ชวน ระบุรักประชาธิปไตย รังเกียจเผด็จการ แก้รัฐธรรมนูญบางมาตราลดวิกฤต

รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕

นายชวน หลีกภัย ระบุว่าแม้ความเห็นจะต่างกันแต่ทุกคนรักประชาธิปไตยและรังเกียจเผด็จการ จึงควรแก้ไขรัฐธรรมนูญบางมาตราแทนทั้งฉบับเพื่อลดวิกฤตบ้านเมือง

นายชวน หลีกภัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน ที่เคารพ ผม นายชวน หลีกภัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา ก่อนที่ท่านหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์จะได้อภิปราย กระผมขออนุญาตที่จะกราบเรียน ท่านประธานเพื่อทําความเข้าใจในบางสิ่งบางอย่างที่กระผมคิดว่าแม้เราจะมีความคิดเห็น ที่ต่างกันบ้างก็ไม่เป็นไร แต่ว่าความจริงนั้นควรจะไม่แตกต่างกัน ผมอยากกราบเรียน ท่านประธานว่าจริง ๆ แล้วโดยส่วนตัวได้ฟังท่านสมาชิกผู้มีเกียรติทั้งฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน ท่านวุฒิสมาชิก สิ่งที่น่ายินดีก็คือว่าความรู้สึกที่แสดงออกด้วยวาจานั้น กระผมเข้าใจว่า ทุกคนรักประชาธิปไตย รังเกียจเผด็จการ ผมไม่เคยได้ยินคนไหนที่รังเกียจประชาธิปไตย อันนี้ถือว่าเป็นความรู้สึกร่วมกัน ซึ่งถ้ามันเป็นอย่างนี้จริง ๆ และทําอย่างนี้จริง ๆ แล้ว วิกฤติบ้านเมืองก็ไม่เกิด ปัญหาบ้านเมืองก็จะน้อยมาก แต่ท่านประธานที่เคารพ ก่อนที่เราจะไปพูดถึงกฎหมายทั้ง ๓ ฉบับ อยากจะกราบเรียนว่า หลังจากได้ฟังเพื่อนสมาชิกแล้วมีข้อยุติอันหนึ่งก็คือว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายหลัก ของประเทศ แต่ไม่ใช่สิ่งที่แก้ไขไม่ได้ ข้อแตกต่างชัดเจนก็ตรงที่ว่าฝ่ายหนึ่งเห็นว่าควรจะแก้ ทั้งฉบับ อีกฝ่ายหนึ่งก็เห็นว่าควรจะแก้บางมาตรา กระผมขอให้ความเคารพต่อความเห็น ของทุกฝ่ายนะครับ ในฐานะที่เป็นผู้ใช้รัฐธรรมนูญในสภานี้ก็คงจะมีกระผมคนหนึ่งแล้วก็ เพื่อนอีกสักคน ๒ คน ที่มีโอกาสได้ใช้รัฐธรรมนูญมากกว่าคนอื่น ในจํานวน ๑๘ ฉบับนั้น ความจริงมีรัฐธรรมนูญที่เป็นฉบับถาวรหรือฉบับที่มีการเลือกตั้งจริง ๆ ประมาณสัก ๑๑ ฉบับ นอกนั้นก็จะเป็นพระราชบัญญัติหรือรัฐธรรมนูญชั่วคราว แต่รัฐธรรมนูญทั้งหมด ๑๘ ฉบับนี้ กระผมมีโอกาสได้ใช้ด้วยตัวเอง ทั้งในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติคือผู้แทนราษฎร ในฐานะฝ่ายบริหาร คือรัฐมนตรี อยากจะกราบเรียนท่านรัฐมนตรีว่าฉบับแรกที่กระผมคิดว่าจะหยิบยกขึ้นมา เพื่อเพียงให้เราได้เห็นกระบวนการประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นสิ่งที่เราทุกคนนั้น เห็นคุณค่า กระผมได้มีโอกาสใช้รัฐธรรมนูญฉบับแรกคือฉบับปี ๒๕๑๑ มันมีข้อเท็จจริง ที่เป็นประโยชน์กับพวกเรา ฉบับนั้นเป็นฉบับที่ถือว่าใช้เวลาร่างและเตรียมการร่างนานที่สุด ในจํานวนทั้งหมด ๑๘ ฉบับ คือประมาณ ๑๐ ปี แล้วก็เลือกตั้งในปี ๒๕๑๒ เป็นฉบับที่ บทบัญญัติรัฐธรรมนูญจะพูดได้ว่าสิทธิของผู้ที่มีจากเลือกตั้งนั้นเกือบไม่มีอะไรเลยนะครับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นรัฐมนตรีไม่ได้ครับ เพราะฉะนั้นสถานการณ์ขณะนั้นคนที่คิดว่า อยากจะมีตําแหน่งเป็นรัฐมนตรี เป็นนายกรัฐมนตรีก็ไม่มีใครสนใจ ผู้แทนราษฎร ๒๑๙ คน ก็ไม่หลากหลายอย่างปัจจุบันนี้ แต่ว่ากระผมกราบเรียนท่านประธานเรื่องนี้เพื่อให้เห็น ลําดับของความเปลี่ยนแปลง อยากให้พวกเราและพี่น้องคนไทยได้เห็นความเปลี่ยนแปลง ทั้งในทางบวกและในทางลบ ในทางดีและในทางร้าย วันที่กระผมเข้ามาเมื่อ ๔๐ กว่าปีที่แล้ว ประเทศชาติยังอยู่ในฐานะที่เราเรียกว่า ประเทศด้อยพัฒนา วันนั้นมีงบประมาณรายจ่าย ปีละประมาณ ๒๓,๐๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งต่างกับวันนี้ที่เป็น ๒๓๘,๐๐๐ ล้านล้านบาท เรียกได้ง่าย ๆ ว่าถ้าเราใช้งบประมาณเมื่อปี ๒๕๑๒ เป็นตัวตั้งเราต้องเติมเลข ๐ ไปอีก ๘ ตัว กี่เท่าท่านประธานลองประเมินดู อันนี้คือความเปลี่ยนแปลงที่ชัดว่าเราได้พัฒนาประเทศ ในด้านเศรษฐกิจมาระดับหนึ่ง กระผมกราบเรียนท่านประธานเพื่อให้เราได้มองประเทศ ของเราด้วยสายตาที่เป็นธรรม เราไม่ได้ด้อยกว่าใครมากมายนักหรอกครับ เราไต่เต้าขึ้นมา จาก ๒๓,๐๐๐ กว่าล้านบาท มาเป็น ๒๓๘,๐๐๐ ล้านล้านบาท ในระยะเวลา ๔๐ กว่าปีครับ แน่นอนที่สุดว่าด้านการเมืองก็ได้มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๑๑ ที่สมาชิกไม่มีสิทธิในการเป็นรัฐมนตรี สภาประกอบด้วยสมาชิกที่มาจากการแต่งตั้ง เพราะฉะนั้นใครที่คิดจะเป็นรัฐมนตรีก็ไม่มีใครคิดจะเล่นการเมือง และแน่นอนที่สุดว่า บทบาทของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็จํากัดอยู่ในกรอบของรัฐธรรมนูญ กระผมโชคดี ท่านประธานที่เคารพครับ อายุครบแล้วก็สมัครผู้แทนราษฎรในปีนั้น ตัดสินใจเลือกเส้นทาง ระหว่างเป็นนักการเมืองกับเป็นผู้พิพากษา ผมตัดสินใจมาเป็นนักการเมืองด้วยความภาคภูมิใจ แล้วผมภูมิใจทุกวันนี้ก็คือประชาชนเลือกเรามาจึงเห็นคุณค่า แล้วก็กราบเรียนท่านประธาน ด้วยความจริงใจว่าเห็นคุณค่า ชื่นชม และศรัทธาระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ๔๐ กว่าปีประชาธิปไตยไม่ได้ราบรื่นหรอกครับ เราล้มลุกคลุกคลานอย่างที่เพื่อนสมาชิกบางท่านได้พูดว่ามีปัญหา แต่ด้วยประเทศเรามีหลักที่แน่นหนา ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เราจึงไม่ได้ตกอับ ยามมีวิกฤติประเทศเราก็รอดพ้นทุกครั้ง เป็นที่แปลกประหลาดใจของผู้ที่คิดว่าเราจะต้องล้ม ไปตามทฤษฎีโดมิโน (Domino) เมื่อปี ๒๕๑๘ ปี ๒๕๑๙ เราก็รอดมาได้ด้วยสถาบันหลักเหล่านี้ เราจึงต้องเห็นคุณค่าความเป็นตัวเรา เห็นคุณค่าความเป็นประเทศที่มีระบบการปกครอง ที่เป็นเอกลักษณ์ของเรา วันนี้อาจจะมีเพื่อน ๆ บางคนน้อยเนื้อต่ําใจ เพื่อนบ้านของเรากําลัง ไปประชาธิปไตยไกลกว่าเราแล้ว เราอยู่ในลําดับหลัง ๆ ไม่จริงหรอกครับ หลายประเทศ ไม่มีโอกาสมีประสบการณ์อย่างเรา วันนี้ประชาธิปไตยของเราอย่างที่ท่านประธานได้เห็น สภานี้ ๕๐๐ คน ๔๙๐ กว่าคน เป็นสภาที่ประกอบด้วยสมาชิกที่มีความรู้ หลากหลายวัย เมื่อก่อนไม่มีอย่างนี้นะครับ หาปริญญาโทสักคนหนึ่งก็ยาก ปริญญาเอกสักคนหนึ่งก็ยาก เดี๋ยวนี้เกือบเดินชนกันหมดแล้ว ปริญญาโท ปริญญาเอก นั่นคือความรู้ที่ดีขึ้น เศรษฐกิจของเรา พัฒนามาถึงในระดับที่เรามีงานให้พี่น้องประชาชนของเราได้ทํา บ้านเมืองมีตึกรามบ้านช่อง มีหลายสิ่งหลายอย่างพัฒนาไปมาก แต่พร้อมกันนั้นก็มีสิ่งที่เลวร้าย สภาพแวดล้อมที่เลวลง อุบัติเหตุที่มากขึ้น ซึ่งเป็นตัวทําลายเช่นเดียวกัน ฉันใดในทางการเมืองแม้จะมีความดีงาม ประชาธิปไตยของเราดีขึ้น สิทธิผู้แทนราษฎร ประชาชนดีขึ้น แต่เรามีสิ่งที่ไม่ดีตามมา เช่นเดียวกันคือระบบการเมือง ในระบบนี้มีการประพฤติปฏิบัติที่ไม่เป็นไปตามวิถีทาง ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง อย่างที่พูด อย่างที่คิด เราจึงนําสิ่งที่ดีพร้อมกับสิ่งที่ไม่ดีควบคู่กันมา เรามีผู้แทนราษฎรที่มีความรู้ แต่ขณะเดียวกันวิธีการมาจากเลือกตั้งของคนเหล่านี้เข้ามา ด้วยวิถีทางที่ไม่ปรากฏเมื่อ ๔๐ กว่าปีที่แล้วคือซื้อเสียงมา มันเป็นมลพิษทางการเมือง แล้วนี่คือที่มาของหลายเรื่องที่เราพูดกันอยู่ในขณะนี้ แม้กระทั่งกฎหมายมาตรา ๒๓๗ ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันซึ่งน่าเห็นใจ ผมกราบเรียนท่านประธานว่ามันมีเรื่องที่พาดพิงถึง อยู่ในบางตอน แต่ว่าที่ลําดับให้ท่านประธานได้เห็นนั้นว่าแม้รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะถือว่า ให้อํานาจฝ่ายบริหารมากที่สุดจนฝ่ายนิติบัญญัติเกือบไม่มีอะไรเหลือเลยแล้วก็ตาม แต่อยู่ได้ ไม่นานท่านประธานที่เคารพครับ ผมเป็นผู้แทนราษฎรได้ ๒ ปี ๙ เดือน มีอันเป็นไปในที่สุด คณะปฏิวัติยึดอํานาจมาโดยนายกรัฐมนตรีในฐานะนายทหารเขายึดอํานาจของตัวเอง รัฐธรรมนูญอย่างนี้ก็ยังอยู่ไม่ได้ ความจริงถ้าเราศึกษารายละเอียดกระผมเสียดายที่เวลาไม่พอ แต่กราบเรียนท่านสั้น ๆ ว่าวันนั้นไม่ใช่เป็นความผิดของรัฐธรรมนูญฉบับที่เราคิดว่า ไม่เป็นประชาธิปไตยแล้วเท่านั้น แต่มันเป็นปัญหาของผู้ใช้รัฐธรรมนูญ ผมถึงกราบเรียน ท่านประธานว่าเมื่อท่านหัวหน้าพรรคขอให้พูดว่าในฐานะได้ใช้รัฐธรรมนูญมามากกว่าคนอื่น ประสบการณ์ในชีวิตที่เห็นมานี่ข้อเท็จจริงจริง ๆ มันคืออะไร รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๑๑ เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ด้วยผู้ที่มีส่วนในการร่างเอง แล้วในที่สุดบ้านเมืองก็เข้าสู่ยุคที่มีปัญหา จนกระทั่งเกิดรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๑๗ ผมได้เป็นผู้แทนราษฎรครั้งที่ ๒ เมื่อปี ๒๕๑๘ ครั้งที่ ๓ ปี ๒๕๑๙ ฉบับนี้ถือว่าดีที่สุด นักประชาธิปไตยชื่นชมฉบับนี้ ผมได้มีโอกาสใช้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ทั้งในฐานะฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรและในฐานะรัฐมนตรี กราบเรียน ท่านประธานว่าในที่สุดก็มีเหตุวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ เกิดขึ้น รัฐธรรมนูญฉบับที่เราชื่นชม ก็มีอันเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ไม่ใช่ความผิดของรัฐธรรมนูญหรอกครับ ท่านครับ แต่ว่าเป็น การกระทําของบุคคล หลังจากนั้นเราก็ผ่านมาถึงรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๒๑ กระผมก็ได้เป็น ผู้แทนราษฎรอีกครั้งหนึ่งครับ กราบเรียนท่านว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็เกิดขึ้นจากการที่คณะทหารยึดอํานาจในปี ๒๕๑๙ ปี ๒๕๒๐ แล้วก็แรงผลักดันจากประชาชน สื่อมวลชน ทําให้รัฐบาลขณะนั้นไม่มีทางหลีกเลี่ยง คือต้องรีบออกกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ขึ้นมาเพื่อให้การเลือกตั้งเสร็จภายใน ๑ ปี รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่น่าเชื่อว่าใช้ได้ยาวนาน แต่ในที่สุดก็จบลงเมื่อมีความเปลี่ยนแปลง เช่นเดียวกัน กราบเรียนท่านประธานว่าเมื่อทหารยึดอํานาจในปี ๒๕๓๔ หลังจากรัฐบาล ได้บริหารต่อเนื่องแล้วก็เปลี่ยนมาเป็นรัฐบาลของผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง กระผม ก็อยู่ในสภาขณะนั้นกราบเรียนท่านว่าไม่ใช่ความผิดของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ครับ เป็นยุคที่ฝ่าย ผู้ยึดอํานาจตั้งข้อหารัฐบาลขณะนั้นว่าเป็นรัฐบาลบุฟเฟต์ (Buffet) เราคงจํากันได้ กระผม ร่วมรัฐบาลแล้วต่อมาก็มาเป็นฝ่ายค้าน คณะทหารเขายึดอํานาจ เพราะฉะนั้นถ้าเราประเมิน ก็จะเห็นว่าอุปสรรคสําคัญในขณะนั้นก็คือการยึดอํานาจทางฝ่ายทหาร นิดหน่อยก็ยึดแล้ว รําคาญ ส.ส. เมื่อปี ๒๕๑๔ ครับ ส.ส. รัฐบาล รัฐบาลเอาเงินให้ ส.ส. คนละ ๓๕๐,๐๐๐ บาท เราก็ท้วงว่าไม่ถูกต้องครับ รัฐบาลยังฝืนทํา ปีต่อมากระผมเองเป็นคนอภิปรายในสภาว่า เรื่องอย่างนี้ไม่ถูกต้อง ไม่สมควรทํา ฝ่ายนิติบัญญัติไม่มีหน้าที่ในการเอาเงินนี้ไปใช้ แล้วให้เฉพาะของรัฐบาล ไม่เป็นธรรมกับประชาชนที่เลือกผู้แทนราษฎรเข้ามา รัฐบาลนั้น ไม่เชื่อพวกเรา ปีต่อมาผู้แทนราษฎรของรัฐบาลเองเรียกร้องเป็น ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท เมื่อรัฐบาลไม่ให้ รัฐบาลรําคาญ กรรมาธิการของรัฐบาลเองจึงปฏิวัติ เราจะเห็นว่าบางที เรื่องเล็กน้อยเหล่านี้กลายเป็นเหตุผลให้มีการล้มล้างรัฐธรรมนูญ และล้มล้างการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยซึ่งมันก็ไม่ได้เต็มใบอยู่แล้ว อันนี้เป็นประสบการณ์ที่สําคัญที่เรา ทุกฝ่ายยอมรับ แต่กระผมกราบเรียนว่าอุปสรรคเหล่านั้นเริ่มลดน้อยลง เริ่มลดน้อยลง กระผมเห็นได้ชัดครับ มีเหตุรุนแรงเกิดขึ้น ทหารยุคใหม่มีวุฒิภาวะ เข้าใจกระบวนการ ไม่ทําในสิ่งที่เคยทําในอดีต อันนี้ขอพูดชื่นชมไว้ตั้งแต่ต้นว่าคนเหล่านี้เขาก็เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ มากขึ้น แต่ทําไมจึงได้เกิดเหตุปี ๒๕๔๙ ขึ้นมาอีก เพราะว่าพวกเราก็ได้พูดกัน กระผม เป็นคนที่อยากจะขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่าเนื่องจากอยู่ในเหตุการณ์ ไม่ใช่ พยานบอกเล่า เป็นผู้ที่เห็นเพราะได้ต่อเนื่องมาตลอดตั้งแต่นั้นจนบัดนี้ มันมีข้อเท็จจริง บางอย่างที่เราอาจจะไม่สบายใจถ้าเราพูดความจริงกัน แต่เราจะคิดอย่างไรไม่เป็นอะไร ขอให้เรายอมรับความจริงกัน รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๒๑ ได้ล้มไปด้วยการปฏิวัติ ปี ๒๕๓๔ แล้วก็ถูกกดดันให้ต้องรีบมีกฎหมาย รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๓๔ จึงเป็นรัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้น แล้วก็มีปัญหาในเรื่องบทบัญญัติที่เกี่ยวกับประธานรัฐสภาและนายกรัฐมนตรีซึ่งก็มีการแก้ไข ท่านประธานที่เคารพครับ ผลรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็มีการเลือกตั้งปี ๒๕๓๕ ๒ ครั้ง แล้วต่อมา รัฐบาลก็ใช้กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้บริหารบ้านเมือง เปลี่ยนแปลงรัฐบาลไปตามลําดับ เปลี่ยนแปลงตามวิถีทางประชาธิปไตย ยังจําได้อย่างที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีได้พูดครับ กระผมได้เป็นนายกรัฐมนตรีปลายปี ๒๕๓๕ อยู่ได้ ๒ ปี ๘ เดือนกว่า เกือบ ๓ ปี ก็ยุบสภา เพราะพรรคร่วมรัฐบาลแยกตัวออกไป เลือกตั้งใหม่ แพ้ครับ แพ้พรรคชาติไทยของท่านบรรหาร ขอประทานโทษเอ่ยนาม ท่านนายกรัฐมนตรีบรรหารก็บริหารประเทศ กระผมก็เป็นฝ่ายค้าน อีกประมาณเกือบปีครับ ท่านบรรหารก็ยุบสภาเพราะมีข้อขัดแย้ง แต่นี่คือความต่อเนื่อง ในที่สุดก็เลือกตั้งใหม่ เที่ยวนี้พรรคชาติไทยไม่ใช่คู่แข่งของพรรคประชาธิปัตย์แล้วครับ แต่เป็นพรรคความหวังใหม่ของท่านพลเอก ชวลิต ปรากฏว่าพรรคประชาธิปัตย์แพ้ เหมือนอย่างที่พวกเราทราบกันครับ แพ้ ๒ คะแนนในคืนไฟดับ แต่ถ้าจะตั้งรัฐบาลก็ได้ เพราะพรรคร่วมรออยู่แล้ว แต่กระผมมันก็พูดไปแล้วก็มัดตัวเอง คือประกาศล่วงหน้าว่าพรรคประชาธิปัตย์ชนะ กระผม จะเป็นนายกรัฐมนตรี ครั้งที่ ๒ แต่ถ้าพรรคประชาธิปัตย์แพ้ เราต้องเป็นฝ่ายค้านให้พรรค ที่เขาได้มากกว่าเราได้เป็น มันมัดตัวเราเอง ผมจําได้วันนั้นมีพรรคร่วมที่เคยร่วมงานมา ก็ตําหนิผมว่าทําไมยกธงขาวเร็วเกินไป ผมบอกอยากมาเป็นนายกรัฐมนตรีเพื่อทํางานต่อไป แต่ระหว่างการเป็นนายกรัฐมนตรีกับรักษาคําพูดนี่ ขอรักษาคําพูดเถอะ ในที่สุดกระผม ก็เป็นผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ท่านพลเอก ชวลิตบริหารไม่ทันถึงปี ก็เกิดวิกฤติ และท่านก็ลาออก พรรคซึ่งได้ที่ ๒ พรรคประชาธิปัตย์ก็ตั้งรัฐบาล รัฐบาลก็มีเสียงข้างมาก บริหารประเทศต่อมา อยากจะให้พวกเรารับทราบครับ ต่อมาก่อนครบ ๔ ปีของสภาชุดนั้น ก็ยุบสภา จะให้ครบก็ได้ครับ แต่มันก็ผูกมัดด้วยคําพูดเราอีกนั่นล่ะ เพราะไปพูดไว้ก่อนว่า รัฐบาลชุดนี้จะรีบทําหน้าที่ออกกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญให้จบสมบูรณ์ร้อยทั้งร้อย แล้วหลังจากนั้นก็จะไม่อยู่ครบวาระ จะยุบสภา เพียงสัปดาห์เดียวเท่านั้นถ้าจะอยู่ให้ครบ เป็นประวัติศาสตร์ก็ทําได้แต่มันเสียคําพูดครับ ก็จําเป็นต้องยุบสภาก่อนครบวาระ ๔ ปี ของสภาชุดนั้น ๑ สัปดาห์ ในที่สุดเลือกตั้งใหม่ด้วยรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ผมได้มีโอกาส ใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ในฐานะเป็นรัฐบาลผู้บริหารและเป็นฝ่ายค้าน ในฐานะของฝ่ายบริหาร และฝ่ายนิติบัญญัติ กราบเรียนท่านประธานว่าเป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ดีฉบับหนึ่ง และทําไมต้องล้มไป อันนี้คือสิ่งที่พวกเราทั้งหลายต้องศึกษาข้อเท็จจริงในขณะนั้นให้ได้ว่า อะไรได้เกิดขึ้น กระผมทํางานในฐานะรัฐบาลแล้วเมื่อยุบสภาเลือกตั้งใหม่ พรรคประชาธิปัตย์ ก็แพ้พรรคไทยรักไทย ไม่มีปัญหาครับ เมื่อแพ้ก็เป็นฝ่ายค้าน ไม่คิดจะไปร่วมรัฐบาล แล้วก็เป็นฝ่ายค้านครบ ๔ ปี แล้วเลือกตั้งใหม่แพ้อีกครับ ก็ไม่มีปัญหา เป็นฝ่ายค้านครับ ไม่ไปอุทธรณ์เรียกร้องอะไรทั้งสิ้น ไม่ไปตั้งกลุ่มคนมาก่อเหตุ ไม่ไปทําลายบ้านทําลายเมือง ไม่ไปเผาบ้านเผาเมือง ไม่ทํา เพราะนั่นไม่ใช่วิถีทางประชาธิปไตยที่เราเชื่อมั่น ทําหน้าที่ เป็นฝ่ายค้านต่อไป แต่ในช่วงดังกล่าวนั้นเป็นเรื่องที่พวกเราทั้งหลายจะต้องย้อนกลับไปสู่ ความจริงที่เกิดขึ้น รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ไม่ได้เลวร้าย เป็นฉบับที่ดี แม้จะบอกว่าให้อํานาจ ฝ่ายบริหารมากขึ้นจนตรวจสอบยาก ไม่เป็นอะไรครับ กระผมรับได้ แต่ก็ไม่ใช่ความผิด ของรัฐธรรมนูญอีกนั่นละ มีการยึดอํานาจวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ถ้าเราเริ่มต้นตรงนี้ โดยไม่รู้ว่าสาเหตุคืออะไร เราก็จะประเมินอะไรที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงมาก กระผมจึงต้อง กราบเรียนท่านประธานในเรื่องนี้ว่าในฐานะผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ หลังจากรัฐบาลประชาธิปัตย์ แล้วเป็นรัฐบาลพรรคไทยรักไทย ท่านพันตํารวจโท ทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรี เรายอมรับ เราเป็นฝ่ายค้าน เราทําหน้าที่ตรวจสอบครับ อภิปรายไม่ไว้วางใจเสียงไม่พอไม่เป็นอะไร เห็นว่าผิดพลาดในจังหวัดชายแดนภาคใต้ อภิปรายรองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลด้านความมั่นคง อยากจะอภิปรายนายกรัฐมนตรีเพราะความผิดพลาดภาคใต้เกิดจากแนวคิดของนายกรัฐมนตรี แต่ทําไม่ได้เสียงไม่พอ ก็อภิปรายรองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลเรื่องนี้ ไม่เห็นด้วยกับแนวคิด ของกระทรวงมหาดไทย ท่านปุระชัย ขออภัยที่ได้เอ่ยนามท่าน ผมให้ความเคารพรักท่าน ท่านเป็นคนดีคนหนึ่งและท่านไม่เถียงเลยในวันอภิปราย ทําหน้าที่ฝ่ายค้านตรวจสอบ ด้วยเหตุด้วยผล แล้วก็เตือนความผิดพลาดหลายเรื่อง ภาคใต้ผมเป็นคนแรกที่เตือน ผมต้องการรัฐบาลใช้ความเด็ดขาดภายใต้กฎหมาย ไม่เห็นด้วยแนวคิดฆ่าทิ้งใน ๓ เดือน ยาเสพติดเห็นด้วยต้องใช้ความเด็ดขาดปราบยาเสพติด แต่ไม่เห็นด้วยฆ่าตัดตอน พูดง่าย ๆ เราเป็นนักประชาธิปไตย หัวใจของมันคือต้องยึดหลักนิติธรรม จะไม่สะใจ ไม่ถูกใจ แต่นี่คือสิ่งที่ถูกต้อง เพราะถ้าเราไปทําอะไรก็ตามที่ฝืนแนวทางนี้วันหนึ่งมันจะกลายเป็น แก้ปัญหา ๑ เกิดปัญหาใหม่ ๑๐ แก้ ๑๐ เกิด ๑๐๐ แก้ ๑๐๐ เกิด ๑,๐๐๐ เห็นไหมครับ วันนี้เหตุร้ายภาคใต้ปีละพันกว่าครั้ง ตอนผมออกมาจากตําแหน่งนายกรัฐมนตรีปีละ ๑๐ กว่าครั้ง ผมเสียใจที่ความผิดพลาดนี้เราไม่สามารถไปยับยั้งความคิดรัฐบาลขณะนั้นได้ ผมก็ตําหนิฝ่ายความมั่นคงหลายคนที่รู้จักในฐานะร่วมงานกันมา พวกท่านดูดาย ท่านรู้ว่าสิ่งนี้ ผิดพลาดแล้วท่านไม่กล้าทักท้วง ทําให้รัฐบาลเตลิดเปิดเปิงวันนี้ผู้เสียชีวิตแล้ว ๔,๙๐๐ กว่าคน ไม่กี่วันคงถึง ๕,๐๐๐ คน เพราะไม่มีใครไประงับยับยั้งความผิดพลาดที่รุนแรงครั้งนั้นได้ มันมาจากอะไร ก็มาจากเราไม่ยึดมั่นแนวทางของนักประชาธิปไตยที่ควรปฏิบัติ ถ้าเราเคารพ กติกาประชาธิปไตยในขณะนั้นจริง ๆ ปฏิบัติทุกอย่างด้วยความเด็ดขาดภายใต้กฎหมาย พุทธทําผิดจัดการตามกฎหมาย อิสลามทําผิดจัดการตามกฎหมาย พี่น้องพุทธ มุสลิมก็รับได้ แต่ถ้าเราไปใช้วิธีนอกกฎหมายเราอธิบายไม่ได้ การมาชุมนุมเป็นสิทธิ ผมเป็นนายกรัฐมนตรี คนมาชุมนุมหน้าทําเนียบไม่ได้เป็นที่พอใจเลยครับ ผมก็ไม่สบายใจแต่รู้ว่านั่นคือสิทธิของเขา ตามรัฐธรรมนูญ ไม่ไปทําอะไรเขา เสียดายแต่เพียงว่าช่วงนั้นเกิดเหตุคนปีนทําเนียบแล้วก็ ถูกหมากัด หมาตํารวจครับ พวกผมก็ถูกตําหนิติเตียนอย่างรุนแรง สื่อมวลชนก็ประณาม กว่าจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไรต้องฟ้องคดีถึงศาลฎีกา ศาลฎีกาจึงตัดสินว่าข้อกล่าวหาที่สื่อไป กล่าวหาพวกเรานั้นไม่เป็นความจริง กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับ นี่คือสิทธิ ตามหลักประชาธิปไตย ผู้ชุมนุมย่อมมีสิทธิ การชุมนุมที่ตากใบย่อมมีสิทธิ ใครมีอาวุธจัดการ ตามกฎหมาย แต่เราไม่มีสิทธิเลยที่พาเขาขึ้นไปในรถซ้อนกัน ๓ คน ในที่สุดหายใจไม่ออก ตายไป ๘๐ กว่าคน เราไม่มีสิทธิทําอย่างนั้นเลยเพราะเขามาชุมนุม เขาไม่ใช่ผู้จับตัวประกัน อย่างที่พรรคประชาธิปัตย์เคยทํากรณีโรงพยาบาลราชบุรี ต้องกราบเรียนเรื่องนี้เพราะว่า ผมเข้าใจดีว่าขณะนั้นแนวความคิดเอามาจากกรณีที่เราแก้ปัญหาโรงพยาบาลที่จังหวัดราชบุรี แต่นั่นไม่ใช่การชุมนุม เป็นการจับตัวประกัน ถ้าช้าไปคืนเดียวหมอเสียชีวิตสักคนหนึ่ง พยาบาลเสียชีวิตสักคนหนึ่ง คนไข้เสียชีวิตสักคนหนึ่งรัฐบาลอยู่ไม่ได้ มีทางเดียวเท่านั้นเอง ประชุมสภาความมั่นคง เป็นครั้งแรกที่ข่าวการประชุมสภาความมั่นคงไม่รั่วไหล แล้วคืนนั้น เมื่อเจรจาไม่สําเร็จก็จําเป็นต้องจัดการโดยเด็ดขาด ผู้บัญชาการทหารบก พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นผู้รับมอบหมาย นั่นคือการจับตัวประกัน ไม่ใช่การชุมนุม ตากใบเป็นการชุมนุม เราไม่มีสิทธิทําอะไรที่แรงกว่ากฎหมายได้ เรื่องนี้ก็กลายเป็นปัญหาเรื้อรัง และนี่ก็จะกลายเป็น ปัญหาที่ผูกมัดเรา ประเทศอิสลามก็จะวิจารณ์เราไปอีกเป็นร้อย ๆ ปีกรณีผิดพลาดเรื่องนี้ แต่ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมหยิบเรื่องเหล่านี้เพื่อบอกให้พวกเรารับรู้ว่าถ้าเราเคารพ กระบวนการประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ซึ่งหัวใจมันอย่างที่ผมกราบเรียนแล้วก็คือยึดหลัก นิติธรรม กฎหมายเป็นหลัก อะไรที่ผิดจัดการตามกฎหมาย ถ้ากฎหมายไม่ดีแก้กฎหมาย แล้วออกลูกกฎหมาย มันจะคุ้มครองทั้งผู้บริหารและประเทศชาติ และสังคมไม่ให้มีปัญหา ตามมาทีหลัง จะไม่เป็นการแก้ปัญหาแล้วสร้างปัญหาใหม่ กระผมกราบเรียนท่านประธาน และเพื่อนสมาชิกที่เคารพทุกคนครับว่าไม่อยากจะพูด แต่ต้องเรียนว่าอยากจะให้พวกเรา รับรู้ความจริงว่ารัฐบาลในขณะนั้นเป็นช่วงเวลาที่ได้มีการล้ําเส้นองค์กรอื่น ผมไม่ตําหนิเลย ที่ท่านเอาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคอื่นมาร่วมทําให้เสียงข้างมาก ผมเปิดอภิปรายไม่ได้เลย กับนายกรัฐมนตรี ผมไม่ไปตําหนิเพราะระบบนี้รัฐบาลมาจากเสียงข้างมาก เพราะฉะนั้นการที่ท่านมีเสียงข้างมากไม่เป็นไรครับ แต่เราไม่ต้องลืมว่าสถาบันนิติบัญญัติ ของเรานั้นไม่ได้ประกอบไปด้วยสภาผู้แทนราษฎรอย่างเดียว เงื่อนไขรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ กําหนดบทบาทของวุฒิสภาไว้สูงมาก เป็นผู้อนุมัติ เป็นผู้ถอดถอน เป็นผู้อะไรหลายอย่าง ซึ่งจําเป็นต้องได้คนที่มาเป็นสมาชิกที่ไม่สังกัดพรรคการเมือง วุฒิสมาชิกชุดนั้นจึงไม่สังกัด พรรคการเมือง ทําหน้าที่เป็นคนกลาง ฝ่ายบริหารไม่อยู่ภายใต้อาณัติของวุฒิสมาชิกชุดนั้น กระผมอยู่ภายใต้ระบบนี้จนพ้นจากตําแหน่งเหนื่อยครับ เหนื่อยเพราะงบประมาณรัฐบาล แท้ ๆ เลยครับวุฒิสมาชิก ระหว่างรับ กับ ไม่รับ เสียงเท่ากัน มีอยู่ปีหนึ่งท่านประธานคงนึกออก ท่านประธานวุฒิสภาต้องเป็นผู้ชี้ขาดว่ากฎหมายนี้ให้ความเห็นชอบงบประมาณเพราะอะไร เพราะพวกกระผมในฐานะรัฐบาลไม่ไปแทรกแซง ก้าวก่าย ขอร้องวุฒิสมาชิกให้เป็นอย่างนั้น ด้วยความเชื่อมั่นสันนิษฐานว่าท่านเหล่านั้นมีวุฒิภาวะที่รู้ว่าความเหมาะสมคืออะไร แต่คนที่เชื่ออย่างนี้ก็ทํางานหนัก ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อองค์กรอิสระทําหน้าที่ พวกกระผมไม่เคยไปแทรกแซงเลยครับ วันหนึ่งเลขาธิการพรรคของกระผมถูกข้อหา แสดงบัญชีทรัพย์สินไม่ถูกต้อง ไม่ใช่ทุจริต ไม่ใช่เรื่องทุจริตโกงกิน แต่แสดงบัญชีทรัพย์สิน ไม่ถูกต้อง ยอมรับ ไม่ไปวิ่งเต้น ไม่ไปขอร้อง ยอมรับโดยสมบูรณ์ว่าเมื่อพลาดไปแล้วก็ลงโทษ นี่กรณีที่เรายึดแล้วก็ทํางานหนัก แต่วิธีการอย่างนี้มันไม่ได้ใช้เมื่อสมัยต่อมา องค์กรอิสระ ถูกแทรกแซง คําว่า แทรกแซง มันตั้งแต่การเลือกคนเข้ามาเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ผมกราบเรียน ทิ้งเอาไว้วุฒิสมาชิกถูกซื้อตัว ถ้าใช้คําว่า แรง ก็คือซื้อตัว แต่ขอพูดว่าถูกแทรกแซง ให้เป็นพรรค ให้เป็นกลุ่มร่วมสําหรับรอคําสั่งว่ารัฐบาลให้ลงมติอะไร ว่าอย่างไร ไม่ใช่ ข้างมากหรอกครับ แต่มันมีผลกระทบต่อมติ เป็นที่ยอมรับครับ วันหนึ่งผู้เกี่ยวข้องก็เล่าให้ พวกเราฟัง วันที่ ๑๐ ธันวาคม วันธรรมศาสตร์ มีที่ปรึกษาหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ มีท่านนิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ และมีพรรคพวกเราว่ากระบวนการนี้เหตุการณ์มันผ่านไปแล้วครับว่า วุฒิสมาชิกในยุคนั้นประพฤติอย่างนี้ไปสักกี่คน ไม่ใช่ข้างมากเลย ไม่ถึง ๑๐๐ คนหรอกครับ แต่เขาก็บอกว่ามันมีบางคนที่เขาใช้คําว่า รับจ๊อบ (Job) รับจ๊อบต่างหาก ซึ่งเมื่อวุฒิสมาชิก อยู่ในฐานะอย่างนี้เราหวังให้สภานิติบัญญัติ ฝ่ายนิติบัญญัติตรวจสอบรัฐบาลได้อย่างไร ผมต้องกราบเรียนท่านประธานว่าแม้กระทั่งการเลือกประธานวุฒิสมาชิกสมัยนั้นก็รอฟัง คําสั่งว่าฝ่ายบริหารจะเลือกใคร แล้วเอาคนนั้น เพราะฉะนั้นผู้ใช้อํานาจฝ่ายนิติบัญญัติ จึงไม่อยู่ในฐานะที่ทําหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติซึ่งตรวจสอบดูแลรัฐบาล ควบคุมรัฐบาลได้อีกแล้ว ผู้แทนราษฎรในระบบนี้เขาอยู่ภายใต้คําสั่งรัฐบาลอันนี้ไม่แปลกครับ ไม่แปลก ไม่ตําหนิ ถ้าท่านจําเป็นต้องลงมติเพราะว่ารัฐบาลของท่านขอให้ลงอย่างนี้ ผมไม่ตําหนิอะไรเลย เพราะว่าเสียงข้างมากถึงจัดตั้งรัฐบาลได้ ถ้าไม่ฟังรัฐบาลตัวเองก็จะเป็นเรื่องแปลกด้วยซ้ําไป แต่วุฒิสมาชิกไม่มีสิทธิทําอย่างนี้ได้เลย เพราะฝ่ายนิติบัญญัติในขณะนั้นจึงต้องถือว่า มีอันเป็นไปแล้ว ไม่มีเวลากราบเรียนท่านประธานเพราะเวลาจํากัด แต่กราบเรียนว่าในที่สุด องค์กรทั้งหลายที่เป็นอิสระเขาใช้คําในขณะนั้นว่ามีอันเป็นอัมพฤกษ์ ปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ ไม่ได้ เพราะถูกครอบงําหมดแล้ว แต่บ้านเมืองไม่ได้อยู่เฉพาะองค์กรเหล่านี้หรอกครับ มันมีกระบวนการของข้าราชการ ข้าราชการขณะนั้นก็มีอันเป็นไป ต้องยอมทําตามคําสั่ง ซึ่งแน่นอนรัฐบาลมีอํานาจสั่ง แต่คําสั่งที่ไม่ถูกต้องเขาก็ยังจําเป็นต้องทํา ผมเสียดายมาก ข้าราชการที่ดีคนหนึ่ง ปลัดกระทรวงการคลังถูกไล่ออกเพราะยอมทําตามที่รัฐบาลขอให้ทํา ด้วยความเชื่อว่ารัฐบาลจะอยู่ได้ ๒๐ ปี จึงมีการโยกย้ายข้าราชการของกรมสรรพากรที่ผิด ความจริงระเบียบโยกย้ายก็ออกสมัยผมเป็นนายกรัฐมนตรี เลขาธิการ ก.พ. คุณหญิงทิพาวดี ก็เป็นผู้มีส่วนร่วม แต่ในที่สุดทั้งปลัดกระทรวงและคุณหญิงก็โดนเล่นงานว่าประพฤติชั่ว อย่างร้ายแรงเพราะไปย้ายข้าราชการที่ผิด เมื่อข้าราชการที่เสียประโยชน์ฟ้องร้องก็เลย กลายมีปัญหาไป อันนี้คือสิ่งที่แทรกแซงไปถึงข้าราชการประจํา ข้าราชการประจําจึงอยู่ในฐานะที่ไม่กล้าพูด ในสิ่งที่ควรจะพูด ไม่กล้าแนะนําในสิ่งที่ควรแนะนํา อย่างที่ผมกราบเรียนว่าแม้กระทั่ง ฝ่ายความมั่นคงก็ไม่กล้า กลัวโดนเหมือนอย่างรองแม่ทัพภาค ๔ รองแม่ทัพภาค ๔ ไม่เห็นด้วย กับนายกรัฐมนตรีในการใช้วิธีภาคใต้ ก็ท้วงติง ในที่สุดท่านก็โดนย้าย อันนี้คือสิ่งที่เกิดขึ้น ในขณะนั้น เมื่อองค์กรเหล่านี้มีปัญหา ผมไม่ได้สิ้นหวังหรอกครับ ยังคิดว่ามีองค์กรอีกมากมาย ที่เราตรวจสอบได้และเป็นฐานสําคัญที่ตรวจสอบ บางองค์กรตรวจสอบได้ดีกว่าฝ่ายค้าน ด้วยซ้ําไป เช่น สื่อมวลชน แต่ในที่สุดสื่อมวลชนก็มีอันเป็นไปเกือบหมด ให้ความยุติธรรมกับเขา โทรทัศน์ วิทยุนั้นแน่นอน ไปเกือบหมด จะเหลือแค่โทรทัศน์ประเภทที่ไม่ใช่ช่องหลักที่กล้า วิพากษ์วิจารณ์บ้าง เช่น ช่องเนชั่น ขอเอ่ยชื่อเป็นเกียรติกับเขาก็ได้ สุทธิชัย หยุ่น เขาก็ยัง เป็นตัวของตัวเอง ในที่สุดผลที่เขาทํานั้นเองเขาถูก ป.ป.ง. ตรวจสอบทรัพย์สิน นี่คือสิ่งที่ คุกคามสิทธิเสรีภาพของเขา สื่อมวลชนประเภทหนังสือพิมพ์ก็โดนครับ ไม่ทั้งหมดหรอกครับ แต่ก็ไม่กล้า ผมต้องกราบเรียนท่านประธานว่าผมเองเป็นคนที่มีความรู้สึกไม่พอใจในบทบาท สื่อในขณะนั้น ผมถึงขนาดพูดว่าทําไมมาตรวจสอบแต่ฝ่ายค้าน ทําไมไม่ตรวจสอบรัฐบาล มีอะไรติดคอหรือ ผมก็พูดแรงไปหน่อยนะครับ แต่กราบเรียนท่านประธานว่าเป็นความรู้สึก ที่บริสุทธิ์ใจว่าทําไมขณะนั้นเหตุการณ์ถึงเป็นอย่างนี้ และผลเหล่านี้ละครับคือในที่สุด บ้านเมืองก็มีปัญหา ผู้ใช้อํานาจก็ใช้อํานาจเกินขอบเขตที่ควรจะเป็นและผิดกฎหมาย ถึงที่สุดคําเตือนของผมก็คือว่าถ้าใครทําอย่างนี้ระวังไม่มีแผ่นดินจะอยู่ กระผมไม่ใช่หมอดู แต่ใครก็ตามทําอย่างนี้ไม่จําเป็นต้องเป็นนายกรัฐมนตรีท่านนั้น หรือพรรคการเมืองนั้น ใครก็ตาม ถึงพรรคประชาธิปัตย์ก็เถอะ ถ้าทําอย่างนั้นจะต้องมีปัญหาติดตามมา แต่วันนั้น น่าเสียดายที่ไม่มีเสียงทักท้วง ในที่สุดยิ่งเลือกตั้งปีต่อมาชนะท่วมท้นก็ยิ่งเตลิดเปิดเปิง แม้กระทั่งวันเวลาที่จะเลือกนายกรัฐมนตรีในสภายังผิดเลย ออกระเบียบวาระไม่ครบตามวัน จนผมต้องมาถามท่านเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ท่านเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ทําไมนัดประชุมวันนี้ได้อย่างไร ยังไม่ได้โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งประธานสภา นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น ในขณะนั้น เมื่อเราท้วงติงไม่ประสบความสําเร็จ ในที่สุดมันก็เกิดเหตุที่ไม่พึงปรารถนา เราอยากให้รัฐบาลชุดนั้นจบด้วยการกระทําของตัวเอง แล้วมันจะมีบทเรียนที่สําคัญยิ่ง สําหรับพี่น้องในระบอบประชาธิปไตยว่านักการเมืองระบอบนี้จะต้องมาจากระบบที่ถูกต้อง และไม่ใช่มาจากเลือกตั้ง เสร็จแล้วออกนอกแนวทางรัฐธรรมนูญ คือไม่เคารพหลักนิติธรรม ไม่ใช่อย่างนั้นครับ สิ่งที่เป็นพยานหลักฐานทิ้งเอาไว้ขณะนี้ ถ้าท่านประธานข้องใจก็คือว่า มาตรา ๓ ในรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ความจริงแล้วมาตรา ๓ ในรัฐธรรมนูญทุกฉบับ จะเขียนเหมือนกันครับ คืออํานาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อํานาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาลตามบทบัญญัติ แห่งรัฐธรรมนูญนี้ ทุกฉบับจะมีวรรคนี้วรรคเดียว แต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ลองเปิดดูสิครับ เพิ่มวรรคสองเข้าไปว่า ขออภัยท่านประธานขออนุญาตอ่าน การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คือพวกเรานี่ละครับ คณะรัฐมนตรีฝ่ายบริหาร ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานของรัฐต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม ทําไมต้องเขียนอย่างนี้ ถ้าไม่มีวรรคสอง รัฐบาล รัฐสภา ศาล ไม่ต้องปฏิบัติตามหลักนิติธรรมหรือ ไม่ใช่ครับ ไม่มีวรรคนี้ก็ต้อง ปฏิบัติตามหลักนิติธรรม คือยึดกฎหมายในการบริหารบ้านเมือง แต่ทําไมต้องเขียนอันนี้ไว้ เพราะประสบการณ์จากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ที่ผู้บริหารได้ใช้อํานาจเกินหลักนิติธรรม กลายเป็นสิ่งที่จําเป็นต้องเขียน ซึ่งกระผมคิดว่าเขียนหรือไม่เขียนไม่น่าจะมีผลแตกต่าง ในภารกิจของแต่ละฝ่าย นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นที่จะกราบเรียนท่านประธานว่าการแทรกแซงองค์กรแล้วปฏิบัติตามกฎหมาย รัฐธรรมนูญที่ผิดไปตามที่ควรจะเป็นและกลายเป็นปัญหานั้นต้องถือว่าเป็นเรื่องร้ายแรงมาก ในขณะนั้นในระบอบประชาธิปไตย ในที่สุดก็มีการยึดอํานาจวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ซึ่งหัวหน้าคณะผู้ยึดอํานาจก็อยู่ที่นี่ ด้วยเหตุผล ๔ ประการ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเสียดาย ผมรู้ครับการยึดอํานาจไม่ใช่การแก้ปัญหา ทําได้อย่างเดียว คือระงับการกระทํา ของรัฐบาลชุดนั้นไม่ให้ทําต่อ การจะแทรกแซงองค์กรทั้งหลายก็จบเพราะถูกยึดอํานาจไป ได้เท่านี้นะครับ แต่เมื่อยึดอํานาจไปแล้วโอกาสที่จะมาทําให้ประชาธิปไตยเติบโตก็ไม่ใช่ ของง่ายอีกแล้ว ผมเป็นคนแรกที่พูดคําว่า เมื่อตอนที่ยึดอํานาจสมัยโน้นสมัยเป็นผู้แทนราษฎร ใหม่ ๆ ว่าประชาธิปไตยก็เหมือนเด็กโต ถ้าท่านกลัวเด็กล้ม โดยวิธีการจับเด็กมามัดเอาไว้ ไม่ให้เด็กเดินเด็กก็ไม่ล้ม แต่เด็กก็เดินไม่ได้เด็กก็ไม่โต ฉันใดระบอบประชาธิปไตย ถ้าเราไม่ยอม ให้เรียนรู้ประสบการณ์ด้วยตัวของประชาธิปไตยเอง มีปัญหาแก้ไป วันหนึ่งมันถึงทางที่เรา เปลี่ยนอุปสรรคเหล่านั้น ย้อนกลับมาที่เราวิพากษ์วิจารณ์ประเทศของเรา เรากําลังแย่ เราด้อยกว่าประเทศนั้นประเทศนี้ ประเทศเหล่านั้นเป็นประชาธิปไตย ผมกราบเรียน ท่านประธานครับ ไม่ใช่มีอคติกับที่อื่น แต่อยากกราบเรียนว่าเขาเหล่านั้นยังไม่มีประสบการณ์ อย่างเรา วันหนึ่งทหารที่ยึดอํานาจประเทศเขาหมดไปเหมือนอย่างเรา แต่เกิดมีการเมือง ระบบที่กระผมพูดถึงเกิดขึ้นในประเทศเขาวันนั้นเขาจะคิดถึงเรา ไทยแลนด์ผ่านมาก่อนแล้ว หน้าที่เราขณะนี้จึงต้องพยายามทําให้บ้านเมืองเราผ่านพ้นวิกฤติอันเกิดจากการไม่เคารพ บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ และออกนอกกติกาของหลักนิติธรรมให้ได้ ไม่รู้ครับนานเท่าไร เราไม่รู้ แล้วก็ต้องไม่ลืมสิ่งที่กระผมกราบเรียนก็คือว่าการที่จะมาเป็นฝ่ายที่ชอบธรรมนั้น จะต้องมาด้วยความชอบธรรมด้วย อ้ายนี่ก็คือสาเหตุอันหนึ่งที่เราขัดข้องใจ มาตรา ๒๓๗ เรื่องยุบพรรค ผมเห็นใจพรรคการเมืองทุกพรรคละครับที่ถูกยุบ เพราะผมรู้ว่าสมาชิก ส่วนหนึ่งที่เขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเขาไม่รู้เลย แต่เรารู้ครับว่าสาเหตุที่มันมาเพราะคนส่วนหนึ่ง ทําผิดกฎหมายจริง ๆ ผมรู้ว่าคณะกรรมการร่างกฎหมายฉบับนี้ในขณะนั้นคงหาทางออกที่ดี ที่สุดก็ใช้ยาแรง เมื่อรู้เห็นด้วยก็ต้องยุบพรรค พรรคประชาธิปัตย์ก็เกือบไปครับท่านประธาน ถูกฟ้อง ๓ คดี ที่เราพูดกันมาด้วยความไม่เข้าใจ ขออนุญาตท่านประธาน ที่เราพูดกันมา ด้วยความไม่เข้าใจทั้งเพื่อนสมาชิกและวุฒิสมาชิก พรรคประชาธิปัตย์ชนะเพราะอะไร ทําไมถึงไม่ถูกยุบ ต้องกราบเรียนท่านประธานไม่มีใครรู้ดีไปกว่าทนายที่ว่าความมาทุกวัน ท่านบัณฑิต ศิริพันธุ์ ท่านบัญญัติ ท่านนิพิฏฐ์ กระผม และเพื่อน ๆ อีกหลายคนนะครับ ขออภัยที่เอ่ยชื่อไม่หมด คดีแรกถูกยุบ พรรคไทยรักไทยเขากล่าวหาเรา สู้คดีกันหลายเดือน ในที่สุดพรรคไทยรักไทยก็ถูกร้องเหมือนกัน ไม่ใช่พวกเราร้อง แต่พวกเราถูกพรรคไทยรักไทยร้อง พวกเราที่อยู่ข้างนอกจะไม่ค่อยรู้ว่าเวลาสืบพยาน พยานเป็นอย่างไร ในคดีนั้นเราซักพยานแตก มีการเตรียมการวางแผนกัน โดยมีเจ้าหน้าที่บางฝ่ายรู้เห็นด้วยเพื่อเอาเรื่องพรรคประชาธิปัตย์ ศาลรัฐธรรมนูญท่านนั่งพิจารณาอยู่ ท่านเห็นนะครับ อะไรเกิดขึ้น ในที่สุดก็มีมติเป็นเอกฉันท์ ว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ทําผิดทุกข้อกล่าวหาใน ๔ ข้อกล่าวหาในคดีนั้น แต่เสียใจครับ พรรคไทยรักไทยก็มีมติเป็นเอกฉันท์ว่ามีความผิด ถูกยุบ ไม่จบ ท่านประธานครับ เราถูกเพื่อนสมาชิกพรรคเพื่อไทยกล่าวหาอีกใน ๒ คดี คดี ๒๙ ล้านบาท คดี ๒๕๘ ล้านบาท กระผมก็เป็นหัวหน้าทนายแก้ต่างร่วมกับเพื่อน ๆ และท่านบัณฑิต ศิริพันธุ์ คนไม่ค่อยรู้ สื่อมวลชนก็ไปเขียนยุบแน่ ยุบแน่ กระผมเคยบอกว่าอย่าเพิ่งวินิจฉัยก่อนมิฉะนั้นจะเสีย ไม่อยากจะบอกว่าเสีย ๔ เท้านะครับ แต่บอกว่าจะเสียอย่างอื่น เพราะคุณไม่ได้รู้หรอกว่า พยานในศาลคืออะไร เราอยู่ในศาลเราเห็นว่ามันมาอย่างไร กระบวนการเขาทํามาอย่างไร คดีทั้ง ๒ คดี พรรคประชาธิปัตย์หลุดพ้นข้อกล่าวหาไม่เป็นเอกฉันท์ แต่ศาลได้วินิจฉัย ข้อเท็จจริงคดี ๒๙ ล้านบาท แล้วก็โยงคดี ๒๕๘ ล้านบาท ในข้อเท็จจริงว่าไม่ได้กระทําผิด ไม่ได้มีการบริจาคเงิน ทั้งข้อกฎหมายก็ชนะ ไม่ได้มีเส้นใหญ่ ผมจะกราบเรียนท่านประธานว่า ในวิถีชีวิตพวกเรามาอย่างนี้ ไม่มีเส้นกับเขาหรอกครับ ผมไปหาหมอฉีดยาโรงพยาบาล พยาบาลหาเส้นไม่เจอบอกว่าท่านไม่มีเส้น ผมบอกอย่างนี้มาตั้งแต่เด็กไม่มีเส้น ก็พูดสนุก จนกระทั่งเจาะได้ เราทํางานอย่างนี้กันมาตลอด ถือหลักว่าต้องรับผิดถ้าใครทําผิด วันหนึ่ง ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ทําผิดพรรคประชาธิปัตย์ต้องถูกลงโทษ แต่เมื่อเรารู้ว่าเราไม่ได้ทําผิด เราสู้สุดความสามารถด้วยยึดหลักความจริง เอาความจริงทั้งข้อกฎหมาย เอาข้อเท็จจริงมา ยืนยัน ศาลได้กรุณา ผมขอกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่าผมขอชื่นชมตุลาการ เป็นพิเศษ เพราะพวกเราในที่นี้ไม่รู้หรอกครับ แต่จะมีคนรู้ประมาณสัก ๔-๕ คน ว่าอะไร ได้เกิดขึ้นในระหว่างพิจารณาคดี วิ่งให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ครับ ข้อเท็จจริงนี้เปิดเผย โดยตุลาการผู้พิจารณาคดีว่าวันที่เท่านั้น เวลากี่โมง เบอร์โทรศัพท์เบอร์นี้โทรศัพท์มาวิ่งเต้น ให้ยุบ ถ้าท่านไม่ยุบพรรคประชาธิปัตย์จะเอา ขอประทานโทษ ใช้ภาษาที่เขาเขียน จะเอาคลิป คือบันทึกภาพบันทึกเสียงมาเปิดเผยว่าตุลาการท่านนี้กระทําผิดในการรับเด็กเข้าทํางาน ในศาลรัฐธรรมนูญ ผมเชื่อครับ บ้านเมืองนี้มีคนดีและไม่ดี อมตะวาจาที่พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดํารัสไว้เหมาะทุกโอกาส คนดีมีครับ ไม่กลัว ไม่กลัวการคุกคามขู่ จนทนายความอาวุโสที่ไปติดต่อเพื่อให้ตุลาการท่านนี้ตัดสินใจยุบพรรคประชาธิปัตย์ ยอมนับถือมอบเอกสารให้แล้วบอกอาจารย์ครับเอาไปเถอะเขาจะเล่นงานท่านอย่างนี้ ขณะนี้ ถ้าพวกเราสนใจนะครับ ผมอยากให้พวกเราสนใจเรื่องนี้ เพราะมันจะเป็นประวัติศาสตร์ ครั้งหนึ่งว่าใครไปวิ่งเต้นให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ ระดับไหนเขาไม่ได้บอกตําแหน่งโดยตรง เขาบอกแต่เพียงว่าอดีตผู้บริหารสูงสุดฝ่ายบริหารและภรรยาพร้อมด้วยทนายความอาวุโส เป็นผู้ไปติดต่อ แต่ตุลาการไม่กลัวเพราะเชื่อตัวเองว่าตัวไม่ได้ทําผิด แต่ว่าข้อเท็จจริงนี้ มันจะเป็นส่วนหนึ่งที่ยืนยันให้พวกเราได้เห็นว่าในบ้านเมืองนั้นมันมีสิ่งที่เราน่ากลัว กับกระบวนการที่ไม่ถูกต้องชอบธรรมอยู่หลายครั้ง มีบ่อยครั้งนะครับที่สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น ไม่บังอาจที่จะไปก้าวล่วงกับเจ้าของคดี แต่ว่าถ้าใครสนใจคดีหมายเลขดํา ที่ ๓๙๓๐/๒๕๕๓ ของศาลอาญา ๓๙๓๐/๒๕๕๓ แล้วเราจะได้รู้ข้อเท็จจริงเพราะคนระดับตุลาการที่มีศักดิ์ศรี อย่างท่านนี้ท่านไม่เขียนคําฟ้องพยานละเอียดถึงขนาดนาที เวลา ระบุชื่อใครเป็นใคร พูดว่าอย่างไร เพราะฉะนั้นท่านทั้งหลายที่ข้องใจทําไมพรรคประชาธิปัตย์ไม่ถูกยุบ ขอให้ รับทราบด้วยความเคารพว่าเราสู้ตามความเป็นจริง ไม่มีไปวิ่งเต้น ไม่มีเส้น และไม่มีใคร มาช่วยครับ มติไม่เป็นเอกฉันท์ แต่เสียงข้างมากเชื่อว่าเราไม่ได้ทําผิด

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมขออนุญาตที่จะแวะกลับมาถึงร่างกฎหมาย ๓ ฉบับนี้เล็กน้อยเพื่อไม่ให้รบกวนเวลาของท่านหัวหน้าพรรค ต้องกราบเรียนท่านประธานว่า เท่าที่กระผมฟังมาตลอด ๒ วันนั้นก็มีเหตุผลที่แตกต่างกันไปนะครับ ฝ่ายหนึ่งที่บอกว่า เห็นด้วยในการแก้แต่ไม่อยากให้แก้ทั้งฉบับ ไม่อยากให้ยกเลิกฉบับเดิม กระผมเข้าใจ มากไปกว่านั้นก็คือว่าการที่อีกฝ่ายหนึ่งรังเกียจกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ พอเข้าใจได้ ก็นึกในใจว่าถ้าเป็นเราละ เรามีอํานาจอยู่ดี ๆ มีคนกลุ่มหนึ่งมายึดอํานาจเราไปแล้วมา ออกกฎหมายให้เราชื่นชมคนกลุ่มนั้นหรือ คงทําใจยากนะ เพราะฉะนั้นถ้ามองในแง่นี้ ก็พอจะเข้าใจ แต่ถ้าคิดว่ามันเป็นผลไม้เน่ามาจากต้นเน่าหรือเป็นผลไม้ไม่ดีมันยังมีกฎหมาย อีก ๒๐๐ กว่าฉบับที่ออกมาในยุคนั้นนะครับ ท่านจะทําอย่างไร ถ้าเรายึดหลักว่าของเน่า ของเหล่านั้นก็ของเน่าหมด มีกฎกระทรวง มีพระราชกฤษฎีกาอีกเป็นร้อยเป็นพันฉบับเลย ที่มาจากความเข้าใจว่ามาจากของเน่าท่านจะทําอย่างไร กระผมคิดว่าในประเด็นนี้ที่กระผม อยากให้ราวกกลับมาว่าในที่สุดสาระสําคัญจริง ๆ เราต้องเอาสาระของมันเป็นหลักครับ ต้องเอาสาระของมันเป็นหลัก ถ้าสาระมันไม่เหมาะสมก็ควรแก้ไข กระผมย้ําเมื่อเราเชื่อ หลักนิติธรรมต้องปกครองด้วยหลักกฎหมาย กฎหมายไม่ดีเราต้องแก้ เมื่อกฎหมายบัญญัติไว้ อย่างไรก็ต้องปฏิบัติตามวิธีนี้กระชับไวไปได้อย่างมั่นคง บ้านเมืองเราจะไม่มีอุปสรรค จะไม่เกิดวิกฤติ และเราสามารถที่จะทํางานไปได้อย่างดี ความจริงอยากจะกราบเรียนว่า เมื่อ ๓-๔ วันที่แล้วเห็นบทนําในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ขอเอ่ยชื่อเพราะผมอุตส่าห์ตัด แต่ไม่ได้ ขออนุญาตท่านประธานก็ไม่เอามาอ่าน ผมคิดว่ารัฐบาลควรดูเพราะจะเป็นกําลังใจกับรัฐบาล แต่เขาเขียนมีความหมายมาก มีคุณค่ามากตรงที่ว่าเขาคงไม่เขียนเหมือนคอลัมนิสต์ แต่เขาเขียนในฐานะหนังสือพิมพ์ เขาเห็นว่าปัญหาความปรองดองการซับซ้อนของรัฐบาล ชุดนี้ไม่มากหรอก เพราะเมื่อมีการเลือกตั้งเสร็จ เมื่อได้มีการใช้วิธีการนอกสภาแล้วก็ ทําให้เกิดการเลือกตั้งใหม่ เมื่อเลือกตั้งเสร็จแล้วพรรคเพื่อไทยชนะได้กลับมาเป็นรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์แพ้เขาก็ไปเป็นฝ่ายค้าน ไม่ตั้งกลุ่มคนขึ้นมาก่อเหตุวุ่นวาย อันนี้รัฐบาล ก็ทํางานไปได้ ผมหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่อบอกว่าแนวทางพวกเราเป็นอย่างนั้นครับท่าน รัฐบาลนี้อยู่นานเท่าไรพวกกระผมก็ตรวจสอบตามอํานาจหน้าที่ อย่าไปรังเกียจการตรวจสอบ เพราะบางท่านเห็นพูดถึงเรื่องพระราชกําหนดในลักษณะว่าทําไมไม่ปล่อยรัฐบาลทําไป หน้าที่เราต้องตรวจสอบ กระผมกราบเรียนท่านประธานว่าแม้ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยแล้ว แต่โดยส่วนตัวยังไม่เห็นด้วยกับกรณีฉบับหนึ่ง อีกฉบับหนึ่งเป็นเอกฉันท์นั้นไม่มีปัญหาครับ แต่อีกฉบับหนึ่งนั้น จนบัดนี้ยังไม่เห็นสอดคล้องกับศาลรัฐธรรมนูญ แต่เราเคารพในดุลยพินิจ เมื่อเราอยู่ภายใต้กติกาอย่างนี้องค์กรเหล่านี้เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญเราจะเห็นด้วยกับเขา หรือไม่เห็นด้วย แต่เราต้องให้ความเคารพครับ ผมถึงกราบเรียนว่าองค์กรเหล่านี้เป็นองค์กร ที่เราน่าจะได้รับการดูแลเป็นพิเศษ ผมหยิบเรื่องนี้มาพูดเพราะเหตุผลของร่างพรรคการเมือง ทั้ง ๒ พรรคนั้นเหมือนกัน เหมือนกันโดยที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มีบทบัญญัติหลายประการ ไม่สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตย แต่ที่ต้องขออนุญาตท่านประธานย้ําก็คือว่าตอนท้าย ที่ท่านบอกว่าไม่มีระบบการถ่วงดุลอํานาจขององค์กรตุลาการ ผมเป็นห่วงครับท่านประธาน เพราะผมเกรงว่าเราจะทําอะไรที่อาจจะทําให้พลาดอีก ถ้าเราพลาดอีกแก้ไขกลับยากนะครับ เราพลาดเรื่องความมั่นคง เราเอาความมั่นคงมาทดลอง มาใช้นโยบายทดลอง เราพลาด ภาคใต้เอากลับคืนยากเห็นใจจริง ๆ ครับคนที่ทํางานในที่นั่น สูญเสียชีวิตในนี้ทุกอาชีพเลย เหลืออาชีพเดียวที่ยังไม่เป็นอะไร หมอ และเสียชีวิตทั้งประเทศครับ มาจากจังหวัดขอนแก่น มาจากจังหวัดร้อยเอ็ด มาจากจังหวัดเชียงใหม่ ผู้พิพากษาจังหวัดปัตตานีก็เสียชีวิตกลางสี่แยก มาจากจังหวัดตรัง มาจากจังหวัดนครศรีธรรมราช มาจากจังหวัดสงขลา มาจากภาคอีสาน มาจากภาคเหนือ ทุกจังหวัดที่ไปอยู่ในพื้นที่นั้นเสียชีวิต และไม่ต้องพูดถึงว่าพุทธหรือมุสลิม พระสงฆ์องค์เจ้าสามเณร เพราะฉะนั้นความผิดพลาดในเรื่องความมั่นคงและหลักขององค์กรที่เป็นอํานาจอธิปไตยนั้น ขอให้คิดให้หนักก่อนที่จะไปทําอะไรที่เกินเลยที่ควรจะเป็น แน่นอน อาจจะมีความรู้สึกว่า ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญบางท่าน ๒ มาตรฐาน ความจริงกระผมยังเชื่อครับว่าตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีความคิดอย่างนั้น แต่เราอาจจะไม่ถูกใจเพราะตัดสินไม่ได้อย่างที่เราคิด ก็อย่างที่สมาชิกพูดว่าถ้าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตัดสินเรื่องพระราชกําหนดไปอีกอย่างหนึ่ง ป่านนี้ก็ไม่รู้อะไรเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นการที่เราจะเอาความรู้สึกส่วนตัวว่าสถาบันศาล ตุลาการ ไม่ว่าศาลยุติธรรม ศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ แล้วเราตั้งใจจะเข้าไปถ่วงขอให้ คิดให้ดีครับ เพราะที่ต้องเรียนเรื่องนี้เนื่องจากไม่มีบทบัญญัติให้ชัดเลยครับว่าการถ่วงนั้น คืออะไร ผมกราบเรียนท่านประธานว่าไม่ใช่ว่าปกป้องสถาบัน แต่เนื่องจากเวลาเปลี่ยนแปลง การปกครองมา ๗๙ ปีกับ ๙ เดือน ๘๐ ปีในเดือนมิถุนายนนี้ ต้องยอมรับว่าการเมือง ที่ผันแปรเปลี่ยนแปลงไม่มั่นคงหลาย ๆ ครั้ง สถาบันเดียวที่ยังคงมั่นคงรักษาหลัก และประชาชนหวังพึ่งเป็นที่พึ่งสุดท้ายได้คือสถาบันศาลครับ แม้เมื่อยังไม่มีศาลรัฐธรรมนูญ ไม่มีศาลปกครองก็ตาม แต่ศาลยุติธรรมเป็นสถาบันที่เราเชื่อว่าพึ่งพาได้ แต่ไม่ใช่หมายความว่า ทุกคนดีหมด มันต้องอยู่ภายใต้พระราชดํารัสว่าบ้านเมืองมีทั้งคนดีและคนไม่ดี มีจริง ๆ อย่างนั้น เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนเรื่องนี้เพื่อเตือนไว้แต่ต้นว่าเมื่อท่านไม่บอกว่าจะทําวิธีไหน เพื่อโยงให้อํานาจฝ่ายตุลาการเกี่ยวข้องกับประชาชนต้องเตือนไว้ล่วงหน้าว่าดูให้ดีนะครับ เพราะอํานาจที่จะไปเกี่ยวข้องนั้นมันก็มีบางประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่ใช้ระบบอื่น เขาก็โยง แต่ว่าถ้าเราทําอย่างนั้นมันอาจจะไม่สอดคล้องกับวัฒนธรรมของเรา และที่อยาก ให้เชื่อมั่นก็คือว่าใน ๑๐๐ ปีที่ผ่านมาสถาบันศาลได้สร้างองค์กรโครงสร้างเขาอย่างมั่นคง และเขามีกระบวนการที่มีความยุติธรรม ใครจะขึ้นมาเป็นอะไรไม่ใช่ง่าย ๆ คนไหนโดนข้อหา โดนมลทินนิดเดียวโอกาสที่จะเป็นถึงประธานศาลฎีกาก็เป็นไปได้ยาก แต่นี่คือสิ่งที่อยากจะ กราบเรียนเพื่อให้เราระมัดระวังในการทําอะไรก็ตามที่อาจจะกระทบกระเทือนต่อความมั่นคง หรือต่อศักยภาพ หรือต่อความเป็นอิสระขององค์กร ซึ่งเป็นหนึ่งในอํานาจอธิปไตยของเรา คือศาลครับ ผมขออนุญาตท่านประธานรบกวนเวลาของท่านหัวหน้าพรรคพอสมควรแล้ว กระผมขอกราบเรียนท่านประธานว่าเราจะมีดุลยพินิจอย่างไร ผมเคารพครับ ถ้าเสียงข้างมาก เห็นว่าควรจะรับ ผมเคารพดุลยพินิจ แต่ผมขอกราบเรียนว่าจากประสบการณ์ที่กระผม ได้เห็นจะสรุปกับท่านประธานได้ว่าแม้เราจะมีคนที่รักชื่นชมประชาธิปไตยก็ตาม แต่หัวใจ ของมันจริง ๆ ก็คือคนนั้นปฏิบัติตามแนวทางประชาธิปไตยไหม บางคนเขาก็บอกว่า เขาอยากปฏิรูปการเมืองให้ดีแต่คนนั้นมาจากซื้อเสียง บางคนก็อยากเห็นประชาธิปไตย ด้วยความมั่นคงแต่คนนั้นโกงเลือกตั้ง บางคนก็อยากให้บ้านเมืองนี้ไปดีแต่คนนั้น มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องอยู่เสมอกับภารกิจของตัวเอง ถ้าเรามีคนรักประชาธิปไตยด้วยวาจา แต่เราไม่ปฏิบัติก็ไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ หรือปี ๒๕๔๐ ก็ตาม ปีอะไรก็ตาม ที่จะออกมา ถ้าออกมาไม่ใช่ตัวที่กําหนดว่าบัดนี้ประชาธิปไตยเปลี่ยนแปลงแล้ว เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงแล้วตัวกฎหมายสําคัญก็จริง แต่ตัวผู้ใช้กฎหมายมีความสําคัญ ไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน ตัวอย่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาเห็นได้ชัด ผู้ใช้ต่างคนผลต่างกัน เพราะฉะนั้นเราต้องย้ําเรื่องนี้ว่าขอให้เราจริงจังกับการบังคับใช้กฎหมายให้เป็นไปตาม ที่กฎหมายกําหนดไว้ ผลก็จะทําให้เกิดประโยชน์และความมั่นคงต่อระบอบประชาธิปไตย ท่านประธานที่เคารพครับ ในฐานะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง ผมภูมิใจพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ ผมภูมิใจในฐานะมาจากการเลือกตั้ง ถ้าไม่ได้อาศัย พวกพี่น้องเราไม่ได้มาอย่างนี้ ถึงแพ้ไม่เป็นอะไรครับ ไม่เยาะเย้ยถากถางคนอื่น ยอมรับแพ้ สู้ต่อไป ไม่ย่อท้อ ดําเนินงานตามวิถีทาง ผมขอบคุณพี่น้องทั่วประเทศที่ยังให้ความสําคัญ กับระบบเลือกตั้ง ท่านจะไม่เลือกเราแต่ท่านมาใช้สิทธิผมก็ชื่นชมแล้ว แล้วที่เลือกพวกเรา ผมก็อยากจะกราบขอบพระคุณพี่น้องประชาชนเหล่านั้น ทั้งภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคใต้ ทุกภาค รวมทั้งผู้ใช้สิทธิในต่างประเทศ พวกเราขอขอบพระคุณท่าน ด้วยความจริงใจ ขอบพระคุณท่านประธานครับ