ศุภชัย ใจสมุทร อภิปรายเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยแสดงความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบและความขัดแย้งในสังคม นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการล้างองค์กรอิสระและเรียกร้องให้พรรคภูมิใจไทยร่วมกันประคับประคองและปกป้องสถาบัน
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมลุกขึ้นอภิปรายในฐานะ ที่เป็นสมาชิกรัฐสภาซึ่งถือว่าจะต้องมีหน้าที่ในการที่จะต้องมาพูดคุยกันเรื่องที่เป็นปัญหา ร้อน ๆ ของบ้านเมืองที่ได้นําเข้ามาให้ที่ประชุมแห่งนี้ได้มีการพูดคุยกัน ผมทราบว่า เรื่องนี้เป็นปัญหาที่เป็นเรื่องใหญ่และเป็นเรื่องที่ประชาชนทั้งประเทศให้ความสนใจ จริง ๆ แล้วในฐานะที่เราเป็นพรรคการเมืองที่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอยู่ในสภาผู้แทนราษฎร ผมได้แสดงให้ปรากฏอยู่ตลอดนะครับว่าพรรคภูมิใจไทยเรามีท่าทีอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องของ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ สิ่งที่เราได้แสดงให้ปรากฏต่อสาธารณชนถึงท่าทีของเราก็คือเราเห็นว่า ในบรรยากาศ ในสถานการณ์ที่มันเกิดขึ้นในบ้านเมืองของเราในเวลานี้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่น่าจะเป็นสิ่งที่รัฐบาลควรจะรีบเร่งที่จะดําเนินการ เพราะเราเห็นว่ามีปัญหาอีกหลากหลาย มากมายที่เป็นความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่รัฐบาลควรที่จะต้องแก้ไข แน่นอนครับ รัฐบาลบอกว่าสามารถที่จะทําเรื่องนี้เป็นคู่ขนานไปได้ และท่านก็บอกว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็เป็นเรื่องหนึ่งซึ่งท่านได้ไปตกปากรับคํากับประชาชนในการแถลงนโยบาย ซึ่งผมรับว่า ท่านก็ได้มีการแถลงนโยบายเช่นว่านั้นจริง แต่อย่างไรก็ตามเมื่อในที่สุดท่านเห็นว่าเป็นเรื่องความจําเป็นเร่งด่วน และเป็นความจําเป็น เร่งด่วนที่ต้องทําจริง ๆ เราก็เป็นห่วงครับว่าในที่สุดแล้วเรื่องที่ท่านจะมีการเร่งทําในเรื่องนี้ อาจจะเป็นปัญหาที่ก่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าเป็นเรื่องความร้อนที่เกิดขึ้นในสังคมเรา คําว่า ร้อน ก็คือเรื่องความขัดแย้งในหมู่ประชาชน สิ่งที่ต้องยอมรับว่าหลายปีที่ผ่านมาในหมู่ประชาชน ของเรามีความขัดแย้งขาดความสามัคคี หลายฝ่ายพยายามที่จะเร่งในการที่จะหาวิธีการ ในการที่จะปรองดอง และเราคิดว่าแน่นอนละครับ กฎหมายใดก็ตามที่มันเห็นว่าไม่เป็นธรรม และจําเป็นที่จะต้องแก้ไข แนวทางหรือวิธีคิดเรื่องความปรองดองก็คิดว่าการแก้ไขกฎหมาย แม้กระทั่งรัฐธรรมนูญก็เป็นเรื่องหนึ่งซึ่งอาจจะต้องกระทํา แต่ก็ยังเห็นว่าบรรยากาศช่วงเวลานี้ อาจจะไม่ใช่ สิ่งที่บอกว่า ไม่ใช่ วันนี้ก็ปรากฏ วันนี้มีบรรยากาศความขัดแย้ง มีการเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย อยู่หน้าสภานี้เราก็เห็นกลุ่มคนต่าง ๆ มากมายนั่นละครับ แต่เมื่อท่านตั้งอกตั้งใจ ยังเดินหน้าที่จะแก้รัฐธรรมนูญเราก็บอกว่าวันนี้ถ้าทางรัฐบาลมีความเคารพเชื่อมั่นประชาชน เราพบว่ามีร่างของประชาชนอยู่ถึง ๓ ร่าง ซึ่งจําเป็นที่จะต้องตรวจสอบรายชื่อซึ่งใช้เวลาไม่นาน ขอให้รอหน่อยได้ไหม แต่ปรากฏว่าในที่สุดท่านก็ไม่รอแล้วจนมามีการพิจารณากันจนถึงวันนี้ เพราะฉะนั้นเรื่องแรกที่อยากจะต้องบอกกับรัฐบาลหรือว่า ส.ส. ที่มีการเสนอร่างแก้ไข รัฐธรรมนูญมาอีก ๒ ร่าง ก็ต้องบอกว่าวันนี้ท่านต้องมีหน้าที่อธิบายว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นความจําเป็นเร่งด่วนและประชาชนได้ประโยชน์อะไร ถ้าท่านคิดว่าเป็นเรื่องที่ได้ประโยชน์ และสามารถที่จะแก้ไขให้ความขัดแย้งมันลดน้อยถอยลงไปได้ ทางพรรคภูมิใจไทยเราก็พร้อม ที่จะแสดงท่าทีที่เห็นว่าก็พร้อมที่จะสนับสนุน ถามว่าทําไมต้องสนับสนุน หรือไม่สนับสนุน ความจริงที่ต้องปรากฏมาในหลายปีที่ผ่านมา ความเป็นพรรคภูมิใจไทยของเราพี่น้องประชาชน จํานวนมากก็คงทราบว่าพรรคภูมิใจไทยของเราวันนี้ก็คือพรรคการเมืองซึ่งได้แยกมาจาก พรรคพลังประชาชนซึ่งปัจจุบันท่านก็คือพรรคเพื่อไทย หลายคนที่อยู่ในพรรคนี้ล้วนแล้วแต่ มีความรู้สึกเคยได้รับความเจ็บปวดจากความรู้สึกว่ากติกาบ้านเมืองมันไม่เป็นธรรม นี่คือความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้และสิ่งเหล่านั้นก็ยังดํารงอยู่ สิ่งที่ต้องยอมรับอย่างหนึ่งก็คือว่า ในเรื่องเวลาที่ร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่เราใช้กันในปัจจุบันนี้ มีการออกรณรงค์เพื่อมีการ ประชามติ ท่านประธานที่เคารพครับ พวกกระผมที่อยู่กันในพรรคภูมิใจไทยก็เป็นกลุ่ม ที่คัดค้านร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่เรากําลังจะแก้นี่ละครับ ผมยอมรับตรงนี้ว่า ณ เวลานั้น พวกผมนี่ละครับที่ออกรณรงค์โหวตโน ไม่รับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ถ้าถามว่าเนื้อหาสาระของ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่มันออกมานั้นมันไม่ดีอย่างไร ผมก็คงจะต้องตอบแบบกล้อมแกล้มว่า จริง ๆ เนื้อหาสาระที่มันดีมันก็มีอยู่มากมายอย่างที่เราใช้กันในปัจจุบัน แต่วันนั้นเหตุผล สั้น ๆ ก็คือว่าเมื่อรัฐธรรมนูญนี้มาจากการรัฐประหารออกมาโดยไม่ถูกต้อง ที่มาไม่ชอบ ถ้าจะพูดกันด้วยความไม่สุภาพ คําไม่สุภาพหน่อยก็บอกว่ากูก็ไม่เอามึง เหตุผลสั้น ๆ แค่นั้นเองครับ แต่ถ้าเรามาใช้พินิจพิเคราะห์กันเราก็รู้ว่าจริง ๆ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้น ก็ไม่ได้เลวร้ายนะครับ ถ้าเราบอกว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เลวร้าย มาจากการรัฐประหาร ก็ด้วยความเคารพ วันนี้พวกผมก็คงไม่ต้องพูดกับ พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน แต่วันนี้ ด้วยความที่รู้สึกว่า ณ ห้วงเวลานั้นท่านจําเป็นที่จะต้องทําอย่างนั้น วันนี้เราก็ต้องมีไมตรี ในฐานะที่ท่านเป็นนักประชาธิปไตยที่ตัดสินใจเข้ามาวิถีทางประชาธิปไตย ที่ผมกําลังเรียน ตรงนี้ก็เพียงแต่อยากจะบอกว่าหลายเรื่องหลายราว ณ เวลาหนึ่งเราจําเป็นที่จะต้องยอม ในเรื่องบางเรื่อง แต่ในบางจุดบางเวลาเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนเราก็จําเป็นที่จะต้องทํา อะไรก็ตาม สิ่งที่พรรคภูมิใจไทยเราแสดงจุดยืนมาตลอดก็คือว่า เรื่องพรรคเป็นเรื่องลําดับรองลงมา ประโยชน์ของพรรคเป็นเรื่องรองลงมา เราเอาเรื่องปัญหาบ้านเมือง ประโยชน์ของบ้านเมือง เป็นหลัก และนี่คือคําอธิบายที่ผมอยากจะเรียนต่อท่านประธานว่านี่คือเหตุผลว่า ณ วันหนึ่ง ทําไมผมไม่ได้อยู่กับเพื่อนพ้องน้องพี่ที่เคยอยู่ด้วยกันมา แต่หันไปสนับสนุนพรรคการเมือง พรรคหนึ่งซึ่งท่านมองว่าเป็นปฏิปักษ์ เหตุผลสั้น ๆ ก็คือพวกผมตัดสินใจที่จะไม่นึกถึง ประโยชน์ตัวเอง ไม่นึกถึงประโยชน์ของพรรคมากกว่าประโยชน์ของบ้านเมือง ท่านประธาน วันนี้มีการพูดกันถึงเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งผมว่าทุกท่านที่นี่ก็คงคิดเหมือนกันว่า สภาแห่งนี้ ส.ว. และ ส.ส. รวมประมาณ ๖๕๐ ท่าน กําลังจะพิจารณาแล้วให้ใครก็ไม่ทราบ เป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ให้ใครซึ่งท่านตั้งโจทย์มาว่า ๙๙ ท่านที่จะไปเป็น สสร. แล้วก็ร่าง เพราะฉะนั้นไม่ว่าใครจะมีความเชี่ยวชาญเรื่องเช็คเด้งกันอย่างไร หรือมีการตีเช็คเปล่ากัน อย่างไรก็ตาม แต่ความเป็นจริงที่เรายอมรับก็คือว่าวันนี้เราไม่ทราบว่า ๙๙ ท่าน สสร. ท่านจะร่างออกมาอย่างไร ต่อให้ท่านบอกเป็นแนวไปว่าให้นําเอารัฐธรรมนูญฉบับที่น่าจะดี เข้ามาเป็นแบบ หรือท่านจะกําหนดว่าจะต้องเป็นการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มันก็ไม่ได้มีหลักประกันอะไรที่ยืนยันว่าในที่สุดแล้ว สิ่งที่ท่านจะร่างจะออกไปแบบไหน สิ่งที่พรรคภูมิใจไทยเราเป็นห่วงอยู่อย่างเดียวท่านครับ หลักที่สุดก็คือเรื่องของสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งหลายท่านก็ได้มีการพูดคุยกันไปแล้ว หลายท่านก็ยังยืนยัน ฝ่ายรัฐบาลก็ยืนยันว่าจะไม่แตะต้อง ตรงนี้สมาชิกของรัฐบาลบางท่าน ก็มีการบอกว่าทุกอย่างอยู่ในสายตาประชาชน ผมเชื่อครับ เพราะวันนี้เรากําลังจะทํากัน ต่อหน้าประชาชน และผมหวังว่าในที่สุดแล้วสิ่งที่ท่านตกปากรับคําในสภาอันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ ก็จะเป็นอย่างที่ท่านรับปาก ท่านต้องรับปากแล้วท่านต้องปฏิบัติ ถามว่าท่านรับปากในสิ่งที่ ท่านเองท่านไม่ได้เป็นผู้ร่าง ผมก็คิดอย่างเดียวครับว่าท่านก็คงสามารถคุมสภาพในการที่จะ มีการร่างโดย สสร. ได้ ผมพูดอย่างนี้ไม่ได้มีการคิดจะดูถูกประชาชนอย่างที่มีใครพูดกัน แต่ผมคิดว่าวันนี้ท่านเริ่มต้นมาจนถึงเวลานี้ ผมว่าท่านก็มั่นใจแล้วว่าทิศทางความน่าจะเป็น ของรัฐธรรมนูญที่จะร่างกันจะออกมาอย่างไร เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมขอท่านว่าความเป็น ราชอาณาจักรไทย อันมีพระมหากษัตริย์ มีหมวดพระมหากษัตริย์ในหมวด ๒ นั้นจะต้อง ดํารงอยู่ครบ นั่นคือสิ่งที่เราขอและท่านรับปาก ท่านตกปากรับคํา แน่นอนพรรคภูมิใจไทยเรา ก็มีความมั่นใจว่าถ้าท่านตกปากรับคํา อย่างน้อยในวาระแรกเราก็พร้อมที่จะสนับสนุน เพราะยอมรับอยู่อย่างหนึ่งว่ารัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านมาก่อให้เกิดปัญหาบ้านเมืองตามสมควร เรามีปัญหามาตั้งแต่สมัยก่อนการปฏิวัติด้วยซ้ําไป เรื่องของอํานาจอธิปไตยกับความชอบธรรม ความชอบธรรมกับอํานาจอธิปไตยมันไม่ได้เคยเป็นสิ่งเดียวกันมาหลายปีแล้วในประเทศนี้ เพราะฉะนั้นวันดีคืนดีบางรัฐบาลมีคะแนนเสียงอยู่ ๓๗๗ เสียง ใน ๕๐๐ เสียง ก็ถูกตั้งคําถาม เรื่องอํานาจอธิปไตยแต่ไม่มีความชอบธรรม เพราะฉะนั้นวันนี้พวกเรานี้ละที่จะต้องทําอย่างไร ให้ความเป็นอํานาจอธิปไตยกับความชอบธรรมเป็นสิ่งเดียวกัน พรรคภูมิใจไทยเราเป็น พรรคฝ่ายค้านครับ แต่แน่นอนในเรื่องบางเรื่องเราคิดว่าถ้าเราสามารถที่จะทําให้บ้านเมือง มันเดินหน้าต่อไปโดยที่จะร่วมกันประคับประคอง เราอาจจะมีความเห็นที่แตกต่างจากเพื่อน ที่เป็นสมาชิกพรรคฝ่ายค้าน แต่เฉพาะช่วงเวลานี้ละครับ เฉพาะเวลาเมื่อท่านตกปากรับคํา ที่จะให้โอกาส แต่สิ่งหนึ่งที่อยากจะบอกกับทางผู้เสนอร่างมาทั้ง ๓ ร่างนะครับว่าวันนี้เป็นอํานาจที่ท้าทาย วันนี้ท่านบอกว่าท่านกําลังประกาศต่อหน้าประชาชนว่าท่านกําลังทําต่อหน้าประชาชน ท่านบอกว่ามีประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งอยู่ ๔๕ ล้านคน นั่นหมายถึงว่าวันนี้ไม่ว่าอะไร จะเกิดขึ้นก็ตามท่านได้ให้คําสัตย์ไว้ แล้วเราจะยึดมั่นในคําสัตย์ที่ท่านให้ไว้ เราจะติดตามว่า ในที่สุดสิ่งที่ท่านตกปากรับคําว่าทุกอย่างจะมีการดําเนินการไป เราอยากจะให้มันเป็นอย่าง ที่ท่านพูด แล้วเราก็พร้อมจะสนับสนุนให้ประเทศนี้มันมีกติกาที่สมบูรณ์ เรามาเริ่มกันปฏิรูป การเมือง ผมนึกย้อนหลังครับว่าถ้าปี ๒๕๔๐ แล้ว ปี ๒๕๔๙ ไม่มีการปฏิวัติ วันนี้เราก็อาจจะ มีรัฐธรรมนูญที่ว่ากันว่าดีที่สุดในโลก คือปี ๒๕๔๐ ได้ใช้กัน แต่สรุปความได้อย่างหนึ่งว่า ประเทศนี้อย่ายึดถือเรื่องเอารัฐธรรมนูญเป็นเรื่องสําคัญไปมากกว่าที่เราจะอยู่กันอย่างไร เถอะครับ รัฐธรรมนูญมันเหมือนกับบางสิ่งบางอย่างซึ่งมันจําเป็นต้องมี แต่บางทีก็ดูแทบ จะไม่มีประโยชน์ที่จะมาใช้ในการดํารงชีวิตเลย วันนี้เราได้เรียนรู้ว่าประเทศนี้มีรัฐธรรมนูญ ๑๘ ฉบับ ๑๙ ฉบับ หรืออาจจะมีไปเรื่อย ๆ วันนี้ไม่จําเป็นต้องไปดูรัฐธรรมนูญต่างประเทศ เราเป็นคนไทยเราก็ว่าไปตามสไตล์ (Style) แบบไทย ๆ ของเรา จะดี จะสําเร็จอย่างไรก็คง เป็นเรื่องที่เราจะต้องร่วมกัน แต่ผมว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่เหมาะสมครับ พรรคภูมิใจไทยเรา มั่นใจว่าถ้าวันนี้รัฐบาลมีความตั้งใจดี ท่านเสนอร่างแต่ละร่างเข้ามาเพื่อที่จะร่วมกันปฏิรูป การเมืองเราก็พร้อมที่จะสนับสนุนในช่วงเวลานี้ แต่ตกปากรับคําให้ชัดนะครับว่าท่านไม่ได้ทํา เพื่อคนใดคนหนึ่ง ท่านจะต้องทําเพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ขณะที่ท่านบอกว่า ท่านไม่ไปแตะเรื่องร่างรัฐธรรมนูญ วันนี้ท่านลองเข้าไปในเว็บไซต์ดูสิครับ ก็ยังมีกันอยู่เต็ม เว็บไซต์หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เพราะฉะนั้นผมอยากให้ท่านมีความรู้สึกว่าสิ่งที่ท่าน กําลังจะบอกว่าท่านจะร่วมปกป้องสถาบัน จะไม่ไปแตะเรื่องของสถาบันพระมหากษัตริย์ ในฝ่ายเชิงบริหารท่านก็เดินหน้าทําไปด้วยสิครับ ท่านทําไปด้วยให้มีความรู้สึกว่าสิ่งที่ท่าน กําลังทํานั้นท่านตั้งใจจริง มันจะทําให้ประชาชนที่มีความจงรักภักดีกลัวว่าท่านจะไปแตะ ไปต้องจะได้คลาย
อีกเรื่องหนึ่งซึ่งจะต้องขอฝากก็คือมันมีความรู้สึกตลอดมา หลังจากที่ท่านชนะ การเลือกตั้ง คือความกระเหี้ยนกระหือรือในการที่จะล้างองค์กรอิสระ องค์กรตามรัฐธรรมนูญ หรือว่าแม้กระทั่งเข้าไปถึงตุลาการ ผมอยากจะบอกว่าสิ่งที่พรรคภูมิใจไทยเราพูดอยู่เสมอ ก็คือนักการเมืองควรที่จะร่วมกันดึงฟืนออกจากกองไฟ หลายเรื่องที่ท่านคิด หลายเรื่อง ที่ท่านคิดอ่าน ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องของการที่จะสุมฟืนเข้าไปกองไฟทั้งสิ้น อยากขอร้องครับ เราเริ่มต้นใหม่ได้ไหมครับ เราเริ่มคิดโดยเอาตัวเองเป็นตัวประโยชน์ที่เป็นลําดับรองมา เอาประโยชน์ของบ้านเมืองเป็นตัวตั้ง วันนี้ทําอย่างไรที่จะไม่ร่วมกันก่อฟืนกองใหม่หรือไปโหม ให้ไฟมันลุกโชนขึ้นมา ผมคิดว่าวันนี้ท่านต้องไปพินิจพิเคราะห์ ไม่ว่า ส.ว. ส.ส. เอง ผมว่า ท่านก็คิดเหมือนกันว่าเราจะร่วมกันที่จะช่วยกันดับไฟ เวลานี้องค์กรอิสระท่านก็ทําหน้าที่ ของท่าน ถ้าท่านเห็นว่าที่มาอาจจะไม่ค่อยตรงใจอย่างที่ท่านคิด ท่านก็หาวิธีการที่จะประสาน ส่งสัญญาณไปทาง สสร. ให้ร่างออกมาเป็นความยุติธรรม แต่ไม่ใช่มุ่งร้าย ทําลายโดยใช้อคติ จากความรู้สึกส่วนตัว ผมยืนยันในฐานะที่เราได้สัมผัสอํานาจบางอํานาจ คืออํานาจตุลาการ อํานาจตุลาการท่านได้ทําหน้าที่ของท่านอย่างตรงไปตรงมาโดยตลอด แต่อาจจะเป็นไปได้ว่า รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ได้กําหนดตําแหน่งจากตุลาการบางตําแหน่งเข้าไปมีหน้าที่ในการสรรหา หรือมีการแต่งตั้งองค์กรอิสระบางองค์กรเท่านั้น แต่สิ่งที่หลายท่านได้พูดไปเป็นการตีขลุม เหมือนกับศาลทั้งศาล ตุลาการทั้งตุลาการเป็นอํานาจที่ควรจะต้องเข้าไปจัดการซึ่งผมคิดว่า ไม่ถูกต้อง สิ่งที่พรรคภูมิใจไทยเราต้องการยืนยันมาตลอดนะครับว่าเวลานี้บ้านเมืองเราจําเป็นที่จะต้อง ร่วมกันที่จะประคับประคอง ต้องร่วมกันที่จะปกป้องสถาบัน เมื่อท่านตกปากรับคําแล้ว เราก็สบายใจ และพรรคภูมิใจไทยเราก็บอกกับท่านตรงนี้เลยว่านี่คือท่าทีของพรรคภูมิใจไทย ที่ชัดเจนว่าถ้าท่านกล้ายืนยันกับเราว่าท่านจะไม่เข้าไปแตะต้องเรื่องสถาบัน ในขณะเดียวกัน ฝ่ายบริหารจะเดินหน้าในการที่จะเข้าไปปราบปรามการล่วงละเมิดต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ อย่างจริงจัง และท่านจะไม่เข้าไปแตะต้องต่อองค์กรอิสระจนเกินสมควรเราพร้อมสนับสนุน
และเรื่องสําคัญที่จะต้องถามท่านเป็นการสุดท้ายก็คือว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ คราวนี้ประชาชนจะได้ประโยชน์อะไร เป็นรัฐธรรมนูญที่กินได้อย่างที่ท่านพูดกัน ผมอยากรู้ว่า ถ้าท่านแก้แล้วมันจะเป็นประโยชน์ จะแก้ปัญหาเรื่องปากท้อง ปัญหาเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ ของประชาชนมากน้อยเพียงใด ผมขออนุญาตที่จะใช้เวลาตามสมควรแค่นี้ครับ ขอบพระคุณ ที่ท่านทั้งหลายได้ตั้งใจและผมคิดว่าวันนี้ในฐานะที่เป็นฝ่ายค้านนะครับ วันนี้จะขอทําหน้าที่ ที่จะบอกว่าจะสนับสนุนสมาชิกที่มีการเสนอร่างกฎหมายแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ด้วยความยินดี ในวาระนี้ แต่หลังจากนี้ไปถ้าปรากฏว่าท่านกลายเป็นซ่อนรูปเสียเองอย่างที่ท่านถนัดใช้ แปรเปลี่ยนไปจากที่เคยท่านตกปากรับคํา พวกผมไม่ยอม พวกผมก็จะไม่มีการสนับสนุน ท่านอีกต่อไป สําหรับช่วงนี้มีเวลามอบให้อีก ๗ นาทีครับ ผมขอใช้เวลาประมาณ ๒๐ นาที เพียงเท่านี้ ขอบพระคุณท่านประธานครับ