รัฐสภา · ครั้งที่ ๙ · ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๓

ประยุทธ์ ศิริพานิชย์ เสนอข้อเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา 68 และ 237 เพื่อป้องกันการยุบพรรคการเมืองและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของสมาชิกพรรค และหารือเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่มีลักษณะไม่เป็นประชาธิปไตย

นายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มหาสารคาม

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ประยุทธ์ ศิริพานิชย์ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดมหาสารคาม ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ในขั้นรับหลักการร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๒๙๑ ทั้ง ๔ ฉบับนี้ที่ท่านประธานกรุณาได้รวมกันพิจารณานั้น

กระผมขอแสดงความคิดเห็นเปึนประการที่ ๑ ว่าเหมาะสมในการแก้ไข ส่วนที่จะแก้ไขอย่างไร มากหรือน้อยเพียงใด มันเปึนสิ่งที่แก้ไขได้ กระผมมีความรู้สึก ตั้งแต่เบื้องต้นว่ารัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ นั้นมาจากรากเหง้าของเผด็จการ เกิดจากการปฏิวัติ รัฐประหารตั้งแต่วันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ มีบทบัญญัติหลายมาตราซึ่งไม่เปึนประชาธิปไตย เท่าที่ควร เปึนบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่ค่อนข้างจะอํามหิตและอคติที่จะมุ่งเน้น ทําลายล้างกลุ่มการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักการเมืองคนหนึ่งซึ่งชื่อว่าทักษิณ ชินวัตร กระผมไม่อายหรอกครับ มันเห็นจะ ๆ กันอยู่แล้ว เริ่มต้นตั้งแต่ตรรกในการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่แบ่งเขตเลือกตั้งเขตใหญ่มาเปึนเขตเล็ก เพราะในการเลือกตั้งป้ ๒๕๔๔ และป้ ๒๕๔๘ พรรคไทยรักไทยนั้นได้เสียงข้างมาก ก็เกิดตรรกว่าเอาละตรงข้ามเมื่อคุณได้รับเสียงข้างมาก ในเขตเลือกตั้งเขตเล็ก ผมก็จะร่างรัฐธรรมนูญให้เปึนเขตใหญ่เปึนการทําลายล้าง ซึ่งกันและกัน ซึ่งเห็นชัดเจนจากคําอภิปรายหลายท่าน ซึ่งเหลือร่องรอยกันอยู่มากพอสมควร ท่านประธานครับ เรื่องเหล่านี้ยังไม่จบ ถ้าต่อจิกซอว์ (Jigsaw) กันหลายมาตราแล้วจะ เห็นว่าการทําลายล้างมีค่อนข้างจะมาก หลังจากเลือกตั้งแล้วปรากฏว่าพรรคไทยรักไทย ก็ตาม หรือมาเปึนพรรคพลังประชาชนก็ตามได้รับเลือกตั้งจํานวนค่อนข้างจะมาก วิธีทําลาย ก็มาอีกครับท่านประธาน ก็ตราบทบัญญัติมาตรา ๖๘ มาตรา ๒๓๗ ผมต้องกราบเรียน ท่านประธานไว้ในความรู้สึกลึก ๆ ในระบอบประชาธิปไตยเลยครับว่าไม่ใช่ นี่คือไม่ใช่ ที่ทั่วโลกเขาไม่ทํากันหรอกครับ การยุบพรรคการเมืองที่ค่อนข้างจะเปึนการยุบพรรค การเมืองโดยลักษณะของเปึนการล้มล้างระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ เปึนประมุข ทั้ง ๆ ที่รัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๕ เปึนสิทธิของชาวบ้าน เปึนสิทธิของประชาชนที่จะรวมกันจัดตั้งพรรคการเมือง เพื่อส่งสมัครรับเลือกตั้ง รวมตัวกัน จัดตั้งพรรคการเมือง แต่การที่พรรคการเมืองที่ล้มหายตายจากจากวงการได้อย่างง่าย ๆ แล้วกรรมการพรรคการเมืองถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งด้วยนั้นเปึนสิ่งที่ทั่วโลกเขาไม่ทํากัน ผมยอมรับว่าถ้ามีการแก้ไขมาตรา ๒๓๗ ซึ่งกระผมเห็นชอบเปึนอย่างยิ่งแต่พรรคประชาธิปัตย์ ก็บอกว่าเหมือนจะเปึนผลประโยชน์ทับซ้อนจะถูกกล่าวหาว่าแก้เพื่อตัวเอง ไม่ใช่หรอกครับ ทั้ง ๆ ที่ผมเปึนพรรคฝ์ายค้านผมยังภาวนาว่าจะให้มีการแก้ไขเพราะมันไปขัดหลัก ประชาธิปไตยเสียโดยสิ้นเชิง กระผมจะไม่คํานึงถึงว่าแก้แล้วใครได้ประโยชน์หรือใคร ไม่ได้ประโยชน์ เพราะผมมองโดยภาพรวมแล้วสังคมได้ประโยชน์ ประเทศชาติได้ประโยชน์ ประชาชนได้ประโยชน์อย่างแน่นอน ท่านประธานครับ นี่คือสิ่งที่เปึนอํามหิตแท้ ๆ ถ้าสมมุติว่าในกรณีที่เลือกตั้งมาแล้วมีกลไกเข้ามาจัดการ ถ้าเขาได้รับเสียงข้างมาก ก็สามารถทําลายได้โดยการยุบพรรค ท่านประธานต่อจิ๊กซอว์ไปอีกนิดหนึ่งครับว่า เมื่อหลังจากยุบพรรคเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งแล้ว กรรมการบริหารพรรคการเมืองตามมาตรา ๖๘ มาตรา ๒๓๗ แล้ว ท่านไปดูลักษณะต้องห้ามการพ้นสมาชิกภาพของความเปึน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามมาตรา ๑๐๖ (๘) สิครับ ให้เวลา ๖๐ วันในการที่จะไปสังกัด พรรคการเมืองอื่นได้หลังจากที่พรรคการเมืองที่ตนเองสังกัดพรรคนั้นถูกยุบ มันก็มี การเปลี่ยนขั้ว เปลี่ยนพรรค ตั้งพรรคการเมืองใหม่ เปลี่ยนอุดมการณ์ เปลี่ยนแนวทางต่าง ๆ เปึนการทําลายล้างระบอบประชาธิปไตยโดยสิ้นเชิง เปึนการทําลายล้างเจตนารมณ์ ที่ชาวบ้านเขามีมาตั้งแต่เริ่มต้นตั้งแต่วันเลือกตั้ง มาถึงวันนั้นสามารถตั้งพรรคใหม่ได้ เปลี่ยนพรรคใหม่ได้ ไปสังกัดพรรคการเมืองอื่นได้ ถ้าปัจจัยที่จะไปตั้งพรรคการเมืองใหม่ โดยอุดมการณ์ โดยเจตนารมณ์แล้ว กระผมก็ไม่ได้ขัดข้อง ท่านประธานก็คงได้ยินว่า มีการซื้อตัวกันค่อนข้างจะมากมาย แปลกประหลาดไปกว่านั้นครับท่านประธาน ในมาตรา ๑๐๑ (๓) เปึนสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งแต่เพียงพรรคเดียว เปึนเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่าเก้าสิบวันนับถึงวันเลือกตั้ง ท่านประธานครับ ในกรณีปกติ ๔๕ วัน ๖๐ วันถึงวันเลือกตั้ง เวลาที่จะลาออกจากพรรคการเมืองที่ตนเองสังกัดพรรค นี่เพียง ๓๐ กว่าวันมันก็จะครบ ๙๐ วันถึงวันเลือกตั้ง แทนที่ถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง แต่บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญบอกว่าถึงวันเลือกตั้ง ไม่น่าแปลกหรอกครับ มาตรา ๑๐๘ บอกว่า ยุบสภาจะต้องมีการเลือกตั้งไม่น้อยกว่า ๔๕ วัน แต่ไม่เกิน ๖๐ วัน แต่ให้สังกัด พรรคการเมือง มาตรา ๑๐๑ (๓) นี่ครับ ๓๐ วันถึงวันเลือกตั้ง ท่านประธาน แปลกประหลาดไหมครับ นี่คือการทําลายระบบคุณธรรม พรรคการเมืองสามารถซื้อตัวได้ ถึงนาทีสุดท้าย ในขณะที่มาตรา ๑๐๘ การยุบสภาจะต้องให้เวลา ๖๐ วันถึงจะมี การเลือกตั้ง แต่มาตรา ๑๐๑ (๓) บอกกรณียุบสภาให้สังกัดพรรคการเมืองได้ ๓๐ วัน ไม่น้อยกว่า ๓๐ วันถึงวันเลือกตั้ง กล่าวคือถ้าหากมีการยุบสภา ส.ส. สามารถไปสมัครรับเลือกตั้ง โดยเขียนเจตนารมณ์ว่าจะสังกัดพรรค ก พรรค ข พรรคอะไรก็ได้ แล้วเอาใบรับรองมาใหม่ เพราะ ๓๐ วันถึงวันเลือกตั้ง นี่เปึนการทําลายนักการเมืองโดยแท้ ผมกราบเรียน ท่านประธานว่าระบบพรรคการเมืองไม่มีวันที่เข้มแข็ง มันจะเปลี่ยนแปลงกันไปมา อย่างสิ้นเชิง ท่านประธานครับ ท่านประธานเคยได้ยินคํากล่าวคําหนึ่งไหมครับว่า นายกรัฐมนตรีเนรคุณ ตัวท่านประธานฟังในฐานะที่อยู่สภาแห่งนี้ก็ไม่สบายใจ ผมก็ไม่สบายใจ และผมก็ไม่เคยเชื่อว่าท่านนายกรัฐมนตรีเนรคุณ ทําไมล่ะครับต้องมา ทวงบุญคุณกันตรงนี้ ถ้าคิดผิวเผินนี่ไม่มีปัญหาหรอกครับท่านประธาน แต่ถ้าคิดลึกซึ้งว่า ก่อนที่จะจัดตั้งรัฐบาลนั้นท่านไปตกลงอะไรกับเขา วางแผนอะไรกับเขา รับปากอะไรกับ เขาว่าจะทําอะไรถึงจะต้องมาทวงบอกคําว่าเนรคุณ ผมไม่สบายใจเลย คิดลึก ๆ แล้ว ห่วงสถาบันทางการเมือง ท่านประธานครับ ยังมีคําอภิปราย ยังมีความคิดว่าการแก้ไข รัฐธรรมนูญนั้นในฉบับของประชาชนเปึนการนิรโทษกรรม ท่านประธานรู้ไหมครับว่า การนิรโทษกรรมทําอย่างไร ทั่วโลกเขาไม่มีหรอกครับในการที่จะนิรโทษกรรมไว้ในรัฐธรรมนูญ นอกจากประเทศไทยที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๓๐๙ ทั่วโลกเขาไม่ทํากัน ถ้าหากจะมี การนิรโทษกรรมเขาจะออกเปึนพระราชกําหนด หรือออกกฎหมายเปึนการเฉพาะซึ่งเคยมี ในประเทศไทยทั้งหมด ๒๑ ฉบับ ๒๑ ครั้ง การนิรโทษกรรมคือการบัญญัติว่าการกระทํา ดังกล่าวในห้วงเวลานั้นถือว่าไม่ผิด ถือว่าเปึนการยกโทษให้ ถือว่ากลับสู่สภาพเดิม มีที่ไหนล่ะครับในฉบับของประชาชนเขาบอกว่านิรโทษกรรมตรงไหน เขียนในฉบับประชาชน แล้วท่านทักษิณ ชินวัตร จะพ้นผิดเช่นนั้นหรือ ไม่ใช่ครับท่านประธาน ซึ่งเปึนไปไม่ได้ แต่ในทางตรงข้ามท่านเขียนบทนิรโทษกรรมไว้ในมาตรา ๓๐๙ ขัดหลักทั่วไปที่ทั่วโลก เขาไม่ทํากัน อย่างนี้สิครับถึงจะเปึนการนิรโทษกรรม ผมกราบเรียนท่านประธานว่ามาตรา ๓๐๙ ไม่น่าจะเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญเสียด้วยซ้ําไป เขียนบอกว่าการใดที่ทําไว้ตามรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราวถือว่าไม่ผิด ไม่ว่าก่อนหรือหลังก็ถือว่าไม่ผิดอย่างนี้เปึนต้น นี่คือบทบัญญัติ ที่มีผลนิรโทษกรรมโดยแท้ ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมกราบเรียนท่านประธานว่า ตัวบทกันจริง ๆ แล้วมันก็จะมีปัญหากันอยู่มากมาย กรณีที่จะต่อจิกซอว์อีกต่อไปว่า การทําลายนักการเมือง ท่านประธานพลิกไปดูมาตรา ๒๗๘ ในการดําเนินคดีอาญา องผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ท่านประธานเคยได้ยินไหมครับว่ายูเอ็นเขาทักท้วงมาว่า การที่ประเทศไทยมีศาลเดียวนั้น เขาไม่ยอมรับนับถือในคําตัดสินของศาลเดียว เขาทักท้วงบอกว่าจะแก้ไขให้มีอย่างน้อย ๒ ศาล แต่มาตรา ๒๗๘ คําสั่งและคําพิพากษา ของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของนักการเมืองถือว่าเปึนที่สุด กล่าวคือว่ามีศาลเดียวนั่นเอง ท่านประธานครับ กระผมอยากจะกลับมาที่ร่างของรัฐบาล ในร่างที่จะแก้ไขเพิ่มเติม เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ข้อดี ข้อเสีย ก็มีให้เห็นกันทั้งหมดพอสมควร แต่กระผมมีข้อท้วงติง ประเด็นที่สําคัญในกรณีที่มีบทบัญญัติในมาตรา ๓ ที่แก้ไขมาตรา ๙๓ บอกว่ามีสมาชิก มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตจํานวน ๓๗๕ คน ตรรกในการคิด ๔๐๐ คน ๓๗๕ คน มันก็มีฐานที่ไปที่มา เรามีการแบ่งเขตเลือกตั้ง เรามีการกําหนดจํานวน เรามีความเห็น ตรงกันตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ และป้ ๒๕๕๐ ตรงกันว่าสมาชิกจากการเลือกตั้ง น่าจะมีจํานวน ๔๐๐ คน ตรรกของรัฐบาลเอา ๓๗๕ คนมาจากไหนล่ะครับ เอาจํานวน ประชากรหารและมีจํานวน ๓๗๕ คน ก่อให้เกิดปัญหามากมาย ก่อให้เกิดปัญหา ในทางปฏิบัติที่ กกต. และฝ์ายทะเบียนนั้นจะต้องไปสํารวจตรวจสอบในเรื่องของ การแบ่งเขตเลือกตั้งกันใหม่ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยครับท่านประธาน และตรรกในเรื่องของ การเพิ่มบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง ๑๒๕ คน ท่านประธานรู้ไหมครับว่าอย่างนี้ผมสามารถหรือใครสามารถที่จะกล่าวหาได้ว่าตัวเอง ไม่อยากจะลงเลือกตั้ง ไม่อยากตะลอน ๆ ไปในเขตเลือกตั้ง ไม่อยากจะไปปราศรัยในเขต เลือกตั้ง ปรากฏตัวในเขตเลือกตั้ง เพื่อให้ชาวบ้านเขาเลือก ตัวเองนึกว่าเปึนนักวิชาการ ก็จะมีโอกาสเข้าไปนั่งตรงนั้น แทนที่จะเปึน ๘๐ คน มาเพิ่มเปึน ๑๐๐ คน มาเพิ่มเปึน ๑๒๕ คน ตัวเองก็จะได้มีโอกาส ท่านประธานครับ ผมว่าสิ่งเหล่านี้เปึนสิ่งที่จะต้อง น่าพิจารณา ในร่างที่ ๒ ที่เปึนร่างของรัฐบาลที่จะแก้ไขมาตรา ๑๙๐ กระผมเห็นด้วย ในการที่จะแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๙๐ แต่แก้ไขไปมาในวรรคสาม หนังสือสัญญาใดที่มี ผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง ท่านประธานครับ อย่างกว้างขวางอย่างนี้มันแค่ไหน ถึงอย่างกว้างขวางในคําจํากัดความ ซึ่งมันไม่มี ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ แทนที่จะตัดออกตามร่างเดิมก็เขียนไว้คงเดิม และต่อไปบอกว่า หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสําคัญ อะไรละครับอย่างมีนัยสําคัญ ก็ยังมีเขียน อยู่ในนี้กันอีก ท่านประธาน มาตรา ๙๐ ต่อไปในเรื่องของวรรคสาม ก่อนการดําเนินการ เพื่อทําหนังสือสัญญากับนานาประเทศหรือองค์กรระหว่างประเทศตามวรรคสาม รัฐมนตรีต้องให้ข้อมูลและจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน มาถึงตรงนี้ ไม่มีปัญหาครับท่านประธาน แต่ตรงที่บอกว่าให้คณะรัฐมนตรีเสนอกรอบการเจรจา ต่อรัฐสภาเพื่อให้ความเห็นชอบ กรณีนี้เกิดขึ้นแล้วครับท่านประธาน กรอบการเจรจา ระหว่างไทยกับกัมพูชานั้นวางกรอบเจรจาให้กระทรวงการต่างประเทศไปดําเนินการ แต่ไม่สําเร็จ เพราะไปเจรจาแล้วมันเกินกรอบเจรจา ต้องเอาเข้ามาซ้ําแล้วซ้ําอีก ตรงนี้ ตัดได้ไหมครับว่ากรอบการเจรจาเปึนหน้าที่ของรัฐบาลที่จะไปดําเนินการ ท่านประธานครับ กระผมก็คงหมดเวลาที่จะต้องกราบเรียนต่อท่านประธานและที่ประชุมเพียงเท่านี้ครับ