รสนา โตสิตระกูล เสนอการเปลี่ยนแปลงกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้มีการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการกลับเข้าสู่กระบวนการที่ถูกต้องในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้แน่ใจว่ารัฐธรรมนูญที่จะเกิดขึ้นจะเป็นผลมาจากกระบวนการที่ถูกต้องและเป็นประชาธิปไตย
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ดิฉันเองเห็นว่าปัญหาความขัดแย้งเกี่ยวกับเรื่องรัฐธรรมนูญในช่วง ๒-๓ ป้ ที่ผ่านมานั้น เกิดขึ้นจากกระบวนการการได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญที่อาจจะไม่ถูกต้อง แม้ว่ารัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ นั้นเราเห็นข้อดีที่เกิดจากการต่อยอดรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ มาหลากหลาย ประการ แล้วก็ยังเปึนรัฐธรรมนูญที่ได้ผ่านประชามติ แต่การที่ไม่ได้การยอมรับนั้น เนื่องจากกระบวนการของการได้มานั้นอาจจะเปึนสิ่งที่ยังมีข้อโต้แย้งในหลากหลาย ประการ ด้วยเหตุนี้ดิฉันคิดว่าการที่เราจะมุ่งในการแก้ไขรัฐธรรมนูญในขณะนี้นั้น สิ่งที่ สําคัญที่สุดคือเราควรสนใจในเชิงของกระบวนการ กระบวนการที่แก้ไขของรัฐบาลที่เสนอ ร่างเข้ามาก็ตาม หรือที่ประชาชน ๗๐,๐๐๐ กว่ารายชื่อเสนอเข้ามาก็ตามนั้น ดิฉันคิดว่า เวลานี้ยังมีปัญหาของความขัดแย้งที่เปึนความเห็นที่ไม่ลงรอยกัน แล้วถ้าหากว่า เราเพียงแต่ที่จะใช้เสียงในสภานั้นเพื่อให้ผ่าน ดิฉันเกรงว่ามันก็จะกลับไปเปึนลักษณะเปึน ขั้วตรงข้ามกัน รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ แม้จะผ่านประชามติผ่านมาแล้วก็ยังไม่ได้รับ การยอมรับนะคะ แล้วเวลานี้ถ้าหากว่าเรายังใช้กระบวนการเดิมที่จะผลักดันให้การแก้ไข รัฐธรรมนูญเกิดขึ้นในรัฐสภาโดยไม่ได้ฟังเสียงของประชาชนอย่างแท้จริง มันก็จะกลับ เข้าไปสู่ขั้วตรงกันข้ามอีกครั้งหนึ่งซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหา ดิฉันเองตอนสมัยที่มีการทํา ประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ต้องยอมรับว่าเปึนคนหนึ่งที่โหวตไม่รับร่างฉบับนี้ แต่เมื่อรัฐธรรมนูญได้ผ่านประชามติ ๑๔ ล้านเสียง ดิฉันคิดว่าเราก็ต้องเคารพในเสียงของ ประชามติ แล้วหลังจากนั้นถ้าหากจะต้องแก้ไขอย่างไรก็ตามดิฉันคิดว่าเราต้องกลับเข้าสู่ กระบวนการที่ถูกต้อง เมื่อดิฉันเข้ามาเปึนสมาชิกคนหนึ่งในรัฐสภา ดิฉันเห็นว่า กระบวนการ กติกาต่าง ๆ นั้นที่อยู่ในรัฐสภาเปึนสิ่งที่เราควรจะเคารพ ดิฉันเองอยากจะ ยกประเด็นปัญหาเกี่ยวกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ประชาชนเสนอเข้ามา ฉบับ คปพร. นี้ ดิฉันคิดว่าเปึนสิ่งที่อาจจะไม่เข้าเงื่อนไขกติกาในการแก้ไขตามรัฐธรรมนูญ เนื่องจากว่า รัฐธรรมนูญในมาตรา ๒๙๑ นั้นระบุว่า ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจํานวนไม่น้อยกว่า ๕๐,๐๐๐ ชื่อ ตามกฎหมายว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมายนี้ก็สามารถเสนอแก้ไข กฎหมายรัฐธรรมนูญได้ แต่เนื่องจากว่าตัวพระราชบัญญัติว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอ กฎหมายป้ ๒๕๔๒ นั้น เปึนกฎหมายเดิมที่ยังไม่มีประเด็นในเรื่องของการแก้รัฐธรรมนูญ จึงไม่ได้มีเงื่อนไขเกี่ยวข้องกับประเด็นนี้อย่างชัดเจน แต่ถ้าหากว่าเราจะอ้างอิง พ.ร.บ. ว่าด้วยการเสนอกฎหมายป้ ๒๕๔๒ นั้น ก็ต้องบอกว่ากฎหมายฉบับนี้ในมาตรา ๕ ระบุว่าประชาชนที่จะเสนอร่างกฎหมายจะเสนอได้ในหลักการที่เกี่ยวกับหมวด ๓ ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพของชนชาวไทย และหมวด ๕ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ของรัฐธรรมนูญเท่านั้น ซึ่งกรณีนี้รัฐสภาเราเองโดยประธานท่านชัย ชิดชอบ เคยปฏิเสธ กฎหมายที่เสนอมาโดยกลุ่มประชาชน กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน ที่ได้เสนอกฎหมายตามมาตรา ๑๙๐ ซึ่งทางประธานรัฐสภาพิจารณาแล้วเห็นว่าหลักการ ของร่างที่เขาเสนอเข้ามานั้นไม่ได้เข้าเงื่อนไขหมวด ๓ และ หมวด ๕ จึงได้ปฏิเสธไป แต่ปรากฏว่าฉบับ คปพร. นั้นไม่ได้เปึนการแก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวด ๓ และหมวด ๕ เท่านั้น แต่เปึนการยกร่างใหม่ทั้งฉบับ ซึ่งอันนี้ต้องถือว่าไม่เข้าเงื่อนไขในการเสนอ กฎหมายในการแก้ แต่กรณีนี้ถูกรับเข้ามาในลักษณะที่มีเงื่อนงํา ดิฉันเห็นว่ากฎหมาย ฉบับนี้เสนอเข้ามาในช่วงวันที่ ๘ พฤษภาคม ซึ่งอยู่ในช่วงที่ท่านประธานประสพสุขนั้น อยู่ในฐานะประธานรัฐสภา แต่ปรากฏว่าเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรนั้นจงใจที่จะยึด กฎหมายฉบับนี้โดยชี้แจงว่าประชาชนต้องการจะเสนอกฎหมายฉบับนี้เพื่อให้ประธาน คนใหม่พิจารณาเท่านั้น แล้วก็ปรากฏว่าไม่ได้มีการพิจารณาเงื่อนไขของข้อกฎหมาย เพื่อที่จะดูว่าสมควรจะรับหรือไม่รับ แล้วในที่สุดก็มีการตรวจสอบรายชื่อแล้วก็ผ่านเข้ามา ซึ่งดิฉันคิดว่ากระบวนการในการเสนอเช่นนี้เปึนกระบวนการที่ไม่ถูกต้อง ดิฉันเห็นว่าสภานิติบัญญัตินั้นเราควรจะต้องทําอะไรอย่างมีกติกา แล้วก็เปึนไป ตามกฎหมาย เพราะถ้าหากว่าเราจะเสนอกฎหมายยกร่างทั้งฉบับนั้นก็ควรที่จะแก้ มาตรา ๒๙๑ เพื่อให้ตั้ง สสร. ขึ้นมาแล้วก็พิจารณาในการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ซึ่งถ้าทําเช่นนี้ได้ดิฉันคิดว่าปัญหาความขัดแย้งในเรื่องของรัฐธรรมนูญก็จะไม่เกิดขึ้น ในอนาคต แต่ถ้าหากว่าเราเพียงแต่ต้องการที่จะสู้กันภายในสภาแล้วก็ใช้เกม ทางการเมืองต่าง ๆ ในการที่จะทําให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นเปึนไปเพื่อให้ผ่าน ตามความเห็นของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ดิฉันคิดว่าความขัดแย้งของบ้านเมืองเกี่ยวกับ เรื่องปัญหารัฐธรรมนูญก็จะไม่สิ้นสุดนะคะ
สําหรับร่างของรัฐบาลนั้นดิฉันคิดว่า ๓ ร่างที่ผ่านเข้ามาให้พิจารณานั้น ก็ไม่ได้แตกต่างกัน การแก้ในเรื่องของเขตเลือกตั้ง การแก้ในเรื่องของมาตรา ๑๙๐ นั้น ดิฉันคิดว่าเปึนการแก้ที่เปึนเรื่องเล็ก ๆ แต่ที่จริงแล้วถ้าเราจะแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เปึน ประโยชน์กับประชาชนนั้นควรจะมองภาพรวมทั้งหมด แล้วกําหนดกระบวนการที่จะไม่ทํา ให้เกิดความขัดแย้งกันในภายหลัง ซึ่งสิ่งนี้ดิฉันคิดว่าจะดีกว่าการที่เรามากล่าวอ้างว่า รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ นั้นเปึนรัฐธรรมนูญของเผด็จการ รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ นั้นเปึน รัฐธรรมนูญของประชาชน ดิฉันคิดว่าแม้รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ จะเปึนรัฐธรรมนูญ ที่มีกระบวนการที่ดีนะคะ แต่เมื่อใช้มาประมาณเกือบ ๑๐ ป้นั้นก็สมควรแก่เวลาในการ ที่จะมีการปรับปรุงแก้ไข การจะต่อสู้เพียงเพื่อที่จะเอารัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ กลับมาใหม่ นั้นอาจจะไม่สมแก่สมัยเสียแล้วก็ได้ แต่การที่จะบอกว่ารัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ นั้นจะให้ ใช้ต่อไป โดยที่มียังความขัดแย้งกันแล้วก็ต่อสู้กันเพื่อจะแก้ไขประเด็นต่าง ๆ เพื่อประโยชน์ของกลุ่มแต่ละกลุ่มไปชั่วครั้งชั่วคราว ดิฉันคิดว่าคงไม่ได้เปึนประโยชน์เท่าไร ถ้าหากว่าเห็นว่าสมควรแก่เวลาในการที่จะแก้ไข ดิฉันคิดว่ากระบวนการมีส่วนร่วมของ ประชาชนนั้นก็เปึนสิ่งที่สําคัญ แล้วก็สมควรที่จะพิจารณาในแง่ของการที่จะสร้าง กระบวนการในการที่จะร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยให้กระบวนการของประชาชนเข้ามา มีส่วนร่วม ซึ่งในลักษณะแบบนี้ดิฉันคิดว่าก็จะได้พ้นจากข้อครหา แล้วก็พ้นจากปัญหา ที่ประชาชนอีกกลุ่มหนึ่งก็จะไม่ยอมรับร่างรัฐธรรมนูญที่ร่างโดยนักการเมืองเพียงฝ์ายเดียว ดิฉันคิดว่าเราเกิดปัญหาในเรื่องรัฐธรรมนูญ เนื่องจากการที่กระบวนการต่าง ๆ นั้น กระทําโดยไม่ถูกต้อง ดิฉันคิดว่ากระบวนการนั้นมีความสําคัญ พอ ๆ กับเปัาหมาย หลักพุทธศาสนาให้ความสําคัญกับกระบวนการ กับเปัาหมายว่าคือสิ่งเดียวกัน เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่า ณ ขณะนี้ดิฉันไม่สามารถที่จะรับร่างทั้ง ๔ ฉบับได้ ด้วยสาเหตุว่า กระบวนการที่มานั้นเปึนกระบวนการที่อาจจะไม่ถูกต้อง ขอบคุณค่ะ