โสภณ ซารัมย์ หารือเรื่องการบินไทยและนโยบายการบริหารรัฐวิสาหกิจ โดยกล่าวถึงการขาดทุนในอดีตและความภาคภูมิใจในสายการบินของประเทศ พร้อมพูดถึงผลกระทบจากการเพิ่มเที่ยวบิน และประโยชน์ที่ไทยได้รับจากการทำเอ็มโอยู โดยปฏิเสธข้อกล่าวหาว่าแอร์เอเชียไม่ใช่บริษัทที่ถือหุ้นในประเทศไทย
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม โสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ขอชี้แจง ข้อสงสัยของท่านสมาชิกรัฐสภาที่ผมได้นั่งฟัง มีอยู่ ๒ ประเด็น ประเด็นแรกซึ่งไม่ได้ เกี่ยวข้องกับข้อตกลงที่เราพิจารณาอยู่ทั้ง ๓ ฉบับ แต่ผมต้องกราบขออนุญาต ท่านประธานได้ชี้แจงต่อสมาชิกรัฐสภา เพราะว่าฟังดูส่วนใหญ่ก็เหมือนอภิปรายในเรื่องที่ ไม่เกี่ยวข้องก็คือเรื่องของการบินไทย ผมกราบเรียนอย่างนี้การบินไทยเปึนบริษัทมหาชน ที่รัฐถือหุ้นเปึนส่วนใหญ่ วันนี้กระทรวงคมนาคมเปึนผู้กํากับโดยรัฐบาล คําว่า กํากับ ในอดีตในเรื่องการบริหารรัฐวิสาหกิจเองก็ตาม บริษัทมหาชนเองก็ตามจะถูกตําหนิ มาตลอดถึงเรื่องการเข้าไปแทรกแซงจนทําให้รัฐวิสาหกิจหรือบริษัทมหาชนนี้ได้เสียหาย ในยุคผมที่เข้ามาก่อนนั้นขาดทุนไป ๒๐,๐๐๐ ตัวเลข เราก็พยายามที่จะแก้ไขสถานะ ทางการเงินจน ณ ปัจจุบันนี้ตัวเลขก็หายจากตัวแดงแล้ว สิ่งที่ท่านได้หยิบยกขึ้น ก็คือการกําหนดหรือการหยุดบินเส้นทางการบิน ผมกราบเรียนอย่างนี้ในนโยบาย ในนโยบายที่ผมให้ว่าเส้นทางการบินที่อยู่ในประเทศถ้าไม่ขาดทุนจะงดบินไม่ได้ ส่วนว่า ถ้าขาดทุนแล้วต้องดูว่าการขาดทุนนั้นเราสามารถที่จะลดต้นทุนอะไรต่าง ๆ ได้ไหม ในขณะนี้ที่สนามบินที่ท่านกล่าวถึงไม่ว่าจะเปึนจังหวัดอุดรธานี จังหวัดอุบลราชธานี หรือที่ไหนก็แล้วแต่ท่านกล่าวถึงก็ยังไม่ได้ข้อสรุป ฉะนั้นสรุปในเรื่องการจะบินจังหวัด อุบลราชธานีหรือจังหวัดอุดรธานีท่านอย่าไปตกใจว่าวันนี้กระทรวงคมนาคมในกํากับ นโยบายได้มีนโยบายชัดเจนที่จะบริหารเส้นทางการบินและเราก็ให้ความสําคัญถึง ความภาคภูมิใจของสายการบินของประเทศก็คือการบินไทย ฉะนั้นผมก็เรียนท่านสมาชิก ได้สบายใจว่าขณะนี้ที่ท่านได้วิตกกังวลก็ยังไม่ถึงขั้นนั้น
ส่วนเรื่องที่สอง ท่านเอ่ยถึงเรื่องสนามบินสุวรรณภูมิ เรื่องสนามบิน สุวรรณภูมิที่ท่านเอ่ยถึงอยู่ ๒ ประเด็น ประเด็นแรก ก็คือการเพิ่มเที่ยวบินครั้งนี้จะนําไปสู่ ความเดือดร้อนในเรื่องมลพิษทางเสียงทางพี่น้องที่อยู่ในเขตนั้นหรือเปล่า ผมกราบเรียน อย่างนี้ว่าในการแก้ไขปัญหาที่ได้รับผลกระทบทางมลพิษทางเสียง ผมได้ลงไปในพื้นที่เอง ไม่ใช่ไปที่สนามบิน ไปในหมู่บ้าน แล้วไปแก้ไขปัญหาซึ่งขณะนี้ก็ได้คลี่คลายไปในจํานวน พอสมควรแล้ว สนามบินสุวรรณภูมิขณะนี้บินอยู่ประมาณสักสามสิบสี่สิบเที่ยวบิน ต่อชั่วโมง ซึ่งจํานวนเที่ยวบินที่กําหนดสูงสุดเรา ๗๖ เที่ยวบินต่อชั่วโมง และเราได้คํานวณ ค่าเสียหายซึ่งเปึนมลพิษทางเสียงได้เต็มจํานวน ๖๐ เที่ยวบินอยู่แล้ว ฉะนั้นถามว่า เพิ่มเที่ยวบินจะทําให้เดือดร้อนหรือไม่ ยังไม่ได้เดือดร้อนเพราะจํานวนที่เราคิดค่าเสียหาย เราคิดเต็ม๗๖ เที่ยวบินต่อชั่วโมงอยู่แล้ว อันนี้ขอกราบเรียน
ส่วนเรื่องที่ท่านสมาชิกพูดถึงเรื่องสุวรรณภูมิอีกประเด็นหนึ่ง ก็คือจะทําให้ ความหนาแน่นที่มีอยู่ ณ ขณะนี้เรายังมีปริมาณจราจรที่เราจะรองรับได้ แล้วต่อด้วยที่ท่าน ได้ตั้งข้อสังเกตถึงเรื่องสนามบินดอนเมือง ผมกราบเรียนอย่างนี้ ขณะนี้รัฐบาลเอง มีนโยบายที่พัฒนาสนามบินสุวรรณภูมิให้เปึนฮับ แต่ในขณะเดียวกันเราก็ส่งเสริมให้ สนามบินดอนเมืองยังใช้อยู่ แต่ว่าการส่งเสริมศักยภาพที่สนามบินดอนเมืองจะทําอยู่ เราก็จะได้ดําเนินการต่อไป อันนี้คือส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องกับเอ็มโอยูทั้ง ๓ ฉบับ ส่วนที่ เกี่ยวข้องเอ็มโอยู ๓ ฉบับนี้ที่ท่านสมาชิกรัฐสภาได้วิตกกังวล เรื่องแรก ก็คือเรื่องของ เอ็มโอยูของระหว่างประเทศไทยกับประเทศลาว กราบเรียนอย่างนี้นะครับว่าเราได้ประโยชน์ เราไม่ได้โง่อย่างที่พูดนะครับ เราได้ประโยชน์ ที่ไปทําเอ็มโอยู เซ็นเอ็มโอยูร่วมกัน มีการเจรจามาก่อน ตั้งแต่ป้ ๒๕๔๙ มาจนเปึนลําดับ จนถึงขั้นที่เราจะได้ให้ความเห็นชอบในเอ็มโอยูฉบับนี้ สาระที่ท่านเปึนห่วงก็คือเรื่องที่ เราไปเซ็นเอ็มโอยูร่วมกับ สปป. ลาวว่ามีประเด็นใดบ้าง ประเด็นที่เรานําไปสู่ ข้อตกลงคราวนี้ก็มี ๑. ก็คือการแก้ไขปรับปรุงเส้นทางการบิน ไม่ว่าจะไปที่หลวงพระบาง ไปเพิ่มจํานวนเที่ยวบิน ๑,๐๐๐ เที่ยวบิน หรือความตกลงในเสรีภาพที่ ๕ เสรีภาพที่ ๕ คือการขนส่งนะครับ เดี๋ยวผมจะอ่านให้ฟังนะครับ ส่วนเรื่องที่ท่านเปึนห่วงว่าเราไปเพิ่ม ตกลงเส้นทางบินเฉพาะแอร์เอเชียหรือเปล่า อันนั้นไม่ใช่นะครับ ทีนี้วันนี้ผมกราบเรียนว่า ในเมื่อเราเป่ดเสรีทางการบิน บริษัทการบินที่มีความประสงค์ที่จะแจ้งบินก็แจ้งมายัง กรมการบินพลเรือน เราก็เสนอให้เจรจากับประเทศซึ่งในนามรัฐบาลที่ประสงค์ให้ บริษัทการบินไทยไปบินในประเทศต่าง ๆ ซึ่งเปึนเรื่องปกติอยู่แล้ว วกมาที่ท่านสมาชิก รัฐสภาท่านสงสัยว่าประเด็นที่ไทยแอร์เอเชียนี้เปึนบริษัทของคนไทยหรือเปล่า ผมกราบเรียนอย่างนี้นะครับ บริษัท ไทยแอร์เอเชีย จํากัดนี้จดทะเบียนพาณิชย์ อยู่ที่กระทรวงพาณิชย์ ฉะนั้นก็ถือว่าได้รับรองโดยกระทรวงพาณิชย์ ส่วนว่าท่านจะ สงสัยหรืออะไรนั้นเปึนประเด็นข้อกฎหมายก็ต้องไปว่ากันนะครับ ทีนี้เราก็ได้ตรวจสอบว่า บริษัท ไทยแอร์เอเชีย จํากัดเรามีบริษัทนิติบุคคลถือหุ้นก็คือในนามของ บริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น ๕๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วบุคคลธรรมดาอีก ๗ ราย ถือหุ้น ๑ เปอร์เซ็นต์ และบริษัทนิติบุคคลที่เปึนชื่อต่างประเทศอีก ๔๙ เปอร์เซ็นต์ ฉะนั้นผมกราบเรียน ท่านสมาชิกรัฐสภานะครับว่า ประเด็นที่บอกว่าแอร์เอเชียไม่ใช่เปึนบริษัทที่ถือหุ้น ในประเทศไทยนั้นเปึนข้อกฎหมายที่ท่านสงสัย เรายืนยันว่าเปึนบริษัทที่จดทะเบียน ของกระทรวงพาณิชย์ถูกต้องแล้ว จึงกราบเรียนท่านประธานรัฐสภาด้วยความเคารพ