รัฐสภา · ครั้งที่ ๙ · ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๓

อนุรักษ์ นิยมเวช หารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาชน และจัดลำดับความสำคัญแก้ไขปัญหาภัยธรรมชาติและปัญหาอื่นๆ ก่อนที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ยังเสนอให้พิจารณาการปรับปรุงแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ดีขึ้น เพื่อประโยชน์ของประชาชน และขอชี้แจงเรื่องการแบ่งเขตของ ส.ส. ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

นายอนุรักษ์ นิยมเวช สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายอนุรักษ์ นิยมเวช สมาชิกวุฒิสภาภาควิชาชีพ ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ตามที่ทางท่านประธานได้บรรจุร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ๔ ร่างเข้าสู่การประชุม ของรัฐสภา ประกอบด้วยร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของนายแพทย์เหวง โตจิราการ ร่วมกับ ประชาชนจํานวน ๗๑,๕๔๓ คน ซึ่งโดยหลักการแล้วการแก้ไขดังกล่าวได้นํารัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ มาใช้ในการแก้ไข โดยหลักการทั่วไปก็คือยกเว้นในส่วนหมวด ๑ หมวด ๒ โดยเฉพาะอาจจะมีการแก้ไขในส่วนมาตรา ๕ ในเรื่องศาสนาพุทธเปึนศาสนาประจําชาติ แล้วก็อันที่ ๒ ก็คือร่างแก้ไขของพรรคร่วมรัฐบาล โดยหลักการก็คือ แก้ไขมาตรา ๙๓ ถึง มาตรา ๙๘ แล้วก็มาตรา ๑๙๐ โดยเฉพาะในส่วนมาตรา ๙๓ ถึง มาตรา ๙๘ ก็คือ มีเฉพาะในเรื่องของ ส.ส. ในเรื่องแบบเขตเดียวเบอร์เดียว ๔๐๐ คน แต่ว่าไม่มี ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ในขณะเดียวกันมาตรา ๑๙๐ มีการแก้ไขเพิ่มเติมเฉพาะวรรคห้า ก็คือ เพิ่มคําว่า ประเภทของสัญญา เข้าไป ในขณะเดียวกันในส่วนของตัวร่างแก้ไขฉบับ ๓-๔ เสนอโดย ครม. ในส่วนของ ครม. ก็คือมีการเสนอโดยมาตรา ๙๓ มาตรา ๙๔ ในเรื่อง ระบบเขตเลือกตั้ง โดยจะมีการจัดระบบเขตเลือกตั้งเปึน ๓๗๕ เขต แล้วปาร์ตี้ ลิสท์ เปึน ๑๒๕ แล้วก็ ๑๙๐ ผมมีข้อสังเกตดังต่อไปนี้นะครับท่านประธาน ก็คือว่าการแก้ไข รัฐธรรมนูญดังกล่าว แม้สมาชิกรัฐสภาจะมีอํานาจที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าวได้ตาม มาตรา ๒๙๑ ของรัฐธรรมนูญ แต่บรรยากาศทางการเมืองในปัจจุบันในภาคการเมือง มีความขัดแย้งทางภาคประชาชนสูง ซึ่งกฎหมายรัฐธรรมนูญเปึนกฎหมายที่มีความสําคัญ ควรจะต้องมีกระบวนการในการรับฟังความคิดเห็นของภาคประชาชนก่อนที่จะเสนอให้ สมาชิกรัฐสภาพิจารณา โดยเฉพาะผมอยู่ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนา การเมืองการมีส่วนร่วม ผมเห็นว่ารัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ก่อนที่จะมาเปึนได้มีการผ่านหลักการลงประชามติ ด้วยจํานวนคน ๑๔,๗๐๐,๐๐๐ คน เพราะฉะนั้นโดยหลักการและการแก้ไขก่อนจะมา ตรงนี้อย่างน้อยควรจะต้องมีการรับฟังความคิดเห็นก่อนจะนําเข้าสู่กระบวนการ เพราะฉะนั้น โดยหลักการแล้วปัจจุบันรัฐบาลควรจะต้องลําดับความสําคัญเพราะว่าเรามีปัญหา ในเรื่องภัยธรรมชาติและบางคนจะต้องจัดลําดับความสําคัญในการแก้ไขปัญหาของ ประเทศชาติเปึนลําดับแรกนะครับ

อีกประการหนึ่ง การแก้ไขรัฐธรรมนูญปัจจุบันที่จะมีการเสนอร่างของ ๓ ร่าง ไม่ได้เปึนการบูรณาการในเรื่องของความสมานฉันท์หรือการพัฒนาการเมืองให้เปึนระบบ ถ้าเรามองปัญหาเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญในการพัฒนาการเมืองอาจจะต้องมีการเสนอ ตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ๓ ขึ้นมา และพิจารณาการปรับปรุงแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้รอบด้าน โดยนําทั้งข้อดีและข้อเสียของรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ และ ป้ ๒๕๕๐ รวมทั้ง รัฐธรรมนูญฉบับอื่น ๆ มาพิจารณาเพื่อนําไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ดีขึ้นเพื่อประโยชน์ กับประชาชน

อีกประการหนึ่ง ข้อสังเกตก็คือเรื่องของการแบ่งเขตของ ส.ส. ในฉบับของ ครม. ที่แบบเขตเดียวเบอร์เดียวนะครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นโดยมีการแบ่งจํานวน เขตเปึน ๓๗๕ เขต และ ส.ส. บัญชีรายชื่อ ๑๒๕ คน เปึนตัวเลขที่คณะรัฐมนตรีเสนอ แตกต่างจากตัวร่างของคณะกรรมการสมานฉันท์ที่เสนอตัวเลขแบ่งเขตไว้ ๔๐๐ คน และ ส.ส. บัญชีรายชื่อ ๑๐๐ คน ผมมีข้อสังเกตว่าการที่แบ่งเขตดังกล่าวในแง่ตรงนี้ ในเรื่องของเขตตรงนี้ผลประโยชน์ตกกับใคร อย่างไร หรือจํานวนที่มีบัญชีรายชื่อแยก เปึน ๑๒๕ คน จากเดิมที่เปึน ๘๐ คน ตรงนี้ประชาชนได้ประโยชน์จากตรงนี้หรือเปล่า และรัฐธรรมนูญเดิมป้ ๒๕๕๐ ไม่ดีอย่างไร ถึงมีการแก้ไขแต่จํานวนเดิมจาก ๔๐๐ คน แบบเขตใหญ่ แบบแบ่งเขตเรียงเบอร์และปาร์ตี้ ลิสท์ ๘๐ คน เพราะฉะนั้นโดยหลักการ แล้วต้องขอคําชี้แจง

อีกประการหนึ่ง ที่ผมคิดว่าเปึนเรื่องสําคัญที่สุดก็คือเรื่องข้อเสนอของ การแก้ไขของมาตรา ๑๙๐ ฉบับที่เสนอโดย ครม. มีบางประเด็นที่ผมคิดว่าเปึนประเด็น ที่ท่านสมาชิกรัฐสภาไม่ได้มีการชี้แจงในประเด็นดังกล่าว ก็คือประเด็นในเรื่องของตามที่ มีการแก้ไขเพิ่มเติมโดยตัว ครม. กราบเรียนท่านประธานก็คือว่าในตัวบันทึกหลักการ และเหตุผลของตัวมาตรา ๑๙๐ ที่นําเสนอ โดยหลักการแล้วอ้างเหตุผลว่ายังมี ความเข้าใจแตกต่างกัน เนื่องจากไม่มีความชัดเจนพอเพียง จึงเปึนอุปสรรค จึงทําให้เกิด การแก้ไขมาตรา ๑๙๐ นะครับท่านประธาน แต่ในขณะเดียวกันผมไปดูร่างแก้ไขของ ตัว ครม. มีการแก้ไขแยกมาตรา ๑๙๐ เดิม วรรคสอง แยกจากวรรคสองเดิมเปึนวรรคสอง วรรคสาม วรรคสองผมขอสรุปก็คือว่าเปึนเรื่องหนังสือสัญญาใด ๆ ที่มีบทเปลี่ยนแปลง อาณาเขตหรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขตประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย หลักการก็คือเปึนเรื่องหนังสือ สัญญาใดเกี่ยวกับอธิปไตย ในวรรคสามเปึนเรื่องสัญญาใดที่มีผลกระทบต่อความมั่นคง ทางเศรษฐกิจหรือสังคมประเทศอย่างกว้างขวาง โดยฉบับ ครม. มีเพิ่มเติมตอนท้ายว่า ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ ท่านประธาน ปัญหาที่ผมคิดว่าเปึนปัญหาสําคัญที่สุด ในกฎหมายฉบับนี้

ข้อที่ ๑ ว่าการแก้ไขเพิ่มเติมของ ครม. ตรงนี้ปรับในเรื่องกรอบเวลา ในการดําเนินการ ถ้าดูตามกฎหมายของเดิมจะมีอยู่ในวรรคสอง บอกว่า รัฐสภาจะต้อง พิจารณาให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวันนับแต่วันได้รับเรื่องดังกล่าว เพราะฉะนั้น เรื่องดังกล่าวในร่างของ ครม. ไม่ได้มีการบรรจุเรื่องนี้เข้าไป

อีกประการหนึ่ง ซึ่งผมคิดว่าเปึนประเด็นที่สําคัญที่สุดก็คือในส่วนของวรรคสี่ และวรรคห้าของร่างของ ครม. บอกว่า เมื่อลงนามในสัญญาตามวรรคสามแล้วก่อนจะ แสดงเจตนาให้มีผลผูกพัน คณะรัฐมนตรีต้องให้ประชาชนสามารถเข้าถึงรายละเอียดของ หนังสือสัญญานั้น และในกรณีที่การปฏิบัติตามหนังสือสัญญาดังกล่าวก่อให้เกิดผลกระทบ กับประชาชนหรือผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดย่อม และคณะรัฐมนตรีต้องดําเนินการ แก้ไขเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างรวดเร็ว เหมาะสมและเปึนธรรม อันนี้อยู่ในวรรคห้า ของร่าง ครม. และวรรคสี่ เขียนว่า ก่อนการดําเนินการเพื่อทําหนังสือสัญญากับนานา ประเทศหรือองค์กรระหว่างประเทศตามวรรคสาม คณะรัฐมนตรีต้องให้ข้อมูลหรือจัดให้มี การรับฟังความคิดเห็นของภาคประชาชน ต้องชี้แจงต่อรัฐสภาเกี่ยวกับหนังสือนั้น ในการนี้ ร่างของ ครม. เดี๋ยวผมขอสรุปอย่างนี้ครับคณะรัฐมนตรีเสนอกรอบการเจรจาต่อรัฐสภา เพื่อขอความเห็นชอบ ในความหมายของท่านประธาน ก็คือว่าในร่างของ ครม. มีการแยกออกเปึน ๒ วรรค วรรคสอง วรรคสาม วรรคสองเกี่ยวกับเรื่องอํานาจอธิปไตย วรรคสามเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐ ฉะนั้นโดยหลักการแล้วในร่างของ ครม. บอกว่า ถ้าเปึนเรื่องเกี่ยวกับอํานาจอธิปไตยก็ไม่จําเปึนจะต้องขอจัดรับฟัง คือไม่สามารถขอข้อมูลได้ และไม่ต้องมีการรับฟังความคิดเห็นของภาคประชาชนและไม่ต้องชี้แจงต่อรัฐสภาด้วย และขณะเดียวกันก่อนการลงนามในเรื่องเกี่ยวกับสนธิสัญญาต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับอํานาจ อธิปไตย คณะรัฐมนตรีไม่จําเปึนต้องให้ข้อมูลรายละเอียดของหนังสือสัญญา และถ้า ในกรณีที่เกิดผลกระทบกับประชาชนรัฐมนตรีก็ไม่ต้องเยียวยา ซึ่งผมเองไม่เห็นด้วย เพราะมองว่ายิ่งถ้าเปึนเรื่องอธิปไตยต้องเป่ดโอกาสให้ประชาชนต้องมีการได้รับข้อมูล เข้าถึงในเรื่องเกี่ยวกับการรับฟังความคิดเห็นของภาคประชาชนและต้องมีกระบวนการ การเยียวยา เพราะฉะนั้นโดยหลักการแล้วที่มีการร่างตรงนี้ขึ้นมาทําให้กฎหมายฉบับนี้ ในการเสนอนี้เปึนการถอยหลังเข้าคลอง แย่กว่าตัวกฎหมายรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ที่คิดว่า รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ มีกระบวนการครบถ้วนแต่จริง ๆ แล้วเจตนาของรัฐบาลตามเหตุผล บอกว่าต้องการเพิ่มประเภทอย่างเดียว แต่แก้ไปแก้มาเปึนการลด ลดในเรื่องของตัวผลประโยชน์ ของประชาชนที่จะได้รับตามเงื่อนไขของกฎเกณฑ์กติกาตามที่ มาตรา ๑๙๐ ตามรัฐธรรมนูญเดิม กําหนดในเรื่องทั้งการดําเนินการก่อนการลงนามรวมทั้งก่อนการที่จะดําเนินการทําให้ สัญญามีผลใช้บังคับ เพราะฉะนั้นผมถึงว่าตรงนี้รัฐธรรมนูญเดิมน่าจะได้ประโยชน์กับ ประชาชนมากกว่า กราบขอบคุณครับ