รัฐสภา · ครั้งที่ ๙ · ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๓

เลิศรัตน์ รัตนวานิช เสนอแนะว่าควรแก้ไขรัฐธรรมนูญแบบเป็นส่วน ๆ เฉพาะที่สำคัญ ไม่ควรดำเนินการแบบโอเวอร์ฮอล และแนะนำการแก้ไข 2 ประเด็น คือ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 400 เขต และการแก้ไขมาตรา 190 เพื่อให้สภาสามารถออกกฎหมายบัญญัติประเภทของสัญญาที่จะต้องทำกับนานาประเทศก่อนที่จะนำมาให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบ

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกวุฒิสภา ภาครัฐ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ใคร่ขอแสดงความคิดเห็นต่อร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญทั้ง ๔ ร่าง พวกผมอาจจะไม่โชคดีเท่าท่านเฉลิม เรามีเวลาแค่ ๘ นาที ที่จะพูดให้ครอบคลุมชัดเจน คงจะทําได้ยาก ก่อนอื่นผมขอแสดงความเห็นด้วยกับท่านประธานที่ได้กรุณาบรรจุ ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญทั้ง ๔ ฉบับเข้ามาในรัฐสภาแห่งนี้ เพื่อให้พิจารณาตาม กรอบอํานาจหน้าที่ที่กําหนดไว้ในมาตรา ๒๙๑ ของรัฐธรรมนูญ ผมมีความเชื่อว่า รัฐธรรมนูญไม่ใช่ศิลาจารึกย่อมแก้ไขได้ และกาลเวลาที่ผ่านมา ๓ ป้เศษ อะไรที่ปรับเปลี่ยน ไปตามสถานการณ์ต่าง ๆ ก็ควรจะได้รับการแก้ไข เพราะฉะนั้นจึงคิดว่าเปึนหน้าที่ ของสภาแห่งนี้ที่จะพิจารณาว่าร่างรัฐธรรมนูญที่เสนอเข้ามากรอบไหนสมควรที่จะ ดําเนินการต่อไป

ในฉบับแรก ซึ่งเปึนของคุณหมอเหวง โตจิราการ กับประชาชนอีก ๗๑,๕๔๓ คนนั้น ซึ่งนํารัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ส่วนใหญ่มาทดแทนเนื้อหาสาระ ของป้ ๒๕๕๐ ซึ่งผู้เสนอกล่าวอ้างว่าป้ ๒๕๕๐ นั้นดําเนินการยกร่างอยู่ภายใต้ร่มเงา ของ คมช. ทําให้หลักการส่วนใหญ่ไม่สอดคล้องกับหลักการพื้นฐานของการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเปึนประมุข และยังมีเนื้อหาสาระที่ ไม่ส่งเสริมพรรคการเมืองอันเปึนสถาบันหลักของระบบรัฐสภา กับเหตุผลต่าง ๆ อีกมากมาย ซึ่งในความเห็นของกระผมนั้น การที่จะดําเนินการตามแนวทางของฉบับแรกจะก่อให้เกิด ความสับสนวุ่นวายต่อการแก้ไขปรับเปลี่ยนระบบหน่วยงาน องค์กร และกฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญอีกหลายฉบับที่จะต้องแก้ไข หากเราจะดําเนินการตามร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติมฉบับแรก กระผมจึงอยากเห็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญแบบเปึนส่วน ๆ เฉพาะที่สําคัญ ส่วนการแก้ไขที่เรียกว่า แบบโอเวอร์ฮอล (Overhaul) นั้น ก็จะดําเนินการ โดยการตั้งเปึนสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้น ภายหลังจากที่มีการเลือกตั้งทั่วไปใหม่แล้ว

ต่อกรณีฉบับที่ ๒ ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๑๐๒ คน ซึ่งมาจาก พรรคร่วมรัฐบาล มีส่วนแก้ไข ๒ ประเด็นจาก ๖ ประเด็น ซึ่งกระผมเองได้เคยเสนอไว้ เมื่อครั้งดํารงตําแหน่งประธานอนุกรรมการพิจารณาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ภายใต้คณะกรรมการสมานฉันท์ของรัฐสภา กระผมเห็นด้วยกับข้อเสนอการแก้ไข ทั้ง ๒ ประการ คือการแก้การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากเขตใหญ่เรียงเบอร์ เปึนเขตเล็กเบอร์เดียว ๔๐๐ เขต ซึ่งก็มีหลายท่านอภิปรายแล้วถึงความเปึนสากล ถึงประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับจากการที่มี ส.ส. เพียงคนเดียวในแต่ละเขต รวมถึง การแก้ไขมาตรา ๑๙๐ ให้สภาสามารถออกกฎหมายบัญญัติประเภทของสัญญา ที่จะต้องทํากับนานาประเทศ ก่อนที่จะนําให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบ ซึ่งจะช่วยรักษา ผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนในเวทีประชาคมโลก

ในส่วนของร่างแก้ไขเพิ่มเติมของคณะรัฐมนตรี ๒ ฉบับ ฉบับแรกในส่วน ของการเลือกตั้ง ส.ส. นั้น คล้ายกับร่างของฉบับที่ ๒ แต่ได้ปรับจํานวนเขตของ ส.ส. ลงเหลือ ๓๗๕ เขต แล้วเปลี่ยนการเลือกตั้ง ส.ส. แบบสัดส่วน ๘ กลุ่มจังหวัด เปึน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อจาก ๘๐ คนเปึน ๑๒๕ คน โดยใช้เขตประเทศไทย เปึนเพียงบัญชีเดียว ตามคะแนนจริงของแต่ละพรรคการเมือง ซึ่งกระผมคิดว่า การปรับเปลี่ยนจํานวน ส.ส. เขตให้ลดลงเหลือ ๓๗๕ คน และเพิ่มจํานวน ส.ส. สัดส่วน เดิม ๘๐ คนเปึน ๑๒๕ คน เปึน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อนั้น ยังไม่มีเหตุผลที่กล่าวไว้ เพียงพอ ผมพยายามสืบค้นในเว็บไซต์ (Web site) ของคณะกรรมการ ซึ่งท่านอาจารย์ สมบัติเปึนประธานไม่ได้เหตุผลที่เพียงพอว่ามีเหตุและผลอย่างไร เปึนความคิดของใคร ของกรรมการทั้งหมดหรือคนใดคนหนึ่ง แต่เมื่อลองศึกษาดูแล้วอาจจะทําให้เกิดความ ได้เปรียบและเสียเปรียบกับบางพรรคการเมือง ซึ่งลักษณะนี้ที่เขาเรียกว่า มีการสอดไส้ เพิ่มเติมจากที่คณะกรรมการชุดผมได้ดําเนินการไว้ ไม่มีการศึกษาอย่างชัดเจน มีการแอบอ้างว่าที่เยอรมันเขามี ส.ส. แบบสัดส่วนมากกว่า ส.ส. เขต แต่เยอรมันก็เปึน ๑ ใน ๒๐๐ กว่าประเทศในโลกนี้ เพราะฉะนั้นการที่จะไปหยิบประเทศหนึ่งประเทศใด มาเปึนต้นแบบหรือเปึนข้อแอบอ้างเพื่อแก้ไขเนื้อหาสาระที่ผมถือว่าสําคัญ กระผมจึงคิด ว่ายังไม่ค่อยเห็นด้วยกับการปรับเปลี่ยนจํานวน ส.ส. แบบเขต ๓๗๕ คนลงจาก ๔๐๐ คน และเพิ่มแบบสัดส่วนเปึนถึง ๑๒๕ คน

ในร่างฉบับที่ ๔ ของรัฐบาลก็คล้ายคลึงกับฉบับที่ ๒ ในส่วนของการแก้ไข มาตรา ๑๙๐ ให้สามารถที่จะแยกแยะประเภทของสัญญาที่จะทํากับประเทศต่าง ๆ ได้ สําหรับเหตุผลในการที่รัฐบาลหรือคณะรัฐมนตรีได้นําเสนอใน ๒ ร่างเข้าสู่รัฐสภา กระผม คิดว่าเราคงได้ฟังหลาย ๆ ฝ์าย ให้ข้อคิดเห็น ไม่ว่าจะเปึนผู้แทนของพรรค แกนนําของ รัฐบาลเอง ไม่ว่าจะเปึนแกนนําของพรรคฝ์ายค้านหรือแม้แต่การอภิปรายนอกสภา หน้าเขาดิน ก็มีการพูดถึงเหตุและผลในการที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ ๑๖ ที่ผ่านมา แล้วก็ได้นําเสนอร่าง ๒ ฉบับนี้เข้าสู่สภาอย่างเร่งด่วน ซึ่งกระผมก็คงจะไม่กล่าวถึง เหตุและผลหรือว่านัยที่สําคัญที่รัฐบาลหรือท่านรัฐมนตรีต้องดําเนินการ แต่ในภาพรวมแล้ว ในฐานะที่เคยดําเนินการเปึนประธานคณะอนุกรรมการศึกษาการ แต่ในภาพรวมแล้วในฐานะที่เคยดําเนินการเปึนประธานคณะอนุกรรมการศึกษา แก้ไขรัฐธรรมนูญ ผมก็เห็นด้วยว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นควรจะต้องดําเนินการเพื่อที่จะ ปรับปรุงให้เหมาะสมกับกาลเวลาและกับเงื่อนไขต่าง ๆ ที่ปรับเปลี่ยนไปในห้วงของ การร่างรัฐธรรมนูญซึ่งผ่านมากว่า ๔ ป้แล้ว เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่เปึนเรื่องที่ว่าเราจะแก้ไข ไม่ได้ แต่การจะแก้ไขมากน้อยเพียงใดนั้นก็เปึนเรื่องที่ผมคิดว่ารัฐสภาแห่งนี้ จะต้องใช้เหตุและผลว่าเราจะรับร่างหนึ่งร่างใดที่นําเสนอมาใน ๔ ร่างนี้เพื่อเข้าไปสู่ การพิจารณาในวาระที่สองและวาระที่สามต่อไป กระผมจึงขอกราบเรียนความคิดเห็น ของผมต่อร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญทั้ง ๔ ฉบับ เพื่อประโยชน์ต่อสมาชิกรัฐสภา ในการพิจารณารับหลักการในวาระที่หนึ่งต่อไป ขอขอบพระคุณครับ