นริศ ขํานุรักษ์ อภิปรายเรื่องรัฐธรรมนูญ โดยแสดงจุดยืนต่อร่างรัฐธรรมนูญที่เสนอเข้ามาสู่การพิจารณาของสภา โดยเฉพาะมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการตกลงหนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ เศรษฐกิจและสังคมอย่างกว้างขวาง ตลอดจนผลผูกพันทางด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นริศ ขํานุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาตอภิปรายเพื่อแสดงจุดยืนต่อร่างรัฐธรรมนูญที่เสนอเข้ามาสู่การพิจารณา ของสภาทั้ง ๔ ฉบับ โดยฉบับที่ ๑ คปพร. ผมไม่รับครับ แล้วฉบับที่รัฐบาลเสนอ ๒ มาตรา คือ มาตราที่ ๙๓ ถึงมาตรา ๙๘ และมาตรา ๑๙๐ ผมรับ ๒ ฉบับนี้นะครับ โดยมีเหตุผลดังต่อไปนี้นะครับ ร่างของ คปพร. ในมาตรา ๒๒๔ ซึ่งตรงกับร่างรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ในมาตราเดียวกันคือมาตรา ๒๒๔ ได้แตกต่างกับร่างรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ในมาตรา ๑๙๐ โดยร่างของ คปพร. หรือรัฐธรรมนูญฉบับหมอเหวงได้เขียนเงื่อนไข หลักเกณฑ์ให้หนังสือสัญญาที่ต้องผ่านสภามีเพียง ๒ เงื่อนไขเท่านั้น คือต้องมี บทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตหรือเขตอํานาจแห่งรัฐกับ ๒. จะต้องออกพระราชบัญญัติ เพื่อให้เปึนไปตามสัญญา เพียง ๒ ข้อเท่านั้น ส่วนรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ แล้วก็ร่างแก้ไข ของรัฐบาลได้เพิ่มเติมอีก ๒ ส่วนด้วยกันคือหนังสือสัญญาที่จะต้องผ่านสภาต้องมี ผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและทางสังคมอย่างกว้างขวาง และ ๓. มีผลผูกพัน ทางด้านการค้าการลงทุนหรืองบประมาณแผ่นดินของประเทศ ผมกราบเรียนท่านประธานว่าร่างรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ หรือร่างรัฐธรรมนูญของฉบับ หมอเหวงในมาตรา ๒๒๔ ก่อนที่จะมีร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ป้ ๒๕๕๐ นั้น มีปรากฏการณ์เกิดขึ้นในขณะนั้นเราใช้รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ มีปรากฏการณ์เกิดขึ้นอยู่ ๒ ปรากฏการณ์ ปรากฏการณ์ที่ ๑ ก็คือคนหวั่นไหวมากในการใช้อํานาจของรัฐบาล ในชุดนั้นครับ อํานาจที่ใช้ผมยกตัวอย่าง ท่านประธานครับ ประเทศไทยได้ส่งทหาร ส่งเจ้าหน้าที่ไปต่างประเทศหลายครั้งด้วยกัน ทั้งหมดจนถึงขณะนี้ ๑๖ ครั้ง ทุกครั้ง ที่ไปนะครับ ทุกรัฐบาลจะไปเปึนส่วนหนึ่งของกองกําลังสหประชาชาติ ไปเปึนส่วนหนึ่ง ของสหประชาชาติ ใช้งบประมาณของสหประชาชาติและสหประชาชาติร้องขอ แต่มี ๒ ครั้งครับท่านประธาน ที่ส่งไปเองใช้งบประมาณเองคือไปช่วยประเทศสหรัฐอเมริกา ยึดประเทศอัฟกานิสถานกับประเทศอิรัก คนมุสลิมขณะนั้นประชาชนหวั่นไหวกับการใช้ อํานาจนี้มาก เพราะว่าไม่เปึนกองกําลังของสหประชาชาติ ไม่ใช้เงินของสหประชาชาติ และสหประชาชาติไม่ได้ร้องขอ เราไปมา ๑๖ ครั้ง เราไปมาทั่วโลกครับ เราไปประเทศ เลบานอนมา ประเทศนามิเบียมา เราไปประเทศเขมรมา ไปประเทศคูเวตมา เราไป ประเทศติมอร์มา หลายประเทศครับ แต่ว่าทุกรัฐบาลยกเว้นรัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรี ทักษิณในขณะนั้น ซึ่งใช้รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ อยู่ใช้งบประมาณเอง ไม่มีหนังสือร้องขอ จากสหประชาชาติ คนเลยหวั่นไหว ๒. ขณะนั้นไปมีข้อตกลงเอฟทีเอ (FTA) กับหลายประเทศ แล้วขณะนั้นคนเชื่อมั่นว่าเราเสียเปรียบ เรากระทบในหลาย ๆ ด้าน โดยเฉพาะเอฟทีเอไทย-จีน อันนี้เปึนเรื่องทั่วไปครับท่านประธาน เอฟทีเอไทย-จีน ได้ทําลายพืชผัก พืชดอกไม้ในภาคเหนือซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเปึนโครงการ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้สนับสนุนให้ประชาชนเลิกปลูกฝ่ืน สินค้าเกษตรจาก ประเทศจีนลงมาทําลายในราคาที่ถูกกว่า เอฟทีเอจึงเปึนที่หวั่นไหวของประชาชน ในขณะนั้น จาก ๒ ปรากฏการณ์คือรัฐบาลในขณะนั้นใช้อํานาจในการส่งกองกําลังไป ต่างประเทศโดยไม่เปึนส่วนหนึ่งของสหประชาชาติ และตกลงเอฟทีเอโดยไม่ผ่านรัฐสภา การพิจารณารัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ในขณะนั้นจึงสรุปบทเรียนว่าเราจําเปึนจะต้อง มีข้อตกลงที่เพิ่มเติมขึ้นมาดังที่ผมได้กราบเรียนแล้ว ก็คือหนังสือสัญญาใด ๆ ที่มี ผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ กระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมอย่างกว้างขวาง ตลอดจนถึงมีข้อผูกพันทางด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศต้องผ่าน รัฐสภา ช่วงที่เราได้ใช้รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ก็ปรากฏว่ารัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ แม้ว่า มีผลดีมากเฉพาะมาตรา ๑๙๐ ผลดีคือเราได้สร้างกระบวนการการมีส่วนร่วมจาก ภาคประชาชน สร้างความโปร่งใสให้กับหน่วยงานที่รับผิดชอบ มีการติดตามตรวจสอบ กลั่นกรองจากตัวแทนประชาชนเช่นในสภานี้อย่างดี แล้วก็มีการเยียวยาความเสียหาย แต่ว่าในทางปฏิบัติเราปฏิบัติยากมากครับ ทั้งราชการ ทั้งรัฐสภาแห่งนี้ เราปฏิบัติยากมาก มีขั้นตอน มีรายละเอียด รัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขของรัฐบาลจึงได้เพิ่มเติมขึ้นมา ๒ เรื่อง คือให้มีความชัดเจนในเรื่องของกรอบในการเจรจากับประเภทของหนังสือ ต่อไปนี้จะมีกรอบที่ชัดเจนว่า กรอบการเจรจาที่ผ่านมา ถ้ากรอบการเจรจาลึกไปบ้าง กว้างไปบ้างประเทศไทยอาจจะเสียเปรียบในการเจรจาได้ รัฐธรรมนูญฉบับแก้ไข ของรัฐบาลป่ดปัญหาส่วนนี้ลง เช่นเดียวกันครับ เราไม่อาจที่จะแยกได้ว่าหนังสือสัญญา ประเภทใดที่จะต้องเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา รัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขของรัฐบาลจึงได้ไปป่ดส่วนนี้ เพื่อที่จะระบุว่าหนังสือประเภทใด ควรเข้าสู่การให้ความเห็นชอบของรัฐสภา ผมกราบเรียนท่านประธานว่าผมได้ศึกษา ทั้งในวันที่รับราชการ และชีวิตที่มาเปึนนักการเมืองแล้ว พบว่าสนธิสัญญาใด ๆ ที่ผ่าน ความเห็นชอบจากรัฐสภา ข้าราชการปฏิบัติง่ายมากครับ ข้าราชการได้เก็บเอาข้อสังเกต จากรัฐสภาแห่งนี้ไปปฏิบัติไปแก้ไข แต่ว่าหนังสือสัญญาใดที่ไม่ผ่านความเห็นชอบ จากรัฐสภามีปัญหาในทางปฏิบัติแทบทุกฉบับ ผมเคยรับราชการและดูแลสนธิสัญญา ว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพซึ่งผ่านรัฐสภา ส่วนอีก ๒ ฉบับ คือไซเตส (CITES) กับแรมซ่า ไซท์ (Ramsar site) ไม่ผ่านสภา ทําให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติ แตกต่างจาก สนธิสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพไม่เกิดปัญหาในทางปฏิบัติแต่อย่างใด ผมจึงคิดว่ารัฐบาลเพิ่มเติมในมาตรา ๑๙๐ จากรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ให้มีความชัดเจน ในเรื่องประเภทหนังสือและกรอบการเจรจา จึงทําให้มาตรา ๑๙๐ ที่แก้ไขเพิ่มเติม เปึนรัฐธรรมนูญที่สมบูรณ์และควรที่สภาแห่งนี้ได้ให้การรับรอง เพราะเปึนประโยชน์ต่อ พี่น้องประชาชนเปึนประโยชน์ต่อประเทศชาติ และสําหรับมาตรา ๙๓ และมาตรา ๙๘ เปึนเรื่องที่ผมคิดว่าคนนอกได้มาร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ขึ้น ถ้าผมคิดว่าผมชอบเขตเล็ก หรือผมชอบเขตใหญ่ อาจจะเปึนเรื่องความชอบของผม แต่ผมคิดว่าคณะกรรมการ ที่ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ขึ้นมา ผมคิดว่าเขามองจากสายตาวิชาการ สากล แล้วพอที่จะ รับรัฐธรรมนูญในมาตรา ๙๓ และมาตรา ๙๘ ที่เสนอเข้าสู่สภาในวันนี้ได้ ผมจึงรับรัฐธรรมนูญ ของรัฐบาลทั้ง ๒ ฉบับครับ