สมชาย แสวงการ หารือเรื่องรัฐธรรมนูญ โดยแสดงความกังวลเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ไม่ดีต่อประชาชน และเรียกร้องให้มีการแก้ไขอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อประโยชน์ของประชาชน โดยเฉพาะเรื่องมาตรา 190 และมาตรา 111 และเรียกร้องให้รัฐมนตรีประจํากระทรวงมีความกล้าหาญในการพิจารณาว่ากฎหมายใดไม่จำเป็นต้องผูกพันและไม่ต้องเข้าสู่สภา
ท่านประธาน ที่เคารพครับ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา แบบสรรหาภาควิชาชีพ ในฐานะสมาชิก รัฐสภา แน่นอนครับ ร่างรัฐธรรมนูญ ๒ ฉบับ ที่เสนอมาจากร่าง คปพร. หรือร่างฉบับ หมอเหวง และร่างรัฐธรรมนูญฉบับพรรคร่วมรัฐบาลของ ๑๐๒ ส.ส. ผมยืนยันชัดเจนว่า ไม่รับทั้ง ๒ ร่าง ไม่ใช่ไม่ฟังเสียงภาคประชาชน ๗๑,๕๔๓ เสียง แต่เพราะผมฟังเสียง ประชาชนอีก ๑๔,๗๐๐,๐๐๐ เสียง ที่เขาลงประชามติรับรองรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ เหตุผลก็คือว่ารัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ซึ่งมีเจตนารมณ์ดีในการที่จะวางรากฐาน ธรรมาภิบาลมีเจตนาที่จะให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมือง มีเจตนารมณ์ที่จะสร้าง กลไกการตรวจสอบ ถ่วงดุล และให้มีองค์กรอิสระขึ้น ปรากฏว่าเกิดอะไรขึ้น กับรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ภาคการเมืองเข้มแข็ง จริงอยู่ครับ พรรคการเมืองก็เข้มแข็ง ตามไปด้วย มีการควบรวมพรรคเหมือนควบรวมกิจการ มีการนําทุนจากโทรคมนาคม เข้ามายึดพรรคการเมือง จากนั้นเกิดการทุจริตเชิงนโยบายนับแสนล้านบาท มีการแต่งตั้ง โยกย้ายตําแหน่งสําคัญในกองทัพ และข้าราชการประจําที่เรียกว่าการปฏิรูประบบราชการ แต่แท้จริงแล้วเอื้อประโยชน์ต่อการทุจริตเชิงนโยบาย และแต่งตั้งคนของตัวเองเปึนสําคัญ มีการแทรกแซงกระบวนการสรรหาองค์กรอิสระ รวมถึงควบคุมวุฒิสภาที่เรียกว่า สภาทาสหรือสภาหมอนข้าง ทําให้เกิดการเชื่อมโยงในการต่อสู้ของพี่น้องประชาชน ท้ายที่สุดนําไปสู่ความวิกฤติทางการเมือง และเกิดการรัฐประหารในที่สุด สิ่งที่รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ต้องร่างขึ้นมาใหม่นั้นก็มีเจตนาเพื่อแก้ช่องว่างจุดโหว่ของรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ต้องเรียนว่าปัจจุบันนั้นภาคประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้น มีระบบการตรวจสอบถ่วงดุลมากขึ้น การเมืองมีความโปร่งใสมากขึ้น องค์กรอิสระ มีความอิสระในการตรวจสอบมากขึ้น ดังนั้นจึงเปึนเหตุผลที่ผมไม่ต้องการให้นํา ร่างรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ซึ่งมีการแก้ไขแล้วจะนํากลับมาอีก ผมจึงไม่รับร่างดังกล่าว ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่เปึนของ ๑๐๒ ส.ส. ของพรรคร่วมรัฐบาลก็เช่นเดียวกัน เหตุผล ที่ไม่รับก็มีดังนี้ครับ
๑. ร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขดังกล่าวนั้นมีที่มาจากกรรมการสมานฉันท์ ทั้ง ๖ ประเด็น เนื่องจากว่าได้นํานักการเมืองพวกเราเองไปร่างแล้วไปเสนอ ๖ ประเด็น ทํานองแก้ไขโดยนักการเมืองเพื่อนักการเมือง โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการยกเลิก มาตรา ๒๓๗ ซึ่งผู้บริหารพรรคนั้นจําเปึนต้องรับผิดชอบต่อการซื้อเสียง ต่อการที่สมาชิก ไปทุจริต ในส่วนของมาตรา ๒๖๕ มาตรา ๒๖๖ นั้นก็เปึนเรื่องของการที่เปึนประโยชน์ ทับซ้อนของ ส.ส. และ ส.ว. ไม่รวมไปถึงการที่อ้างว่า ส.ส. จะเข้าไปช่วยเหลือประชาชนนั้น ความจริงแล้วเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ระบุไว้ชัดเจนว่าการทําช่วยเหลือ นั้นต้องไม่เปึนประโยชน์เพื่อตนเอง มิใช่การเข้าไปแทรกแซงในการแต่งตั้งโยกย้าย เพราะฉะนั้นในส่วนนี้จึงไม่รับร่าง ไม่รวมถึงเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๑๑ จนถึง มาตรา ๑๒๑ ที่จะให้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด เพราะว่าได้แสดงให้เห็นชัดเจนครับ ว่าใน ส.ว. สมัยนั้นได้เกิดการซื้อเสียง ส.ว. มีการยืนยันเปึนพยานชัดเจนว่า ส.ว. ได้โหวต ในหลายครั้ง มีมติตรงกันชนิดที่ไม่เปลี่ยนเลยในการเลือกองค์กรอิสระในหลาย คณะกรรมการ จํานวน ๘๐ คน เลือกเบอร์ตรงกันทุกครั้ง ซึ่งเปึนไปไม่ได้ในทางสถิติ แต่เปึนไปได้แล้วนะครับ เมื่อนักการเมืองได้สามารถคอนโทรล (Control) วุฒิสภาไว้ นั่นหมายความว่าทําให้สภากลั่นกรองนั้นหมดสภาพโดยสิ้นเชิง ดังนั้นในรัฐธรรมนูญ ฉบับที่เสนอแก้ไขโดย ๑๐๒ ส.ส. นั้น กระผมจึงไม่รับเช่นกัน ขณะเดียวกันรัฐธรรมนูญ ฉบับที่รัฐบาลเสนอ ในเรื่องของมาตรา ๑๙๐ ก็คงต้องพิจารณาว่าเหตุใดจึงต้องมี รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ก็เพราะว่ารัฐธรรมนูญในฉบับป้ ๒๕๔๐ ได้ให้อํานาจ ฝ์ายการเมืองนั้นเข้มแข็ง แต่ก็ปรากฏว่าได้มีการไปเซ็นสัญญาหลายครั้ง ไม่ว่าจะเปึน การเซ็นสัญญากับประเทศพม่าในการปล่อยเงินกู้จากเอกซิม แบงก์ (EXIM Bank) ไม่ว่า จะเปึนการเซ็นสัญญากับประเทศไทย ประเทศกัมพูชาในเรื่องของการสํารวจเพื่อหา ประโยชน์ต่าง ๆ ในทรัพยากรธรรมชาติและไม่ผ่านสภ นั่นหมายความว่าเสียหายกับรัฐทั้งสิ้น จึงมีการร่างขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ให้เกิด ความรอบคอบขึ้น วิธีการที่จะทําให้กฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ศักดิ์สิทธิ์นั้น ก็คือต้องผ่านสภา แล้วก็ให้มีกฎหมายลูกกําหนดด้วยว่าขั้นตอนวิธีการจะทําอย่างไร เพราะฉะนั้นยังไม่เห็นทางเลยครับว่าถ้าจะต้องแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ทําไม ไม่ทํากฎหมายลูกเข้าสู่สภาเสีย กฎหมายลูกดังกล่าวก็ผ่านกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศเข้ารัฐบาลและส่งไปกฤษฎีกาตั้ง ๒ ป้แล้ว เหตุใดจึงไม่เข้าสู่สภาเสียที นอกจากนั้นมันขึ้นอยู่กับความกล้าหาญของรัฐมนตรีครับ เมื่อข้าราชการประจํา เขาไม่มั่นใจว่ากฎหมายใด ข้อบังคับใด ร่างสัญญาใดจะต้องผ่านสภาเขาจึงไม่กล้า ส่งเข้ามาทั้งหมด จึงใช้วิธีการโยนให้รัฐมนตรีส่งเข้ามาทั้งหลายร้อยฉบับ เพราะฉะนั้น อยู่ที่รัฐมนตรีประจํากระทรวงนั้นและความกล้าหาญที่ต้องพิจารณาว่าอันใด ไม่จําเปึนต้องเข้าสู่สภาก็สามารถวินิจฉัยได้ ลองดูสิครับ ท่านลองวินิจฉัยว่าฉบับไหน ไม่ต้องผูกพันและไม่ต้องเข้าสู่สภาตามที่รัฐธรรมนูญกําหนดนั้น ส่งเรื่องไป ศาลรัฐธรรมนูญครับ เพราะกฎหมายได้บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญเปึนผู้วินิจฉัย ชี้ขาดอยู่แล้ว เรื่องนี้ก็จะคลี่คลายได้
ในส่วนของร่างรัฐธรรมนูญอีกฉบับหนึ่ง ก็คือมาตรา ๙๓ และมาตรา ๙๘ เรื่องเขตเลือกตั้ง ส.ส. และกําหนดให้มี ส.ส. เขต เหลือ ๓๗๕ คน ส.ส. ปาร์ตี้ ลิสต์ เหลือ ๑๒๕ คนนั้น ก็เรียนครับว่าประเด็นนี้ยังไม่เห็นประเด็นที่เปึนปัญหาของพี่น้อง ในเขตเลือกตั้งเลย มีแต่ปัญหาของพรรคร่วมรัฐบาลที่ต้องการหวังว่าจะได้เสียง ส.ส. เพิ่มเติมจากเขตเล็กลง ซื้อเสียงได้ง่ายขึ้นในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคอีสาน และบางพื้นที่ ที่จะไปชิงพื้นที่ฝ์ายค้าน เพราะฉะนั้นไม่มีคําตอบครับว่าประชาชนได้อะไรจากการแก้ไข รัฐธรรมนูญฉบับนี้ และไม่มีคําตอบว่าเราจะทํากระบวนการอย่างไรให้ได้คนดีเข้าสภา สิ่งที่ยังเปึนอยู่ก็ยังตกค้างอยู่ในสภา ณ ปัจจุบัน มีคําถามมากมายไปยัง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ว่าเหตุไฉนนายกรัฐมนตรีซึ่งท่านต้องถือว่าเปึนบุคคลที่ได้รับความชื่นชมยินดี ในความสามารถและเปึนคนหนุ่ม จึงเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญแบบผิดเวลา ผิดจังหวะ เข้ามาในขณะนี้ หรือเปึนสัญญาใจไว้กับใครเมื่อตอนตั้งรัฐบาล หรือเปึนเพราะใคร บีบบังคับให้ท่านต้องทํา สิ่งเหล่านี้มีคําถามว่าจะนําไปสู่ความปรองดองและความสมานฉันท์ ได้จริงหรือ หรือจะนําไปสู่วิกฤติทางการเมืองอีกระลอกหนึ่งเปึนสิ่งที่ต้องติดตาม สิ่งที่ต้องเรียนครับว่ารัฐธรรมนูญนั้นคือสิ่งที่มนุษย์เราสร้างขึ้น แก้ไขได้ครับ เราผ่านมา ๑๘ ฉบับแล้ว ล้มลุกคลุกคลานในระบอบประชาธิปไตยมาพอสมควร ผ่านร้อนผ่านหนาว มาพอสมควร เพราะฉะนั้นถ้าจะดําเนินการในการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นต้องตอบสนอง เพื่อประชาชนจริง ๆ ถ้าจะดําเนินการในอนาคตรอจังหวะสังคมดีกว่านี้ และมีการตั้ง คณะ สสร. ขึ้นมาใหม่ ร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ร่วมกันก็อาจจะเปึนประโยชน์ดีกว่านี้ ขอบพระคุณครับ