อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หารือเรื่องรัฐธรรมนูญ โดยพูดถึงความสำคัญของรัฐธรรมนูญ ปี 2540 และวิวัฒนาการของระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทย นอกจากนี้ยังเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะเรื่องอํานาจ ส.ส. วุฒิสภา และยุบพรรค และแสดงความยินดีกับพรรคประชาธิปัตย์ที่ยืนยันจุดยืนในเรื่องรัฐธรรมนูญ
ใช้ไม่หมดครับท่านมีท่านอื่น จะใช้สิทธิต่อ ท่านประธานที่เคารพครับ มีการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องจุดยืนเกี่ยวกับ รัฐธรรมนูญมาก ผมคิดว่าผมอยากจะเท้าความให้เห็นว่าเรื่องของรัฐธรรมนูญมันเปึน อย่างไร จุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดคือการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ เพราะรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ถือเปึนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของรัฐธรรมนูญหรือรูปแบบของระบอบ ประชาธิปไตยของประเทศไทยครั้งสําคัญ ก่อนหน้านั้นถ้าเราจะวัดว่าความเปึนประชาธิปไตยของรัฐธรรมนูญ ความเปึนประชาธิปไตย ของระบบการเมืองอยู่ที่เรื่องของระบบเลือกตั้งและการให้เสียงข้างมากเปึนใหญ่ ต้องบอก ว่ารัฐธรรมนูญก่อนป้ ๒๕๔๐ หลายฉบับ มีสิ่งนั้นค่อนข้างจะสมบูรณ์แล้วหลายฉบับ หลัง ๑๔ ตุลาฉบับหนึ่งละ แล้วถ้าจําไม่ผิดก็คือฉบับป้ ๒๕๑๗ ที่นําไปสู่การเลือกตั้ง ป้ ๒๕๑๘ ป้ ๒๕๑๙ และแม้ว่ารัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๓๔ เปึนผลพวงมาจาก รสช. ก็ตาม แต่รัฐสภาหลังการเลือกตั้งเดือนกันยายน ป้ ๒๕๓๕ เคยมีการแก้ไขกันเรียกว่ารื้อกัน เกือบทั้งฉบับ แล้วก็ได้กําหนดหลักการตามแนวทางของระบบรัฐสภาที่เปึนประชาธิปไตย ที่บอกว่าเสียงข้างมากในสภาเปึนใหญ่เอาไว้แล้ว สิ่งที่เราต้องทําความเข้าใจกับรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ที่เปึนนวัตกรรมทางการเมืองจริง ๆ ๒ เรื่องครับ
เรื่องแรก คือการบัญญัติในเชิงสิทธิเสรีภาพที่กว้างขวาง และวางกลไกที่จะ ดูแลคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน นั่นคือความงดงามประการที่ ๑ ของรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ประการที่ ๒ รัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๔๐ ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าพวกเรา ในสภาไม่อาจครองศรัทธาของประชาชนได้ในหลายเรื่อง ประชาชนไม่เชื่อว่าพวกเรากันเอง จะชี้กันได้ว่าใครโกง ใครไม่โกง ประชาชนไม่อยากให้พวกเรากันเองมีส่วนไปตีความว่า อะไรชอบด้วยรัฐธรรมนูญครับ อะไรผิดกฎหมาย ไม่ผิดกฎหมาย จึงเปึนที่มาของการมี บทบัญญัติเรื่องศาลรัฐธรรมนูญ เรื่องศาลปกครอง เรื่อง ป.ป.ช. และองค์กรอิสระทั้งหลาย คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ผมไม่ลงไปในรายละเอียดทั้งหมด นี่ต่างหากคือนวัตกรรม ของป้ ๒๕๔๐ แน่นอนรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ เสริมบทบาทของพรรคการเมืองมากขึ้น เพราะเห็นว่าได้โอนอํานาจการตรวจสอบนี้ไปให้องค์กรอิสระแล้วก็จึงเขียนบทบัญญัติเพื่อ เสริมความเข้มแข็งของพรรคการเมือง โดยเฉพาะในการที่จะทําให้พรรคการเมืองขนาดใหญ่ เกิดขึ้นได้ง่าย มีระบบบัญชีรายชื่อ มีการควบรวมพรรคกันได้ เหล่านี้เปึนต้น ท่านประธาน จําได้หรือเปล่าผมไม่ทราบนะครับว่าพรรคการเมืองแรกที่ออกมายืนสนับสนุนบอกให้รับ รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ คือพรรคประชาธิปัตย์ครับ แล้วพวกผมก็ถูกต่อว่าครับ หลายท่าน ที่ต่อว่าพวกผมนั่งอยู่ซีกโน้น ว่าทําไมถึงจะรับรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ นี่คือประวัติศาสตร์ เพราะเห็นว่ากําลังจะมีการโอนอํานาจไปให้กับองค์กรอิสระมากมาย แต่ในที่สุดมีการรณรงค์ ตอนนั้นก็เปึนธงเขียว ธงเหลือง แล้วรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ก็ออกมาประกาศใช้ รัฐบาล ที่บริหารบ้านเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ก็พรรคประชาธิปัตย์ครับ แล้วก็เริ่มเสริม อํานาจของ กกต. ตอนแรก กกต. ไม่มีอํานาจให้ใบแดง ให้แต่ใบเหลือง เลือกแล้วเลือกอีก เลือกแล้วเหลืองอีก กกต. ก็ไม่รู้จะทําอย่างไร ก็พยายามไปสรุปว่าถ้าเหลือง ๒ ครั้ง เปึน ๑ แดงเหมือนฟุตบอล แต่ไม่มีกฎหมายรองรับ ที่สุดก็รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ แก้กฎหมายเพื่อให้ กกต. สามารถที่จะมีอํานาจให้ใบแดงได้ อย่างนี้เปึนต้น แล้วเราก็เชื่อว่า รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ จะนําพาการเมืองไทยให้พัฒนาได้ แต่ผมไม่จําเปึนต้องตอกย้ํามากละครับว่าที่เพื่อนสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ได้อภิปราย ไปหลายคนก็คือว่าที่สุดรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ไม่เปึนอย่างที่เราคาดหวัง เพราะมันมีช่องว่าง ช่องโหว่ จนในที่สุดอํานาจต่าง ๆ นั้นเข้ามาครอบงําองค์กรอิสระ แม้กระทั่งวุฒิสภามี การบิดเบือนแล้วก็เกิดปัญหา ใครมาบอกว่ารัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ไม่ทําให้บ้านเมือง แตกแยก ผมถามว่าแล้วอะไรเกิดขึ้น ป้ ๒๕๔๘ ป้ ๒๕๔๙ ผมเปึนผู้สนับสนุนรัฐธรรมนูญ ฉบับนั้น และผมก็เปึนคนหนึ่งที่เสียใจมากว่ารัฐธรรมนูญฉบับนั้นถูกกระทําโดยผู้มีอํานาจ จนในที่สุดมีคนเขียนหนังสือถึงท่านว่ารัฐธรรมนูญตายแล้ว และถ้าจํากันได้ครับในวันที่มี การยุบสภาต้นป้ ๒๕๔๙ ความบิดเบือนของโครงสร้างต่าง ๆ ทําให้พรรคการเมืองฝ์ายค้าน ในขณะนั้นจับมือกันบอกว่าเราจะไม่ลงสมัครรับเลือกตั้ง ถ้าลงสมัครรับเลือกตั้งต้องมา รับปากกันก่อนว่า รื้อกันใหม่ทั้งฉบับ สุดท้ายก็ปรากฏว่าพรรครัฐบาลหรือนายกรัฐมนตรี ในขณะนั้นก็ไม่มาตกลงกับพวกเรา แต่ก็อุตส่าห์เรียกประชุมพรรคการเมืองเล็ก ๆ น้อย ๆ พรรคการเมืองที่ไม่อยู่ในสภาทั้งหมดที่อาคารรัฐสภาแห่งนี้ครับ แล้วบอกว่าถึงเวลาแล้ว ที่จะรื้อรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ทั้งฉบับ ผมกราบเรียนมาทั้งหมดนี้เพื่อที่จะบอกว่า ผมเข้าใจในความรู้สึกในความผูกพันกับรัฐธรรมนูญที่ได้ชื่อว่าเปึนรัฐธรรมนูญของประชาชน นี่มันมีครับ แต่ประสบการณ์หลัง ป้ ๒๕๔๐ มันมีมากพอแล้วที่เราบอกว่ามันไม่จําเปึน ต้องเดินกลับไปจุดนั้นครับ เราเดินไปข้างหน้า นี่คือรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ แล้วผม กราบเรียนว่ารัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ มีหลายเรื่องที่ด้อย เช่น บัญญัติตอนนั้นว่าจะลงสมัคร ส.ส. ต้องจบปริญญาตรี ผมก็ไม่เห็นด้วย แล้วก็มีบทบัญญัติที่บอกว่าไม่ให้ ส.ส. ไปเปึน รัฐมนตรีพร้อมกันครับ ซึ่งก็ทําให้ในที่สุดกลายเปึนว่า ส.ส. ถูกแบ่งออกเปึน ๒ ระดับ คือคนลงเขตนี่ไม่มีโอกาสเลย เพราะไม่มีคนไหนอยากจะแต่งตั้งรัฐมนตรีแล้วถูกครหาว่า ทําให้เสียงบประมาณในการไปเลือกตั้งซ่อม ทั้งที่ความเปึนจริงคุณภาพของ ส.ส. เขต กับ ส.ส. สัดส่วนหรือบัญชีรายชื่อไม่ได้แตกต่างกันครับ ใจผมยังเคยเสนอเลยครับว่า ความจริงควรจะลงสมัครรับเลือกตั้งเปึน ส.ส. บัญชีรายชื่อควรจะมีการกําหนดคุณสมบัติ ว่าอย่างน้อยควรจะลงสมัครรับเลือกตั้งเขตมาก่อน เพราะผมเห็นว่าใกล้ชิดกับประชาชน มากกว่า ผมจึงบอกว่าวันนี้ไม่รับร่างของ คปพร. นี่เพราะผมเห็นว่าเราเดินเลยจุดนั้นมาแล้ว
ประการที่ ๒ ที่ไม่รับก็เพราะว่านอกเหนือจากความพยายามในการที่จะ เปลี่ยนบทบัญญัติกลับไปเปึนเหมือน ป้ ๒๕๔๐ มันมีประเด็นที่จะสร้างความแตกแยก ขัดแย้งกันว่าที่เขียนเหมือนกับจะลบล้างสิ่งที่เกิดขึ้น หลังจากป้ ๒๕๔๙ หลังจาก การรัฐประหาร มันเปึนการนิรโทษกรรมบุคคลหรือไม่ พันธมิตรที่ชุมนุมกันเมื่อป้ ๒๕๕๑ ที่บอกไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มันเรื่องนี้ มันไม่ใช่เรื่องมาตรา ๑๙๐หรอก มันไม่ใช่เรื่องเขตเลือกตั้งหรอก มันเรื่องนี้ว่าตกลงจะแก้ช่วยพวกพ้องหรือตัวเองหรือไม่ นี่คือเหตุผลที่เราไม่รับ ด้วยความเคารพนะครับ ประชาชนท่านก็ใช้สิทธิของท่านมา ผมเข้าใจ แต่ผมเห็นว่าถ้าผ่านไปจะขัดแย้งกันรุนแรงมากสถานการณ์จะย้อนกลับไปเหมือน ๒ ป้ก่อน ผมไม่ขัดข้องละครับ ถ้าในอนาคตเหมือนกับที่คณะกรรมการสมานฉันท์เสนอไว้ว่า ในระยะกลาง ระยะยาวอยากจะทํา สสร. กันอีกรอบไหม อยากจะเอาเรื่องนี้ไปหาเสียงกัน ในการเลือกตั้งครั้งหน้า ไม่ขัดข้องละครับ แต่วันนี้ปลดเงื่อนไขความขัดแย้งตรงนี้ออกไปก่อน จากการเมืองไทยในขณะนี้ จากสังคมไทยในขณะนี้ นี่คือร่างแรกที่ผมอยากจะขออนุญาต กราบเรียน
ก็มาถึงรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ แน่นอนครับ มาจากการรัฐประหาร แล้วตรงนี้ ที่มันเปึนเหมือนกับแผลอยู่ในจิตใจของหลาย ๆ คน บางคนไม่เคยอ่านรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ แต่ไม่ชอบเพราะมาจากการรัฐประหาร เปึนความรู้สึกที่เข้าใจได้ แล้วผมก็ เข้าใจว่าหลายคนที่ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ นั้น มีประเด็นในเชิงอารมณ์ ความรู้สึกและในเชิงสัญลักษณ์ เรื่องจริงครับ ท่าน ส.ส. ชํานิ อภิปรายเรื่องนี้ได้ชัดเจน ผมไม่จําเปึนต้องย้ํา แต่เปึนเรื่องของสัญลักษณ์ เพราะว่าไปแล้วเนื้อหาสาระของรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ นี่ครับ ถามไปแล้วโครงสร้างไม่ได้ต่างจากรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ มากนักหรอก พยายามไปอุดช่องโหว่ช่องว่างจากปัญหาของการใช้รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ แล้วมัน ไม่เปึนไปตามเจตนารมณ์ แต่แก้แล้วดีขึ้นหรือไม่ดีขึ้น อันนี้ก็เปึนความเห็นที่แตกต่างกัน บางเรื่องก็อาจจะกลายเปึนสุดโต่งอีกด้านหนึ่ง อย่างนี้เปึนต้น แต่ไม่ได้เลวร้ายหรอกครับ ผู้แทนประชาชน ๗๐,๐๐๐ กว่าท่านอาจจะรังเกียจรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ แต่ท่านทราบ ใช่ไหมว่าถ้าไม่ใช่เพราะรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ท่านเสนอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญไม่ได้เปึน ฉบับแรกที่อนุญาตให้ประชาชนเสนอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มันไม่ได้เลวร้ายแน่นอน เรื่องจริงอยู่ตรงนี้ครับ เพราะฉะนั้นการต่อสู้ที่ผ่านมา ๑. มันเปึนเรื่องสัญลักษณ์ ๒. มันเปึน ปัญหาข้อกล่าวหาว่าเปึนการแก้ไขเพื่อนิรโทษกรรม เพื่อประโยชน์พวกพ้องหรือไม่ ผมและพรรคประชาธิปัตย์และรัฐบาลเข้ามาก็พยายามที่จะดูว่าจะทํากันอย่างไร พอเกิดเหตุ เมษายน ๒๕๕๒ เหตุการณ์จบลง ผมก็มาใช้กระบวนการของรัฐสภาเป่ดอภิปรายทั่วไป มีการพูดแสดงความคิดเห็นกันมากมาย แล้วเราก็ตกลงกันว่าท่านประธานจะกรุณาตั้ง คณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่ง แล้วก็มีท่าน ส.ว. ดิเรก ได้รับความไว้วางใจ ก็เชิญทุกคนมา ที่จริงก่อนหน้านั้นก็มีคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรศึกษาว่ารัฐธรรมนูญบังคับ ใช้แล้วมีปัญหาไหม มันจึงเปึนเรื่องที่ดูผิวเผินแล้วแปลกอย่างไรครับว่าในขณะที่มีคน ที่บอกว่ารัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ รับไม่ได้เลย แต่พอไปศึกษาจริง ๆ ทําไมถึงออกมาแค่ ๑ ประเด็น ๒ ประเด็น ๖ ประเด็น เพราะสิ่งที่มันรับไม่ได้ มันเปึนปัญหาเชิงสัญลักษณ์ เปึนหลัก ๖ ประเด็น เมื่อทําออกมาก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากสังคม พวกเรานักการเมือง เราเข้าใจกันครับ ผู้แทนราษฎรอยากจะบอกปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน แต่กังวลว่าถือเปึนการแทรกแซงฝ์ายบริหารหรือไม่ ผมก็เปึนคนหนึ่งที่เห็นว่าผู้แทนราษฎร ควรจะเปึนเลขานุการรัฐมนตรีได้ ควรจะเปึนโฆษกรัฐบาลได้ ควรจะเปึนที่ปรึกษารัฐมนตรี ได้ แต่ต้องยอมรับครับว่าถ้าเราหยิบประเด็นเหล่านี้ขึ้นมาทีไรสังคมเข้าใจเรายาก สังคม ก็คิดแต่เพียงว่าพวกเราอยากได้อํานาจกันเพิ่มขึ้น ผมก็คิดหาทางออกว่าถ้าสังคมยังมี ลักษณะของการต่อต้านแม้ ๖ ประเด็น ผมก็จึงชวนวิป ๓ ฝ์ายมาคุยกันครับ บอกว่า เพื่อให้เกิดความยอมรับเอาอย่างนี้ไหม รัฐบาลจะไปทําประชามติ เพราะรัฐบาลมีอํานาจ ตามรัฐธรรมนูญที่ไปทําประชามติ แต่ประชามติมันไม่สามารถผูกพันฝ์ายนิติบัญญัติได้ ถ้าวิป ๓ ฝ์ายตกลงกันเดินหน้าไปทําประชามติ แล้วตกลงกันว่าผลออกมาอย่างไรก็เสนอ ตามนั้น ผมจะเดินเลย แล้วถ้าจําได้วันนั้นผมไปไกลกว่านั้นด้วย ผมบอกเพื่อความสมานฉันท์ ทําเสร็จปัูบผมยุบสภา ไปคุยกันที่ทําเนียบตกลงกัน แต่หลังจากนั้นออกมาจากทําเนียบ ทางฝ์ายค้านไม่เห็นด้วย มันก็เดินต่อไม่ได้ นี่คือข้อเท็จจริง หลังจากนั้นมาพรรคร่วมรัฐบาลในปัจจุบันก็มีความต้องการที่จะผลักดันบางประเด็นอีก ก็มีเรื่องเขตเลือกตั้งนอกเหนือจากมาตรา ๑๙๐ ซึ่งทุกพรรคพูดกันมาตลอดว่า เราเห็นสอดคล้องต้องกัน เดี๋ยวผมจะย้อนกลับไปในเรื่องเขตเลือกตั้งนี่ละครับว่าจุดยืน ต่าง ๆ มันเปึนอย่างไร แต่ว่าโดยสรุปก็คือว่าเรื่องนี้มันก็เดินต่อยากจนเกิดเหตุการณ์ ซ้ําอีกครั้งเดือนเมษายน เดือนพฤษภาคมป้นี้ แล้วก็ต้องขอเรียนนะครับ ท่านต่อว่าต่อขาน ผมมากว่าเพียงเรียกร้องให้ยุบสภาขอแค่จะไปใช้สิทธิหย่อนบัตรลงในหีบเลือกตั้ง ท่านครับ ผมเสนอให้ไปหย่อนบัตรกัน ๑๔ พฤศจิกายน ผมไม่ใช่ฝ์ายที่ปฏิเสธข้อเสนอนี้ครับ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นเราเสียใจกันทั้งนั้นละครับ ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นหรอก แต่ต้องถามว่าวันที่ผมเสนอว่าไปเลือกตั้งกัน ๑๔ พฤศจิกายน ทําไมไม่ยอมรับ ผมก็อยากจะ กราบเรียนท่านประธานว่า พอหลังเหตุการณ์ปมรัฐธรรมนูญยังเปึนปัญหาอยู่ ผมก็คิดว่า เอาละ เขาว่านักการเมืองคิดกันเอง สภาคิดกันเอง เราก็เอาคนข้างนอกเขามาช่วยดูให้ ให้โจทย์เขาไปเลย ๖ ข้อ บวกกับเรื่องอื่น ๆ ก็เปึนที่มาของคณะกรรมการของท่านอาจารย์สมบัติ แล้วท่านก็เสนอกลับมาว่าใน ๖ ประเด็นนี้ท่านเห็นด้วยแค่ ๕ ประเด็น แล้วก็มาถึงจุดที่ ครม. ต้องตัดสินใจว่า ๕ ประเด็นจะทําอย่างไร ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเปึนนายกรัฐมนตรี ในยามที่บ้านเมืองวิกฤติ ผมถูกกล่าวหาว่าเปึนคู่กรณี ฝ์ายค้านก็อาจจะมองว่าตัวเอง เปึนคู่กรณี ผมก็พยายามที่จะหาทางให้บ้านเมืองเกิดความสงบสุข เกิดความสมานฉันท์ ผมก็ต้องไปไหว้วานคนที่เขาไม่ได้ถูกมองว่าเปึนคู่กรณีมาช่วยทํางาน บอกบ้านเมืองมี ๒ มาตรฐาน มีความเหลื่อมล้ํา เรามาดูกัน ประเด็นอะไรกันบ้างที่เราจะต้องมาช่วยแก้ไข ให้ความเปึนธรรมกับพี่น้องประชาชนในสังคม จริงอยู่รัฐบาลทํานโยบายไปหลายเรื่องแล้ว จะเปึนเบี้ยยังชีพ จะเปึนประกันรายได้เกษตรกร จะเปึนการที่จะเพิ่มสิทธิประโยชน์ สวัสดิการมากมาย แต่เอาละอาจจะมีเรื่องอื่นยังทําไม่สําเร็จ นี่ทําไปแล้วยังไม่จุใจ ที่ดิน จะต้องทําเพิ่มเติมมาศึกษากันให้หมด ข้องใจกันว่าอะไรเกิดขึ้นในช่วงเหตุการณ์ มีทางไหม ที่จะมีการค้นหาความจริงนําไปสู่การสมานฉันท์ ผมก็มีคณะกรรมการอีกชุดหนึ่งเข้ามา แล้วเขาก็อิสระครับ ผมให้น้ําหนักกับคนที่ทํางานเหล่านี้ทั้งหมด เพราะคนเหล่านี้ไม่จําเปึน ต้องเข้ามาในยามที่บ้านเมืองมีปัญหาเลย เขาเข้ามาเขาเปลืองตัวครับ เขาเข้ามานี่บางที ยังไม่ทันเริ่มทําอะไรเลย เขาถูกวิพากษ์วิจารณ์ไปต่าง ๆ นานา ยกตัวอย่างอาจารย์คณิตนี่ พอเอ่ยชื่อปัูบตั้งข้อสงสัยทันทีว่าเขาจะไม่เปึนกลาง เขาจะไม่มาดูแลฝ์ายผู้ชุมนุม เห็นไหม ทํางานปัูบอาจารย์คณิตให้ความสําคัญกับความเปึนอยู่ของผู้ถูกคุมขัง ของสิทธิ ของผู้ชุมนุมที่ถูกจับกุมถูกดําเนินคดี แล้วถามว่าผมใส่ใจไหม ก่อนอาจารย์คณิต ทํารายงานมาถ้าอ่านจดหมายอาจารย์คณิตถึงผมฉบับสุดท้ายนี่ครับ ท่านยังยอมรับว่า ที่รัฐบาลได้ใส่ใจโดยเอาข้อมูลจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติก่อนหน้านี้ส่ง กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพไปช่วยดูหน่อยว่าคนที่ถูกคุมขังอยู่นี้จะช่วยเหลือเขาได้ อย่างไร ไม่ใช่จับผิดหรือจับมั่ว หรืออะไร ไม่ใช่อย่างที่เข้าใจกันนะครับ แต่ปรากฏว่ามีคน จํานวนไม่น้อยเลย บังเอิญไม่ใช่แกนนําครับ ไม่ได้รับการดูแลเรื่องของทนายความ ไม่ได้รับการดูแลในเรื่องของสิทธิที่พึงจะใช้ได้ในเรื่องการประกันตัว ผมก็บอกกรมคุ้มครองสิทธิของรัฐบาลมีหน้าที่โดยตรงไปทํา ท่านรัฐมนตรีพีระพันธุ์ไปทํา นี่ก็เริ่มต้นไปแล้ว ยื่นขอศาลประกัน ๕ คน ๕ คนนี้ไม่เคยมีใครมาช่วยก่อนเลยเรื่องการยื่น ขอประกันตัว ศาลอนุญาต ๓ คน ไม่อนุญาต ๒ คน ก็เปึนดุลยพินิจของศาลครับ
ประเด็นที่ผมอยากจะกราบเรียนก็คือว่า ข้อเสนอของคณะกรรมการเหล่านี้ ผมเห็นด้วยบ้าง ไม่เห็นด้วยบ้าง แต่ถ้าผมยึดเอาแต่ความเห็นของผม ความเห็นของรัฐบาล ก็เท่ากับผมไปหลอกคนเหล่านี้มาทํางานให้กับบ้านเมือง ในยามหน้าสิ่วหน้าขวาน ในยามที่ เขาเข้ามา เขาเปลืองตัว เขาถูกด่า เขาถูกวิจารณ์ เราก็ไปไหว้วานเขา พอเขาทํางานเสร็จ ไม่ถูกใจเราเราก็บอกว่าไม่รับ ผมว่านั่นไม่ใช่ความรับผิดชอบที่ถูกต้องของคนเปึนหัวหน้า รัฐบาล แต่เราก็ต้องขีดเส้น หลักการบางเรื่องก็ต้องขีดเส้น ผมเห็นว่า ๕ ฉบับ ๓ ใน ๕ ฉบับ มีปัญหา
๑. ประเด็นเรื่องอํานาจ ส.ส. ผมคิดว่าเสนอเข้ามานี่พวกเราตกเปึนจําเลยอีก ว่าแก้เพื่อตัวเองอย่างนั้นอย่างนี้
๒. เรื่องของวุฒิสภา มีปัญหาทางเทคนิค เพราะว่ากระบวนการสรรหา กําลังจะเริ่มต้นแล้ว ถ้าไปแก้ไขก็จะเปึนปัญหาอีกได้เช่นเดียวกันครับ และ
๓. เรื่องยุบพรรค ถ้าถามจุดยืนผม ผมไม่เห็นด้วยกับการยุบพรรค แต่ผม เห็นด้วยว่าเรื่องที่ร้ายแรงนี่กรรมการบริหารพรรคสมควรถูกตัดสิทธิทั้งหมดเพราะต้อง รับผิดชอบร่วมกัน แต่พรรคเปึนของสมาชิกไม่ใช่ของกรรมการบริหาร แต่ผมถามว่า ถ้าวันนี้ผมเสนอเรื่องมาตรา ๒๓๗ เข้ามา พอผมไม่เสนอท่านบอกว่าไม่กล้าบ้าง คิดว่า ตัวเองไม่ถูกยุบบ้าง ลองผมเสนอสิครับ วันที่คนอื่นเขาถูกยุบแล้วเขาเสนอไม่เห็นด้วย วันตัวเองจะถูกยุบเลยเสนอเข้ามา พรรคประชาธิปัตย์ทําไม่ได้ครับ วันที่ ๒๙ นี้ไปแถลงป่ดคดี ไม่รู้จะวินิจฉัยเมื่อไร ไม่รู้คําวินิจฉัยคืออะไร แต่ไม่ถูกต้องแน่นอนถ้าพรรคประชาธิปัตย์ วันนี้จะยื่นมาเพื่อจะบอกว่าต่อไปนี้จะไม่มีการยุบพรรค แล้วจะมีผลเปึนการนิรโทษกรรม ตัวเองถ้าเราผิด นี่ไม่ใช่มาตรฐานพรรคประชาธิปัตย์ ๒ เรื่องที่เสนอเข้ามา มาตรา ๑๙๐ ผมอธิบายไปแล้ว เหลือเรื่องเขตเลือกตั้ง เรื่องเขตเลือกตั้งนะครับ ถามว่าผมคิดอย่างไร พรรคประชาธิปัตย์คิดอย่างไร วันที่มีการร่างรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ผมยอมรับครับ ผมเปึนคนเดียว เปึนตัวแทนของพรรคการเมืองเดียว ที่เสนอว่าอยากให้เลือกตั้งแบบ เขตละ ๓ คน เขตละ ๒ คน หรือเขตละ ๑ คน แล้วแต่กรณี ด้วยความเชื่อที่ว่า
๑. เขตเลือกตั้งที่ใหญ่กว่าทําให้พฤติกรรมของการลงคะแนนเสียงตัดสินใจ มีลักษณะที่อิงกับประเด็นในเชิงนโยบายมากกว่าถ้าเปึนเขตเล็ก ซึ่งจะทําให้เปึนเรื่อง การแข่งขันกันในลักษณะท้องถิ่นมากขึ้น
๒. ด้วยความเชื่อที่ว่าการแข่งขันเขตละคนมันรุนแรง เพราะมีคนเดียวที่ได้ คนที่ ๒ มันตก แต่การเลือกตั้งแบบ ๓ คน ๒ คน มีลักษณะถ้อยทีถ้อยอาศัยกันมากกว่า นี่ก็เปึนความคิดจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ แล้วพวกผมก็ถูกต่อว่าที่เสนออย่างนี้นี่ ๑. ไม่คํานึงถึงความเปึนธรรม ระบบนี้ไม่เปึนสากล แล้วก็อ้างว่าพรรคประชาธิปัตย์ จะได้เปรียบจากการที่เปึนเขตใหญ่ ทุกท่านที ่วันนี้วันนี้มาอภิปรายคัดค้านเขตละคน ล้วนแล้วแต่บอกผมมาก่อนว่าเขตละคน ดีกว่า เพราะฉะนั้นถ้าจะบอกว่าใครเปลี่ยน ไม่เปลี่ยนจุดยืน มันก็ชี้หน้ากันได้ทั้งนั้นครับ แต่ผมมีเหตุผลว่าทําไมผมเสนอมาวันนี้
ข้อแรก ผมอยากจะทําความชัดเจนเสียก่อนว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับพรรคร่วม วันที่ผมไปพูดคุยกับพรรคร่วมรัฐบาลในการจัดตั้งรัฐบาลคุยกันเรื่องรัฐธรรมนูญจริงครับ แล้วสิ่งที่เราคุยกันผมเคยชี้แจงในสภาอย่างไรผมก็ยืนยันอย่างนั้น เราบอกเรื่อง รัฐธรรมนูญแบ่งออกเปึน ๓ ส่วน
ส่วนที่ ๑ อะไรที่เปึนปัญหาในทางเทคนิคแก้ได้ มาตรา ๑๙๐ เปึนตัวอย่าง
ส่วนที่ ๒ เรื่องใดที่เปึนลักษณะของการนิรโทษกรรมทําให้เกิด ความแตกแยกไม่เอา ตกลงกัน
ส่วนที่ ๓ บางเรื่องผมก็คุยกับแกนนําพรรคร่วมตรงไปตรงมาบอก เราเห็น ไม่ตรงกันนะคือเขตเลือกตั้ง แล้วก็ไม่มีข้อตกลงอะไร ก็บอกว่าค่อยพิจารณากันไป
ต่อมาเมื่อพรรคร่วมเสนอร่างของ ๑๐๒ ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ก็ยืนยัน จุดเดิมว่าเราไม่เห็นด้วย แล้ววันนี้ก็ต้องขอบอกกับพรรคร่วมว่า พรรคประชาธิปัตย์ ก็ไม่อาจสนับสนุนร่างของ ๑๐๒ ส.ส. ได้ เพราะนั่นคือสิ่งที่เราได้พิจารณาไปแล้ว แต่ร่างของท่านอาจารย์สมบัติที่เสนอเข้ามามันมีการไปปรับ มีการไปแต่ง เพราะท่านรับฟัง สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ท้วงติง
ประการแรก ท่านก็เห็นคล้อยกับคนที่เคยสนับสนุนเขตละคนว่ามันเปึนธรรม มันเปึนสากล แต่ท่านก็กังวลเหมือนพรรคประชาธิปัตย์กังวลว่ากรณีถ้าเขตละคนมันเขต เล็กเกินไปหรือเปล่า ท่านก็จึงไปลดจํานวนเขตเพื่อประโยชน์ให้เขตที่เล็กที่สุดใหญ่ขึ้นมาก็ ๒๕ เขต แล้วที่สําคัญก็คือท่านก็บอกว่าถ้าเรากลัวลักษณะของเขตละคนมันเปึนเรื่องของ การที่จะทําให้การเมืองเปึนเรื่องท้องถิ่นมากเกินไป ก็ทําไมไม่เพิ่มการเลือกตั้งที่มันเปึน การแข่งขันระดับชาติด้วยการดึงเอา ส.ส. สัดส่วนแปรกลับมาเปึนบัญชีรายชื่อระดับชาติ แล้วก็เพิ่มสัดส่วนเสียจาก ๘๐ คนมาเปึน ๑๒๕ คน ผมยังถามอาจารย์เลยบอกว่า อาจารย์ครับ พวกผมเคยคิดว่าเขตเล็กมันซื้อเสียงง่ายกว่า อาจารย์ก็ตอบว่าในความเห็นคณะกรรมการ ของท่านไม่จริง ก็เปึนความเห็นที่อาจจะยังมีดุลยพินิจความคิดที่แตกต่างกันได้ แต่ประเด็น ก็คือว่าคณะกรรมการได้เอาข้อเสนอเดิม ได้เอาความเห็นของพรรค ได้เอาความเห็นของ คณะกรรมการของสภา และพรรคอื่น ๆ มาสังเคราะห์แล้วเสนอมาอย่างนี้ ผมก็ต้อง ตัดสินใจ ผมไม่เสนอร่างนี้เข้ามา ผมยืนยันรัฐบาลอยู่ได้ ไม่ได้มีปัญหาละครับ อยู่ได้ แล้วอยู่ไม่ได้ก็ไม่เปึนอะไรก็ไปเลือกตั้งกัน ไม่ได้มีปัญหาเลย แต่สิ่งที่ผมต้องคิดก็คือว่า ผมจะเอาอะไรเปึนหลัก เขาเสนอมา ๕ ประเด็น ผมจะเสนอแค่มาตรา ๑๙๐ แล้วผมจะตอบ ว่าที่ผมไม่เอาประเด็นเรื่องเขตเลือกตั้ง ผมมีเหตุผลอะไรครับ เพราะพรรคประชาธิปัตย์ ไม่เห็นด้วย มันไม่เหมือนเหตุผลอีก ๓ ฉบับที่บอกว่ามันกําลังสร้างความขัดแย้ง มันขัดกับ หลักการอย่างรุนแรงเรื่องการนิรโทษกรรมให้ตัวเอง มันไม่ใช่ ผมจึงต้องขอกับเพื่อนสมาชิก พรรคประชาธิปัตย์ว่าวันนี้ความรับผิดชอบของผมในฐานะหัวหน้ารัฐบาลในฐานะ นายกรัฐมนตรีมันยิ่งใหญ่กว่าความรับผิดชอบในฐานะหัวหน้าพรรค แล้วผมก็มาคิดครับ เราเรียกร้องความสมานฉันท์ เราเรียกร้องความปรองดอง ผมถามว่าความสมานฉันท์ ความปรองดองจะเกิดขึ้นได้อย่างไรถ้าไม่มีใครยอมใครกันบ้างเลย ต่างคนต่างยืนอยู่จุดเดิม เมื่อไรล่ะครับจะสมานฉันท์ ผมจึงบอกว่าประเด็นนี้ พรรคประชาธิปัตย์ต้องยอม แล้วก็เปึนเรื่องที่ให้รัฐสภาพิจารณา การเสนอเข้ามา ในจังหวะเวลานี้ท่านบอกว่าไม่มีเรื่องอื่นทําแล้วหรือ ปัญหาบ้านเมืองเยอะแยะ ผมก็บอกว่า ผมเห็นทุกครั้งประชุมร่วมกันของรัฐสภา ผมจะเอาข้อตกลงที่กําลังไปทํากับต่างประเทศ ท่านก็บอกต้องเอารัฐธรรมนูญขึ้นมาก่อนท่านประธานที่เคารพครับ เรื่องนี้ไม่กระทบ การแก้ปัญหาอื่นหรอกครับ แต่เรื่องนี้กําลังจะขจัด ๑ เงื่อนไขของความขัดแย้งออกไปจาก สภาชุดนี้ครับ พรุ่งนี้สภาชุดนี้จะจบกันเสียทีกับความอึมครึมเรื่องรัฐธรรมนูญ แล้วหมดไป อีก ๑ เงื่อนไขที่ผมเคยบอกเอาไว้ในเรื่องของการที่จะนําไปสู่การยุบสภา นี่คือความตั้งใจ ในเรื่องความปรองดองสมานฉันท์ไม่มีอะไรเลยที่เปึนประโยชน์ส่วนตัว ไม่มีอะไรเลยที่เปึน ประโยชน์ส่วนพรรค ไม่มีอะไรเลยที่เปึนประโยชน์ของรัฐบาลชุดใดชุดหนึ่ง มีแต่เรื่องของ การขับเคลื่อนบ้านเมืองไปข้างหน้ากับการให้รัฐบาลทุกชุดทํางานได้ดีขึ้น นี่คือจุดยืนของผม ในฐานะนายกรัฐมนตรี และผมขอขอบคุณสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ที่บอกว่าจุดยืนนี้เปึนจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ในวันนี้เช่นเดียวกัน ผมไม่ว่าอะไรหรอกครับ ผมถูกตําหนิ ถูกต่อว่าต่อขานถูกด่าทอมากมาย แต่เจตนาผมเปึนอย่างนี้ ไม่มีอะไร แอบแฝง และผมเดินหน้าเสนอให้รัฐสภาช่วยกันทําเรื่องนี้เถอะครับ สิ่งที่เราจะได้ก็คือว่า เรายืนยันว่ารัฐสภาแห่งนี้มีความชอบธรรม มีอํานาจตามที่รัฐธรรมนูญให้อํานาจเราไว้ ในเรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ แต่เราจะใช้อํานาจนั้นด้วยความรับผิดชอบ ระมัดระวังไม่เอาเรื่องที่เปึนผลประโยชน์ของตน ระมัดระวังไม่เอาเรื่องที่จะก่อให้เกิด ความขัดแย้งในวงกว้างเกิดขึ้นกับสังคม นี่คือเหตุผลที่ผมขอความกรุณาเพื่อนสมาชิก รัฐสภาสนับสนุน ๒ ฉบับของคณะรัฐมนตรี และเหตุผลที่ผมไม่สนับสนุนอีก ๒ ฉบับ ขอกราบขอบพระคุณครับ