รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๗ พฤษภาคม ๒๕๕๓

เจตน์ ศิรธรานนท์ หารือเรื่องการสร้างเครดิต การันตี แอนด์ อินเวสท์เมนท์ ฟาซิลิตี้ และวงเงินทุนจัดตั้ง โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นของการเข้าลงทุนในตลาดตราสารหนี้ และการสนับสนุนจากภาครัฐในการพัฒนาสถาบันการเงินของประเทศไทยให้เข้มแข็ง นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการลงทุนของประเทศไทยในซีจีไอเอฟ โดยมีความกังวลเกี่ยวกับการควบคุมและบริหารของสถาบันนี้ และเรียกร้องให้รัฐจัดการปัญหาที่เกิดขึ้น เช่น ความไม่เท่าเทียมกันในสถาบันการเงินไทย และผลประโยชน์ที่อาจเกิดขึ้นจากการเข้าร่วมซีจีไอเอฟ นอกจากนี้ยังแสดงความไม่แน่ใจเกี่ยวกับการใช้เงินกองทุนและเงินจากตลาดเพื่อปล่อยกู้ และขอให้ประธานและรัฐมนตรีตรวจสอบข้อมูล

นายเจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ภาครัฐ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ในกรอบแรกคือกรอบการเจรจาข้อตกลงจัดตั้งเครดิต การันตี แอนด์ อินเวสท์เมนท์ ฟาซิลิตี้ และกรอบวงเงินทุนจัดตั้งในส่วนที่ประเทศไทยจะต้องชําระ ก็คงจะต้องยอมรับละครับ เพราะว่าในเรื่องนี้จะทําให้ภาคเอกชนสามารถเข้าลงทุน ในตลาดตราสารหนี้ได้ง่ายขึ้น เพราะว่าซีจีไอเอฟจะช่วยคํ้าประกันตราสารหนี้ แต่ท่านประธานครับ ผมก็คงมีข้อสังเกตแล้วก็โดยที่ว่าเป็นคนค่อนข้างจะขี้ระแวง ก็อาจจะต้องให้ประเด็นที่อาจจะต้องถามท่านรัฐมนตรีผ่านท่านประธานในบางข้อนะครับ

ประเด็นแรก ในปัจจุบันนี้จากเทคโนโลยีที่พัฒนาและโลกาภิวัตน์ ตลาดโลกเราพัฒนาไปไกลมาก ซีจีไอเอฟมันมีความจําเป็น มันจะได้เปรียบเท่าที่ควร หรือเปล่า แล้วก็เรื่องของการพัฒนาถ้าหากว่าเรามุ่งไปที่ตลาดเฉพาะในประเทศมันจะ ง่ายกว่า แล้วมันจะเป็นจริงได้มากกว่าหรือไม่ เพราะว่าในการพัฒนาตามหลังประเทศ ที่เจริญแล้วนี่ผมว่ามันก็อาจจะเหมือนกับ ถ้าหากว่าเรายืนอยู่บนขาของตัวเราเอง มันน่าจะดีกว่าการตั้งความหวังแล้วก็เชื่อถือในตลาดที่ถูกควบคุมโดยผู้อื่นที่แข็งแกร่ง กว่าเรา ประเทศยักษ์ใหญ่ ประเทศญี่ปุ่น ประเทศเกาหลี ประเทศจีน เขาก็มีการพัฒนา ระบบการเงินที่สอดคล้องกับตลาดโลกไปนานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นด้านลึกหรือด้านกว้าง เขามีสถาบันการเงิน ตลาด และเครื่องมือทางการเงินที่หลากหลาย จึงสามารถชี้นํา และควบคุมตลาดได้ และก็จะเป็นคู่แข่งกับสถาบันการเงินของประเทศไทยที่จะถูกทําให้ อ่อนแอถ้าปราศจากการสนับสนุนจากรัฐ ในตรงนี้นโยบายของรัฐก็น่าจะตื่นตัว และพัฒนาสถาบันการเงินของเราให้เข้มแข็งในทิศทางเดียวกับตลาดสากล ซึ่งตรงนี้ ผมเชื่อว่าทางท่านรัฐมนตรีก็น่าจะทําอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าถ้าเราทําตรงนี้แล้วเร่งให้มัน เข้มแข็งขึ้น ความจําเป็นตรงนี้เราอาจจะไม่จําเป็นก็ได้

ประเด็นที่สอง การที่สัดส่วนของเรานี่ลงทุนเพียง ๑๔ ล้านเหรียญสหรัฐ น้อยมากนะครับ เราก็จะได้ประโยชน์น้อยด้วย แต่ปัญหาก็คือว่าเราจะทําหน้าที่เป็นเพียง ตรายางหรือเปล่า มีหน้าที่เพียงส่งเงินให้ซีจีไอเอฟที่จะบริหารโดยประเทศอื่นหรือเปล่า ฉะนั้นถ้าหากว่าเรายืนอยู่บนลําแข้งของตัวเราเองได้ สร้างสถาบันของเราเองที่มี ความน่าเชื่อถือ ผมคิดว่าตรงนี้ก็น่าจะดีกว่าที่เรายกประเทศให้กับต่างชาติผ่านพหุภาคี แล้วก็ยอมให้อนาคตของชาติตกอยู่ในมือของผู้เชี่ยวชาญทางการเงิน ซึ่งก็ไม่ได้หวังดี ต่อประเทศชาติเราหรอกครับ ไม่เหมือนกับคนในประเทศของเรา ผู้เชี่ยวชาญทางการเงิน ไม่ว่าจะมาจากที่ไหนก็ตามล้วนแล้วแต่ทําเพื่อเป้ำหมาย เพื่อประโยชน์ส่วนตนหรือองค์กร ของตัวเองเท่านั้น และเราก็เห็นได้ชัดเจนว่าปัจจุบันที่มันมีปัญหาการล้มของสถาบันการเงิน ที่เริ่มจากประเทศสหรัฐอเมริกาก็มาจากเรื่องพวกนี้ละครับ แล้วก็การที่เรามีสัดส่วนลงทุน หุ้นน้อยนี่จึงทําให้เราไม่มีบทบาทแล้วเสียงมันก็จะเสียงเบา ผมคิดว่าในการบริหาร และควบคุมองค์กรนี่มันก็อาจจะไม่เกิดประโยชน์ต่อประเทศเราเท่าที่ควรนะครับ

อีกประเด็นหนึ่ง คือซีจีไอเอฟนี่ถูกควบคุมและบริหารผ่านคณะกรรมการ และคณะกรรมการบริหาร หมายถึงว่าการควบคุมเศรษฐกิจไทยและระบบสังคมนี่จะถูก หยิบยื่นให้กับต่างชาติ เป็นเรื่องที่อ่อนไหวนะครับ รัฐจะควบคุมและจัดการกับปฏิบัติการ ของซีจีไอเอฟในประเทศไทยได้อย่างไร ตรงนี้พูดตรง ๆ นะครับเป็นห่วงครับ แล้วก็ รัฐบาลไทยจะบังคับใช้กฎหมายหรือระเบียบที่ออกโดยแบงก์ชาติหรือกระทรวงการคลังนี่ ไปควบคุมสถาบันการเงินอื่นได้หรือไม่ จะเกิดสิทธิสภาพนอกอาณาเขตหรือเปล่า อันนี้ ด้วยความเป็นห่วงจริง ๆ นะครับ

อีกประเด็นหนึ่งนะครับ ความฝันในการจัดตั้งตลาดพันธบัตรอาเซียนหรือ อาเซียน บอนด์นี่จะถูกชี้นําโดยประเทศยักษ์ใหญ่ที่มีสถาบันการเงินที่มีความพร้อม ไม่ตรงกับความต้องการของนักธุรกิจและนักลงทุนไทย น่าจะตอบสนองคนไทยก่อน มากกว่าที่ต้องการภาพลักษณ์สากล คือภาพลักษณ์สากลนี่มันไม่ได้เป็นสิ่งที่ประชาชน คนไทยโดยเฉพาะระดับรากหญ้าเขาต้องการ ท่านดูนะครับ นโยบายผ่อนชําระหนี้ เกษตรกรที่รัฐให้สัญญา แต่ท่านดูธนาคาร ธนาคารนี่กลับมุ่งแต่จะฟ้ องลูกหนี้ ซึ่งตรงนี้ มันเป็นปัญหาของชาวบ้าน ของประชาชนของเราจริง ๆ นะครับ เขาไม่ได้สนใจข้างบนครับ เขาไม่ได้สนใจการกู้เงิน การออกพันธบัตรในระดับข้างบน แต่ว่าชาวบ้านนี่เขาสนใจ ในสิ่งที่เขาเกี่ยวข้องนะครับ ตรงนี้ผมคิดว่ามันก็อาจจะเป็นความสําเร็จเฉพาะในส่วน ของยอดไอซ์เบิร์ก (Iceberg) ที่อยู่เหนือนํ้า แต่ว่าส่วนที่อยู่ใต้นํ้านี่มันยังมีปัญหา อีกมากมาย ซึ่งตรงนี้เราดูเหมือนกับว่าในระบบที่ควบคุมสถาบันการเงินของเราดูเหมือน จะประสบความสําเร็จ แต่จริง ๆ มันมีปัญหามากมาย ปัญหาที่ผมยกมานี่คือปัญหาที่รัฐ ไม่สามารถจะจัดการในธนาคารต่าง ๆ หรือสถาบันการเงินต่าง ๆ ตรงนี้มันมีปัญหา ที่ส่งผลค่อนข้างมากมาย แล้วก็โดยเฉพาะในธนาคารต่าง ๆ ขณะนี้ก็เป็นที่ทราบกันดีว่าธนาคารใหญ่ ๆ ของเรา มันกลายเป็นธนาคารของต่างชาติชื่อไทย แต่เป็นของประเทศสิงคโปร์หรือของประเทศอื่น ซึ่งตรงนี้มันจะส่งผลถึงนโยบายของรัฐบาลต่อไปหรือไม่ ผมก็ค่อนข้างเป็นห่วงนะครับ

แล้วก็คิดว่าข้อสุดท้ายของซีจีไอเอฟนะครับ ท่าน ส.ส. ท่านจุติ ขออภัย ที่เอ่ยนาม ว่าตลาดตราสารหนี้เราควรจะมีมานานแล้ว ๑๐ ปีแล้ว แล้วถามว่าถ้าหากว่า ๑๐ ปีมันก็ยังอยู่ของมันได้ แล้ว ณ วันนี้มันมีความจําเป็นจริงหรือ เพราะว่าในเรื่อง ของการพัฒนาตราสารหนี้ จริง ๆ อย่างที่กล่าวไว้ตั้งแต่ต้นมันควรจะพัฒนาตลาด ตราสารหนี้ของเราให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติคือการพัฒนาตัวของเราเอง แต่ไม่ใช่ว่า ขณะนี้เรากําลังจะอนุมัติซีจีไอเอฟ ซึ่งจะช่วยให้ประเทศอื่นกลับมาพัฒนาตลาด ตราสารหนี้ของเราใช่ไหมครับ เพื่อผลประโยชน์ของประเทศเหล่านั้น ผมไม่ได้คิด หรอกนะครับว่าการที่หลาย ๆ ประเทศที่มาลงเงินร่วมกันแล้วเขาจะหวังดีต่อประเทศไทย แต่ผมคิดว่าเขาก็หวังจะเป็นประโยชน์ต่อเขา ข้อสําคัญที่ผมเป็นห่วงมากที่สุด เขาจะมา ควบคุมเราทางอ้อม ใช้เครือข่าย กลไก แขน ขา ขององค์กรที่จัดตั้งขึ้นเป็นผลประโยชน์ ต่อประเทศของเขาเอง ซึ่งตรงนี้ผมเป็นห่วงค่อนข้างมากนะครับ สําหรับร่างความตกลง มาตรการริเริ่มเชียงใหม่ไปสู่การเป็นพหุภาคีนั้นก็คงจะเช่นเดียวกับซีจีไอเอฟ เป็นเรื่อง ที่คิดว่าคงจะต้องรับรองแต่ว่าก็ยังมีประเด็นบางประเด็นที่อยากจะถามท่านรัฐมนตรี ผ่านทางท่านประธานนะครับ

ข้อแรก ในเรื่องของเวิลด์ แบงก์ (World bank) และเอดีบี ในสัดส่วนของ เวิลด์ แบงก์และเอดีบีมันจะดีกว่านี้หรือไม่ ถ้าหากว่าเราเพิ่มสัดส่วน เพิ่มหุ้นหรือเพิ่มทุน ในเวิลด์ แบงก์และเอดีบี เพราะว่าเราใช้บริการของหน่วยงานทั้งสองค่อนข้างมาก เรามี การกู้ยืมจาก ๒ หน่วยงานนี้ตลอด เรื่องที่ผ่านสภาก็จะมีเรื่องนี้ตลอด แต่ปัญหาก็คือว่าเรา ไม่ค่อยมีสิทธิมีเสียงในเวิลด์ แบงก์และเอดีบีเท่าที่ควร ตรงนี้มันเกิดจากการถือหุ้นหรือสัดส่วน ตรงนี้เราน้อยเกินไปหรือเปล่า เพราะฉะนั้นผมคิดว่าถ้าหากว่าเราเปลี่ยนจากแนวคิดที่เรา จะทําซีเอ็มไอเอ็มทิศทางเดียว แต่เรามุ่งไปในเรื่องของการเพิ่มสัดส่วนเวิลด์ แบงก์และเอดีบี อย่างที่ผมกล่าวนี่มันจะเป็นประโยชน์มากกว่าหรือไม่ ก็ฝากเป็นคําถามครับ

อีกข้อหนึ่งนะครับ ผมไม่แน่ใจว่าตัวซีเอ็มไอเอ็มมันรับรองโดยใช้ เงินกองทุนอย่างเดียวหรือจะต้องหาเงินจากตลาดมาเพื่อปล่อยกู้ด้วย อันนี้ผมฝาก ตั้งคําถามผ่านท่านประธานถึงท่านรัฐมนตรีนะครับ เพราะว่าถ้าหากว่าหาเงินจากตลาด มาเพื่อปล่อยกู้เพื่อให้ไปกู้ต่อแล้วนี่มันก็จะดูว่าแปลก ๆ แล้วก็จะรู้สึกว่าภาพมันไม่สวยหรู อย่างที่ควร ตรงนี้เพียงแต่ว่าเป็นข้อสงสัยอยู่

อีกข้อหนึ่งก็คือว่า เวลาที่เรามีปัญหาวิกฤติทางการเงินเราไปหาไอเอ็มเอฟ ได้อยู่แล้ว แล้วเราก็ไปหาหน่วยงานอื่นก็ได้ แล้วเราจําเป็นจะต้องตั้งซีเอ็มไอเอ็มหรือเปล่า เพราะว่าการที่เราจําเป็นจะต้องตั้งซีเอ็มไอเอ็มหรือเปล่า ก็เพราะว่าเราก็เว้นว่างมาตั้ง ๑๐ ปีแล้ว ซึ่งตรงนี้ผมก็เลยสงสัย เพราะฉะนั้นผมก็เลยสงสัยต่อว่าที่เราตั้งซีเอ็มไอเอ็ม ตั้งเพราะว่ายักษ์ใหญ่มันอยากจะครอบครองเอเชียหรือเปล่า ผมกล่าวแล้วนะครับ ผมเป็นคนขี้ระแวง เพราะฉะนั้นถ้าหากว่ายักษ์ใหญ่ประเทศ+๓ เขาต้องการอาเซียน ผมก็คงจะคิดเห็นเหมือนท่าน ส.ส. อรรถวิชช์ ขออภัยที่เอ่ยนาม ที่บอกว่าเราไม่จําเป็น ต้องพึ่งยักษ์ใหญ่หรอกครับ เราอยู่ด้วยลําพังตัวของเราเอง แล้วเราก็สร้างมาตรการ ของสถาบันการเงินที่ดี ที่ถูกต้อง และเหมาะสม ให้มันเข้มแข็งเป็นมาตรฐานสากลมันจะ ดีกว่าหรือไม่ แทนที่เราจะต้องไปยืมมือคนอื่นเขามาบริหารจัดการตรงนี้ อยากจะฝาก ตรงนี้เป็นคําถามผ่านท่านประธานไป อันนี้ก็คงเช่นเดียวกันเพราะว่าในกรณีที่ประเทศไทย ลงเงินเพียงร้อยละ ๓.๙๗ มันก็ชี้ชัดนะครับว่าถูกชี้นําโดยประเทศยักษ์ใหญ่ ก็คงจะเหมือนกับซีจีไอเอฟเช่นเดียวกันที่ ๓ พี่เบิ้มจะเป็นผู้ควบคุมซีเอ็มไอเอ็มและมี เสียงดัง ประเทศไทยจึงมีหน้าที่เป็นเพียงผู้ช่วยประเทศทั้งสามเท่านั้น ก็คิดว่าคงจะเป็น ประเด็นที่อยากจะฝากท่านประธานผ่านถึงท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังนะครับ ผมคิดว่าในกรณีที่ถ้าหากว่าเราเห็นว่าประโยชน์มันเกิดขึ้นค่อนข้างชัดเจนก็น่าจะส่งเสริม สนับสนุน แต่ถ้าหากว่าประโยชน์ที่เกิดขึ้นมันไม่ชัดเจน มันยังมีคําถาม มีปรัศนีอยู่ตั้ง หลายข้ออย่างนี้ ก็อยากจะฝากท่านประธานผ่านถึงท่านรัฐมนตรีว่าช่วยตอบคําถามตรงนี้ ให้ชัดเจนขึ้น ผมจะได้ลงเสียงโหวตรับต่อข้อตกลงทั้งสองนี้อย่างสบายใจ ขอบคุณครับ