ประสาร มฤคพิทักษ์ หารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยนำเสนอ 4 ร่างที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี 2550 และชี้ให้เห็นว่าผู้รับผลประโยชน์จากการแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้คือฝ่ายค้าน โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงระบบการเลือกตั้งจาก 3 เบอร์ 1 เขต เป็น 1 เบอร์ 1 เขต และการเปลี่ยนแปลงมาตรา 190 เพื่อให้กระทรวงการต่างประเทศมีความคล่องตัวในการทำสัญญากับต่างประเทศ และเรียกร้องให้รัฐบาลจัดลำดับความสำคัญของประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ประสาร มฤคพิทักษ์ สมาชิกวุฒิสภา แบบสรรหา ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ผมได้เรียนขออนุญาตท่านประธานรัฐสภาไว้แล้วว่า ขออนุญาตใช้ภาพประกอบ ซึ่งได้ตระเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว เปึนเครื่องทุ่นแรงที่จะช่วยขยายคําอภิปรายของผมให้ได้ มีความกระจ่างมากยิ่งขึ้น ดังนั้นขอความกรุณาให้เจ้าหน้าที่ได้เป่ดแผ่นที่ได้เตรียมไว้ครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเป่ดพรีเซนเทชัน)
ท่านประธานครับ สิ่งที่จะนําเสนอต่อไปนี้ก็คือเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยนําเสนอใน ๔ ร่างที่ได้ นําเข้าสู่การพิจารณาในวันนี้นะครับ ๔ ร่างนี้ก็จะดึงเฉพาะประเด็นที่สําคัญ ๆ ตัวหนังสือ อาจจะเล็กไป แต่เดี๋ยวจะขยายให้ใหญ่ขึ้น ฉบับแรกก็ของ คปพร. ฉบับที่สองเปึนของ ๑๐๒ ส.ส. อีก ๒ ฉบับเปึนของคณะรัฐมนตรีนะครับ ก็จะมีร่าง มีสาระสําคัญ มีจุดมุ่งหมาย มีผลที่จะเกิดขึ้น แล้วก็มีผู้รับผลประโยชน์ ซึ่งแบ่งเปึนรัฐบาล เปึนฝ์ายค้าน แล้วก็ประชาชน ซึ่งเปึน ๓ ส่วนที่จะชี้ให้เห็นว่าใครบ้างที่เปึนผู้รับผลนะครับ
ฉบับที่ ๑ ของ คปพร. นั้น สาระก็คือเลิกรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ใช้รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ มาแทนที่ เมื่อเปึนเช่นนี้แล้วจะเห็นว่าจากนี้จะทําให้เกิดเห็น ความมุ่งหมายอย่างไรครับ ความมุ่งหมายในการนิรโทษกรรมให้กับนักการเมือง ซึ่งเราก็รู้กันอยู่ แล้วที่สําคัญนั้นเปึนการลดพระราชอํานาจ โดยเฉพาะหมวดองคมนตรี นอกเหนือจากที่เมื่อสักครู่คุณรสนา โตสิตระกูล ได้ชี้ให้เห็นว่ามีปัญหาไหมเรื่องการเข้าชื่อ หรือเรื่องหมวด ๓ หมวด ๕ ผลก็คือเกิดวิกฤติการเมืองรอบใหม่ การเผชิญหน้าระหว่าง ประชาชนกับระบอบทักษิณ ผู้รับผลประโยชน์คือฝ์ายค้านแน่นอนครับ
ต่อไปก็คือฉบับที่เปึนฉบับของ ๑๐๒ ส.ส. ซึ่งจะนําให้เห็นนะครับ ฉบับนี้ สาระสําคัญคือเปลี่ยนระบบเลือกตั้งจาก ๓ เบอร์ ๑ เขตก็คือเปึนเขตเดียวเบอร์เดียว ก็จะเหมือนร่างของรัฐบาลที่กําลังนําเสนออยู่ในเวลานี้นะครับ ในฉบับนี้จุดมุ่งหมายก็ต้องการเข้าสู่มาตรฐานสากล โดยถือว่า ๑ คนควรจะเลือกได้ ๑ เบอร์นะครับ แล้วก็อ้างว่า ส.ส. จะใกล้ชิดประชาชนมากขึ้น แต่ผลมันคืออะไรครับ พรรคการเมืองก็จะสอดแทรกได้ง่ายโดยเฉพาะพรรคเล็กการซื้อเสียงก็จะง่าย ง่ายกว่าพรรคใหญ่ ง่ายกว่าเขตใหญ่ แล้วก็จะเข้าสู่วงจรอุบาทว์คือซื้อเสียงเปึน ส.ส. เปึนรัฐมนตรี โกงแล้วก็ไปซื้อเสียงเลือกตั้งใหม่ รัฐบาลกับฝ์ายค้านเปึนผู้ได้รับผลประโยชน์ ประชาชนยังว่างเปล่านะครับ นี่คือฉบับที่ ๒
ฉบับที่ ๓ เปึนร่างของ ครม. แก้ไขมาตรา ๑๙๐ สาระก็คือ การวางกรอบ หมวดการทําสัญญากับต่างประเทศนั้นเอง ตรงนี้เราพูดกันซ้ําซากมาเปึนเวลานาน แล้วเราก็เข้าใจกันดีนะครับ ต้องการความคล่องตัวของกระทรวงการต่างประเทศ ในการผูกพันกับต่างประเทศ ผลก็คือว่ากระทรวงการต่างประเทศนั้นเองก็จะมีความคล่องตัว แล้วก็ทํางานง่ายขึ้น อันนี้ก็เปึนเรื่องที่เราสามารถจะเข้าใจได้อยู่นะครับ ผู้รับผลประโยชน์ คือรัฐบาล แน่นอนครับ นี่ก็เปึนประโยชน์ทั่วไป แต่ว่าประโยชน์น้ําหนักก็จะไปรวมศูนย์ ที่รัฐบาลนั้นเอง นี่เปึนฉบับที่ ๓
ฉบับที่ ๔ ก็คือของ ครม. เหมือนกัน แก้ไขมาตรา ๙๓ ถึงมาตรา ๙๘ นี่เปึนการเปลี่ยนระบบเลือกตั้งเปึนเขตเดียวเบอร์เดียว ก็จะเหมือนกับฉบับของ ๑๐๒ ส.ส. นั่นเอง จุดมุ่งหมายก็แบบเดียวกันครับ สู่มาตรฐานสากล เขตเดียวเบอร์เดียว วัน แมน วัน โหวต (One Man One Vote) ส.ส. ใกล้ชิดประชาชน แต่ที่จริงแล้วเดี๋ยวนี้ มี อบต. มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งเขาใกล้ชิดอยู่แล้ว ส.ส. ไม่ต้องไปใกล้ชิดก็ได้ ทําเกินหน้าที่กันไปมากแล้ว ผลก็คืออะไรครับ พรรคการเมืองเล็กก็สอดแทรกได้ ซื้อเสียงก็ง่าย เข้าสู่วงจรอุบาทว์เหมือนที่เมื่อสักครู่ผมได้พูดไปแล้ว ผู้รับผลประโยชน์ก็คือ รัฐบาล ฝ์ายค้านนั่นเอง เมื่อดูภาพรวม ๆ อย่างนี้แล้วก็จะเห็นนะครับ อีกส่วนหนึ่งก็คือว่า ฉบับนี้ไปพูดถึงเรื่องของ ส.ส. สัดส่วน ขยายจาก ๘๐ คนเปึน ๑๒๕ คน ก็เปึนระบบ บัญชีรายชื่อ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็ขอเรียนว่าผู้ได้รับผลประโยชน์ก็คือใครครับ ก็คือ พรรคใหญ่ครับ โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ก็จะได้รับผลเพราะว่าได้กระแสพรรค ทําให้มีคะแนนมากขึ้น จาก ๘๐ คนก็เปึน ๑๒๕ คน เพราะฉะนั้นพรรคใหญ่ก็จะได้เปรียบ พรรคเล็ก เพราะฉะนั้นขอเรียนว่านี่คือสิ่งที่ชี้ให้เห็นว่าประโยชน์นั้นเปึนประโยชน์ที่เปึน ของพรรคการเมือง ไม่ว่าฝ์ายค้านหรือฝ์ายรัฐบาล แต่ประโยชน์ของประชาชนนั้นยังมอง ไม่เห็นและยังไม่สามารถขีดถูกได้แม้แต่เพียงร่างเดียวนะครับ
ท่านประธานครับ ขอเรียนต่อเนื่องอย่างนี้ว่า ถ้าผมเข้าใจไม่ผิดเท่าที่ผมได้ เรียนรู้มา เมื่อวันที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๕๓ นั้นเอง ที่ประชุมของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเปึนแกนนําของพรรครัฐบาลเวลานี้ มีการประชุมพรรคประชาธิปัตย์ ในวันนั้นมีมติครับ มีมติอะไรครับ มีมติว่าไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้เปึน เขตเดียวเบอร์เดียว และมติในวันนั้นเท่าที่ผมได้ศึกษามา ถ้าผมผิดกรุณาทักท้วงนะครับ ๘๒ ต่อ ๔๘ คือไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขจากเขตใหญ่ ๓ เบอร์ ๑ เขต ให้เปึนเขตเล็กเบอร์เดียว นั่นคือมติของพรรคประชาธิปัตย์ แต่ว่าวันนี้พรรคประชาธิปัตย์บอกว่าเห็นด้วยกับ การแก้ไขเปึนเขตเดียวเบอร์เดียวตามมาตรา ๙๓ ถึงมาตรา ๙๘ ท่านประธานครับ ใช่หรือไม่ว่าก่อนตั้งรัฐบาลนั้นนอกเหนือจากว่าจะแบ่งกระทรวงกันไปอย่างไรแล้วก็ยังมี สัญญาใจอย่างที่เพื่อนผม คุณสมชาย แสวงการ ได้ใช้คํานี้ คําว่า สัญญาใจ ก็คือ การรับปากว่าถ้าเผื่อจะร่วมรัฐบาลกันจริง ๆ นั้นต้องแก้รัฐธรรมนูญ หัวหน้าพรรคชาติไทย ในเวลานั้นหรือว่าเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ในเวลานี้อีกคนหนึ่ง รวมกระทั่งแกนนํา ของพรรคภูมิใจไทยก็พูดตรงกันหมด เพราะฉะนั้นนี่หมายความว่าอย่างไรครับ นี่ก็เปึน เรื่องของการแก้ไขเพื่อที่จะเอาใจพรรคร่วมรัฐบาล ไม่ได้แก้ไขบนพื้นฐานความถูกต้อง ชอบธรรมใด ๆ ถ้าเผื่อเปึนเช่นนี้แล้วก็แปลว่าประชาชนไม่ได้เปึนตัวตั้งในการแก้ไข รัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นสําหรับผมเองนั้น ๑ เสียงของการทําหน้าที่สมาชิกรัฐสภา ผมไม่รับทั้ง ๔ ร่าง ขอบพระคุณครับ