พนิช วิกิตเศรษฐ์ เสนอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เพื่อแก้ไขความไม่ชัดเจนในมาตรา 190 ที่เกี่ยวข้องกับการลงนามในสนธิสัญญาและข้อตกลงระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเภทของหนังสือสัญญาที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ สังคม การค้าและการลงทุน และงบประมาณของรัฐ และเรียกร้องให้รัฐสภาทำให้โครงการนี้และกฎหมายฉบับนี้สามารถผลักดันและแก้ไขได้
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายพนิช วิกิตเศรษฐ์ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมมีความมั่นใจถึงความเหมาะสมและเปึนเวลาที่ถูกต้อง แล้วครับที่จะต้องมีการแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... ที่รัฐบาลได้มีการเสนอทั้ง ๒ ร่าง ท่านประธานครับ โดยเฉพาะ ร่างที่เกี่ยวข้องกับที่มาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งผมเองก็เพิ่งผ่านการเลือกตั้งมา ไม่นานมานี้ และทราบถึงจุดดีและจุดด้อยของการเลือกตั้ง ท่านประธานครับ แต่ด้วยเวลา ที่จํากัดผมจะขออนุญาตใช้เวลาอภิปรายเกี่ยวกับร่างที่เกี่ยวกับมาตรา ๑๙๐ ที่มีความสําคัญมากแล้วถ้าได้มีการแก้ไขโดยด่วนก็จะเปึนประโยชน์ต่อประเทศชาติ ต่อประชาชนคนไทย และที่สําคัญที่สุดเพื่อไม่ให้เสียโอกาสต่อไป ท่านประธานที่เคารพ จากการที่ผมได้มีโอกาสทําหน้าที่ที่กระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะผู้ช่วยรัฐมนตรี ประจํากระทรวงการต่างประเทศ เมื่อป้ ๒๕๕๒ ถึงกลางป้ ๒๕๕๓ ก่อนที่ผมจะมาดํารง ตําแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ กรุงเทพมหานครนั้น ในฐานะ ผู้ปฏิบัติผู้ที่ทํางานที่กระทรวงการต่างประเทศ ผมเห็นว่าหนังสือสนธิสัญญาหลายฉบับ ไม่ใช่เฉพาะที่มาที่กระทรวงการต่างประเทศนะครับ กับอีกหลายกระทรวง ซึ่งเปึนหัวใจ ของการดําเนินงานในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเปึนไปด้วยความยากลําบาก จริง ๆ ครับท่านประธาน ด้วยเหตุที่ว่าเอกสารที่ส่วนราชการของประเทศไทยไปทํากับ ต่างประเทศ หรือประเทศต่าง ๆ นั้น ไม่ว่าจะเปึนบันทึกการประชุม ปฏิญญา แถลงการณ์ร่วม และที่มีชื่อเรียกเปึนอย่างอื่น ไม่ว่าจะมีการลงนามหรือไม่มีการลงนาม เกือบจะทั้งหมดนะครับที่หน่วยงานต่าง ๆ ต้องไปทํากับต่างประเทศ จะต้องถูกส่งมายังกระทรวงการต่างประเทศเพื่อพิจารณา ว่าเข้าข่ายที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาแห่งนี้หรือไม่ ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านหลาย ๆ ฉบับ ตั้งแต่ป้ ๒๔๗๕ ได้กําหนดให้หนังสือสัญญา ประเภทที่ ๑ และประเภทที่ ๒ ซึ่งเกี่ยวข้องกับเขตแดนทางบกและเขตแดนทะเล และจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้เปึนไปตามหนังสือสัญญาเท่านั้นจะต้องได้รับ ความเห็นชอบจากรัฐสภา แต่ในรัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๕๐ หรือฉบับนี้ ได้มีการเพิ่ม ประเภทของหนังสือสัญญาที่เปึนฉบับ ๓ หรือสัญญา ๓-๕ ซึ่งหนังสือสัญญามีผลกระทบ ต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมอย่างกว้างขวาง และมีผลผูกพันทางด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณ อย่างมีนัยสําคัญที่จะต้องนําเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา ด้วย การพิจารณาหนังสือสัญญาใดที่เปึนหนังสือสัญญาที่เกี่ยวข้องกับเขตแดนทางบก เขตแดนทางทะเล หรือที่จะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้เปึนไปตามสัญญานั้นนะครับ ท่านประธาน ค่อนข้างที่จะมีความชัดเจน แต่แน่นอนครับที่ผ่านมาบางกรณีอาจจะมี ข้อสงสัยและเกิดความไม่ชัดเจน อย่างเช่นกรณีที่ตอนนี้เราได้มีการตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญรับรองบันทึกการประชุม ๓ ฉบับที่มีการดําเนินการอยู่ระหว่างเขตแดนไทย และกัมพูชา ซึ่งท่านประธานครับ แตกต่างกับหนังสือประเภทสัญญาที่เพิ่มเติมขึ้นมา ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่มีถ้อยคํา หรือความไม่ชัดเจนในถ้อยคําเกี่ยวกับหนังสือ ประเภท ๓-๕ ที่เกิดปัญหาในเรื่องของการตีความที่มีอยู่ในขณะนี้เปึนอย่างมาก ท่านประธานครับ เปึนเรื่องที่ไม่ง่ายนะครับ เนื่องจากในความเปึนจริงการทําหนังสือ สัญญาใด ๆ ย่อมจะต้องมีผลกระทบกับเศรษฐกิจ สังคม การค้า การลงทุน และงบประมาณ ของรัฐบาลไม่มากก็น้อย ซึ่งเหตุผลดังกล่าวทําให้หนังสือสัญญาส่วนใหญ่ในปัจจุบัน จะถูกนําเสนอต่อรัฐสภาและเปึนภาระอย่างยิ่งในระดับหนึ่งที่รัฐสภาจําเปึนอย่างยิ่ง ที่จะต้องดําเนินการให้ผ่านให้ได้ท่านประธานครับ ความไม่ชัดเจนในการระบุประเภทของ หนังสือสัญญาและการไม่มีกรอบเวลาที่ชัดเจนนั้นก็เปึนประเด็นที่ทําให้เกิดความล่าช้า ในการพิจารณา และส่งผลต่อความเชื่อถือของรัฐบาลในสายตาของต่างประเทศ และที่ชัดเจนก็คือที่ผมได้เคยมีโอกาสได้อภิปรายไปเมื่อวันที่ ๘ กันยายน ป้ ๒๕๕๓ เกี่ยวกับเรื่องของกรอบการจัดทําความตกลงเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน ระหว่างประเทศไทยกับประเทศต่าง ๆ ที่คณะรัฐบาลเสนอ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาต กราบเรียนเพิ่มเติมครับว่าถ้าเกิดเปึนในอดีตที่ยังไม่ได้มีรัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๕๐ ที่เกี่ยวข้องกับมาตรา ๑๙๐ นั้น ในเรื่องของการตกลงเกี่ยวกับความคุ้มครองและส่งเสริม ผู้ลงทุนได้มีการเริ่มมาตั้งแต่ป้ ๒๕๐๓ และได้มีการลงนามแล้วไปแล้ว ๔๒ ฉบับ มีผลบังคับใช้ไปแล้ว ๓๕ ฉบับ และรอลงนามอีกหรือเจรจาอีก ๔๔ ฉบับ ซึ่งจริง ๆ แล้ว ครับท่านประธาน นับตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ได้มีการนํามาใช้นั้น การเจรจา ในข้อตกลงดังกล่าวที่ผมได้กล่าวไปแล้วต้องหยุดชะงักลงไป เพราะรัฐบาลเองต้องเสนอ กรอบการเจรจาให้กับรัฐสภาพิจารณาก่อนที่จะดําเนินการเจรจาต่อไปได้ ผลกระทบ ที่ตามมาก็คือว่านักลงทุนต่างประเทศและนักลงทุนไทยเองก็เกิดความไม่แน่ใจจากผล ที่อาจจะเกิดขึ้นในกรณีที่มีการล่าช้าของการเจรจาและอาจจะเกิดความลังเลของ นักลงทุนต่างประเทศและนักลงทุนไทยเองก็เกิดความไม่แน่ใจจากผลที่อาจจะเกิดขึ้น ในกรณีที่มีการล่าช้าของการเจรจาและอาจจะเกิดความลังเลของนักลงทุนต่างประเทศ และขาดความไม่มั่นใจ ท่านประธานที่เคารพครับ ไม่ใช่เฉพาะที่เกี่ยวข้องกับกระทรวง การต่างประเทศเท่านั้นที่เปึนปัญหา มีอีกหลายกระทรวงครับที่มีปัญหาในเรื่องของ ที่จะต้องมีการตีความในเรื่องของการกําหนดนิยามว่าอะไรจะต้องเข้า อะไรจะไม่ต้อง เข้า กระทรวงพาณิชย์ก็เช่นเดียวกันครับ มีปัญหาที่ค่อนข้างจะเยอะมาก และล่าสุด ที่ผมเองได้ข้อมูลมานะครับ กระทรวงการคลังเองก็มีหลายเรื่องที่อยากจะนําเข้าสภา และจําเปึนอย่างยิ่งที่จะต้องนําเข้าสภา แต่ด้วยข้อจํากัดบางประเด็นก็ทําให้เกิด ความล่าช้า โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการก่อหนี้กับหน่วยงาน หรือกับองค์กรระหว่างประเทศที่จําเปึนอย่างยิ่งที่จะต้องให้สภาเห็นชอบ ผมเอง จึงอยากจะขออนุญาตฝากไว้เปึนข้อสังเกตว่า ถ้าสามารถยกตัวอย่างได้ในเรื่องของ การบริหาร แผนการบริหารหนี้สาธารณะที่จะต้องนําเข้าสู่สภา ซึ่งหลาย ๆ ครั้งจะต้องเปึน แต่ละประเด็นแต่ละเรื่องไป ก็อาจจะเปึนในกรณีที่เราสามารถเสนอแผนโครงการ ในป้งบประมาณเปึนกรอบใหญ่และให้มีรายละเอียดที่ชัดเจน ซึ่งมีจํานวนมากครับ อย่างในป้ ๒๕๕๓ นี้มีกรอบหลายเรื่องที่ทางกระทรวงการคลังเองก็ได้มีการนําเข้าสู่สภา ไม่ว่าจะเปึนเรื่องของโครงการรถไฟฟัาสายสีม่วงบางใหญ่ที่มีแหล่งเงินกู้จากไจก้า (JICA) ๕๖๓ ล้านเหรียญ ไม่ว่าจะเปึนโครงการจัดหาหัวรถจักรไฟฟัาของหน่วยงาน ที่เปึนเรื่องของเอ็กซ์ปอร์ตเครดิต (Export credit) และอีกหลายหน่วยงานครับ ซึ่งจําเปึน อย่างยิ่งครับท่านประธาน จําเปึนอย่างยิ่งที่จะทําอย่างไรก็แล้วแต่เพื่อไม่ให้เกิดการเสียโอกาส ดังนั้นผมเห็นว่ามีความจําเปึนที่จะสามารถที่จะผลักดันในกรณีที่จะทําให้มีการพัฒนา ผมขออนุญาตใช้คําว่า พัฒนา ในการที่จะอนุมัติ และในกรอบการเจรจาให้เปึนไปได้ อย่างมีประสิทธิภาพ
และอีกเรื่องหนึ่งครับท่านประธาน ไม่ว่าจะเปึนเรื่องของกระทรวงการคลัง ที่เกี่ยวกับเรื่องของการถือหุ้นในองค์กรระหว่างประเทศ เช่น ธนาคารโลก หน่วยงาน ค้ําประกันเครดิตในภูมิภาคเอเชีย + ๓ ที่เราได้มีการอภิปรายกันไปเมื่อไม่นานมานี้ ก็เปึนอีกเรื่องหนึ่งที่จริง ๆ แล้วมีความสําคัญอย่างยิ่งที่ถ้าเราสามารถที่จะผลักดันในเรื่อง ของมาตรา ๑๙๐ ได้มีการแก้ไขได้ ก็จะทําให้เกิดผลดี แล้วทําให้อย่างที่ผมได้กราบเรียนไว้ แต่ต้นประเทศไทยไม่เสียโอกาส ท่านประธานครับ ผมเชื่อว่ามาตรา ๑๙๐ นั้น มีความสําคัญอย่างยิ่งและจําเปึนอย่างยิ่งที่จะต้องให้ผ่านรัฐสภา แต่การปรับแก้ มาตรา ๑๙๐ ตามรัฐธรรมนูญนั้น ก็จะเสนอหรือตามข้อเสนอของคณะกรรมการพิจารณา แนวทางที่มีท่านอาจารย์สมบัติ ธํารงธัญวงศ์ เปึนประธานกรรมการนั้น ที่มีการกําหนด ให้ระบุประเภทของหนังสือสัญญาที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ สังคม การค้าและการลงทุน และงบประมาณของรัฐให้ชัดเจนในพระราชบัญญัติหรือกฎหมายลูกนั้น จะเปึนสิ่งที่ สามารถคลี่คลายและลดประเด็นข้อสงสัยว่า หนังสือสัญญาประเภทใดที่กําหนดไว้ใน รัฐธรรมนูญจะต้องได้รับคําเห็นชอบจากทางสภา และจะจัดทําขั้นตอนและกระบวนการ ในการทําข้อตกลงต่าง ๆ ระหว่างประเทศไทยกับประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะเรื่องที่เปึน การส่งเสริมและคุ้มครองผลประโยชน์ของคนไทยของธุรกิจไทยจะสามารถดําเนินการ ต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง รอบคอบ รวดเร็ว และสําคัญที่สุดครับ ตอบสนองความต้องการ ของประชาชนอย่างแท้จริง และผมหวังเปึนอย่างยิ่งว่า เราเองในฐานะรัฐสภาจะต้อง สามารถทําให้โครงการนี้ กฎหมายฉบับนี้ได้สามารถผลักดันและสามารถแก้ไขได้ ผมจึงขออนุญาตสนับสนุนร่างของรัฐบาลทั้ง ๒ ร่างครับ กราบขอบพระคุณครับ ท่านประธาน