กรณี จาติกวณิช หารือเรื่องการจัดตั้งซีจีไอเอฟ และการจัดตั้งกองทุนริเริ่มเชียงใหม่ โดยเรียกร้องความช่วยเหลือจากประเทศอาเซียน และธนาคารพัฒนาเอเชีย และอธิบายถึงประโยชน์ของการลงทุนในกองทุนนี้ รวมถึงการลดต้นทุนดอกเบี้ยและอายุในการกู้ยืม และการปรับโครงสร้างกองทุนริเริ่มเชียงใหม่เพื่อแก้ไขปัญหาสภาพคล่องในระยะสั้นของประเทศสมาชิกอาเซียน และใช้เป็นแนวทางแก้ไขปัญหาในกรณีที่เกิดขึ้นในยุโรป
กราบเรียน ท่านประธานสภาและเพื่อนสมาชิกรัฐสภาที่เคารพครับ ขอขอบพระคุณสําหรับคําอภิปราย ที่โดยส่วนใหญ่ก็เป็นคําอภิปรายสนับสนุนทั้งในส่วนของการจัดตั้งซีจีไอเอฟ และการจัดตั้ง กองทุนริเริ่มเชียงใหม่หรือซีเอ็มไอเอ็ม อันนี้มีคําถาม ๒-๓ คําถามนะครับ
คําถามแรก ผมขออนุญาตที่จะตอบเรื่องที่มาของเม็ดเงินที่จะใช้เป็นทุน จัดตั้งในส่วนของกองทุนซีจีไอเอฟ ซึ่งได้ระบุไว้ว่าเงินทุนจัดตั้งโดยรวมของกองทุนนี้ จะอยู่ที่ ๗๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ก็ขออนุญาตเรียนกับท่านสมาชิกว่าในสัดส่วน ที่ประเทศไทยจะต้องรับผิดชอบเป็นสัดส่วนเท่ากันกับประเทศอาเซียนอีก ๔ ประเทศก็คือ ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศมาเลเซีย ประเทศฟิลิปปินส์ และประเทศสิงคโปร์ ซึ่งแต่ละประเทศ จะมีความรับผิดชอบเพียงแค่ ๑๔ ล้านเหรียญสหรัฐหรือ ๑๔ ล้านเหรียญสหรัฐ จาก ๗๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐโดยรวม โดยที่เม็ดเงินส่วนใหญ่จะมาจากประเทศที่ใหญ่กว่า ก็คือประเทศจีน ประเทศญี่ปุ่น รวมไปถึงประเทศเกาหลี และตัวธนาคารพัฒนาเอเชียเอง ส่วนที่มาของ ๑๔ ล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ ๔๙๐ ล้านบาทนั้นเป็นเงินงบประมาณ ที่จะต้องจัดสรรต่อไป ถามว่าประโยชน์ที่ผู้ประกอบการภาคเอกชนและประเทศไทย จะได้รับจากกองทุนนี้ ความจริงชัดเจนอยู่ในตัวเลขเพราะว่าถึงแม้ว่ากองทุนจะมี ขนาดใหญ่ถึง ๗๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วนเม็ดเงินที่เราต้องร่วมลงขันอยู่ที่ระดับ ๑๔ ล้านเหรียญสหรัฐ แต่มูลค่าของตัววงเงินการคํ้าประกันโดยรวมที่ภาคเอกชนของเรา จะได้รับจากการออกพันธบัตรโดยกองทุนนี้อยู่ที่ระดับ ๑๐ เท่าต่อเงินทุนที่เราได้ร่วมลงทุน ดังนั้นเราใส่เงิน ๑๔ ล้านเหรียญสหรัฐ แต่วงเงินการคํ้าประกันโดยรวมที่จะได้รับจาก กองทุนนี้อยู่ที่ระดับ ๑๔๐ ล้านเหรียญสหรัฐซึ่งจะทําให้ผู้ประกอบการของเราสามารถ ที่จะออกพันธบัตร ไม่ว่าจะเป็นพันธบัตรสกุลเงินบาทหรือสกุลเงินอื่น ๆ และได้รับ การคุ้มครองหรือการยกระดับความน่าเชื่อถือด้วยการคํ้าประกันของกองทุนนี้ในวงเงิน ที่สูงกว่าเงินทุนของประเทศของเราถึง ๑๐ เท่า ประโยชน์ตรงนี้ความหมายก็คือต้นทุน ดอกเบี้ยของพันธบัตรของภาคเอกชนของเราจะลดลง ซึ่งผมจะขออนุญาตตอบคําถาม อีกคําถามหนึ่งต่อกันเลยว่าการกําหนดระดับความน่าเชื่อถือที่บี (B) ๓ ตัวหรือทริปเปิล บี เป็นอันดับตํ่าสุดนั้นคิดว่าไม่ตํ่าเกินไปเพราะว่าเป้ำหมายวัตถุประสงค์ของกองทุนนี้ก็คือ เราต้องการที่จะเพิ่มโอกาสให้กับผู้ประกอบการที่โดยปกติแล้วระดับความเสี่ยงอาจจะ ไม่เป็นที่ยอมรับโดยตลาดเงินทั่วไป แต่เมื่อมีการคํ้าประกันโดยกองทุนนี้ก็จะสามารถ ยกระดับความน่าเชื่อถือที่อาจจะเริ่มต้นอยู่ที่บี ๓ ตัว อาจจะปรับขึ้นมาเป็นเอ (A) ๓ ตัวได้ เนื่องจากตัวกองทุนนี้เป็นกองทุนที่มีเงินทุนสํารองเพียงพอที่จะสามารถยกระดับ ความน่าเชื่อถือของตัวพันธบัตรจากภาคเอกชนได้ ซึ่งความหมายก็คือต้นทุนดอกเบี้ย จะลดลงเพราะความเสี่ยงลดลงและอายุในการกู้ยืมก็จะยาวขึ้น เช่นเดียวกันเป็น เพราะความเสี่ยงนั้นลดลง
ส่วนกองทุนริเริ่มเชียงใหม่ ผมขออนุญาตเรียนว่าก็เป็ นความตั้งใจ ของทางรัฐบาลที่จะปรับโครงสร้างของกองทุนริเริ่มเชียงใหม่ร่วมกันกับเพื่อนสมาชิก อาเซียน+๓ให้สอดคล้องต่อความต้องการและการพัฒนาตลาดเงิน ผมขออนุญาต เรียนเพื่อนสมาชิกรับทราบนะครับว่า ณ ปัจจุบันวันนี้เลยตลาดเงินทั่วโลกก็ระสํ่าระสาย อีกครั้งหนึ่ง สืบเนื่องมาจากความกังวลที่ทุก ๆ ประเทศมีต่อผลที่อาจจะเกิดขึ้นจากวิกฤติ ทางการเงินที่ประเทศหนึ่งในยุโรป ณ ปัจจุบันคือประเทศกรีซ ซึ่งดูเหมือนว่าอยู่ในขั้นตอน ของการเข้าสู่การล้มละลาย ซึ่งทําให้ตลาดเงินทั่วโลกแล้วก็โดยเฉพาะตลาดเงินในยุโรป ได้รับผลกระทบอย่างหนัก แม้แต่ตลาดหุ้นไทยวันนี้เองก็ปรับลดลงสืบเนื่องมาจาก ตลาดหุ้นทั่วภูมิภาคเอเชียปรับลดลง จากความกังวลที่จะเกิดขึ้นว่าเหตุการณ์ที่กําลัง เกิดขึ้นในกรีซนั้นจะส่งผลต่อระดับความมั่นคงหรือเสถียรภาพของการเงินทั่วโลกหรือไม่ ก็จะต้องขออนุญาตเรียนเป็นคําอธิบายนะครับว่า ความจริงถ้ายุโรปเขามีกองทุนของเขา ในรูปแบบหรือลักษณะเดียวกันกับกองทุนริเริ่มเชียงใหม่ของอาเซียนก็อาจจะเป็นตัวตอบ โจทย์และแก้ไขปัญหาให้กับประเทศกรีซไปได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ เพราะกองทุนริเริ่มเชียงใหม่ มีไว้เพื่อแก้ไขปัญหาลักษณะนี้โดยเฉพาะนะครับ ก็คือปัญหาที่ประเทศใดประเทศหนึ่ง ที่เป็ นสมาชิกในกรณีนี้ก็คือสมาชิกเครือข่ายอาเซียน มีประเด็นปัญหาเรื่องของ สภาพคล่องในระยะสั้นสามารถที่จะเข้าถึงการกู้ยืมโดยกองทุนที่เป็นกองทุนรวมทุน สํารองระหว่างประเทศของประเทศอาเซียน+๓ เพื่อที่จะสามารถหยิบขึ้นมาแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้นะครับ ไม่รอให้ปัญหานั้นลุกลามต่อไป ดังนั้นจึงเป็ นแนวทางที่นอกจากทันสมัยแล้วจะสามารถที่จะช่วยแก้ปั ญหา ด้วยการตัดไฟตั้งแต่ต้นลมให้กับกลุ่มประเทศสมาชิกของอาเซียนได้ในกรณีที่ในอนาคต อาจจะมีประเด็นปัญหาสภาพคล่องในระยะสั้นเช่นเดียวกันกับที่เคยประสบมาในช่วง วิกฤติเศรษฐกิจเอเชียปี ๒๕๔๐ และวิกฤติที่กําลังปรากฏในกลุ่มประเทศยุโรปเองครับ ขอบคุณครับ