อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อภิปรายเรื่องรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะการแก้ไขเพิ่มเติม และชี้แจงเกี่ยวกับการแก้ไขมาตรา 190 พร้อมเรียกร้องให้การอภิปรายอยู่ในความเป็นจริง และไม่สร้างความสับสนในการตัดสินใจ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ และในฐานะนายกรัฐมนตรีด้วยครับ ที่กราบเรียนท่านประธานขออนุญาตที่จะพูดตรงนี้ ก็เพราะว่าการใช้สิทธิของผมนั้นมีทั้งในส่วนที่เปึนการชี้แจงในร่างของคณะรัฐมนตรี และมีในส่วนที่ผมต้องการแสดงความคิดเห็นในฐานะ ส.ส. และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ต่อร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับอื่น ๆ ด้วย และขออภัยท่านประธานนะครับ ต้องติง ท่านประธานนิดหนึ่ง จะยืนข้างล่างหรือยืนข้างบนมีความสง่างามเท่ากัน เพราะสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรก็มีความสําคัญแล้วก็ทําหน้าที่ในฝ์ายนิติบัญญัติ ส่วนในฐานะนายกรัฐมนตรี ก็ทําหน้าที่ในฝ์ายบริหาร ท่านประธานที่เคารพครับ เบื้องต้นคงต้องชี้แจงเพื่อนสมาชิก สักนิดหนึ่งนะครับ สืบเนื่องมาจากที่มีการใช้สิทธิพาดพิงกันเมื่อสักครู่ ก็ขอเรียนว่ารัฐบาล ไม่ได้นิ่งนอนใจกับปัญหาที่เกิดขึ้นที่แม่สอด และผมเดินทางไปสหภาพพม่า ได้มีการสอบถาม และพูดคุยเรื่องนี้โดยตรงกับท่านนายกรัฐมนตรีของประเทศพม่า ซึ่งได้ยืนยันกับผมครับ ว่าเรื่องทั้งหมดเปึนปัญหาภายในประเทศของเขา แล้วก็ขอความร่วมมือในการที่จะช่วย คลี่คลายปัญหา ซึ่งจะเห็นว่าต่อมาในช่วงของการเลือกตั้งได้ลุกลามมาเปึนการปะทะกัน แล้วก็มีผลกระทบต่อพื้นที่บริเวณชายแดน ไม่ใช่เฉพาะที่แม่สอด แต่ว่าบริเวณอื่นด้วย อันนี้คือข้อเท็จจริง ท่านจะได้ทราบว่าไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรทั้งสิ้นกับมติคณะรัฐมนตรี ไม่ได้เกี่ยวข้องทั้งสิ้นอะไรกับมาตรา ๑๙๐
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขออนุญาตใช้เวลาในการที่จะอภิปราย แบ่งเปึนส่วน ๆ นะครับ
ส่วนแรก ขอชี้แจงในส่วนของการแก้ไขเพิ่มเติมที่คณะรัฐมนตรีเสนอ ในเรื่องของมาตรา ๑๙๐ แต่ผมอยากจะเรียนก่อนที่จะไปถึงตรงนั้นว่า ผมฟังการอภิปราย ของเพื่อนสมาชิกตลอดระยะเวลาเกือบ ๒ วันแล้ว บางท่านก็อภิปรายอยู่ในเนื้อหา ของรัฐธรรมนูญ บางท่านก็อาจจะมีการอภิปรายเพื่อโจมตีรัฐบาลหรือฝ์ายตรงกันข้าม ซึ่งก็เปึนปกติ การอภิปรายในสภาผมเข้าใจ ในฐานะที่อยู่ในสภาแห่งนี้มาเปึนเวลานาน แต่ว่าขณะเดียวกันที่ผมประหลาดใจก็คือว่าเวลาลงไปในเนื้อหาสาระของรัฐธรรมนูญ ที่คณะรัฐมนตรีเสนอ บางท่านพูดจาประหนึ่งว่าเนื้อหาสาระในร่างทั้ง ๒ ร่างมันมีความชั่วร้าย มันมีความเลว มันมีความเสียหายอย่างมากมายมหาศาล ผมฟังเมื่อบ่ายบางท่านบอกว่า การเสนอให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญว่าเขตเลือกตั้งเขตละคนเปึนสิ่งที่เลวร้าย เปึนสิ่งที่จะสนับสนุนการซื้อเสียง การซื้อ ส.ส. ผมก็ต้องขอถามว่าแล้วก่อนหน้านี้จุดยืน ของพรรคฝ์ายค้านในเรื่องเขตเลือกตั้งคืออะไร ตั้งแต่มีการร่างรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ จุดยืนของพรรคฝ์ายค้านมาโดยตลอดก็คือยืนยันว่าระบบเขตเลือกตั้งเขตละคนดีกว่า วันนั้นท่านยืนยันเพราะอะไรครับ เพราะมันซื้อเสียงง่ายหรือ หรือเพราะมันซื้อ ส.ส. ง่าย หรืออะไร ผมจึงอยากจะกราบเรียนว่าผมอยากให้การอภิปรายเราอยู่กับความเปึนจริง เดี๋ยวผมจะพูดจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ที่มีต่อเรื่องของเขตเลือกตั้ง ร่างรัฐธรรมนูญ ทั้ง ๒ ร่างดังที่ผมได้กราบเรียนท่านประธานตั้งแต่ตอนนําเสนอในช่วงต้นมันมีที่มาที่ไป และที่มาที่ไปก็มาจากทั้งคณะกรรมการสมานฉันท์และคณะกรรมการที่รัฐบาลได้แต่งตั้งขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาในคณะกรรมการสมานฉันท์มีสมาชิกของทุกพรรคการเมืองและสมาชิกวุฒิสภา ร่วมอยู่ด้วย แล้วมีการนําเสนอเรื่องนี้มาเปึนผลงานของสภา ผมจึงอยากกราบเรียนว่าไม่เปึนไรครับวันนี้เราอยากจะฉกฉวยโอกาสทางการเมือง ในการอภิปรายอย่างไรก็แล้วแต่ แต่เราไม่ควรสร้างความสับสน และการตัดสินใจของผม และพรรคประชาธิปัตย์ผมในฐานะนายกรัฐมนตรีที่นําเสนอและพรรคประชาธิปัตย์ ที่สนับสนุนร่างทั้ง ๒ ฉบับนี้เปึนเหตุผลที่เกี่ยวโยงกับการให้ความเคารพต่อกระบวนการ ที่เรากําลังทําอยู่ทั้งในเรื่องของสภา ทั้งในเรื่องของคณะกรรมการปฏิรูปและปรองดอง สมานฉันท์ของรัฐบาล ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจะขอชี้แจงในเรื่องมาตรา ๑๙๐ ก่อน เพราะว่าเรื่องนี้ที่จริงแล้วมันไม่ใช่ประเด็นซึ่งควรจะมีความขัดแย้งกัน เนื่องจากว่า ในการประชุมร่วมของรัฐสภาเกือบทุกครั้งที่เราต้องมาถกเถียงกันในเรื่องของบรรดา หนังสือสัญญาต่าง ๆ ผมว่าเพื่อนสมาชิกเกือบครบทุกพรรคและสมาชิกวุฒิสภาเคย ตั้งข้อสังเกตมาเสมอครับว่า ทําไมหนังสือสัญญาที่จะต้องนําเสนอต่อสภาจึงมีมากมาย เพียงนี้ บางเรื่องไม่น่าจะเปึนเรื่องที่กระทบกระเทือนตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ แต่ก็มีการเสนอเข้ามา เรื่องนี้เปึนปัญหามาตั้งแต่สมัยรัฐบาลที่แล้ว รัฐบาลที่แล้ว มีความกังวลมากหลังจากการไปลงนามในแถลงการณ์ร่วมกับประเทศกัมพูชา แล้วต่อมา ถูกศาลวินิจฉัยว่าไม่ได้ดําเนินการตามมาตรา ๑๙๐ ทําให้รัฐบาลตั้งแต่ชุดที่แล้ว และบรรดาข้าราชการตามกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ มีความหวาดวิตกว่าหากไม่นําเสนอ หนังสือสัญญาข้อตกลงแถลงการณ์ที่มีการทําในการประชุมกับประเทศต่าง ๆ แล้วก็จะ เดินซ้ํารอยกรณีนั้น ซึ่งไม่เพียงแต่ทําให้หนังสือสัญญาเปึนโมฆะดังที่แถลงการณ์ร่วม ที่ตอนนั้นไปลงนามไว้เปึนโมฆะ แต่ปรากฏว่ามีข้าราชการและผู้ที่เกี่ยวข้องถูกดําเนินคดีด้วย ท่านประธานจะเห็นว่ารัฐบาลที่แล้วจึงมีการเสนอเรื่องหนังสือสัญญาและมีการไปทํา ข้อตกลงต่าง ๆ หลังจากนั้นเปึนต้นมาน้อยมาก มีเพียงการมาเสนอกรอบในการไปเจรจา กับประเทศกัมพูชาเพื่อแก้ปัญหาซึ่งเปึนปัญหาเร่งด่วนในขณะนั้นครับ เนื่องจากเกิด ความรุนแรงแล้วก็การปะทะขึ้นในบริเวณชายแดน อันนี้คือข้อเท็จจริงครับ ผมเข้ามา บริหารราชการแผ่นดินมีเรื่องที่เปึนหนังสือสัญญาต่าง ๆ เยอะมากครับที่ค้างอยู่ตาม กระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ แล้วทุกคนพอเสนอเข้ามาที่คณะรัฐมนตรีจะบอกว่าไม่แน่ใจ ว่ามันเข้าตามมาตรา ๑๙๐ หรือไม่ ขอให้รัฐบาลส่งเข้าสภาทุกฉบับ ผมกราบเรียนว่า จริง ๆ คณะรัฐมนตรีของผมใช้ดุลยพินิจหลายครั้งแล้วว่าไม่น่าจะเข้าตามมาตรา ๑๙๐ ก็ลดไปได้จํานวนหนึ่งครับ แต่ก็ยังมีอีกจํานวนมากที่ต้องบอกว่าอ่านรัฐธรรมนูญแล้ว มันตอบยาก ตอบยากว่าการกระทบต่อเศรษฐกิจหรือต่องบประมาณมีนัยสําคัญแค่ไหน กี่ล้านบาท ร้อยละเท่าไรของงบประมาณ ไม่มีใครตอบได้ครับ ในเบื้องต้นเราก็เข้าใจว่า ปัญหานี้น่าจะแก้ได้ด้วยการเสนอกฎหมายลูก แล้วรัฐบาลชุดนี้ก็ได้ดําเนินการเสนอ กฎหมายลูกเข้ามาสู่สภา ในการเสนอเข้าสู่สภานั้นบังเอิญก็มีประเด็นหนึ่งที่เกี่ยวข้อง กับหนังสือสัญญาประเภทที่กระทรวงการคลังเขาไปทําครับ ซึ่งทางกฤษฎีกาเห็นว่า หนังสือสัญญาที่กระทรวงการคลังไปทําไม่ใช่มีลักษณะในเรื่องของหนังสือสัญญาตาม มาตรา ๑๙๐ เท่ากับเปึนการทําสัญญาพูดง่าย ๆ เหมือนกับเปึนการทําธุรกิจ เช่นไปทํา ตกลงกับธนาคารโลกหรืออะไรต่าง ๆ ก็จึงมีการมาเขียนลงไปในมาตราหนึ่งว่าหนังสือสัญญา ประเภทนั้นไม่อยู่ภายใต้บังคับของมาตรา ๑๙๐ ตามกฎหมายลูกที่เสนอเข้ามา เมื่อรัฐบาล เสนอเข้ามาเพื่อนสมาชิกรวมทั้งพรรคฝ์ายค้านท้วงติงว่าอันนี้ทําไม่ได้ รัฐบาลไปเขียน ในกฎหมายไม่ได้ เพราะกฎหมายไม่ได้อนุญาตให้ไปกําหนดประเภทของหนังสือสัญญา รัฐธรรมนูญบอกว่ากฎหมายออกได้เพียงไปบอกว่าขั้นตอน วิธีการทําอย่างไร แต่ไม่สามารถ จะเขียนกฎหมายเพื่อกําหนดหลักเกณฑ์หรือกําหนดประเภทของหนังสือสัญญาได้ ผมเห็นด้วยกับเพื่อนสมาชิกที่อภิปรายในวันนั้นผมจึงตัดสินใจถอนร่างดังกล่าวกลับไป แล้วก็ต้องไปปรับปรุงแก้ไขเพื่อตัดประเด็นนั้นออกแล้วก็ตรวจสอบกับทางฝ์ายกฎหมาย คือทางกฤษฎีกาอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งกฤษฎีกายืนยันว่ารัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ในปัจจุบัน ไม่อนุญาตให้มีการไปตรากฎหมายในลักษณะที่ไปกําหนดหลักเกณฑ์หรือประเภทของ หนังสือสัญญาได้ ถามว่าเรามีทางออกอื่นไหม มีครับ รอส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความ แต่จุดอ่อนของการใช้วิธีอย่างนี้มี ๒ เรื่อง
เรื่องแรก เปึนที่ทราบกันดีว่าระยะเวลาในเรื่องของการที่จะส่งเข้าสู่ กระบวนการและการตีความของศาลรัฐธรรมนูญนั้นตอบยากมากว่าจะใช้เวลานาน แค่ไหน
เรื่องที่สอง ก็คือผมไม่แน่ใจว่าศาลรัฐธรรมนูญซึ่งเปึนองค์กรในฝ์ายตุลาการ ควรจะเปึนผู้ใช้ดุลยพินิจหรือไม่ครับ ในการประเมินสิ่งที่จริง ๆ แล้วเปึนประเด็นในเชิง ของการบริหาร เช่นว่ากระทบกระเทือนต่อความมั่นคงหรือกระทบกระเทือนต่อเศรษฐกิจ มากน้อยแค่ไหน อย่างไร เพราะฉะนั้นโดยสรุปทางออกที่ดีที่สุดก็คือเราควรจะให้สภา ตรากฎหมายขึ้นกําหนดเปึนหลักเกณฑ์ อาจจะระบุไปก็ได้ว่าหนังสือสัญญาประเภทไหน ที่กระทบกระเทือนกับงบประมาณ ถ้าเปึนงบประมาณเกินจํานวนเท่าไร สัดส่วนเท่าไร ระบุลงไปเลยครับ แล้วรัฐบาลก็จะมีความชัดเจนว่ากรณีไหนจําเปึนต้องเสนอต่อสภา กรณีไหนนั้นไม่เข้าตามมาตรา ๑๙๐ เจตนาของการเสนอร่างมีเพียงเท่านี้ และหลักการ ที่เสนอมาก็มีเพียงเท่านี้ครับ แต่จากการอภิปรายของสมาชิกหลายท่านโดยเฉพาะ เพื่อนสมาชิกวุฒิสภานะครับ ที่ได้แสดงความกังวลว่าในการยกร่างของคณะกรรมการ ของท่านอาจารย์สมบัติ ขอประทานโทษเอ่ยนามท่าน แล้วก็ที่ทางกฤษฎีกาช่วยดูให้ บังเอิญไปแยกปัญหาหนังสือสัญญาตามวรรคสองกับวรรคสามออกจากกัน แล้วก็เกิด ความห่วงใยว่าถ้าเปึนเช่นนี้หนังสือสัญญาตามวรรคสองมันจะไม่ผ่านกระบวนการ ที่เกี่ยวข้องกับการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน หรือการมีกรอบการเจรจา หรือมี การจะต้องมาเยียวยาถ้ามีความจําเปึน อย่างนี้เปึนต้น ผมก็สงสัยเหมือนกันนะครับ สอบถามไปยังผู้ร่างเขาก็ยืนยันว่าจริง ๆ ไม่ได้มีเจตนาจะแยก แต่ที่เขียนมาอย่างนี้เข้าใจ ว่าไปดูแนวของรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ กับ ป้ ๒๕๕๐ ก็คือในวรรคสองไปเอาแนวของ ป้ ๒๕๔๐ มา แล้วก็คงไปเข้าใจว่าตอนป้ ๒๕๕๐ ที่ไปแก้ แก้ตอนนั้นเพราะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ มากที่สุดก็คือเรื่องการไปทําข้อตกลงเขตการค้าเสรีคือเปึนเรื่องของเศรษฐกิจครับ แล้วการเจรจาตกลงเขตการค้าเสรีมันก็ควรจะได้มีกระบวนการตามวรรคสี่ วรรคห้าที่ว่า ผมกราบเรียนยืนยันกับท่านประธานครับ เมื่อเปึนเช่นนี้ผมก็ไม่สบายใจว่าจะไม่ครอบคลุม หนังสือสัญญาตามวรรคสอง ผมก็เรียนยืนยันว่าถ้าจะกรุณารับหลักการพวกเราจะแปรญัตติ ให้ครอบคลุมถึงวรรคสอง เพราะเจตนาไม่ได้มีเรื่องของการที่จะไปแยกกระบวนการตรงนี้หรอก แต่สิ่งที่เราต้องการมากที่สุดก็คือประเภทของหนังสือสัญญาที่จะทํา ที่จะต้องเข้าสู่กระบวนการ มาตรา ๑๙๐ อันนี้คือคําชี้แจงของผมในฐานะที่เปึนผู้เสนอของร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับนี้ในนามของคณะรัฐมนตรี ผมขออนุญาตใช้เวลาที่เหลืออภิปรายในฐานะ ส.ส. ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และบางครั้งก็ในฐานะนายกรัฐมนตรี