รัฐสภา · ครั้งที่ ๓ · ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๔

พิชัย นริพทะพันธุ์ หารือเรื่องน้ำท่วมในกรุงเทพมหานคร และเรียกร้องให้กรุงเทพมหานครและกระทรวงพลังงานเร่งแก้ไขปัญหาน้ำท่วม โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการแก้ปัญหาน้ำที่ไม่มีชลประทานและความจำเป็นในการมองหาวิธีแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในอนาคต นอกจากนี้ พิชัย ยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการคิดวิธีแก้ปัญหาน้ำท่วม และขอความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในอนาคต

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

เรียนท่านประธานที่เคารพ สมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม นายพิชัย นริพทะพันธุ์ นะครับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ผมขออนุญาตให้ข้อมูลที่ถูกต้องนะครับ กรุณาฟังให้จบก่อน แล้วผมจะเล่ารายละเอียดให้ฟังว่าสุดท้ายนี้ผมต้องการจะสื่ออะไรนะครับ อย่างนี้ครับ ตามที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้โชว์กราฟนี้ผมก็ขออธิบายว่าวันที่ ๓ กรกฎาคม ที่เรามีการ เลือกตั้งนะครับ น้ําในปี ๒๕๕๔ ต่างกับปี ๒๕๕๒ ปี ๒๕๕๓ อยู่หลายพันล้านลูกบาศก์เมตร พอวันที่ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์เป็นนายกรัฐมนตรี นี่คือเขื่อนสิริกิติ์นะครับ ก็ต่างกันอีก ถึง ๔,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร ถ้าเทียบกับปี ๒๕๕๒ นะครับ แล้วก็ ๓,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร ถ้าเทียบกับปี ๒๕๕๓ แล้วในวันศุกร์วันที่เรารับตําแหน่งจริง ๆ คือหลังจากแถลงนโยบาย มีความต่างกันถึง ๓,๐๐๐-๔,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร อันนี้พอวันที่ ๒๕ เขื่อนสิริกิติ์ นี่เริ่มปล่อยสปิลล์เวย์ (Spill way) แล้วนะครับ ถ้าท่านทราบว่าสปิลล์เวย์คืออะไร คืออย่างนี้ครับ คือมีการปล่อยพุ่งน้ําออกมาคือเหมือนกับว่าเราคอนโทรล (Control) ปริมาณน้ําไม่ได้แล้ว ถึงเริ่มต้องปล่อยล้นออกมา วันที่ ๒๔ สิงหาคมที่เราเมื่อเข้ารับตําแหน่งจริง ๆ มีสิทธิสั่งการ มีน้ําถึง ๙๒ เปอร์เซ็นต์แล้วนะครับในเขื่อนสิริกิติ์ รับประกันได้ครับอันนี้คือข้อมูลที่แท้จริง แล้วพอต่อมาก็เป็นเรื่องของเขื่อนภูมิพลก็เช่นกันในแต่ละช่วง แต่ละจังหวะ น้ําในปีนี้ที่เก็บไว้ ต่างกว่าปี ๒๕๕๒ และปี ๒๕๕๓ ๓,๐๐๐ ๔,๐๐๐ ๕,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร อันนี้ข้อมูล แท้จริงนะครับเช็กได้ แต่ที่ผมพูดนี่ไม่ได้มาด่าพวกท่าน ผมความจริงจะพูดอย่างนี้แล้วจบ แล้วก็เป็นการเมืองแล้วก็ด่ากันไปด่ากันมามันไม่ใช่นะครับ ความจริงที่เราไม่พูดกันก็คือว่า น้ําในบริเวณที่ไม่มีชลประทาน อันนี้ครับคือปัญหาอันแท้จริงซึ่งไม่คุยกันใช่ไหมครับ น้ําในน้ํายมไหลออกมา ๖,๐๐๐-๘,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร ไม่มีเขื่อนท่านไม่พูดกันนะครับ หรือน้ําที่ตกหลังเขื่อน น้ําทั้งหมดมีประมาณ ๒๑,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร แต่ว่าน้ําที่ปล่อย จากเขื่อน มีเขื่อนภูมิพลประมาณ ๒,๐๐๐ ล้านกว่าลูกบาศก์เมตร เขื่อนสิริกิติ์ก็ประมาณ ๒,๐๐๐ ล้านกว่าลูกบาศก์เมตร ประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์เองนะครับ อีก ๘๐ เปอร์เซ็นต์ พวกท่านไม่พูดถึงกัน อันนี้คือความจริง อันนี้คือสิ่งที่ปรากฏ อันนี้คือสิ่งที่จะให้ทุกท่าน ต้องกลับมาคิดว่าจะแก้ปัญหาน้ําที่ไม่มีชลประทานอย่างไร ผมว่าเราควรจะมองถึงอนาคต มากกว่าว่าอันนี้คือปัญหา ถ้าเรามามัวแต่ทะเลาะกันว่าคุณเก็บน้ํามาก คุณเก็บน้ําน้อย ทําไมเป็นอย่างนี้มันไม่จบนะครับ กระผมมองว่าเราอยากจะมองปัญหาที่เกิดขึ้นแล้วก็ เดินไปข้างหน้ามากกว่านะครับ อันนี้คือผมอยากจะเตือนให้พวกท่านคิดถึงเรื่องนี้ว่า การมองว่าจะทําอย่างไรที่จะดําเนินต่อไป กระทรวงพลังงานเราได้คิดเรื่องนี้มาตลอดนะครับ จริง ๆ แล้วถ้าเราดูก็เห็นว่าน้ํา แก๊ส ไฟฟ้า ไม่ขาดนะครับ ถ้าไฟฟ้าดับหมดป่านนี้ คนต้องอพยพจากรุงเทพมหานครมากก็จะเป็นปัญหาเยอะนะครับ อันนี้ผมเองก็อยากจะ เรียนนิดหนึ่งว่าเราก็ได้คิดปัญหาเวิร์ค เคส (Work case) ตลอดว่า ถ้าเกิดมีกรณีแย่สุด จะทําอย่างไร แล้วเราก็ได้มีการสนับสนุนรัฐบาลอย่างเต็มที่ อย่าง ปตท. เราบริจาคไปแล้ว ๓๐๐ กว่าล้านบาท กฟผ. ก็อีก ๗๐ ล้านบาท ในขณะเดียวกันเราแจกถุงยังชีพไปแล้ว ๑๖๐,๐๐๐ กว่าถุงยังชีพนะครับเพื่อสนับสนุน แล้วทาง ปตท. ก็ตั้งศูนย์เลี้ยงประชาชน ที่ได้รับความลําบากจากเรื่องนี้ถึง ๑๐ ศูนย์ อาหารวันละ ๑๕,๐๐๐ ชุด ประมาณวันละ ๑๕๐,๐๐๐ ชุดเลย แล้วก็ที่ศูนย์ธรรมศาสตร์รังสิตเราก็มีคนดูแลจนกระทั่งน้ําท่วมนะครับ ก็เลยอยากจะเรียนท่าน วันนี้เองผมขอเรียนนิดหนึ่งครับด้วยความเป็นห่วง วันนี้ผมได้มี โอกาสขึ้นเฮลิคอปเตอร์บินขึ้นดูว่าสภาพน้ําเป็นอย่างไร ผมขอเรียนให้ทุกท่านทราบจริง ๆ ว่า จากสภาพความเป็นจริงน้ํามันเยอะมากนะครับ มันยังขังอยู่ มันยังไม่มีการเคลื่อนไหว แล้วแต่ละวันทาง กทม. ก็ระบายน้ําได้น้อยมาก ผมเองไม่ได้ติว่าใครนะครับ มาปรึกษากัน ดีกว่าเรื่องนี้ว่าเราจะทํากันอย่างไร เพราะถ้าเรามัวแต่ด่ากันแล้วไม่ได้แก้ปัญหาน้ําก็ยัง คงที่อยู่มันไม่มีทางแก้นะครับ ประชาชนก็ลําบาก แล้วสุดท้ายเราทุกคนก็จะต้องเสียใจกัน อีกว่ามันเป็นอย่างไร ผมอยากให้ กทม. ลองหาทางร่วมกันว่าถ้ามันยังระบาย ปัจจุบันนี้ ที่ ๔๐-๖๐ ล้านลูกบาศก์เมตรมันออกไม่ได้ ผมว่ามันไม่ใช่นะครับ ที่ผมทราบมันมีเครื่องสูบน้ํา ตรงแม่น้ําเจ้าพระยาหลายเครื่อง เครื่องใหญ่ที่สุดอยู่แม่น้ําเจ้าพระยา ซึ่งน้ําไม่สามารถไปถึง บริเวณนั้นได้ที่จะสูบออกได้ ทําอย่างไร ที่จะต้องช่วยกันว่าให้น้ําไปถึงเครื่องสูบน้ําที่จะสูบ ออกได้ ซึ่งผมเชื่อว่าคาพาซิตี้ (Capacity) สูงสุดของ กทม. นี่ ๕๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ถ้าเรามี น้ําอยู่ ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านลูกบาศก์เมตร ๒๐ วัน ๓๐ วันเราอาจจะสูบหมด แต่ถ้าเกิดเป็น อย่างนี้ผมว่าเป็นเดือน ๆ ก็ไม่หมดนะครับ ผมอยากขอความกรุณานะครับ

อีกเรื่องหนึ่งที่ผมอยากจะให้ความจริงปรากฏคืออย่างนี้ครับ ผมไม่ยอมรับ ความจริงว่า ผมเองมีผู้สื่อข่าวต่างประเทศมาถาม ผมก็อธิบายว่ารัฐบาลในโลกนี่นะครับ ต่อให้เก่งอย่างไร เอาให้รัฐบาลประเภทดีที่สุดเลยก็ตามดําเนินงานได้ ๒ เดือนนี่นะครับ แล้วเจอเหตุการณ์ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ ไม่มีรัฐบาลไหนที่จะแฮนเดิล (Handle) ได้ดีหรอกครับ อันนี้ความจริงนะครับ ไม่ใช่ว่าผมจะมาแก้ตัวแต่เป็นความจริง จําได้รัฐบาลท่านเอง เมื่อปีที่แล้วน้ําท่วมน้อยกว่านี้ตั้งเยอะก็ยังเป็นปัญหาใช่ไหมครับ อันนี้ผมขอความจริง มาคุยกันว่าเป็นอย่างนั้นจริง ๆ นะครับ กทม. ซึ่งนานมาแล้วกว่า ๓-๔ ปีก็ยังแฮนเดิล เรื่องนี้ไม่ได้ ผมว่าเราควรจะมานั่งจับมือกัน ช่วยกันมากกว่าว่าจะแก้ปัญหาเรื่องน้ํากันอย่างไร มากกว่าที่จะมาด่ากันแล้วก็มาแก้ปัญหาในอนาคตกับประเทศ ผมว่าตอนนี้ช่วยกันคิดว่า จะเอาน้ําออกไปที่ปากน้ําเพื่อถ่ายออกทะเลอย่างไรดีกว่านะครับ ขอบพระคุณอย่างยิ่งครับ