด้าน หลายท่านฝั่งนี้อภิปรายไปแล้วครับ ถ้าจะใช้ทฤษฎีว่าขึ้นต้นเป็นพิษ ต่อมาก็เป็นพิษ มันไม่มีวันจบสิ้นหรอกครับ เพราะสภาชุดนี้ทั้งชุดก็มาจากรัฐธรรมนูญ ที่เป็นพิษ รัฐบาลซึ่งมาจากสภาก็เป็นพิษ รัฐธรรมนูญที่เสนอเข้ามาวันนี้ก็มาจากสมาชิก ที่เป็นพิษ ออกไปสร้าง สสร. ก็ต้องเป็น สสร. พิษ สสร. พิษก็ต้องร่างรัฐธรรมนูญพิษฉบับใหม่ มันไม่จบหรอกครับ ประเด็นปัญหามันอยู่ตรงที่ว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มีทั้งส่วนดีและไม่ดี กระผมไม่ปฏิเสธ มีหลายคนบอกว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ทําให้บริหารงานยาก ไม่เป็น ประชาธิปไตย ไม่ส่งเสริมพรรคการเมือง ทําให้สภาหรือทําให้พรรคการเมืองหรือทําให้ รัฐบาลอ่อนแอ กระผมคิดว่าก็มีทั้งส่วนที่เป็นจริงและไม่จริง แต่กระผมคิดว่าหลายท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านอดีตนายกรัฐมนตรี ท่านประธานที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ได้ลําดับให้เห็นชัดเจนว่าที่มาของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ในมุมหนึ่งคือความต่อเนื่องมาจาก รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ที่บ่นกันอยู่นี่ครับ องค์กรอิสระเอย หมวดที่เกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพ และมาจํากัดอํานาจของรัฐบาลก็ดี เริ่มต้นจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และผมพูดได้เต็มปาก เพราะว่าผมก็เป็นคนหนึ่งซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ทางการเมืองมาโดยตลอด ตั้งแต่ปี ๒๕๓๕ จนกระทั่งเราได้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ด้วยความคาดหวังที่สูงมากเลยว่านั่นล่ะคือคําตอบ แล้วที่เป็นรัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชนและประชาธิปไตยของเราจะก้าวเข้าไปสู่ อีกระดับหนึ่ง ผมเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจจริง ๆ นะครับว่าฉบับปี ๒๕๔๐ จะเป็นฉบับสุดท้าย คือจะเป็นฉบับถาวร แต่สิ่งที่เราเรียนรู้จากปี ๒๕๔๐ ถึงปี ๒๕๔๙ ก็คือความเป็นประชาธิปไตย หรือไม่ มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับเฉพาะบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ อยู่ที่ผู้ใช้ด้วย ที่บอกว่ามีรัฐบาล ที่ได้ใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ไม่นับรัฐบาลท่านพลเอก ชวลิตซึ่งเป็นช่วงสั้น ๆ ก็มีรัฐบาล ของท่านนายกรัฐมนตรีชวนกับรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีทักษิณ ๒ ชุด ผลก็ต่างกัน โดยสิ้นเชิงนะครับ กระผมกราบเรียนว่าหลายเรื่องที่มันเป็นหรือไม่เป็นประชาธิปไตยนี่ครับ สุดท้ายมันจะต้อง เป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมทางการเมืองที่มารองรับ เราพูดถึงเรื่องกติกาตรวจสอบได้ ตรวจสอบไม่ได้ แต่ในทางปฏิบัตินี่ครับ ประเทศที่เขาเป็นประชาธิปไตย ไม่เป็นประชาธิปไตย คนมีอํานาจรับการตรวจสอบหรือไม่ ที่สุดแล้วกลายเป็นเรื่องของวัฒนธรรมทางการเมือง ถ้าท่านประธานอยู่ในประเทศที่เขาเป็นแม่บทของระบบรัฐสภา บางประเทศไม่มีแม้แต่ รัฐธรรมนูญที่เป็นลายลักษณ์อักษร ผมเข้าใจไม่มีประเทศไหนเลยครับเขียนบังคับว่า รัฐบาลต้องมาแสดงออกถึงความรับผิดชอบต่อสภา แต่เป็นประเพณีของเขาเลยนะครับว่า นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีมาตอบกระทู้ถามในสภาด้วยตนเองเสมอ ไม่มีข้อยกเว้นครับ ไม่มีหลีกเลี่ยงครับ ยกเว้นเห็นได้ชัดว่ามีความจําเป็นในภารกิจซึ่งเป็นเรื่องเร่งด่วนจริง ๆ เกิดภัยพิบัติในขณะนั้น เกิดการประชุมระหว่างประเทศที่กําหนดไม่ได้ แต่ถ้าไม่ใช่กรณี อย่างนั้นนะครับ เขาจะให้ความสําคัญสูงสุดกับการมาตอบกระทู้ถามในสภา ไม่มีไปสัญจร หรือทัศนาจรที่ไหนทั้งนั้นละครับ ต้องมาอยู่ในสภารับผิดชอบกับผู้แทนปวงชน ของอย่างนี้ เขียนในรัฐธรรมนูญก็คงยากครับ ข้อบังคับเขียนแล้วตอบด้วยตนเอง เราก็อะลุ่มอล่วยกัน แต่สุดท้ายอยู่ที่ประเพณีวัฒนธรรม ผมมาเป็นนายกรัฐมนตรี รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ผมตัดสินใจด้วยตนเองว่าผมจะตอบกระทู้ถามสดด้วยตนเอง ถ้ามอบหมายงานใดก็ยังจะ มาร่วมฟัง ร่วมชี้แจง และผมยังสร้างบรรทัดฐานว่าถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ทุกสัปดาห์ เป็นเวลาของผู้แทนประชาชนกับนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ที่จะมาพูดถึงการบริหารราชการ แผ่นดินให้ประชาชนฟังทั่วประเทศ การเคารพสิทธิของเสียงข้างน้อย การแก้ปัญหาด้วย หลักนิติธรรมอย่างที่ได้มีการอภิปรายกันไปแล้ว สิ่งเหล่านี้สําคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเรื่อง ของระบอบประชาธิปไตยที่บอกว่าถูกกําหนดหรือเขียนโดยลายลักษณ์อักษรในรัฐธรรมนูญ ในข้อเท็จจริง ปี ๒๕๔๐ มาปี ๒๕๕๐ ผมกราบเรียนว่าโครงสร้างหลักไม่ได้เปลี่ยนแปลงมาก แต่ผลที่แตกต่างกันส่วนหนึ่งมาจากความแตกต่างในบทบัญญัติ แต่อีกหลายส่วนมาจาก การใช้ มาจากวัฒนธรรมทางการเมือง และสิ่งที่ผมต้องเน้นย้ําต่อไปก็คือว่ารัฐธรรมนูญ ทั้งปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๕๐ ที่ถูกกําหนดขึ้นมาว่าเป็นประชาธิปไตยหรือไม่นั้น ทั้ง ๒ ร่าง หรือทั้ง ๒ ฉบับล้วนแล้วแต่มีข้อบกพร่องทั้งสิ้น เพื่อนสมาชิกพาดพิงถึงผม ถึงพรรคประชาธิปัตย์ ตอนที่จะมีประชามติ ปี ๒๕๕๐ พวกผมบอกว่าให้รับไปก่อนแล้วแก้ไข วันนี้จะมาทวงถาม ความจริงแก้ไขไปแล้วส่วนหนึ่งครับ พูดกันตัดตอนประวัติศาสตร์เสมือนกับบอกว่ารับไปก่อน แก้ไขแล้วไม่คิดจะแก้ไข ไม่จริงครับ ปี ๒๕๕๐ เป็นต้นมาเราบอกเสมอว่ารัฐธรรมนูญแก้ไขได้ แต่ปัญหาที่มันเกิดขึ้นก็คือว่าเวลาพรรคการเมืองไปหาเสียงเรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ พูดไม่ชัดหรอกครับว่าจะแก้ในประเด็นไหน อย่างไร ดังนั้นพอมีรัฐบาลในปี ๒๕๕๑ ท่านนายกรัฐมนตรีสมัครเป็นนายกรัฐมนตรี มีความพยายามแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญขึ้นมา ตอนนั้นพูดกันมากก็มาตรา ๒๓๗ มาตรา ๓๐๙ ซึ่งตอนหาเสียงไม่ได้พูด จึงเกิดการชุมนุม ประท้วงว่านี่เป็นความพยายามที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อตนเอง เพราะขณะนั้นมีคดียุบพรรค ที่ค้างคาอยู่เป็นที่เข้าใจได้ เนื่องจากมีกรรมการบริหารพรรคของพรรคพลังประชาชนนั้น ถูกใบแดงถึงเกิดวิกฤติทางการเมืองขึ้นในปี ๒๕๕๑ ครับ ต่อมาเปลี่ยนแปลงทางการเมืองผมเข้ามาบริหารประเทศปลายปี ๒๕๕๑ ต่อเนื่องมาปี ๒๕๕๒ เกิดวิกฤตการณ์ขึ้นในช่วงเดือนเมษายน ผมก็ยินดีในการที่จะให้สภาตั้งคณะกรรมการขึ้นมา ชุดหนึ่งศึกษาในเรื่องของรัฐธรรมนูญแล้วก็ยืนยันว่าแก้ได้ ผลออกมาจริง ๆ ไม่ใช่ว่าต้องรื้อ ทั้งฉบับละครับ ผลออกมาจากกรรมการของสภาทั้งสภานี่ออกมามากสุด ๖-๗ ประเด็น เท่านั้นเองครับ ไม่มีมาตรา ๓๐๙ ด้วย แล้วถามว่าผมเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ดําเนินการ หรือไม่ดําเนินการ ผมกราบเรียนยกเป็นตัวอย่างครับ บางเรื่องผมไม่เห็นด้วยโดยส่วนตัว เช่น ขอให้เปลี่ยนแปลงระบบการเลือกตั้งจากเขตใหญ่กลับมาเป็นเขตเล็ก เพราะผมกับ พรรคประชาธิปัตย์เป็นผู้เสนอมาโดยตลอดว่าเราคิดว่าการเลือกตั้งแบบเขตใหญ่เหมาะกับ ประเทศไทยมากกว่า แต่สุดท้ายผมมองว่าประเด็นนี้เมื่อเห็นพ้องต้องกันกันมาอย่างนี้ ผมก็แก้ครับ ตรงกันข้ามกับสิ่งที่มีเพื่อนสมาชิกบอกแก้เพื่อตนเอง ตรงกันข้ามเลยครับ พวกกระผมคิดว่าถ้าเลือกตั้งเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาเป็นเขตใหญ่ พวกกระผมจะได้ที่นั่ง มากกว่านี้ นี่คือตัวอย่างของความเป็นประชาธิปไตยอย่างไรครับว่าจะต้องแก้ไขเพิ่มเติม ในประเด็นซึ่งเห็นว่าเป็นที่ยอมรับก็เดินหน้าไป มาตรา ๑๙๐ ทุกพรรคเห็นพ้องต้องกัน เป็นอุปสรรค เพราะถ้าไม่เปิดโอกาสให้ออกกฎหมายกําหนดหลัก กําหนดเกณฑ์เลย การเจรจาความเมือง การไปทําข้อตกลงมีปัญหา ผมก็เดินหน้าครับ แก้แล้วครับ แต่ประเด็น ที่เหลือที่ไม่ได้แก้นี่มันมีเหตุผลชัดเจน เช่น ประเด็นการยุบพรรค มาตรา ๒๖๕ มาตรา ๒๖๖ เกี่ยวกับอํานาจของ ส.ส. ประเด็นเรื่องของที่มาของสมาชิกวุฒิสภา ทําไมไม่ได้แก้ กระผม กราบเรียนอย่างนี้ครับ บางประเด็นกระผมเห็นด้วย แต่เป็นเรื่องเทคนิค เช่น จังหวะเวลา ในการแก้เรื่องที่มาของวุฒิสภาจะเกิดปัญหามาก เพราะในช่วงที่จะทําการแก้ไขกันนั้น มันเป็นจังหวะเวลาที่กําลังจะต้องมีการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาพอดีครับ แต่ถามผมถาม พรรคประชาธิปัตย์เรายืนยันมาตลอดครับว่าที่มาสมาชิกวุฒิสภาโครงสร้างควรจะแก้ครับ ถ้าวุฒิสภามีอํานาจมากควรจะมาจากการเลือกตั้ง ถ้าจะให้กลั่นกรองมาจากการสรรหา ก็ไม่เป็นปัญหาครับ เหมือนกับอารยประเทศที่เป็นประชาธิปไตยก็ไม่ใช่เลือกตั้งกันเสมอไป สําหรับสภาสูงหรือสภากลั่นกรอง แต่จังหวะเวลาไม่ให้ ผมต้องขออภัยเมื่อวานมีสมาชิก ท่านหนึ่งอภิปรายพาดพิงผมบอกว่าหยั่งรู้หรืออย่างไรว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ถูกยุบ จึงไม่เสนอแก้ไข มาตรา ๒๓๗ ไม่ใช่ละครับ รวมทั้งมาตรา ๒๖๕ มาตรา ๒๖๖ สมาชิกท่านนั้น บอกว่านี่ถ้าแก้ไป ผมก็ไม่ต้องไปประสบชะตากรรมเดียวกับท่านที่ถูกร้องที่ศาลรัฐธรรมนูญ ในขณะนี้ ไม่ใช่ครับ ความแตกต่างถ้าท่านไม่เข้าใจนะครับ คือกระผมรู้จักคําว่า ละอาย ครับ ที่บอกว่ารู้จักคําว่า ละอาย ก็คือผมคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้เลยที่พรรคการเมืองซึ่งกําลังจะ มีคดีค้างอยู่และยังถูกร้องยุบพรรคอยู่อีกหลายคดีจะมาแก้กติกาเพื่อที่จะไม่ให้การยุบพรรค เกิดขึ้น ผมทําไม่ได้ครับ เพราะจะเป็นการแก้ไขกฎหมายเสมือนกับเพื่อที่จะแก้ปัญหาให้กับ ตนเอง ถามว่าผมเห็นด้วยกับการยุบพรรคหรือไม่ กระผมก็บอกว่าผมกราบเรียนหลายครั้ง ทั้งต่อสาธารณะและในสภาแห่งนี้ว่าผมไม่เห็นด้วยกับบทบัญญัติในเรื่องของการยุบพรรค