รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๗ พฤษภาคม ๒๕๕๓

กรณี จาติกวณิช เสนอร่างความตกลงและมาตรการริเริ่มเชียงใหม่เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ โดยระบุว่าความตกลงซีเอ็มไอเอ็มได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอาเซียน+๓ และมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นกลไกความร่วมมือทางการเงินของภูมิภาคในการเสริมสภาพคล่องระหว่างกัน นอกจากนี้ กรณี จาติกวณิช ยังหารือเรื่องวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจโลกและขอให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบความตกลงมาตรการริเริ่มเชียงใหม่เพื่อสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของภูมิภาค

นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาและท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติ กระผม นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้นําเสนอร่างความตกลง มาตรการริเริ่มเชียงใหม่ไปสู่การเป็นพหุภาคีต่อรัฐสภา เพื่อการพิจารณาให้ความเห็นชอบ

ตามที่รัฐสภาได้มีมติเห็นชอบกรอบการเจรจามาตรการริเริ่มเชียงใหม่ไปสู่ การเป็นพหุภาคี หรือเชียงใหม่ อินิทิเอทีฟ มัลติเลเทอรัลไลเซชัน (Chiang Mai Initiative Multilateralization) ในการประชุมครั้งที่ ๔ สมัยสามัญทั่วไป ระหว่างวันที่ ๒๔-๒๕ มีนาคม ๒๕๕๒ นั้น กระผมขอเรียนว่า บัดนี้ประเทศสมาชิกอาเซียน+๓ อันประกอบด้วยประเทศสมาชิกอาเซียน ๑๐ ประเทศ ประเทศญี่ปุ่ น สาธารณรัฐ ประชาชนจีนและสาธารณรัฐเกาหลี ได้จัดทําร่างความตกลงซีเอ็มไอเอ็ม (CMIM) เสร็จสมบูรณ์แล้ว ซึ่งร่างความตกลงมีสาระสําคัญตามหลักการสําคัญที่ที่ประชุม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอาเซียน+๓ ครั้งที่ ๑๒ เมื่อวันที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๕๒ ณ เกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย ได้ให้ความเห็นชอบและเป็นไปตามกรอบการเจรจา ที่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา มาตรการริเริ่มเชียงใหม่ไปสู่การเป็นพหุภาคีได้จัดตั้งขึ้น เมื่อปี ๒๕๔๓ ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรการริเริ่มหลักของความร่วมมือด้านเศรษฐกิจการเงิน ระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน+๓ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นกลไกความร่วมมือ ทางการเงินของภูมิภาคในการเสริมสภาพคล่องระหว่างกัน ในกรณีที่ประเทศสมาชิก ประสบปัญหาดุลการชําระเงินหรือขาดสภาพคล่องของเงินทุนสํารองระหว่างประเทศ ในระยะสั้น และยังเป็นส่วนเสริมความช่วยเหลือด้านการเงินที่ได้รับจากองค์กรการเงิน ระหว่างประเทศอีกทางหนึ่ง โดยประเทศสมาชิกได้มีการสร้างเครือข่ายความตกลงทวิภาคี ว่าด้วยการแลกเปลี่ยนเงินตราหรือไบแเลทเทอรัล สวอพ อะกรีเมนท์ (Bilateral Swap Agreement) ซึ่งความร่วมมือภายใต้มาตรการริเริ่มเชียงใหม่นี้ยังไม่ครอบคลุมทุกประเทศ สมาชิก ด้วยเหตุนี้ประเทศสมาชิกอาเซียน+๓ จึงร่วมมือกันพัฒนากลไกภายใต้มาตรการ ริเริ่มเชียงใหม่ไปสู่การเป็นพหุภาคีให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการจัดทําความตกลง มาตรการริเริ่มเชียงใหม่ไปสู่การเป็นพหุภาคีหรือความตกลงซีเอ็มไอเอ็มฉบับนี้ กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาและท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติ กระผมมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่า การพัฒนาการริเริ่มเชียงใหม่จากรูปแบบของความตกลงว่าด้วยการแลกเปลี่ยนเงินตรา ทวิภาคีมาเป็นรูปแบบของพหุภาคี ซึ่งครอบคลุมประเทศสมาชิกทั้ง ๑๓ ประเทศ รวมถึง ประเทศฮ่องกง จะทําให้กลไกในการให้ความช่วยเหลือทางการเงินระหว่างกันของสมาชิก อาเซียน+๓ มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะความแน่นอนของจํานวนวงเงินที่ได้รับ ความช่วยเหลือและลดขั้นตอนและเวลาการดําเนินการเบิกถอน นอกจากนี้กระผมเชื่อมั่นว่าการจัดทําความตกลงซีเอ็มไอเอ็มในช่วงเวลานี้จะส่งผลดี ต่อประเทศไทยและต่อภูมิภาคอาเซียน+๓ โดยจะเป็นการสร้างความมั่นใจว่าประเทศสมาชิก ทุกประเทศจะได้รับความช่วยเหลือทางการเงินได้อย่างทันท่วงทีในกรณีที่เกิดวิกฤติ ทางการเงิน พร้อมกันนี้ยังแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการเงินของกลุ่ม ประเทศอาเซียน+๓ ที่แข็งแกร่งเป็นรูปธรรมและแน่นแฟ้ นยิ่งขึ้น ในภาวะที่เศรษฐกิจโลก ยังมีความท้าทายอยู่ในปัจจุบัน ความตกลงซีเอ็มไอเอ็มฉบับนี้เป็นสัญญาความตกลง พหุภาคีในการแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน+๓ รวมประเทศฮ่องกง มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นกลไกของภูมิภาคในการเสริมสภาพคล่องระหว่างประเทศสมาชิก ในกรณีที่สมาชิกประสบปัญหาดุลการชําระเงินหรือขาดสภาพคล่องในระยะสั้น โดยในส่วนหนึ่งคาดว่าการได้รับความช่วยเหลือจากประเทศสมาชิกด้วยกันนี้จะสามารถ ทําให้ประเทศสมาชิกลดการพึ่งพาความช่วยเหลือด้านการเงินที่ได้รับจากองค์กรการเงิน ระหว่างประเทศอื่น ๆ สาระของความตกลงฉบับนี้เป็นไปตามกรอบการเจรจามาตรการ ริเริ่มเชียงใหม่ไปสู่การเป็ นพหุภาคีที่รัฐสภาได้ให้ความเห็นชอบไปแล้ว มีเนื้อหา ครอบคลุมขนาดและวงเงินสมทบในซีเอ็มไอเอ็มโดยประเทศสมาชิกได้กําหนดวงเงินไว้ที่ ๑๒๐,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งมีสัดส่วนในการผูกพันเงินทุนสํารองระหว่างประเทศ ของประเทศสมาชิกอาเซียนในสัดส่วนร้อยละ ๒๐ หรือเท่ากับ ๒๔,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ในขณะที่กลุ่มประเทศอาเซียน+๓ รวมประเทศฮ่องกงจะมีสัดส่วนสมทบที่ร้อยละ ๘๐ ของซีเอ็มไอเอ็มหรือเท่ากับ ๙๖,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งในส่วนของประเทศไทยตามที่ รัฐสภาให้ความเห็นชอบธนาคารแห่งประเทศไทยจะสมทบเงินทุนสํารองระหว่างประเทศ ในวงเงิน ๔,๗๐๗ ล้านเหรียญสหรัฐในซีเอ็มไอเอ็ม นอกจากนี้ความตกลงยังได้กําหนด การสมทบเงินในซีเอ็มไอเอ็มของสมาชิกวงเงินเบิกถอนความช่วยเหลือรูปแบบ และระยะเวลาการเบิกถอนวงเงินความช่วยเหลือ และขั้นตอนการเบิกถอนวงเงิน ความช่วยเหลือไว้ในรายละเอียดด้วย

ปัญหาวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจและการเงินโลกที่ประเทศต่าง ๆ กําลัง ประสบอยู่ ณ ปัจจุบันได้ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเงิน ที่สูงขึ้น ในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลไทยและรัฐบาลของประเทศสมาชิกอาเซียน+๓ ตระหนักดี ถึงปัญหาและความจําเป็ นที่จะต้องดําเนินมาตรการในระดับภูมิภาค เพื่อรองรับ ผลกระทบจากวิกฤตการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้น

รัฐบาลขอเรียนว่า การจัดตั้งซีเอ็มไอเอ็มนี้มีความสําคัญต่อการสร้าง เสถียรภาพทางเศรษฐกิจของภูมิภาค โดยจะเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันต่อผลกระทบจาก ความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้อีกขั้นหนึ่ง

ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาแล้วและเพื่อให้เป็นไปตามมาตรา ๑๙๐ วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ รัฐบาลจึงขอให้รัฐสภาพิจารณา ให้ความเห็นชอบร่างความตกลงมาตรการริเริ่มเชียงใหม่ไปสู่การเป็นพหุภาคีฉบับนี้ เพื่อให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยร่วมลงนาม ในความตกลงดังกล่าวต่อไป ขอบคุณครับ