นายจตุพรชี้ว่ารัฐบาลเพื่อไทยอาจใช้อำนาจแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 โดยไม่ฟังเสียงประชาชน และเตือนถึงสถานการณ์ทางการเมืองที่ไม่แน่นอนพร้อมเสนอร่างกฎหมายจากภาคต่างๆ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จตุพร พรหมพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ผมขอกราบเรียนกับท่านประธานก่อนนะครับว่าวิปรัฐบาลเขาจะทําเวลาแก้ไข เพิ่มเติมเป็น ๔๕ นาทีนะครับ ผมขอกราบเรียนกับท่านประธานนะครับว่าการอภิปราย เพื่อสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตรา ๒๙๑ ในวันนี้นั้น ผมเชื่อว่าความจริงแล้ว ถ้ารัฐบาลภายใต้การนําของพรรคเพื่อไทยนั้นคิดในมิติของการลุแก่อํานาจ โดยไม่สนใจ ฟังเสียงประชาชนก็จะได้ใช้อํานาจหน้าที่ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ คือใช้จํานวนเสียงในสภา แล้วก็มีการแก้ไขเหมือนกับการแก้ไขเมื่อปีกลายที่ผ่านมา แต่พวกเรานั้นได้ปรึกษาหารือกันแล้วว่าสถานการณ์ทางการเมืองของพวกกระผมนั้น ไม่มีความมั่นคงทุกเวลา ไม่ว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญกันในวันนี้ อีก ๑ เดือนข้างหน้า อีก ๒ เดือน ๓ เดือน ๖ เดือนข้างหน้า มีค่าเท่ากันหมด แล้วก็สุดท้ายฝ่ายคัดค้าน ฝ่ายที่พูดคําว่า จะเสียบรรยากาศการปรองดอง ก็จะมีสภาพไม่แตกต่างจากวันนี้เลยท่านประธาน ผมกราบเรียน กับท่านประธานว่าพวกกระผมเองได้มีการพูดคุยกับพี่น้องประชาชนที่ได้เสนอร่าง ๓ ร่าง ไม่ว่าภาคอีสาน ภาคเหนือ และในส่วนกลางของพี่น้อง นปช. บอกว่าให้เข้าใจสภาพรัฐบาลเถอะ ว่าเราไม่รู้ว่าจะเกิดสถานการณ์อะไรในภายภาคหน้า คําว่า ผลไม้พิษ นี่นะครับ ที่เป็นต้นเหตุ ของการยึดอํานาจแล้วออกผลผลิตกันมา บางพวกกินแล้วตาย บางพวกก็กินแล้วรอด เพราะเจ้าของสวนจะไปมอบยาแก้ ถ้ารู้ว่าคนนั้นเป็นพวกของตัวเอง ถ้าไม่ใช่พวกของตัวเอง เช่น รัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช อันเป็นผลหลังจากการยึดอํานาจจาก พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร แล้ว คมช. ไปตั้ง สสร. ชุดหนึ่งร่างรัฐธรรมนูญ ผมบอกเวลานั้นเลยว่าประเทศไทยเรา มีการปกครองเป็น ๑ ประเทศ ๒ ระบบ ระบบหนึ่งก็คือให้เห็นว่าเป็นประชาธิปไตย นั่นคือ มีการเลือกตั้ง แต่อีกระบบหนึ่งซึ่งซ้อนอยู่ นั่นคือเผด็จการ และกลไกของเผด็จการนั้น จะมีอํานาจเหนือมากกว่าประชาชน ผมเรียนกับท่านประธานนะครับว่าผมอธิบายความกับ พี่น้องประชาชนว่าเราดูตัวอย่างว่าร่างของ คปพร. ซึ่งเวลาเริ่มต้นของการอภิปรายมาตรา ๒๙๑ เขาบอกว่าทําไมไม่รอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของประชาชนก่อน ร่าง คปพร. ที่คุณหมอเหวง และคณะนี่นะครับยื่นเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร ถูกดองเป็นวาระเร่งด่วนที่หนึ่ง ถึงระยะเวลา ๓ ปี เมื่อมีการหยิบยกการพิจารณาเพื่อจะหยิบยกเลื่อนในแต่ละครั้งนั้น ผมบอกกับสภาแห่งนี้ว่าถ้าจะไม่รับก็ควรจะคว่ําร่างของประชาชนเสีย แต่อย่าหลอก ประชาชนเมื่อเวลามีการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าประชาชนมีส่วนร่วมที่จะเสนอการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แก้ไขกฎหมาย แก้ไขพระราชบัญญัติ สามารถยื่นถอดถอนใครก็ได้ เพราะเมื่อเวลาประชาชนเขา เข้ามายื่นถ่วงรั้งไว้เป็นระยะเวลา ๓ ปี แล้วถึงเวลาที่ตัวเองมีความพร้อมต้องการมาตรา ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง ความจริงนั่นละครับคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อตัวเอง ก็ไม่ได้ สนใจเลยครับ ก็คว่ําเอา คว่ําเอา คว่ําเอา เพราะฉะนั้นผมเรียนกับพี่น้องประชาชนว่าเราไม่รู้ว่า สถานการณ์อะไรจะเกิดขึ้นในวันข้างหน้า นายสมัคร สุนทรเวช อยู่ได้ ๗ เดือน ก็ถูกอย่างที่ว่า ผมว่าถูกกติกาอีกระบอบหนึ่ง นั่นคือกลไกของศาลรัฐธรรมนูญเวลานั้น ก็ไปคว่ําในประเด็นของ การทํากับข้าว ตีความโดยอาศัยพจนานุกรมเรื่องลูกจ้าง ซึ่งถ้าตีความตรงกัน ในศาลรัฐธรรมนูญ ในองค์กรอิสระ ถ้ามาตรฐานเดียวกันก็เหลือเพียงแค่ไม่กี่คน แต่กลไกนี้ ทําอะไรก็ได้ครับท่านประธานที่เคารพ ต่อมา นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ๒ เดือนครึ่ง ไม่มีโอกาสแม้จะเหยียบทําเนียบรัฐบาลแม้แต่เพียงวันเดียว เวลาไม่เคยคอยท่าครับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยนั้น ผมไปบอกกับบรรดาหมู่มิตรในพรรคร่วมรัฐบาลว่า เราไม่มีอํานาจอื่นใดที่จะเป็นหลังพิงให้กับรัฐบาลนี้ เรามีเพียงอํานาจของประชาชนเท่านั้น ที่จะเป็นหลังพิงเดียว เพราะฉะนั้นถ้าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางให้ได้ ท่านประธานที่เคารพ ถ้าว่าตามภูมิรัฐศาสตร์ตามที่มีการอธิบายความกันว่าพรรคการเมือง ไปล็อกสเปก สสร. หรือเปล่า ถ้าอย่างนั้นตั้งแต่จังหวัดราชบุรีจนถึงจังหวัดนราธิวาส ก็พรรคฝ่ายค้านก็ครอง แสดงว่าตรงนั้นล็อกสเปกโดยพรรคฝ่ายค้านใช่ไหม จังหวัดสระบุรี เลี้ยวขวาไป พรรคกระผมเป็นเสียงส่วนใหญ่ พวกผมล็อกอย่างนั้นหรือเปล่า ทําไมเรา ไม่เคารพคุณค่าในความเป็นประชาชนครับ เวลานี้ที่เราไม่ได้หยิบยกว่าเราจะแก้ไขมาตราใดบ้าง รู้แต่เพียงว่ามาตราที่เกี่ยวข้องกับหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์นั้นเราไม่เข้าไปแตะต้อง เวลานี้ มีการอธิบายความเหมือนกับว่าการไปเลือก สสร. โดยตรงนั้นคนที่เป็น สสร. ได้รับเลือก เขาไม่ใช่เป็นคนไทยอย่างนั้น เขาเป็นคนไทยถือสัญชาติไทยและถือสัญชาติเดียวด้วย ไม่ใช่ถือ ๒ สัญชาติด้วย เพราะฉะนั้นเขาเป็นพสกนิกร เป็นประชาชนที่มีความจงรักภักดี แล้วถามสิครับว่าใครกล้าจะไปร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาเพื่อไปลิดรอนพระราชอํานาจ ปรับโครงสร้างระบอบเปลี่ยนแปลงการปกครอง แต่เวลานี้ต้องการจะสร้างบรรยากาศแบบนี้ เพราะไม่มีประเด็นใดที่หักล้างเลย ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้แก้ไขไม่ได้ แล้วทําไมตัวเองแก้ไขได้ล่ะ แก้ไขมา ๒ มาตรา แต่เวลาพวกผมจะแก้จะเป็นจะตายเอามาให้ได้ อ้างว่าสวนทางกับ การปรองดอง อ้างว่าไม่รอประชาชนก่อน บางคนลุกขึ้นมาบอกว่าแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนายทุนสามานย์ ท่านประธานที่เคารพ ท่านประธานลองถอยไปสิครับว่า เวลานี้ พยายามปลุกประเด็นต่าง ๆ เช่นว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อ พันตํารวจโท ทักษิณบ้าง พรรคการเมืองบางพรรคเอารูปอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณแล้วไปขึ้นป้ายว่าคัดค้าน การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อทักษิณ ท่านประธานเป็นประธานวุฒิสภา เป็นรองประธานรัฐสภา ท่านประธานลองนึกออกไหมครับว่าเขียนว่าอย่างไรจะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อนายกรัฐมนตรีทักษิณ เขียนอย่างไรครับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นหรือการร่างรัฐธรรมนูญนั้นจะต้องเขียนเพื่อคนทุกคน คน ๖๔ ล้านคนได้อย่างไร ท่านประธาน อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ทุกอดีตนายกรัฐมนตรี ก็ได้สิทธิอันนั้นเท่ากับประชาชน ๖๔ ล้านคน แต่ความที่ว่าวันนี้ไม่มีการพูดมาตราไหน ท่านประธาน ผมไม่ได้เถียงในแต่ละมาตรา เพราะต้องการจะไปฟังความประชาชน เพียงแต่ อธิบายความไว้เพียงแค่ว่า มาตราเกี่ยวข้องกับหมวดพระมหากษัตริย์ไม่แตะ รัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ ผมไม่รู้ว่าประชาชน เมื่อ สสร. ไปฟังแล้วนั้นจะได้ ๓๐๙ มาตรา หรือจะมากกว่า หรือจะน้อยกว่า นี่ก็เป็นบรรยากาศของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผมเรียนกับท่านประธานว่า ผมอยู่ในบรรยากาศของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๔๐ ถ้าท่านประธานถอยย้อนกันไป ได้สิครับว่าเรามีรัฐธรรมนูญผ่านมาแล้ว ๑๘ ฉบับ ล้มลุกคลุกคลาน มีการเลือกตั้งและมีการปฏิวัติ รัฐประหาร แล้วก็มีการร่างรัฐธรรมนูญ แล้วก็มีการเลือกตั้ง แล้วเสร็จแล้วก็มีการปฏิวัติ รัฐประหาร แล้วก็มีการร่างรัฐธรรมนูญ วนเวียนวงจรแบบนี้ เมื่อมีการเลือกตั้งแล้วถูกรัฐประหาร ประชาชนเขาก็ไปต่อสู้ บาดเจ็บ ล้มตาย ได้รัฐบาล ที่มาจากการเลือกตั้ง เสร็จแล้วท่านประธานที่เคารพ มันวนอยู่อย่างนี้ ๗๐-๘๐ ปี บรรยากาศ ของประเทศไทย นับตั้งแต่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ ครบ ๘๐ ปี วงจรทางการเมืองอย่างนี้ ยังไม่พ้นจากสารบบทางการเมือง เราอยากเห็นรัฐธรรมนูญบรรยากาศประชาธิปไตย เช่นว่า รัฐธรรมนูญหลังจากเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ซึ่งมีการตรากันอย่างเป็นลําดับ เพราะเป็นบรรยากาศประชาธิปไตย เผด็จการทรราช ต้องเนรเทศตัวเองออกไปอยู่ ต่างประเทศ ท่านประธานคงจะจําสภาสนามม้าได้ เลือกกันมา ๒,๓๔๗ คน แล้วสมัชชา เลือกให้เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติ ๒๙๙ คน มี พลตรี หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นประธาน ร่างรัฐธรรมนูญที่เราบอกว่าเป็นประชาธิปไตยที่ดีที่สุด แต่รัฐธรรมนูญฉบับที่ ได้กลิ่นอายของประชาธิปไตยนั้น อยู่ได้ถึงเพียงแค่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ เท่านั้นเอง นี่เป็น ประเด็นที่สําคัญครับท่านประธานที่เคารพ การยึดอํานาจในเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ มันจะเป็นการอธิบายความวันนี้เลยว่า ก่อนการยึดอํานาจรัฐบาลเวลานั้นคือรัฐบาลของ หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เป็นนายกรัฐมนตรี มีการเดินทาง ของทรราชบวชมาเป็นสามเณรเข้ามายังประเทศไทย เสร็จแล้วนักศึกษาชุมนุมอยู่ใน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชุมนุมประท้วง มีพนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ๒ คน ไปติดป้าย ต่อต้านการกลับมาของทรราช ปรากฏว่ารุ่งเช้าถูกจับแขวนคอตายที่จังหวัดนครปฐม ท่านประธานที่เคารพ นักศึกษาที่ชุมนุมอยู่ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เขาก็ไปจัดแสดงละคร ล้อเลียน มีฉากที่จะต้องมีการแขวนคอเพราะต้องการเรียกร้องให้รัฐบาลของ หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช จับกุมคนร้ายให้ได้ ปรากฏว่ามีหนังสือพิมพ์ ๒ ฉบับ คือหนังสือพิมพ์ดาวสยาม และบางกอก โพสต์ไปแต่งฟิล์ม (Film) ให้เหมือนกับองค์รัชทายาท ข้างนอกมีการปลุกระดม อย่างรุนแรงที่สุด บอกว่านักศึกษาที่ชุมนุมอยู่ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นคนต้องการ โค่นล้มสถาบัน มีอุโมงค์ลอด กินเนื้อหมา ใส่รองเท้าแตะ ท่านประธานที่เคารพ ปลุกระดม สร้างความชิงชัง เหมือนกับคนในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไม่ใช่เป็นคนไทย อธิบายถึงขนาดเป็น คนญวน ต้องการโค่นล้มสถาบัน ท่านประธานที่เคารพ เช้าตรู่วันที่ ๖ ตุลาคม มีการใช้กําลัง สารพัดยิงเข้าไปใส่ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีคนตายและสูญหายวันนั้น ๔๓ ศพ ศพที่ทุกคนจารจดมากที่สุด คือศพจารุพงษ์ ทองสินธุ์ นักศึกษานิติศาสตร์ชาวอําเภอพระแสง จังหวัดสุราษฎร์ธานี เมื่อถูกยิงตาย ถูกเอาผ้าขาวม้าลากไปทั่วสนามฟุตบอล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่านประธานที่เคารพ แล้วศพของจารุพงษ์ไม่มีโอกาสมา ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาเลย ศพนั้นก็หายไปเช่นเดียวกัน บัดนี้นะครับ พ่อแม่ของจารุพงษ์ ยังเก็บห้องของจารุพงษ์เอาไว้อยู่เหมือนกับลูกของตัวเองยังมีชีวิต ที่ผมเล่ากับท่านประธาน มาถึงตรงนี้เพราะอะไรครับ วันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๑๙ เมื่อคณะรัฐประหารใช้อํานาจโดยมิชอบ สร้างความเท็จในการยึดอํานาจ กล่าวเท็จว่านักศึกษาชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดย การแต่งฟิล์ม เสร็จแล้วก็ไปใส่ร้ายว่าเขาโค่นล้มสถาบัน ก็มีการไปแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ เพิ่มโทษสถานหนักเข้าไปเลย แต่ทุกรัฐบาลเวลานั้นเขาไม่เคยมีปัญหาครับ ท่านประธานที่เคารพ เพราะทุกรัฐบาลเขาไม่เคยเอามาตรานี้ไปกลั่นแกล้งใคร นายกรัฐมนตรีคนต่อมาที่ไปรัฐประหารซ้ํา ๒๐ ตุลาคม ๒๕๒๐ พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ บอกว่าเราไม่มีเวลาทะเลาะกันอีกแล้ว ท่านประธานที่เคารพ ตลอดระยะเวลากว่า ๓๐ ปี เราอยู่กันแบบนี้ จนกระทั่งมาถึงยุคที่ใครมีความคิดเห็นแตกต่างกับตัวเองก็บอกว่าพวกนั้น โค่นล้มสถาบัน พวกนั้นไม่จงรักภักดี จะแก้ไขรัฐธรรมนูญก็บอกว่าปรับโครงสร้าง พระมหากษัตริย์หรือเปล่า ล้มสถาบันพระมหากษัตริย์หรือเปล่า ลิดรอนพระราชอํานาจของ พระมหากษัตริย์หรือเปล่า ท่านประธานคงจะแลเห็นว่าเหตุการณ์การยึดอํานาจทุกครั้ง ก็ปฏิบัติการกันแบบนี้ ผมเรียนกับท่านประธานเลยนะครับว่าในซีกทางการเมืองเขามีความระมัดระวัง เขารู้ว่านี่เป็นจุดอ่อน ยึดอํานาจทุกครั้งท่านประธานลองไปดูสิครับ การจะคว่ํา การจะปราบ การจะฆ่าใครแต่ละครั้งสูตรเดียวเท่านั้น แล้วทํากันมาอย่างนี้ทุกครั้ง แล้วต่อมาก็พิสูจน์ว่า ไม่ได้เป็นอย่างนั้น ต่อมาก็มีการพิสูจน์ว่ารูปภาพดังกล่าว ๒ คน ได้มีการแต่งฟิล์มจริง ประวัติศาสตร์มันอธิบายความไว้อย่างนั้น ผมเรียนกับท่านประธานว่าจนกระทั่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ถูกฉีกในวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ จนกระทั่งลากเข้าไปมีรัฐบาลจากการเลือกตั้งแล้วไปถูกรัฐประหารซ้ําในวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๔ ในสมัย พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ ท่านประธานที่เคารพ ชนวนสําคัญของการ ปราบปรามประชาชนคือเรื่องรัฐธรรมนูญครับ ท่านประธานที่เคารพ คณะร่างรัฐธรรมนูญ ให้ผู้นําประเทศเวลานั้นคณะผู้ก่อการรัฐประหารนั่งออกโทรทัศน์เรียงกันเป็นตับ ผู้บัญชาการ ทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ ผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ แถลงบอกกับประชาชนว่าข้าพเจ้าและพวกจะไม่รับตําแหน่งนายกรัฐมนตรี ประชาชนที่เขา ชุมนุมกันอยู่เขาก็บอกว่าเอาล่ะ เมื่อเห็นกับประเทศเดินหน้า หัวหน้าพรรคการเมือง บางพรรคบอกว่าให้ไปแก้ไขกันที่สภา ท่านประธานที่เคารพ ปรากฏว่าเป็นการไปเปิดช่องเลยครับ เมื่อรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๓๔ ผ่าน ปรากฏว่าเป็นอย่างไรครับ ท่านประธานที่เคารพ คนที่พูดว่า ไม่รับตําแหน่งก็ตระบัดสัตย์ไปรับตําแหน่ง ประชาชนออกมาทวงใช้คําว่า เสียสัตย์ เจ้าตัว บอกว่าเสียสัตย์เพื่อชาติ แต่ประชาชนไม่รับฟังว่าผู้นํานั้นจะไปเสียสัตย์ ไม่ได้ นําไปสู่ความตาย ความสูญเสียในเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม ๒๕๓๕ ตาย ๔๐ คน สูญหาย ๔๐ คน ท่านประธานที่เคารพ ผ่านความตายไปแล้วเราจึงได้แก้ไขรัฐธรรมนูญ ๒ มาตรา จาก ๔ มาตราหลัก ๆ
๑. คือนายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง นั่นหมายความว่า ตัวนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งต้องไปโดยปริยาย แต่เจ้าตัวตัดสินใจลาออก เสียก่อน
๒. ประธานรัฐสภาต้องมาจากประธานสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธาน ที่เคารพ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๓๔ แก้ด้วยการผ่านจากความตายของประชาชน ปี ๒๕๓๗ หลังจากเหตุการณ์พฤษภาคม ๒๕๓๕ เรืออากาศตรี ฉลาด วรฉัตร มานั่งอดอาหารอยู่ที่หน้าสภา เรืออากาศตรีฉลาด เป็นหมู่มิตรกับผม เรืออากาศตรีฉลาด บอกผมว่าเขาต้องการมาอดอาหาร เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับวีรชนที่ตายในเหตุการณ์พฤษภาคม ๒๕๓๕ แล้วเสนอประเด็น ที่มีความแหลมคมอย่างยิ่งว่าต้องการร่างรัฐธรรมนูญโดยประชาชนสักฉบับหนึ่ง ท่านประธานที่เคารพ เรืออากาศตรีฉลาด อดอาหารไป ผมนี่ทํางานต้องลาออกจากบริษัท มาร่วมชุมนุมร่วมกันหลายคนเวลานั้นเห็นด้วยกับแนวทางว่าเราได้รัฐธรรมนูญส่วนใหญ่ ก็ได้มาจากกระบอกปืน ได้มาจากรถถัง ครั้งนี้เราจะได้จากประชาชน รัฐบาลเวลานั้น ไม่ให้การตอบรับ จะตั้งคณะกรรมการรวบรวมเรียบเรียงยกร่าง ล้มไม่เป็นท่า ท้ายที่สุด ประธานรัฐสภาเวลานั้น ท่านอาจารย์มารุต บุนนาค ได้เสนอทางออกตั้งคณะกรรมการ พัฒนาประชาธิปไตย แต่ยังไม่ได้พัฒนาหรอกครับ รัฐบาลชุดนั้นไปด้วยเหตุการณ์ ส.ป.ก.๔-๐๑ เสียก่อน ท่านประธานที่เคารพ ใครจะคิดว่าการปฏิรูปทางการเมือง ท้ายที่สุดไปหล่นใส่ นายบรรหาร ศิลปอาชา คําว่า ปฏิรูปนักการเมือง ควรจะได้นักการเมืองที่โชว์ภาพพจน์ ตัวเอง แอบอ้างตัวเองว่าเป็นนักประชาธิปไตย นายบรรหาร ศิลปอาชา มาถึงทําเร็วเลย ชูธงปฏิรูปการเมืองแก้ไขมาตรา ๒๑๑ ท่านประธานที่เคารพ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๓๔ จนกระทั่งได้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้น นายบรรหาร ศิลปอาชา คือคนเปิดประตูให้ มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๓๔ จนได้รัฐธรรมนูญฉบับธงเขียว ท่านประธานที่เคารพ ผมได้คุยกับนายกรัฐมนตรีอานันท์ ปันยารชุน อดีตประธานกรรมาธิการยกร่างบอกว่า เอาสีเขียวมาทําอะไร สื่อความหมายอะไร นายกรัฐมนตรีอานันท์อธิบายความเวลานั้นว่า สีเขียวเป็นสีประจําสัญลักษณ์ของรัชกาลที่ ๗ เป็นการชูธงนําในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ท่านประธานที่เคารพ พรรคการเมืองนั้นเวลานั้นก็มีความต่าง คนที่ไม่เคยให้ความร่วมมือ ก็ต้องวิ่งเร็วกว่าเพื่อนเพราะตัวเองมาเห็นด้วยหลังเพื่อน เลยสนับสนุนเสียงดังมากกว่าเพื่อน ประวัติศาสตร์มันอธิบายความกันไปทั้งหมด และการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มีการเลือก สสร. ในปี ๒๕๓๙ นั้น ท่านประธานที่เคารพ ก็ให้คนไปสมัครในแต่ละจังหวัด แล้วให้เลือกกันเองเหลือ ๑๐ คน แล้วก็ส่งมาให้สภาเลือกจังหวัดละคน พันตํารวจโท ทักษิณนี่ละครับ ๑ ใน ๑๐ มาที่สภา สภาเลือก พลตํารวจเอก สวัสดิ์ อมรวิวัฒน์ พันตํารวจโท ทักษิณก็ไม่ได้เป็นสมาชิกสภา สสร. สสร. เขาไปฟังความประชาชน ท่านประธานที่เคารพ นักการเมืองเวลานั้นเห็นว่านี่เป็นสิ่งใหม่ เราไม่เคยมีองค์กรอิสระ เราไม่เคยมีการเลือกตั้งแบบเบอร์เดียว เขตเดียว เราไม่เคยมี ระบบบัญชีรายชื่อ เราไม่เคยมีกระบวนการตรวจสอบ ท่านประธานที่เคารพ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ประกาศใช้วันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๔๐ พลเอก ชวลิตเป็นนายกรัฐมนตรีอีกเดือนเศษ ๆ ลาออกจากตําแหน่ง พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคการเมืองแรกที่ได้ใช้รัฐธรรมนูญยาวนานที่สุด เกือบ ๓ ปี ท่านประธานที่เคารพ ถ้ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มันเลว มันใช้ไม่ได้ พรรคประชาธิปัตย์ก็บริหารประเทศได้ เอากลุ่มงูเห่ามาเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาล นี่ไม่ต้อง ประท้วงอะไรเพราะเห็นกันตามปรากฏเป็นข่าวก็สามารถอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ แต่บังเอิญที่ว่าวันที่ ๑๔ กรกฎาคม ปี ๒๕๔๑ พันตํารวจโท ทักษิณไปตั้งพรรคไทยรักไทยเข้า อยู่ห่างการเลือกตั้ง ๓ ปี เขาไปใช้วิธีไปฟังความประชาชน ไปจดทะเบียนเป็นพรรคการเมือง พรรคแรกภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ปกตินักการเมืองจะคิดแทนประชาชน พอทาง พันตํารวจโท ทักษิณให้ประชาชนคิดแทนนักการเมืองว่าต้องการให้นักการเมือง พรรคการเมืองที่เกิดขึ้นมาใหม่นั้นเขามาแก้ไขปัญหาอะไรกับประเทศบ้าง เลือกตั้งครั้งแรก วันที่ ๖ มกราคม ๒๕๔๔ จึงชนะถล่มทลาย ๒๔๘ กับ ๑๒๐ กว่าเสียง ท่านประธานที่เคารพ และใครก็ไม่คาดคิดว่าพอ พันตํารวจโท ทักษิณบริหารครบ ๔ ปี ประชาชนบอกว่า ให้ทําอะไรเสนอกลับมาเป็นนโยบายพรรค ได้รับเลือกตั้งมาเป็นนโยบายรัฐบาลนั้น ใครก็ไม่คิด คนร่างรัฐธรรมนูญก็ไม่คิดว่าพรรคไทยรักไทยจะได้รับเลือกตั้งถึง ๓๗๗ ที่นั่ง พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นพรรคคู่แข่งเหลือ ๙๖ ที่นั่ง ห่างกันเกือบ ๔ เท่าตัวท่านประธาน ไม่มีใครคาดคิดครับ แต่พอจัดตั้งรัฐบาลแล้วมีการพูดกันในพรรคในรัฐบาล บอกว่าเป็นอย่างนี้ไม่ได้ รัฐบาลต้องมีการตรวจสอบ การยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจต้องใช้เสียง ๒ ใน ๕ จึงอภิปราย นายกรัฐมนตรีได้ ก็พรรคฝ่ายค้านรวมกันทั้งหมดไม่ถึง อภิปรายไม่ได้ ไม่ได้เป็นความผิดของ รัฐบาลเวลานั้นครับท่านประธานที่เคารพ แต่เพราะรัฐธรรมนูญคนร่างก็คิดไม่ถึงว่าศรัทธา ของประชาชนนั้นมันจะมาถึงปริมาณถึงขนาดนี้จะชนะพรรคลําดับที่ ๒ เกือบ ๔ เท่าตัว ท่านประธานครับ ก็มีการอธิบายความกันว่าต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ กันแล้ว มาตราเรื่องการตรวจสอบยากก็ทําให้ตรวจสอบง่ายกันเสีย อะไรที่เป็นอุปสรรคให้มีการ นําเสนอ มีการนําเสนอขององค์กรต่าง ๆ ท่านประธานที่เคารพ ความจริงแล้วไม่จําเป็น จะต้องยึดอํานาจเลย ถ้าบอกว่าเพราะรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มันมีปัญหาเป็นทุนสามานย์ ก็ในจํานวน ๑๐ ปี ถ้าบอกว่าเป็นทุนสามานย์ พรรคประชาธิปัตย์ก็อยู่ใน ๓ ปี พรรคไทยรักไทย ก็อยู่เกือบ ๗ ปี ผมเรียนกับท่านประธานว่าการอธิบายมุมนี้ก็คือว่าพอเดินไปนั้น พอเห็นปัญหาแล้วทุกคนบอกว่าเราต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญกันแล้ว มีการยุบสภา เล่นคํากัน ท้ายที่สุดก็นําไปสู่การบอยคอต (Boycott) การเลือกตั้ง ทั้งที่ว่าถ้าการเลือกตั้งตามปกติ ได้สภาชุดใหม่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็จะได้รับการแก้ไขอย่างทันท่วงที ท่านประธาน ลองถอยไปสิครับว่าเหตุผลในการยึดอํานาจผมเรียนกับท่านประธานว่าผมเชื่อว่าหัวหน้า คณะรัฐประหารน่าจะได้มีความซึมซับเหมือนอย่างที่กระผมได้ซึมซับ เหมือนอย่างที่ ประชาชนได้ซึมซับว่าเหตุผลต่าง ๆ ที่ถูกหยิบยกมากล่าวอ้างนั้น วันนี้มันไม่ใช่เลย แตกแยกครับ เหตุผลหนึ่งนั้นแตกแยก วันนี้สนิทกันแล้วหรือครับ ดูบรรยากาศในสภาสิครับ ความแตกแยก มันก็ยังอยู่ การแก้ไขความแตกแยกจะเอาปืนมาบังคับมันไม่ได้ มันอยู่ที่การทําความเข้าใจ และทํากติกาให้มันเท่าเทียมกัน
ประเด็นต่อมาครับ บอกว่ารัฐบาลของ พันตํารวจโท ทักษิณแทรกแซง วุฒิสภาในการเลือกองค์กรอิสระ ผลเป็นอย่างไรครับท่านประธานที่เคารพ ผลสุดท้าย เป็นอย่างไรครับ องค์กรอิสระทุกองค์กรก็ตั้งโดยหัวหน้าคณะรัฐประหารคนเดียว ทั้งที่ขบวนของ ในการจะเลือกตั้ง แต่งตั้งองค์อรอิสระแต่ละองค์กรมีการเลือกคณะกรรมการสรรหามาจากศาล ไม่ว่าศาลยุติธรรม ศาลปกครอง แต่ละองค์กรเกี่ยวข้องให้เลือกให้เหลือครึ่งหนึ่งเป็น คณะกรรมการสรรหา กระบวนการยาวเหยียดครับท่านประธานที่เคารพ แต่บอกว่าองค์กรอิสระ ถูกแทรกแซง และสุดท้ายเป็นอย่างไร ตั้งคนเดียว คนเดียวเป็นผู้ตั้ง ไม่ถูกแทรกแซง นี่เป็นความเห็นที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงครับท่านประธานที่เคารพ แล้วท้ายที่สุด การร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ภายหลัง ประทานโทษ เหตุผลนี่นะครับผมข้ามไปนิดหนึ่ง ก็คือว่า เหตุผลบอกว่าแทรกแซงองค์กรอิสระ ความจริงก็มาปรากฏแล้วว่าท้ายที่สุดนั้น ไม่ใช่เป็นการแทรกแซงยึดอํานาจ นี่สั่งการองค์กรอิสระ ไปเลือกคนที่เป็นปฏิปักษ์ เห็นหน้า ก็เกลียด พันตํารวจโท ทักษิณ แล้ว เกลียดทางซีกกระผมแล้ว นี่เป็นองค์กรอิสระ ผมยกตัวอย่างให้ท่านประธานฟัง กรณียื่นยุบพรรคประชาธิปัตย์ รอบ ๒๕๘ ล้านบาทนี่นะครับ วันที่ดีเอสไอส่งไปยัง กกต. ผมเป็นคนปราศรัย คนสัมภาษณ์เลยบอกว่า นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง จะต้องทําหน้าที่เป็นไปรษณีย์ส่งเรื่องไปให้ ศาลรัฐธรรมนูญภายใน ๑๕ วัน เอกสารบันทึกอยู่ในศาลก็มี บันทึกในการให้ข่าวก็มี แล้วท้ายที่สุดเป็นอย่างไรครับ ศาลรัฐธรรมนูญไปอาศัยช่องนี้ บอกว่าคดีขาดอายุความ เพราะเกิน ๑๕ วัน ท่านประธานเห็นไหมครับว่าผลไม้เป็นพิษ บางคนมันก็มียาแก้พิษ อีกฝ่ายทํามึนแล้วอ้างว่าตัวเองตงฉิน ดึงเวลาเลย ๑๕ วันไปยื่น ท้ายที่สุดปลายทาง ใช้ช่องทางนี้ทั้งที่ผมเตือนมาแล้ว ท่านประธานที่เคารพ การแทรกแซงสื่อ ท่านประธานลองดูสิครับ ในการแก้ไขสถานการณ์ในการปราบปรามประชาชน ถามว่าแทรกแซงสื่อกันหรือไม่ แม้กระทั่งของบริจาคน้ําท่วม สื่อได้หน้ามากกว่า ยังทะเลาะกับสื่อเลย อิจฉาแม้กระทั่งสื่อ ผลสุดท้ายมันไม่ได้แก้ไขปัญหาอะไรเลย แม้กระทั่งบอกว่า เรื่องคดีหมิ่นสถาบัน ท่านหัวหน้า คณะรัฐประหารคงจะจําความได้ว่า ท้ายที่สุดทุกคดีที่เกี่ยวข้องกับ พันตํารวจโท ทักษิณ อัยการสั่งไม่ฟ้องทุกคดี คนก็เชื่อไปแล้วว่าเหตุที่ยึดอํานาจเพราะหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แต่พอยึดไปอัยการไม่สั่งฟ้องในวันที่ถูกยึดอํานาจ คณะยึดอํานาจเขาเอาอํานาจมาคืนไม่ได้ ทุกอย่างจบสิ้นกันไปแล้ว นี่คือความเจ็บปวดครับท่านประธานที่เคารพ แล้วอะไรก็ต้องการให้ลืม สิ่งที่รัฐบาลชุดที่แล้วทํามา ยกเลิกโอทอป (OTOP) เอสเอ็มแอล ก็ไปเปลี่ยนชื่อ ๓๐ บาทรักษาฟรี แต่เขาไม่เข้าใจว่าจิตวิญญาณความผูกพันนั้นมันไม่ได้อยู่ที่ว่าการให้อะไร แต่อยู่ว่าความรู้สึก ระหว่างกันนั้นได้เข้าใจกันมาหรือเปล่า ตอนมีการร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ครับท่านประธานที่เคารพ มีการพยายามอธิบายว่านี่เป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด ผมพูดในสภา บอกว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ผู้ร่างคนหนึ่งเป็นรองประธานคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ เอ่ยชื่อได้ และจะมีส่วนในการตัดสินคุณสมบัติของผมนั่นล่ะ นายจรัญ ภักดีธนากุล สัมภาษณ์อย่างตรงไปตรงมาที่สุด บอกได้รับโจทย์จาก คมช. ว่า ให้ร่างรัฐธรรมนูญภายใต้สมมุติฐานว่านักการเมืองเป็นคนที่เลวทรามชั่วช้า เพราะฉะนั้น เมื่อรับโจทย์กันมาอย่างนี้ต้องร่างรัฐธรรมนูญเพื่อกันนักการเมือง ท่านประธานที่เคารพ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ท่านประธานลองดูบรรยากาศสิครับ ท้ายที่สุดแล้วเพื่อต้องการโชว์ว่า เป็นประชาธิปไตย ทําอย่างไรครับ ลงประชามติ เงื่อนไขการลงประชามติเป็นที่รู้กันว่า ถ้ารัฐธรรมนูญไม่ผ่าน คมช. จะหยิบยกรัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งมาประกาศใช้ทันทีก็ได้ มีการประโคมโหมข่าวใช้ทุกกลไก มีการประกาศกฎอัยการศึก ๔๘ จังหวัด ท่านประธานที่เคารพ ไม่มีประชาธิปไตยในดงเผด็จการ ท้ายที่สุดคนก็กลัวว่าถ้าไม่รับรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเจอ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ไม่เห็นหน้ายิ่งน่ากลัว ๒. คมช. สสร. ชุดนั้นประชาสัมพันธ์ว่า ให้รับรัฐธรรมนูญเพื่อมีการเลือกตั้ง องค์กรอย่างพันธมิตรที่ได้รับงบจากรัฐบาลบอกว่า จะเข้าชื่อแก้ไข ผู้นําพรรคที่มีเห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่าง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ บอกว่ารับไปก่อนแล้วแก้ไขกันทีหลัง แล้วก็เป็นหัวหน้าพรรคการเมืองพรรคแรกว่าต้องแก้ไข รัฐธรรมนูญ ผมเรียนกับท่านประธานว่านี่เป็นประวัติศาสตร์ที่มันจารจด ๑๔ ล้านเสียงได้มาด้วยอํานาจพิเศษ ได้มาเพราะคนต้องไล่คณะรัฐประหารนี่ไปให้พ้น ต้องการการเลือกตั้งและคิดว่าต่อมา จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญกันได้ ท่านประธานที่เคารพ พวกกระผมเองก็ไปเลือกตั้ง วันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๐ ที่ได้นายสมัครเป็นนายกรัฐมนตรี ก็รณรงค์ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายกรัฐมนตรีสมัครเจตนาดีเวลานั้นบอกว่าจะเอาไว้ ๓ เดือนสุดท้าย พวกเราบอกกับ นายกรัฐมนตรีสมัครว่า ๓ เดือนสุดท้ายไม่รู้นับตรงไหนนะครับ นายสมัครอยู่ได้แค่ ๗ เดือน แต่ระหว่างนั้นภาคประชาชนเข้ายื่น พวกเราเข้ายื่น มีการข่มขู่สารพัด บอกว่าให้ถอนชื่อ มิฉะนั้นจะมีการดําเนินคดี หลายคนถูกข่มขู่ทนไม่ได้ รัฐธรรมนูญตกโดยปริยาย แต่ฝ่ายที่ เขาต้องการโค่นล้มรัฐบาลเขาก็เดินทางไปปราสาทพระวิหารกันต่อโดยไม่ได้สนใจเรื่อง รัฐธรรมนูญกันแล้ว ผมเรียนกับท่านประธานว่านี่เป็นบรรยากาศว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ เนื้อหา หลายเรื่องดูเหมือนว่าดี แต่ท่านประธานลองไปดูสิครับ คณะกรรมาธิการยกร่าง สสร. ทั้งปี ๒๕๕๐ และปี ๒๕๔๐ นั้น หลายคนเป็นบุคคลคนเดียวกัน หลายคนเป็น นักร่างรัฐธรรมนูญมืออาชีพ ถ้าร่างให้กับฝ่ายประชาธิปไตยเนื้อหาก็จะดีงาม ปี ๒๕๔๐ ได้รับ ฉันทานุมัติจากประชาชนบอกว่าให้เขียนเป็นประชาธิปไตย เขาก็เขียนเป็นประชาธิปไตย ปี ๒๕๕๐ เขียนไว้กันนักการเมืองที่มีความเห็นที่เป็นปฏิปักษ์ระหว่างกัน เขาก็เขียนตาม ผู้ว่าจ้างนั่นละครับ ตามผู้ได้รับมอบหมาย เพราะฉะนั้นมันไม่ได้อยู่ที่ใครมาเป็น สสร. มันไม่ได้บอกว่าคนที่มีความรู้เขียนกฎหมายได้นะครับ หรือว่าจะร่างรัฐธรรมนูญได้เขาจะเป็น คนดี แต่เพียงแต่ว่าผู้ว่าจ้างขณะนั้น ต้องการให้รัฐธรรมนูญมีหน้าตากันแบบใด วันนี้เราบอกกับ ท่านประธานว่าเหตุที่ต้องกลับกันมาใหม่เพราะอะไรครับ ปีที่แล้วตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เขตเลือกตั้ง วันแมนวันโหวต (One Man One Vote) ๔๐๐ บวก ๑๐๐ พอยึดอํานาจ ร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ก็บอกในสภานี้เองไม่ใช่หรือ ทําหนังสือไปยัง ประธานยกร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ได้การเลือกตั้งเป็นพวง ระบบสัดส่วน ๘ กลุ่ม เรียงจังหวัดกันเวียนหัวครับ ท่านประธานครับ เอาจังหวัดระนอง จังหวัดชุมพรรวมกับ จังหวัดสระบุรี จังหวัดลพบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี เอาจังหวัดพิจิตรรวมกับจังหวัดขอนแก่น อย่างนี้เป็นต้น ท่านประธานที่เคารพ จัดเขตเลือกตั้งแบบนั้น สสร. ชุดนั้น ก็สนอง พรรคประชาธิปัตย์ครับ จนกระทั่งว่าเมื่อปรากฏว่าการเลือกตั้งวันที่ ๒๓ ธันวาคมมันไม่ได้ เป็นอย่างนั้น ก่อนที่จะมีการยุบสภา จึงมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายสมบัติ ธํารงธัญวงศ์ คิดหลังนายดิเรก ถึงฝั่ง ที่มีการให้ไปตั้งเป็นคณะกรรมการสมานฉันท์นี่นะครับ ร่างมาคิดไปได้ ๖ ประเด็น ประชุมกันถี่ยิบ ท้ายที่สุดนายดิเรกก็ไม่ถึงฝั่ง นายสมบัติ ธํารงธัญวงศ์ ปรากฏว่า คิดนั่งสูตรตัวเลขคะแนนบัญชีรายชื่อเอา ๓๗๕ บวก ๑๒๕ อ้ายนี้น่าจะชนะ สุดท้าย ท่านประธานที่เคารพ จะแก้มาตราเดียวก็ดูกระไร พ่วงมาตรา ๑๙๐ ไป ไม่มี สสร. ไม่มีการทําประชามติ ถ้าบอกว่าแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อตัวเองครั้งที่แล้วเรื่องเขตการเลือกตั้ง นี่เป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อตัวเองครับท่านประธาน ผมเรียนกับท่านที่เคารพ แต่ประชาชนเขาไปไกลครับ ไม่ว่าคุณจะจัดการเลือกตั้งอย่างไร เป็นพวง ๔๐๐ สัดส่วน ๘๐ ๘ กลุ่ม เป็นเขต ๓๗๕ เขต บัญชีรายชื่อ ๑๒๕ ประชาชนรู้จักการจัดการกับนักเมืองทุกวิธี ผมเรียนกับท่านประธานว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันนี้เราจึงบอกว่าอย่างไรครับว่า เรามีความจําเป็นว่าถ้าเราไม่อิงประชาชนวันนี้ประชาชนท่านประธานลงไปสัมผัสประชาชนสิครับ ชาวนานี่นะครับลงในนาขึ้นมาบ้าน ลูกเล่นอินเทอร์เน็ต เล่นคอมพิวเตอร์เป็น อยากรู้อะไร ท่านประธานลองไปคุยกับเขาสิครับ ชาวนาบางคนไม่รู้หนังสือยังสามารถอธิบายเรื่อง ประชาธิปไตยได้ดีกว่าดอกเตอร์บางคนในกรุงเทพมหานคร เวลานี้เรากําลังจะไปดูถูก ประชาชนว่าเดี๋ยวประชาชนตีเช็คเปล่าไปให้ เดี๋ยวประชาชนจะเอาเช็คนี้ไปเขียน ไปทําอะไร ประชาชน ๖๔ ล้านคนเขาเป็นคนไทย ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ๔๕ ล้านคน ๔๖ ล้านคนเขาเป็นคนไทย เขาเลือก สสร. สสร. ก็เป็นคนไทย สังคมจารจด แต่เราต้องการว่ารัฐธรรมนูญฉบับที่มีการแก้ไขต่อไปนี้นั้น ที่วันนี้เริ่มต้นแก้ไขมาตราเดียวนั้น แล้วบอกว่าไม่แตะต้องหมวดพระมหากษัตริย์ เราต้องการให้ประชาชนเจ้าของประเทศ เขาได้คิดกันว่า เขาต้องการให้กติกาสูงสุดในประเทศของเขา ในแผ่นดินของเขามีโฉมหน้า หน้าตากันอย่างไร เราก็มาดูถูกประชาชนว่าเหมือนกับตีเช็คเปล่าเดี๋ยวไปเขียนอะไรไม่รู้ท่า เดี๋ยวจะไปเขียนผิด เดี๋ยวจะไปตัด เดี๋ยวจะไปเพิ่มโน่นเพิ่มนี่ ผมว่าความคิดทัศนคติแบบนี้ เป็นทัศนคติที่ดูถูกความเป็นมนุษย์ของประชาชน แต่งตั้งดีกว่าหรือครับ ท่านประธานที่เคารพ ท่านประธานต้องการให้บรรยากาศที่มันคละกันไปแบบนี้หรือครับ ๗ คน แต่งตั้ง ส.ว. อยู่ ๒ วาระ บางคนเป็นตั้งแต่สภานิติบัญญัติ ๒ ปี ส.ว. ๓ ปี รอบ ๒ อีก ๖ ปี ๑๑ ปี ส.ว. เลือกตั้งนี่ ให้เป็น ๖ ปี ห้ามลงต่อแล้ว เอาแบบนี้หรือครับ แล้วเสร็จแล้วก็คละกันไปคละกันมาระหว่าง องค์กรอิสระ ท่านประธานที่เคารพ เพียงแค่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติของแต่ละองค์กรอิสระ ผิดหมดหรือครับ เขารับเงินเดือนตาม พ.ร.บ. เงินเดือนวันพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ กกต. ชุดนี้ก็เป็นไม่ได้ ป.ป.ช. ชุดนี้ก็เป็นไม่ได้ เพราะไม่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ บางคนท่านประธานที่เคารพ ไม่น่าเชื่อคนเดียวทําหน้าที่ ๕ องค์กร เป็นทั้งผู้ว่าการ สตง. ประธาน สตง. คณะกรรมการ คปง. กรรมการ คตส. กรรมการสรรหา ส.ว. คนเดียวเป็นทั้ง คณะกรรมการ คนเดียวเป็นทั้งผู้ว่าการ คนเดียวเป็นทั้งประธาน จะเรียกประชุมอย่างไรครับ ท่านประธานที่เคารพครับ เรื่องนี้ผู้ว่าการต้องผ่านกรรมการ คตง. ส่งเรื่องให้ประธาน คตง. ก็เป็นคนเดียว ประชุมกรรมการ คตง. ก็เป็นคนเดียวกัน มีประเทศนี้เท่าละครับ ที่บ้าอยู่ ประเทศเดียวครับ แต่ผมเรียนกับท่านประธานว่าเหตุที่เราพูดกันวันนี้ก็คืออะไรครับ องค์กรอิสระเหล่านี้โดยกระบวนการสรรหานั้นไม่ได้เป็นตามบทบัญญัติของกฎหมายที่มีอยู่ ในขณะนี้ ถ้านับกันจริง ๆ เป็นไม่ได้ แต่ที่สําคัญที่สุดก็คือว่าแต่ละคนมีความรู้สึกรู้สาที่ แตกต่างกันครับ หลายคดีความที่อยู่ในชั้นของ ป.ป.ช. ถ้าเป็นคนละกลุ่มเป็นไปได้ด้วย ความรวดเร็ว แต่ถ้าเป็นคนดูเหมือนว่ากลุ่มเดียว เรื่องขายยางนี่ครับ ปล่อยให้ขาดอายุความ ได้อย่างไร คดี ปรส. นี่นะครับ ทีนี้มาถึงในการตีความ พ.ร.ก. ๑.๑๔ ล้านล้านบาท ทั้งที่กู้ รวมแล้ว ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านกว่าบาทไปแล้ว แต่คดีจะขาดปีหน้า ใครมาการันตี (Guarantee) ได้ไหมครับว่าความเสียหายของประเทศนั้น คนที่ไม่ได้เป็นนักการเมือง ดีเอสไอส่งฟ้องไปศาลหมดแล้ว แต่นักการเมืองเราปี ๒๕๕๖ คดีขาดอายุความ บางคนทุจริต ขายยางชัดเจนขาดอายุความ จะยุบพรรคขาดอายุความ ท่านก็บอกว่าดีสิครับ แต่กับพวกผม ไม่ได้มีโอกาสแบบนี้ ประชาชนคนละพวกกันไม่ได้มีโอกาสแบบนี้ ผมก็บอกว่านี่มันไม่ใช่ แต่เราต้องการแก้ให้มันตรง ไม่ต้องการแก้เพื่อให้เข้าข้างพรรคเพื่อไทยหรือพวกผมเลย หมายความว่าความตรงอยู่ตรงไหนครับ คําว่า สุจริตและเที่ยงธรรม หมายความว่า ท่านประธานหรือใครก็ตามมองว่านี่คือความยุติธรรม แต่ที่ผ่านมาเราก็แลเห็นแล้วว่า หลายเรื่องเป็นเรื่องของการกังขา เป็นเรื่องที่คาใจของพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้น ท่านประธานที่เคารพ เราจึงบอกว่าวันนี้ประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศจงมีความภาคภูมิใจเถิด ที่เกิดมาเป็นคนไทย จงกล้าคิด แล้ว สสร. คุณก็ต้องกลับไปฟังความประชาชนเขา ว่าประชาชนเขาต้องการอะไร เสนออะไร หลายเรื่องเขาอาจจะไม่ได้ใช้ภาษาทางกฎหมาย หรือแบบภาษาในการร่างรัฐธรรมนูญ แต่ประชาชนรู้ว่าอะไรเลว อะไรดี อะไรชั่ว ท่านประธานที่เคารพ เมื่อ ๒-๓ วันได้ฟังความกันทั้งประเทศ พรรคการเมืองถ้าต้องการ จะแสดงความเห็น ก็แสดงความเห็นผ่าน สสร. ไป กลุ่มการเมืองที่มีความเห็นที่แตกต่างกัน แสดงความเห็นไป ท้ายที่สุดเขาก็ไปร้อยเรียง เขารู้เลยว่าเขาฟังความเสียงข้างมาก เขาต้องการให้โฉมหน้ารัฐธรรมนูญเป็นอย่างไร รวบรวมร้อยเรียงมาเป็นมาตรา ท้ายที่สุดท่านประธานที่เคารพ ส่งกลับไปยังประชาชนว่าร่างตรงกับใจประชาชนหรือเปล่า ไม่ใช่บอก ก ไปทํา ข ถ้าบอก ก ไปทํา ข ประชาชนเขาก็จะไม่รับร่าง ผมเรียนกับ ท่านประธานนะครับว่าหลายคนบอกว่าแล้วทําไมไม่ทําประชามติก่อนที่จะมีการแก้ไข สุดท้ายท่านประธานที่เคารพ เราไม่ต้องการเสียเงิน เพราะผลสุดท้ายต้องทําประชามติ โดยประชาชนอยู่แล้ว แล้วจงมีความเชื่อมั่นประชาชนว่าเขาเป็นพสกนิกรผู้จงรักภักดี แล้วก็มีความซื่อสัตย์ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เขาต้องเสนอกฎหมายที่เป็นประโยชน์กับ ประเทศชาติ เขาไม่ได้แตะต้องหมวดพระมหากษัตริย์ เพราะฉะนั้นมาการันตีว่าใครจะกล้า การันตีในสภาแห่งนี้บ้าง นี่ประเทศไทย นี่คนไทย เราอยู่ทุกอย่าง ทุกอย่างได้มีการส่องแสงสว่าง และทุกขั้นตอนของการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นจะเป็นไปด้วยความโปร่งใสเพราะประชาชน ต้องการจะดู ท่านประธานทราบไหมครับว่า สสร. ชุดที่แล้วบางมาตราองค์ประชุมไม่ถึงครึ่ง นะครับ ก็ผ่านมาตราไปได้ เหมือนกับกฎหมาย ๑๗๗ ฉบับ องค์ประชุมก็ไม่ถึงครึ่ง ภายใต้ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แต่ปรากฏว่าคนที่รับผิดชอบนําความไปกราบบังคมทูลทั้งที่กฎหมาย มีสภาพเป็นโมฆะ ตามคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญถ้ากฎหมายองค์ประชุมไม่ถึงครึ่งเป็นโมฆะ บ้านเมืองเราใช้กฎหมายเป็นโมฆะ ๑๗๗ ฉบับ ความจริงผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ควรจะต้องถูกดําเนินคดี แต่บ้านเมืองของเราก็ปล่อยให้สิ่งผิดเหล่านี้ดําเนินเดินหน้าต่อไป ผมมาเรียนวันนี้กับท่านประธานที่เคารพ เราต้องการให้ประเทศไทยเราเป็นประชาธิปไตย เรากับพรรคประชาธิปัตย์ พรรคฝ่ายค้าน ส.ว. กลุ่ม ๕๐ เรามีตัวตนกันที่ชัดเจน ท่านมีความเห็น ท่านแสดงตัวตนของท่านมาตั้งแต่ต้น แต่ละฝ่ายได้แสดงตัวตนมาตั้งแต่ต้น แต่ระบอบประชาธิปไตยเขายึดประชาชนเป็นเสียงข้างมาก แต่รับฟังเสียงข้างน้อย นี่เป็นประชาธิปไตย แต่เสียงข้างน้อยจะบอกว่าเสียงข้างมากไม่เป็นประชาธิปไตย ถ้าอย่างนั้น ไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตย แล้วท่านประธานจะแลเห็นนะครับว่าไม่ว่าพวกกระผมทําอะไร อีกพวกหนึ่งก็ต้องคิดตรงกันข้าม ที่ท่านประธานได้ฟังเห็นว่าทําไมไม่ต้องการบรรยากาศ ปรองดอง จะวันนี้ วันไหนก็มีความรู้สึกอย่างนี้ เพราะมีมนุษย์บางจําพวกก็มีความรู้สึกว่า ขืนให้ประเทศปรองดองตัวเองก็ไม่รู้จะทําอะไร ขืนให้ประเทศปรองดองก็ต้องเป็นพรรคฝ่ายค้าน ตลอดชาติ เพราะถ้าประเทศปรองดองเป็นประชาธิปไตยปกติ เป็นรัฐธรรมนูญที่เป็น ประชาธิปไตย เป็นรัฐธรรมนูญที่มีเสรีภาพ เสมอภาคในความภราดรภาพ ประชาธิปไตย มีความงดงาม ประชาชนเป็นเจ้าของประเทศ แต่ละพรรคการเมืองต้องแข่งความศรัทธากันว่า ใครจะสร้างความศรัทธาและความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นกับประชาชน ประชาชนก็จะเลือกคนนั้นไป หลายคนไม่ได้คิดอย่างนั้น ไม่ได้คิดที่จะแข่งศรัทธา ผมบอกทุกครั้งว่าต้องการให้คนลืม พันตํารวจโท ทักษิณ ง่ายนิดเดียว คุณต้องทําดีมากกว่า พันตํารวจโท ทักษิณ คุณต้องมีผลงาน มากกว่า พันตํารวจโท ทักษิณ คนจึงจะลืม พันตํารวจโท ทักษิณไปได้ แต่ถ้าคุณทําไม่ได้ เศษเสี้ยวของ พันตํารวจโท ทักษิณ แล้วก็มีหน้าที่อย่างเดียวว่าว่าคนอื่นชั่วเพื่อให้ตัวเองดีขึ้น มันไม่ดีเพราะที่ผ่านมาตัวเองยังไม่ได้ทําความดีเลย บางคนโกหกทุกวัน โกหกจนกระทั่ง ตัวเองยังเชื่อเลยครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นผมเรียนกับท่านประธานครับ โกหกไปโกหกมาก็เชื่อ บางทีพูดในสภาจริงตอนเดียวตอนแนะนําตัว หลังจากนั้นเดินสายโกหกเลย ผมเรียนกับ ท่านประธานว่าผมฟังการอภิปราย มีการพยายามบิดเบือนโดยเนื้อหาสาระสําคัญ ผมสรุปอย่างนี้ครับท่านประธานที่เคารพ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ เหมือนกับ การแก้ไขมาตรา ๒๑๑ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๓๔ สถานะไม่ได้แตกต่างกัน เปิดประตู รัฐบาล วางกรอบเพียงแค่ว่าไม่แตะต้องหมวดพระมหากษัตริย์ เนื้อหามาตราใด ฟังความประชาชน และให้เลิกคิดว่าใครจะเปลี่ยนโครงสร้างสถาบันพระมหากษัตริย์ คนไทยเกิดมาเป็นคนไทย ทุกคน ไม่มีใครกล้าแม้กระทั่งคิดเช่นนั้น เพราะฉะนั้นขอให้หยุดเอาเรื่องสถาบันเอามา ทําลายคนในทางการเมือง คือหยิบยกมาเป็นประโยชน์ของตัวเองแล้วเอาไว้ทําลายปฏิบัติ สถาบันอยู่เหนือหัวครับท่านประธานที่เคารพ เราวางหลักตรงนี้ให้ได้ เนื้อหารัฐธรรมนูญ ไปสู้กันครับ ท่านก็ต้องไปบอกกับประชาชนว่าต้องการให้รัฐธรรมนูญมีโฉมหน้าอย่างไร ผมก็จะบอกกับประชาชน ประชาชนก็จะบอกกับผม เพราะฉะนั้นถ้าเราแก้ไขรัฐธรรมนูญเสร็จครั้งนี้ ไม่มีใครกล่าวหาใส่ร้ายความเรื่องสถาบัน ทุกคนก็จะได้ใช้ความคิด หน่วยงานการข่าว หน่วยงานความมั่นคงคุณทําหน้าที่ได้ตามปกติ พรรคประชาธิปัตย์ก็ลงพื้นที่ได้ พรรคเพื่อไทยลงพื้นที่ได้ ส.ว. ลงพื้นที่ได้ เป็นบรรยากาศของ ภราดรภาพ แต่หมายความว่าเมื่อประชาชนเขามีฉันทามติกันอย่างไร เราจะยอมรับกันได้ไหม ผมเรียนกับท่านประธานเป็นการสุดท้ายว่าผมไม่รู้ว่าเส้นทางระหว่างนี้จะเกิดอะไรขึ้น พวกผมถูกกระทําต่างกรรมต่างวาระ ไม่รู้ชะตากรรมในวันข้างหน้าโดยส่วนตัวของผม ครั้งนี้ อาจจะเป็นครั้งท้าย ๆ ของการทําหน้าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่ขอได้ทําหน้าที่ อย่างตรงไปตรงมาที่สุด สมกับที่พี่น้องประชาชนได้มอบความไว้วางใจ ผมเชื่อว่าประชาชน ทั้งประเทศต้องการให้บ้านเมืองนี้เป็นประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพราะเป็นระบอบเดียวที่จะทําให้ประเทศนี้เดินหน้าไปได้ และขณะเดียวกันนั้นภายใต้ ระบอบนี้จะต้องไม่มีนักการเมืองหรือซากเดนเผด็จการที่ไหน จะใช้สถาบันมาเป็นเครื่องมือ ทางการเมืองดังเช่นที่ผ่านมาอีก เพราะนี่เท่ากับเป็นการทําลายสถาบันเสียเอง การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ครั้งนี้เป็นการต่อสู้เรื่องความคิด เป็นการต่อสู้เรื่องความเชื่อและเป็นเรื่องของคนที่ รักประเทศไทยในมิติที่แตกต่างกัน ถ้าเราเดินหน้ากันอย่างนี้สู้กันเรื่องความคิด หลักคิด เราแตกต่างกันได้ แต่ความแตกต่างคือความสวยงาม ความแตกต่างไม่ใช่เป็นศัตรู ไม่ใช่ จะต้องมาฆ่ากัน ไม่ใช่ต้องมาประหัตประหารกัน หลายอย่างยังจะต้องเดินหน้า พวกผมนั้น ต้องการให้ประเทศเดินหน้า เอาอย่างไรก็เอากันไม่มีปัญหาอะไร ถ้าหากว่ากระบวนการยุติธรรม ไม่เสมอภาคกัน ปฏิบัติกับผมอย่างไรก็ควรปฏิบัติกับฆาตกรอย่างนั้น ความสวยงาม ก็จะบังเกิด ผมเรียนกับท่านประธานว่าผมมีความวาดหวังว่าภายในปี ๒๕๕๕ เราจะได้ รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนที่เป็นประชาธิปไตย และประชาชนมีความหวงแหนมากที่สุด และเขาจะรักรัฐธรรมนูญฉบับนี้เท่ากับชีวิต ขอบพระคุณท่านประธาน