พงศ์เอก อภิรักษ์โยธิน หารือเรื่องร่างรัฐธรรมนูญ 4 ฉบับ และคัดค้านการแบ่งเขตเลือกตั้ง เนื่องจากอาจจะเกิดผลเสียต่อผู้สมัครเลือกตั้ง และยังทำให้เกิดปัญหาต่อผู้ปฏิบัติงาน โดยชี้ว่าหากมีกฎหมายประกอบแล้ว รัฐบาลสามารถดำเนินการได้ แต่ปัญหาตั้งอยู่ที่การยกอำนาจหน้าที่ของรัฐสภาให้กับศาลรัฐธรรมนูญในการตัดสินใจแทน และเสนอเงื่อนไขเวลาที่กำหนดในการเจรจาและข้อตกลงเพื่อประโยชน์ต่อการพิจารณาต่อไป
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม พลโท พงศ์เอก อภิรักษ์โยธิน สมาชิกวุฒิสภา จังหวัดพะเยา ผมขออนุญาตกราบเรียนในที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้ดังต่อไปนี้นะครับ สําหรับร่างรัฐธรรมนูญทั้ง ๔ ฉบับที่เราได้นําเสนอเข้ามาในรัฐสภาแห่งนี้ เราได้พิจารณา ดูแล้วว่าในส่วนของร่างทั้ง ๔ ฉบับนั้นมีส่วนที่เกาะเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญเดิมนะครับ กับรัฐธรรมนูญที่เราใช้อยู่ปัจจุบันคือฉบับป้ ๒๕๕๐ ซึ่งปัจจุบันนี้ผมตรวจสอบดูแล้วว่า ในส่วนของร่างที่เปึนของรัฐบาลในมาตรา ๑๙๐ จะพิจารณาเฉพาะในเรื่องนี้นะครับ สําหรับเรื่องอื่นเช่นเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งหรือเขตหรือที่มาของ ส.ส. ส.ว. หรืออะไร ก็ตาม ผมคิดว่าส่วนหนึ่งก็คือมีผลต่อผู้ที่จะต้องลงรับสมัครเลือกตั้งในอนาคต ซึ่งอาจจะ เกิดผลดีหรือผลเสียต่อตัวผู้สมัครเอง ไม่ว่าจะเปึนการแบ่งเขตในลักษณะใดก็ตาม ในวันนี้ ก็คิดว่ามันอาจจะมีปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้นได้โดยที่เราจัดตั้งขึ้นมา ปาฏิหาริย์ที่เราสร้างขึ้นมา มันทําให้รัฐธรรมนูญนี่ถึงจะเขียนไว้อย่างไรก็ตามก็ต้องถูกเปลี่ยนแปลงได้โดย ปาฏิหาริย์นั้น ผมก็ยังมีความเชื่อมั่นว่าถึงจะไม่แก้ไขหรือแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ก็ตาม ผลที่จะเกิดขึ้นเปลี่ยนแปลงได้เสมอนะครับ สิ่งที่เปึนกังวลที่ผมได้ศึกษามานี้ก็คือว่า ในมาตรา ๑๙๐ ของร่างที่รัฐบาลได้เสนอมานี้มีข้อเกี่ยวโยงกับรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ เช่นเดียวกัน ก็คือว่าในวรรคสองและวรรคสาม คือแยกระหว่างการแบ่งเขตแดน อาณาเขต กับเรื่องเศรษฐกิจ สังคม แล้วก็เรื่องการเงิน ทั้ง ๒ อย่างนี้ก็คงไม่แตกต่างจาก รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ เนื่องจากว่าจะต้องผ่านรัฐสภาก่อน สิ่งที่ผมเปึนกังวล ณ เวลานี้ ก็คือว่าเท่าที่ผ่านมาในมาตรา ๑๙๐ ที่เราได้ปฏิบัติมา ปัญหาเกิดจากการที่รัฐธรรมนูญนั้น ได้กําหนดไว้ว่าเราจะต้องมีกฎหมายลูกหรือกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญภายใน ๑ ป้ ในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ เราไม่ได้กําหนด เขาได้กําหนดกรอบเวลาไว้ว่าจะต้อง ดําเนินการให้แล้วเสร็จภายใน ๖๐ วัน แต่ว่าในร่างฉบับนี้ไม่ได้กําหนดห้วงเวลา ผมก็ยังไม่ทราบว่าในเงื่อนไขที่ผู้ร่างกฎหมายฉบับนี้ออกมานั้นได้มีเจตนาอย่างไร ปัญหาที่มันเกิดขึ้นคือว่าในห้วงเวลาที่ผ่านมา ผมยกตัวอย่าง อย่างเช่น กรณีมาบตาพุด หรือว่าการเจาะน้ํามัน หรือเจาะก๊าซในอ่าวไทย หรือการจะสร้างเขื่อน สร้างฝายใด ๆ ก็ตามในพื้นที่ต่าง ๆ ในประเทศไทยเรานี้มีปัญหาอยู่มาก เนื่องจากว่าเราไม่สามารถ จะดําเนินการได้ เพราะว่าทุก ๆ อย่างนั้นขั้นตอนต่าง ๆ มีมากมายเหลือเกิน ใน ๒ ป้ ที่ผ่านมานี้เราได้ปฏิบัติหน้าที่มา เรายังไม่สามารถจะออกกฎหมายลูกในเรื่องนี้ได้ ก็ทําให้เกิดปัญหาที่มันยืดเยื้อและคาราคาซังแล้วก็มีปัญหากับผู้ปฏิบัติงาน โดยเฉพาะ อย่างยิ่งรัฐบาลที่จะต้องออกนโยบายต่าง ๆ ไปแล้ว แต่ว่าจะต้องปฏิบัติตามนโยบายนั้น แต่เนื่องจากติดในข้อเกี่ยวข้องกับการที่ประชาชนจะต้องมีส่วนร่วมในการพิจารณานั้นด้วย มันก็เลยทําให้ยืดเยื้อ แล้วอีกอย่างหนึ่งรัฐบาลก็อาจจะต้องชะลอไว้เพื่อไม่ให้เกิด ปัญหาขึ้น ไม่ว่าจะโดยเหตุผลว่าต้องรักษามวลชนไว้หรือว่าจะโดยเหตุผลว่าเอาเว้นไว้ก่อน ไม่ด่วนนะครับ สิ่งที่เราได้ตรวจพบปัญหา ณ เวลานี้ก็คือว่าในเรื่องความคิดเห็นของ ประชาชนตามที่เราได้รับฟังมาหรือว่าจะไปทําประชามติ ประชาพิจารณ์ใด ๆ ก็ตาม ผลออกมาแล้วยังไม่สามารถที่จะเปึนข้อยุติที่เปึนเอกฉันท์ได้ครับ หลังจากที่รัฐบาลได้ผ่าน ขั้นตอนของการทําประชาพิจารณ์มาแล้วก็ยังมีปัญหาตามมาอยู่ คือประชาชน ไม่ได้ยอมรับในเรื่องของการทําประชาพิจารณ์นั้น ๆ ก็ยังต้องหยุดชะงัก ถึงแม้ว่าเราจะตั้ง กรรมการอะไรต่าง ๆ ก็ตามเข้ามาแก้ไขในปัญหาเหล่านี้
ในวรรคหกของมาตรา ๑๙๐ เราจะเห็นได้ว่าเปึนเรื่องของการที่จะต้อง ดําเนินการทางด้านกฎหมายที่จะต้องกําหนดในรายละเอียดประกอบกับรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ ได้แก่การกําหนดประเภทหรือกรอบการเจรจา และขั้นตอนในการเจรจาที่มันเกิด ขึ้นมานี้ความจริงแล้วในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ไม่มีความจําเปึนที่จะต้องมาตั้ง ให้มันแก้ไขให้มันมากขึ้นกว่านี้ แต่ว่าเราไม่ได้ทําเท่านั้นเอง มันเปึนรัฐธรรมนูญ ซึ่งเกาะเกี่ยวกันมา ในฉบับนี้ก็เช่นเดียวกันถ้าหากว่าเรามีกฎหมายประกอบแล้วรัฐบาล ก็สามารถที่จะดําเนินการนี้ได้ ปัญหาอยู่ตรงที่ว่าในวรรคเจ็ด ในกรณีใดก็ตามที่มีปัญหา ในการตีความ เมื่อเราได้มีกฎหมายประกอบแล้วถ้าหากว่ามันมีปัญหาเท่ากับว่า เราได้มอบอํานาจนี้ไปให้กับทางตุลาการเปึนผู้ตัดสิน ขณะที่ในรัฐสภาแห่งนี้ก็เปึน ผู้ที่ดําเนินการทั้งการปฏิบัติ การติดตามตรวจสอบ แล้วก็การรับฟังความคิดเห็น ของประชาชนหลาย ๆ เรื่องนะครับ เพราะฉะนั้นเท่ากับเปึนการยกอํานาจหน้าที่ ของรัฐสภาแห่งนี้ไปให้แก่กระบวนการยุติธรรมของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะต้องมาตัดสินใจ แทน ผมคิดว่าหลังจากที่เราได้ออกกฎหมายลูกประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้แล้ว ไม่ว่าจะ เปึนเรื่องของอํานาจหน้าที่ต่าง ๆ ที่เราจะต้องดําเนินการเรื่องกรอบเจรจา ขั้นตอนการ ปฏิบัติและกฎหมายลูก ก็ไม่น่าจะมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของความขัดแย้งในระหว่าง กรรมาธิการหรือระหว่างสมาชิกรัฐสภาด้วยกันเอง เพราะฉะนั้นมันจะทําให้เราเกิด การถ่วงเวลาหรือเพิ่มเวลาการปฏิบัติงานของรัฐบาลมากขึ้น ถ้าหากว่าเราใช้ เรื่องนี้เปึนเงื่อนไขของเวลาสําหรับที่จะดึงเรื่องหรือว่าทําให้มันช้าลง แต่ผมคิดว่า ในทั้ง ๒ กรณีก็อาจจะมีส่วนดีหรือส่วนเสียดังนี้นะครับ
เงื่อนไขเวลาที่ได้ถ้าหากว่าเราทําให้มันเกิดมันมีเงื่อนไขเวลาขึ้น มันต้องใช้ เวลาหรือยืดเยื้อขึ้น เราก็อาจจะประวิงเวลาได้ถ้าหากว่าเราเสียเปรียบในการเจรจา หรือการทําข้อตกลง หรืออาจจะมีการทบทวนในเรื่องนี้ใหม่ถ้าหากว่าไม่สามารถที่จะ ดําเนินการต่อไปได้ โดยที่ว่าความคิดเห็นของประชาชนที่แตกต่างออกไปนั้นทําให้เรา จะต้องกลับมายั้งคิด แล้วก็ยุติการผูกพันในโอกาสที่เราดูว่าเราเสียเปรียบนะครับ ผมขอให้ทางเพื่อนสมาชิกรัฐสภาได้พิจารณาในเรื่องนี้ถ้าหากว่าเรื่องนี้ได้เข้าสู่ ในวาระที่สองและวาระที่สาม เพื่อเปึนประโยชน์ต่อการพิจารณาต่อไป ขอบคุณครับ